ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม จาก วว.

Featured

วว. ร่วมกับหน่วยงานภาคีและผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ “ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม” จากปลานิล โดยนำส่วนเหลือจากกระบวนการผลิตมาเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร ภายใต้แนวคิด Zero Waste ช่วยลดของเหลือทิ้งและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น Nutritious Snack ที่ตอบโจทย์กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ มีจุดเด่นด้านคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีแคลเซียมสูงประมาณ 20–24% พร้อมพัฒนารสชาติและรูปแบบให้รับประทานง่าย กรอบ อร่อย และไม่ใช้น้ำมันทอด

นวัตกรรมนี้สะท้อนบทบาทของ วว. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วย เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดของเสีย และสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG ตลอดจนสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภค ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม.

เครื่องดื่มโยเกิร์ตจากถั่วซิกพีพร้อมชง เสริมโพรไบโอติก ตอบโจทย์สายสุขภาพ

Featured

วว. พัฒนา “เครื่องดื่มโยเกิร์ตจากถั่วซิกพีพร้อมชง เสริมโพรไบโอติก (Chickpea Yogurt Powder)” นวัตกรรมอาหารทางเลือกจากพืชที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยนำถั่วซิกพีหรือถั่วลูกไก่ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตคุณภาพ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรูปแบบผง ชงง่าย สะดวก และเหมาะสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์โยเกิร์ตชนิดแกน ก่อนนำมาผ่านเทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Dry) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผง พร้อมชงและเก็บรักษาได้สะดวก โดยมีจุดเด่นคือ โปรตีนสูง ปราศจากคอเลสเตอรอล เสริมโพรไบโอติก และเป็นผลิตภัณฑ์ Plant Based

นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลและแคลอรี ผู้มีภาวะอ้วนหรือผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ รวมถึงผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกน จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบทางการเกษตร พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพเชิงพาณิชย์

ลักทรัพย์นายจ้าง มีโทษหนักกว่าที่คิด!

Featured

ร.ต.ท.หญิงลภัสรดา ปราบปราม

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยเฉพาะกรณี “ลักทรัพย์นายจ้าง” เป็นปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นบ่อยในทางปฏิบัติ กรณีที่ลูกจ้างผู้ได้รับความไว้วางใจ กลับใช้โอกาสนั้นในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ถือเป็นการละเมิดต่อความไว้วางใจและเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจและจริยธรรมในที่ทำงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ซึ่งกำหนดความผิดฐานลักทรัพย์ทั่วไป ไว้ในมาตรา 334 และได้กำหนดบทหนักขึ้น ในกรณีที่การลักทรัพย์นั้นมีลักษณะพิเศษ เช่น ลักทรัพย์ในยามวิกาล ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ หรือลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง การลักทรัพย์นายจ้างถือเป็นกรณีที่กฎหมายให้ความสำคัญ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ หากลูกจ้างกลับลักทรัพย์ของนายจ้างเสียเองย่อมเป็นการทรยศต่อความน่าเชื่อถือและทำให้ความสัมพันธ์ทางแรงงานเสียหาย กฎหมายจึงกำหนดโทษหนักขึ้นเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดดังกล่าว

              1. บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ลักทรัพย์) “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ มาตรา 335 (11)         (ลักทรัพย์นายจ้าง) “ถ้าการลักทรัพย์เป็นการลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท” จากบทบัญญัติข้างต้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายได้เพิ่มโทษในกรณีที่ผู้กระทำเป็นลูกจ้างและผู้เสียหายเป็นนายจ้าง เช่น การที่ลูกจ้างแอบเอาทรัพย์สินของนายจ้างไป เช่น เงิน เครื่องมือทำงาน สินค้าคงคลัง ฯลฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ทำงานของนายจ้าง และมีบทลงโทษหนักกว่าการลักทรัพย์ทั่วไป

              2. องค์ประกอบที่ทำให้การกระทำถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง มีดังนี้

                   2.1 การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต คือ ต้องเป็นการแย่งการครอบครองโดยเจ้าของไม่ยินยอมและมีเจตนาทุจริต

                   2.2 ทรัพย์นั้นต้องเป็นของนายจ้าง คือ จะต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ (ลูกจ้าง) และผู้เสียหาย (นายจ้าง) ว่ามีการจ้างงานกันอยู่จริง

