ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม จาก วว.

Featured

วว. ร่วมกับหน่วยงานภาคีและผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ “ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม” จากปลานิล โดยนำส่วนเหลือจากกระบวนการผลิตมาเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร ภายใต้แนวคิด Zero Waste ช่วยลดของเหลือทิ้งและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น Nutritious Snack ที่ตอบโจทย์กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ มีจุดเด่นด้านคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีแคลเซียมสูงประมาณ 20–24% พร้อมพัฒนารสชาติและรูปแบบให้รับประทานง่าย กรอบ อร่อย และไม่ใช้น้ำมันทอด

นวัตกรรมนี้สะท้อนบทบาทของ วว. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วย เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดของเสีย และสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG ตลอดจนสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภค ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม.

ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา” นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

Featured

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน ผ่านการพัฒนา “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพารา (Rolling Guard Barrier)”จากยางพาราไทย เพื่อช่วยลดแรงกระแทกและความรุนแรงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

นวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างหน่วยงาน โดยใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลัก และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานระดับสากล รวมถึงการทดสอบ Vehicle Impact Test โดยมีจุดเด่นในการช่วยลดแรงกระแทกและลดความรุนแรงของการบาดเจ็บต่อผู้ใช้รถใช้ถนน อีกทั้งยังมีความทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้วัสดุจากธรรมชาติ และช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรยางพาราภายในประเทศ

นอกจากการเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารายังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยสร้าง คุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับยางพาราไทย โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ สนับสนุนรายได้ให้เกษตรกร และต่อยอดยางพาราจากวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง

นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการบูรณาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านความร่วมมือด้านการวิจัยของ วว. และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน และการเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรของประเทศอย่างยั่งยืน

เครื่องดื่มโยเกิร์ตจากถั่วซิกพีพร้อมชง เสริมโพรไบโอติก ตอบโจทย์สายสุขภาพ

Featured

วว. พัฒนา “เครื่องดื่มโยเกิร์ตจากถั่วซิกพีพร้อมชง เสริมโพรไบโอติก (Chickpea Yogurt Powder)” นวัตกรรมอาหารทางเลือกจากพืชที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยนำถั่วซิกพีหรือถั่วลูกไก่ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตคุณภาพ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรูปแบบผง ชงง่าย สะดวก และเหมาะสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์โยเกิร์ตชนิดแกน ก่อนนำมาผ่านเทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Dry) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผง พร้อมชงและเก็บรักษาได้สะดวก โดยมีจุดเด่นคือ โปรตีนสูง ปราศจากคอเลสเตอรอล เสริมโพรไบโอติก และเป็นผลิตภัณฑ์ Plant Based

นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลและแคลอรี ผู้มีภาวะอ้วนหรือผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ รวมถึงผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกน จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบทางการเกษตร พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพเชิงพาณิชย์

น้ำนมธัญพืชเสริมน้ำมะม่วงหิมพานต์ ทางเลือกของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากงานวิจัยของ วว.

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้วิจัยและพัฒนา น้ำนมธัญพืชเสริมน้ำมะม่วงหิมพานต์ โดยนำคุณค่าของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งอุดมด้วยใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ ได้แก่ วิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 6 รวมถึงทองแดง ฟอสฟอรัส สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และซีลีเนียม มาใช้เป็นส่วนประกอบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่ (Functional Food)

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลจากการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากมะม่วงหิมพานต์ เพื่อพัฒนาเป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังมีจุดเด่น ได้แก่ โปรตีน 3 กรัมต่อ 200 มิลลิลิตร ไม่มีน้ำตาลและคอเลสเตอรอล มีสารกลุ่มฟีนอลิก 5.49 มิลลิกรัมกรดแกลลิก/100 มิลลิลิตร และวิตามินซี 0.78 มิลลิกรัม/100 กรัม พร้อมสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 10 เดือนที่อุณหภูมิ 25°C ในรูปแบบบรรจุกล่อง UHT จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบริโภคและเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ

สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ภูมิปัญญาใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

Featured

ประภากร แค่มจันทึก

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

บทนำ

ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ หลายคนอาจคุ้นชินกับการพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ จนหลงลืมว่า “สมุนไพรไทย” ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวเรามาโดยตลอด สมุนไพรไม่ได้เป็นเพียงตำรับยาพื้นบ้านในอดีต หากแต่ยังแฝงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแนบเนียน ตั้งแต่เครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น อาหารที่มีส่วนผสมของพืชสมุนไพร ไปจนถึงกลิ่นหอมจากธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ สมุนไพรไทยถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความสมดุลให้ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตมากนัก ในวันที่ความเครียดกลายเป็นเรื่องปกติ สมุนไพรจึงทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเล็กๆ ที่ช่วยให้เราหยุดพักและหันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำสมุนไพรระหว่างวัน การเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ หรือการใช้กลิ่นหอมจากพืชเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในบ้าน สิ่งสำคัญของการใช้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของตำรับยา แต่อยู่ที่การเลือกใช้ให้เหมาะสมและสม่ำเสมอ สมุนไพรจึงไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะยามเจ็บป่วยเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ การหันกลับมาเห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น หากแต่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้สอดรับกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืน

บทบาทของสมุนไพรไทย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

การใช้สมุนไพรไทยมีพื้นฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้ของชุมชนผ่านการสังเกต การทดลอง และการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ภูมิปัญญาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความรู้เชิงการแพทย์พื้นบ้าน หากแต่เป็นระบบความคิดที่เชื่อมโยงสุขภาพ อาหาร และวิถีชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม (วิชัย วงศ์ใหญ่ 2563)

การใช้ต่อเนื่องในสังคมไทย 

แม้สังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคม สมุนไพรไทยยังคงถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบของอาหาร เครื่องดื่ม และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การคงอยู่ของการใช้สมุนไพรสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของภูมิปัญญาไทยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืน (ฆนัท ครุธกูล 2568)

สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน

การบริโภค 

สมุนไพรไทยจำนวนหนึ่งถูกนำมาใช้ในการบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้นชัน และใบเตย ซึ่งมักพบในอาหารไทยและเครื่องดื่มพื้นบ้าน การบริโภคสมุนไพรในลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมอาหารและการดูแลสุขภาพ โดยเน้นความกลมกลืนของรสชาติและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2565)

การใช้ในวิถีชีวิต 

นอกจากการบริโภค สมุนไพรไทยยังถูกนำมาใช้ในวิถีชีวิตประจำวันในรูปแบบอื่นๆ เช่น การใช้ลูกประคบสมุนไพร การอบไอน้ำสมุนไพร หรือการใช้กลิ่นหอมจากพืชสมุนไพรเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ตัวอย่างสมุนไพรที่พบการใช้งานในบริบทนี้ ได้แก่ ไพล การบูร และตะไคร้ ซึ่งสะท้อนถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน

การส่งเสริมคุณภาพชีวิต 

การใช้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรือการใช้ในวิถีชีวิต ล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ โดยช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า สมุนไพรไทยจึงมิได้เป็นเพียงองค์ความรู้ดั้งเดิม หากแต่ยังมีบทบาทในการสนับสนุนแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืนในสังคมไทยปัจจุบัน (ฆนัท ครุธกูล 2568)

สมุนไพรไทยที่ใช้ในระบบสุขภาพ

ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง สารสำคัญ andrographolide มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ รวมถึงลดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ (Hu et al. 2017) สมุนไพรชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจส่วนต้นในระยะเริ่มต้น ข้อดีคือมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาแก้หวัดบางชนิด และช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม การใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อตับได้ จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสม 

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ในการดูแลระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และความไม่สบายในกระเพาะอาหาร สารสำคัญ curcumin มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบของเยื่อบุทางเดินอาหาร (Kongkam et al. 2023) โดยมีรายงานจากการทดลองแบบสุ่มของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า curcumin มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ omeprazole ในการบรรเทาอาการ functional dyspepsia นอกจากนี้ ขมิ้นชันยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันในรูปแบบแคปซูล (ภัทรพร รักเปี่ยม 2567) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง และการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วน เนื่องจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ

กระชายขาวเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการต้านการอักเสบ สารสำคัญในกระชายขาว ได้แก่ panduratin A และ hydroxypanduratin A ซึ่งมีหลักฐานจากการศึกษาในหลอดทดลองว่าสามารถยับยั้ง nitric oxide (NO) และ tumor necrosis factor-alpha (TNF-α) ได้อย่างมีนัยสำคัญ (Tewtrakul et al. 2009) จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยจากการใช้ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 ในอาสาสมัครชาวไทยรายงานเฉพาะข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์ของสารสกัด และยังไม่มีข้อสรุปด้านประสิทธิผลทางคลินิก (Kongratanapasert et al. 2024) ดังนั้น การใช้กระชายขาวจึงควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และควรอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการประกอบการใช้งาน

การต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทย

ไม่มีชื่อ-2

ที่มา: สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์. (ม.ป.ป.)

รูปที่ 1. ภาพรวมของงานวิจัย

การศึกษาและการวิจัย

การต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยในปัจจุบันอาศัยการศึกษาและการวิจัยเชิงระบบ เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยหลักฐานทางวิชาการ การวิจัยช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และจัดระบบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อันเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมในสังคมร่วมสมัย (สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ม.ป.ป.)

การใช้สมุนไพรอย่างเหมาะสม 

การใช้สมุนไพรไทยควรอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเหมาะสมของบริบท โดยมุ่งเน้นการใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรอย่างมีเหตุผลช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ที่ไม่เหมาะสม และสนับสนุนการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2565) 

บทสรุป

สมุนไพรไทยเป็นองค์ความรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยในปัจจุบัน ทั้งในด้านการบริโภค การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติร่างกายและจิตใจ การใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวันสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมอาหาร และแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล ในบริบทของสังคมร่วมสมัย การนำสมุนไพรไทยกลับมาใช้มิได้เป็นเพียงการอนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม หากแต่เป็นการปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาและการวิจัยเชิงระบบจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภูมิปัญญาเดิมด้วยหลักฐานทางวิชาการ เพื่อให้การใช้สมุนไพรเป็นไปอย่างเหมาะสม มีความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น สมุนไพรไทยจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกเสริมด้านสุขภาพ แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน การตระหนักรู้ การใช้ด้วยความเข้าใจ และการต่อยอดองค์ความรู้จะช่วยให้สมุนไพรไทยยังคงคุณค่า และสามารถตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. 2565. สมุนไพรไทยกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน. กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.dtam.moph.go.th/, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

ฆนัท ครุธกูล. 2568. สมุนไพรไทย: ทางเลือกที่ยั่งยืนในระบบสุขภาพของชาติ. Hfocus. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2025/05/34069, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

มณฑกา ธีรชัยสกุล, กมลวรรณ บานชื่น, ธันวา บัวมหะกุล, วิวรรณ วรกุลพาณิชย์, สมหมาย จูกูล, รสสุคนธ์ กลิ่นหอม, กัณฐิกา ลำพูล, ธิติ แสวงธรรม และ พิสิฐ เขมาวุฆฒ์. 2567. การศึกษาความปลอดภัยและเภสัชจลนศาสตร์ของสารสกัดกระชายรูปแบบแคปซูลในอาสาสมัครสุขภาพดี: การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 22(2), หน้า 278–293.

ภัทรพร รักเปี่ยม. 2567. แพทย์จุฬาฯ ร่วมมือกรมแพทย์แผนไทย วิจัยพิสูจน์ “ยาขมิ้นชันองค์การเภสัชกรรม” รักษาโรคกระเพาะอาหารได้เทียบเท่ายาลดกรดแผนปัจจุบัน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.chula.ac.th/highlight/152043/ [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

วิชัย วงศ์ใหญ่. 2563. สมุนไพรไทยกับวิถีชีวิตและสุขภาวะของชุมชน. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 18(2), หน้า 45–56.