                   2.3 การกระทำของลูกจ้าง คือ ต้องเป็นบุคคลที่ทำงานภายใต้คำสั่งและการจ้างแรงงานของนายจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำหรือชั่วคราว

              3. เหตุผลที่กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น เพราะถือว่าลูกจ้างเป็นบุคคลที่นายจ้างได้มอบความไว้วางใจและเปิดโอกาสให้เข้าถึงทรัพย์ของตนได้ง่าย หากลูกจ้างฉวยโอกาสดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิด จะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและต่อความเชื่อมั่นในระบบแรงงานโดยรวม ดังนั้นการเพิ่มโทษจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองนายจ้างและรักษาความเป็นธรรมในสังคม

              4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ถือเป็นการลักทรัพย์นายจ้าง เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2260/2529 จำเลยเป็นลูกจ้างลักทรัพย์ในโรงงานนายจ้าง ศาลเห็นว่า เป็นการลักทรัพย์นายจ้าง ต้องรับโทษตามมาตรา 335 (11)    คำพิพากษาฎีกาที่ 1401/2543 จำเลยเป็นพนักงานบริษัท ได้ยักยอกค่าสินค้าของบริษัทไปใช้ส่วนตัว ศาลวินิจฉัยว่า เป็นความผิดฐานการลักทรัพย์นายจ้าง เช่นเดียวกัน

              จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา จะเห็นได้ว่า ศาลให้ความสำคัญกับการพิสูจน์สถานะความเป็น “ลูกจ้าง” ของผู้กระทำความผิดและถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด

              สิทธิของนายจ้างเมื่อถูกลักทรัพย์ คือ แนวทางการดำเนินการนอกจากการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ นายจ้างอาจใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (3) เพื่อเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะถือเป็นความผิดร้ายแรง หรือหากเป็นลูกจ้าง พนักงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจ ก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เพื่อปลดออกหรือไล่ออก ตามความร้ายแรง ได้เช่นกัน 

              บทสรุป การลักทรัพย์นายจ้าง มีลักษณะพิเศษตรงที่ผู้กระทำคือผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากนายจ้าง การกระทำลักษณะนี้ จึงเป็นการทำลายความสัมพันธ์และความเชื่อใจในระบบแรงงาน นอกจากจะมีโทษทางอาญาที่หนักกว่าการลักทรัพย์ทั่วไปแล้ว ยังอาจถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับสิทธิใดๆ ตามกฎหมายแรงงานอีกด้วย ดังนั้น หากใครที่ยังมีความคิดที่จะนำของส่วนกลาง หรือยึดถือทรัพย์สินที่เป็นของราชการมาใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานได้ 

เอกสารอ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2560, 7803/2557, 4728/2549

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334–335

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

ไพโรจน์ วายุภาพ. 2564. คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม.

วิชัย ดิษฐประสาทชัย. 2563. กฎหมายอาญาภาคความผิด. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.

น้ำนมธัญพืชเสริมน้ำมะม่วงหิมพานต์ ทางเลือกของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากงานวิจัยของ วว.

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้วิจัยและพัฒนา น้ำนมธัญพืชเสริมน้ำมะม่วงหิมพานต์ โดยนำคุณค่าของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งอุดมด้วยใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ ได้แก่ วิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 6 รวมถึงทองแดง ฟอสฟอรัส สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และซีลีเนียม มาใช้เป็นส่วนประกอบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่ (Functional Food)

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลจากการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากมะม่วงหิมพานต์ เพื่อพัฒนาเป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังมีจุดเด่น ได้แก่ โปรตีน 3 กรัมต่อ 200 มิลลิลิตร ไม่มีน้ำตาลและคอเลสเตอรอล มีสารกลุ่มฟีนอลิก 5.49 มิลลิกรัมกรดแกลลิก/100 มิลลิลิตร และวิตามินซี 0.78 มิลลิกรัม/100 กรัม พร้อมสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 10 เดือนที่อุณหภูมิ 25°C ในรูปแบบบรรจุกล่อง UHT จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบริโภคและเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ

สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ภูมิปัญญาใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

Featured

ประภากร แค่มจันทึก

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

บทนำ

ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ หลายคนอาจคุ้นชินกับการพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ จนหลงลืมว่า “สมุนไพรไทย” ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวเรามาโดยตลอด สมุนไพรไม่ได้เป็นเพียงตำรับยาพื้นบ้านในอดีต หากแต่ยังแฝงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแนบเนียน ตั้งแต่เครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น อาหารที่มีส่วนผสมของพืชสมุนไพร ไปจนถึงกลิ่นหอมจากธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ สมุนไพรไทยถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความสมดุลให้ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตมากนัก ในวันที่ความเครียดกลายเป็นเรื่องปกติ สมุนไพรจึงทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเล็กๆ ที่ช่วยให้เราหยุดพักและหันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำสมุนไพรระหว่างวัน การเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ หรือการใช้กลิ่นหอมจากพืชเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในบ้าน สิ่งสำคัญของการใช้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของตำรับยา แต่อยู่ที่การเลือกใช้ให้เหมาะสมและสม่ำเสมอ สมุนไพรจึงไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะยามเจ็บป่วยเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ การหันกลับมาเห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น หากแต่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้สอดรับกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืน

บทบาทของสมุนไพรไทย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

การใช้สมุนไพรไทยมีพื้นฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้ของชุมชนผ่านการสังเกต การทดลอง และการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ภูมิปัญญาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความรู้เชิงการแพทย์พื้นบ้าน หากแต่เป็นระบบความคิดที่เชื่อมโยงสุขภาพ อาหาร และวิถีชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม (วิชัย วงศ์ใหญ่ 2563)

การใช้ต่อเนื่องในสังคมไทย 

แม้สังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคม สมุนไพรไทยยังคงถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบของอาหาร เครื่องดื่ม และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การคงอยู่ของการใช้สมุนไพรสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของภูมิปัญญาไทยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืน (ฆนัท ครุธกูล 2568)

สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน

การบริโภค 

สมุนไพรไทยจำนวนหนึ่งถูกนำมาใช้ในการบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้นชัน และใบเตย ซึ่งมักพบในอาหารไทยและเครื่องดื่มพื้นบ้าน การบริโภคสมุนไพรในลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมอาหารและการดูแลสุขภาพ โดยเน้นความกลมกลืนของรสชาติและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2565)

การใช้ในวิถีชีวิต 

นอกจากการบริโภค สมุนไพรไทยยังถูกนำมาใช้ในวิถีชีวิตประจำวันในรูปแบบอื่นๆ เช่น การใช้ลูกประคบสมุนไพร การอบไอน้ำสมุนไพร หรือการใช้กลิ่นหอมจากพืชสมุนไพรเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ตัวอย่างสมุนไพรที่พบการใช้งานในบริบทนี้ ได้แก่ ไพล การบูร และตะไคร้ ซึ่งสะท้อนถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน

การส่งเสริมคุณภาพชีวิต 

การใช้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรือการใช้ในวิถีชีวิต ล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ โดยช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า สมุนไพรไทยจึงมิได้เป็นเพียงองค์ความรู้ดั้งเดิม หากแต่ยังมีบทบาทในการสนับสนุนแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืนในสังคมไทยปัจจุบัน (ฆนัท ครุธกูล 2568)

สมุนไพรไทยที่ใช้ในระบบสุขภาพ

ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง สารสำคัญ andrographolide มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ รวมถึงลดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ (Hu et al. 2017) สมุนไพรชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจส่วนต้นในระยะเริ่มต้น ข้อดีคือมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาแก้หวัดบางชนิด และช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม การใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อตับได้ จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสม 

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ในการดูแลระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และความไม่สบายในกระเพาะอาหาร สารสำคัญ curcumin มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบของเยื่อบุทางเดินอาหาร (Kongkam et al. 2023) โดยมีรายงานจากการทดลองแบบสุ่มของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า curcumin มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ omeprazole ในการบรรเทาอาการ functional dyspepsia นอกจากนี้ ขมิ้นชันยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันในรูปแบบแคปซูล (ภัทรพร รักเปี่ยม 2567) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง และการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วน เนื่องจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ

กระชายขาวเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการต้านการอักเสบ สารสำคัญในกระชายขาว ได้แก่ panduratin A และ hydroxypanduratin A ซึ่งมีหลักฐานจากการศึกษาในหลอดทดลองว่าสามารถยับยั้ง nitric oxide (NO) และ tumor necrosis factor-alpha (TNF-α) ได้อย่างมีนัยสำคัญ (Tewtrakul et al. 2009) จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยจากการใช้ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 ในอาสาสมัครชาวไทยรายงานเฉพาะข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์ของสารสกัด และยังไม่มีข้อสรุปด้านประสิทธิผลทางคลินิก (Kongratanapasert et al. 2024) ดังนั้น การใช้กระชายขาวจึงควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และควรอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการประกอบการใช้งาน

การต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทย

ไม่มีชื่อ-2

ที่มา: สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์. (ม.ป.ป.)

รูปที่ 1. ภาพรวมของงานวิจัย

การศึกษาและการวิจัย

การต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยในปัจจุบันอาศัยการศึกษาและการวิจัยเชิงระบบ เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยหลักฐานทางวิชาการ การวิจัยช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และจัดระบบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อันเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมในสังคมร่วมสมัย (สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ม.ป.ป.)

การใช้สมุนไพรอย่างเหมาะสม 

การใช้สมุนไพรไทยควรอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเหมาะสมของบริบท โดยมุ่งเน้นการใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรอย่างมีเหตุผลช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ที่ไม่เหมาะสม และสนับสนุนการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2565) 

บทสรุป

สมุนไพรไทยเป็นองค์ความรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยในปัจจุบัน ทั้งในด้านการบริโภค การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติร่างกายและจิตใจ การใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวันสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมอาหาร และแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล ในบริบทของสังคมร่วมสมัย การนำสมุนไพรไทยกลับมาใช้มิได้เป็นเพียงการอนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม หากแต่เป็นการปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาและการวิจัยเชิงระบบจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภูมิปัญญาเดิมด้วยหลักฐานทางวิชาการ เพื่อให้การใช้สมุนไพรเป็นไปอย่างเหมาะสม มีความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น สมุนไพรไทยจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกเสริมด้านสุขภาพ แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน การตระหนักรู้ การใช้ด้วยความเข้าใจ และการต่อยอดองค์ความรู้จะช่วยให้สมุนไพรไทยยังคงคุณค่า และสามารถตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. 2565. สมุนไพรไทยกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน. กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.dtam.moph.go.th/, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

ฆนัท ครุธกูล. 2568. สมุนไพรไทย: ทางเลือกที่ยั่งยืนในระบบสุขภาพของชาติ. Hfocus. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2025/05/34069, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

มณฑกา ธีรชัยสกุล, กมลวรรณ บานชื่น, ธันวา บัวมหะกุล, วิวรรณ วรกุลพาณิชย์, สมหมาย จูกูล, รสสุคนธ์ กลิ่นหอม, กัณฐิกา ลำพูล, ธิติ แสวงธรรม และ พิสิฐ เขมาวุฆฒ์. 2567. การศึกษาความปลอดภัยและเภสัชจลนศาสตร์ของสารสกัดกระชายรูปแบบแคปซูลในอาสาสมัครสุขภาพดี: การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 22(2), หน้า 278–293.

ภัทรพร รักเปี่ยม. 2567. แพทย์จุฬาฯ ร่วมมือกรมแพทย์แผนไทย วิจัยพิสูจน์ “ยาขมิ้นชันองค์การเภสัชกรรม” รักษาโรคกระเพาะอาหารได้เทียบเท่ายาลดกรดแผนปัจจุบัน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.chula.ac.th/highlight/152043/ [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

วิชัย วงศ์ใหญ่. 2563. สมุนไพรไทยกับวิถีชีวิตและสุขภาวะของชุมชน. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 18(2), หน้า 45–56.

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์. ม.ป.ป. งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Products Research). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.cri.or.th/chemistry-research/natural-product/, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

Hu, X-Y., Wu, R-H., Logue, M., Blondel, C., Lai, L.Y.W. and Stuart, B., 2017. Andrographis paniculata (Chuān Xīn Lián) for symptomatic relief of acute respiratory tract infections in adults and children: A systematic review and meta-analysis. PLoS ONE, 12(8), p. e0181780.

Kongkam, P., Khongkha, W., Lopimpisuth, C. et al., 2023. Curcumin and proton pump inhibitors for functional dyspepsia: A randomised, double blind controlled trial. BMJ Evidence-Based Medicine, 28(6), pp. 399–406.

Kongratanapasert, T. et al., 2024. Safety and pharmacokinetics study of Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. capsules in healthy Thai volunteers: A phase 1 clinical study. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 22(22), pp. 1-10

Tewtrakul, S., Subhadhirasakul, S., Karalai, C., Ponglimanont, C. and Cheenpracha, S., 2009. Anti-inflammatory effects of compounds from Kaempferia parviflora and Boesenbergia pandurata. Food Chemistry, 115(2), pp. 534–538.

คืนความสดชื่นด้วยศาสตร์แห่งกลิ่น: นวัตกรรมเจลน้ำมันหอมระเหยมะลิลา ผลงานวิจัยจาก วว.

Featured

ในยุคที่ความเร่งรีบทำให้เราเหนื่อยล้า การได้หยุดพักและสูดกลิ่นหอมจากธรรมชาติถือเป็นวิธีบำบัดจิตใจที่เรียบง่ายแต่ได้ผลที่สุด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้นำความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของ “ดอกมะลิลา” (Jasminum sambac Ait.) มาพัฒนาต่อยอดเป็น “ผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันหอมระเหย” นวัตกรรมสมุนไพรไทยเพื่ออารมณ์และจิตใจที่สงบอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำไมต้องเป็นมะลิลา? ดอกมะลิลาไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมแรงและเย็นชื่นใจ แต่ยังมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงเมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย โดยกลไกการทำงานนั้น เมื่อเราสูดดมโมเลกุลความหอมจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางในสมอง เพื่อควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดสะสม

ความโดดเด่นของนวัตกรรมเจลมะลิลาจาก วว. ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มีดีแค่กลิ่นหอม แต่ผ่านการวิจัยและทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาอย่างเข้มงวด โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ:

  • บริสุทธิ์จากธรรมชาติ: ใช้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่สกัดจากดอกมะลิลาแท้ ซึ่งมีผลต่อการบำบัดรักษาได้ดีกว่าน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์
  • รูปแบบเจล ใช้งานง่าย: พัฒนาให้อยู่ในรูปแบบเจลที่พกพาสะดวก ไม่หกเลอะเทอะ
  • ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะจุด: สามารถใช้แต้มหรือนวดวนเฉพาะบริเวณผิวหนังที่ต้องการ เพื่อให้กลิ่นหอมค่อยๆ ระเหยออกมาเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการใช้สเปรย์ที่ส่งกลิ่นกระจายในวงกว้าง

นวัตกรรมนี้พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพระดับสากลสำหรับใครที่อยากรู้จัก “มะลิลา” และนวัตกรรมนี้ให้มากขึ้น สามารถติดตามรายละเอียดได้ใน Infographic ด้านล่างนี้เลย

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับเทอร์โมมิเตอร์ชนิดของเหลวในหลอดแก้วหรือ Liquid – in – Thermometer  

Featured

วราสินี  สนิทมาก 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

เทอร์โมมิเตอร์ทั่วๆ ไปที่เราใช้กันเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นเป็นสี เงินวาว  และสีแดง แต่ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ที่เป็นสีเงินมากกว่า เรามาดูกันว่าเทอร์โมมิเตอร์ที่เป็นสีเงินทำมาจากของเหลวประเภทใดเป็นหลักและทำไมจึงเป็นที่นิยมใช้กันมากกว่าเทอร์โมมิเตอร์ที่มีสีแดง เราพบว่าเทอร์โมมิเตอร์ที่เป็นสีเงินวาวของเหลวที่ใช้เป็นปรอท เนื่องจากปรอทเป็นของเหลว ที่นิยมใช้กันมากกว่าของเหลวชนิดอื่น เพราะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • เห็นได้ง่าย มีสัมประสิทธิ์ของการขยายตัวค่อนข้างคงที่ ไม่เกาะผิวแก้ว และสามารถบรรจุในรูขนาดเล็กมากๆ ได้ดี 
  • ปรอทมีจุดเยือกแข็งที่อุณหภูมิ – 38°ซ.  ดังนั้นอุณหภูมิที่ต่ำกว่านี้ต้องเปลี่ยนไปใช้ของเหลวที่เหมาะสมอื่นแทน เช่น ปรอท+ทอลเลียม ใช้ได้ถึงอุณหภูมิ -55°ซ. สำหรับอุณหภูมิที่ต่