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์. ม.ป.ป. งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Products Research). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.cri.or.th/chemistry-research/natural-product/, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

Hu, X-Y., Wu, R-H., Logue, M., Blondel, C., Lai, L.Y.W. and Stuart, B., 2017. Andrographis paniculata (Chuān Xīn Lián) for symptomatic relief of acute respiratory tract infections in adults and children: A systematic review and meta-analysis. PLoS ONE, 12(8), p. e0181780.

Kongkam, P., Khongkha, W., Lopimpisuth, C. et al., 2023. Curcumin and proton pump inhibitors for functional dyspepsia: A randomised, double blind controlled trial. BMJ Evidence-Based Medicine, 28(6), pp. 399–406.

Kongratanapasert, T. et al., 2024. Safety and pharmacokinetics study of Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. capsules in healthy Thai volunteers: A phase 1 clinical study. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 22(22), pp. 1-10

Tewtrakul, S., Subhadhirasakul, S., Karalai, C., Ponglimanont, C. and Cheenpracha, S., 2009. Anti-inflammatory effects of compounds from Kaempferia parviflora and Boesenbergia pandurata. Food Chemistry, 115(2), pp. 534–538.

คืนความสดชื่นด้วยศาสตร์แห่งกลิ่น: นวัตกรรมเจลน้ำมันหอมระเหยมะลิลา ผลงานวิจัยจาก วว.

Featured

ในยุคที่ความเร่งรีบทำให้เราเหนื่อยล้า การได้หยุดพักและสูดกลิ่นหอมจากธรรมชาติถือเป็นวิธีบำบัดจิตใจที่เรียบง่ายแต่ได้ผลที่สุด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้นำความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของ “ดอกมะลิลา” (Jasminum sambac Ait.) มาพัฒนาต่อยอดเป็น “ผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันหอมระเหย” นวัตกรรมสมุนไพรไทยเพื่ออารมณ์และจิตใจที่สงบอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำไมต้องเป็นมะลิลา? ดอกมะลิลาไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมแรงและเย็นชื่นใจ แต่ยังมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงเมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย โดยกลไกการทำงานนั้น เมื่อเราสูดดมโมเลกุลความหอมจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางในสมอง เพื่อควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดสะสม

ความโดดเด่นของนวัตกรรมเจลมะลิลาจาก วว. ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มีดีแค่กลิ่นหอม แต่ผ่านการวิจัยและทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาอย่างเข้มงวด โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ:

  • บริสุทธิ์จากธรรมชาติ: ใช้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่สกัดจากดอกมะลิลาแท้ ซึ่งมีผลต่อการบำบัดรักษาได้ดีกว่าน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์
  • รูปแบบเจล ใช้งานง่าย: พัฒนาให้อยู่ในรูปแบบเจลที่พกพาสะดวก ไม่หกเลอะเทอะ
  • ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะจุด: สามารถใช้แต้มหรือนวดวนเฉพาะบริเวณผิวหนังที่ต้องการ เพื่อให้กลิ่นหอมค่อยๆ ระเหยออกมาเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการใช้สเปรย์ที่ส่งกลิ่นกระจายในวงกว้าง

นวัตกรรมนี้พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพระดับสากลสำหรับใครที่อยากรู้จัก “มะลิลา” และนวัตกรรมนี้ให้มากขึ้น สามารถติดตามรายละเอียดได้ใน Infographic ด้านล่างนี้เลย

วว. วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเซรั่มสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก Phyceae

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “Phyceae Facial Serum” เซรั่มบำรุงผิวที่ใช้สารสกัดแคโรทีนอยด์จากสาหร่ายทะเลขนาดเล็กเป็นส่วนผสมสำคัญ ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว ฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรง พร้อมเติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

ผลิตภัณฑ์นี้เกิดจากผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรด้านกระบวนการผลิตสารสกัดจากสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยมีคุณสมบัติเด่น 4 ประการ ได้แก่ การช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะ ช่วยให้ผิวดูกระชับและอ่อนเยาว์ เติมความชุ่มชื้นจากภายใน และมีเนื้อเซรั่มบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและคุณภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งการทดสอบการระคายเคือง การทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ และการผลิตภายใต้มาตรฐาน ISO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

“Phyceae” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไทยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรชีวภาพของประเทศ พร้อมเปิดโอกาสความร่วมมือกับภาคธุรกิจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดทั้งในประเทศและระดับสากล ภายใต้แนวคิด Green Beauty ที่ให้ความสำคัญกับความงามควบคู่กับความยั่งยืน

วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้นแบบเอสเซ้นส์จากสารสกัดกาแลคโตมัยเซส

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ TISTR Galactomyces Aura Essence เอสเซ้นส์บำรุงผิวหน้าที่ต่อยอดจากผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โดยใช้สารสกัดจากยีสต์ Galactomyces candidus TISTR GF 12 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาและผลิตได้ภายในประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยลดต้นทุนการผลิต

เอสเซ้นส์มีเนื้อบางเบา ซึมซาบง่าย อ่อนโยนต่อผิว พร้อมคุณสมบัติช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ฟื้นบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน

นอกจากประสิทธิภาพด้านการบำรุงผิวแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัย ทั้งด้านความคงสภาพทางกายภาพ การตรวจสอบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และการควบคุมปริมาณโลหะหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

นวัตกรรมนี้สะท้อนบทบาทของ วว. ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและตลาดโลกอย่างยั่งยืน

จุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม

Featured

งานวิจัยจุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรมของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด เพราะจุลินทรีย์เล็ก ๆ เหล่านี้อยู่เบื้องหลังการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวันหลายอย่าง ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

วว. นำจุลินทรีย์มาศึกษาและพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม เช่น การใช้จุลินทรีย์ช่วยในกระบวนการหมักเพื่อเพิ่มรสชาติและคุณภาพของอาหาร หรือการผลิตสารสำคัญอย่างเอนไซม์และสารชีวภาพที่ช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดต้นทุน

นอกจากนี้ ยังมีการนำจุลินทรีย์ไปช่วยจัดการของเสีย เช่น การบำบัดน้ำเสียหรือย่อยสลายวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงาน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นพลังงานหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

สิ่งสำคัญคือ วว. ไม่ได้ทำแค่งานวิจัยในห้องแล็บ แต่ยังช่วยต่อยอดให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งการให้คำปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้งานวิจัยจุลินทรีย์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นวัตกรรมจุลินทรีย์ไทย

Featured

งานด้านจุลินทรีย์ของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และสิ่งแวดล้อม โดย วว. มุ่งพัฒนาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น จุลินทรีย์ที่ช่วยในการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม หรือสารชีวภาพต่าง ๆ รวมถึงนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริงในภาคการเกษตรและอาหาร จุลินทรีย์ถูกนำมาใช้ทั้งในกระบวนการหมัก การพัฒนาโปรไบโอติก และการทำปุ๋ยชีวภาพ ช่วยลดการใช้สารเคมีและเพิ่มคุณภาพผลผลิต ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม วว. ก็ใช้จุลินทรีย์เข้ามาช่วยบำบัดน้ำเสีย ย่อยสลายของเสีย และลดมลพิษ ทำให้การจัดการทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากงานวิจัยแล้ว วว. ยังมีบทบาทในการให้บริการตรวจวิเคราะห์และให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจและชุมชนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือปรับปรุงกระบวนการผลิต

โดยภาพรวม งานด้านจุลินทรีย์ของ วว. จึงไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ แต่เป็นการนำความรู้ไปต่อยอดสู่การใช้งานจริง ช่วยสร้างทั้งคุณค่าและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง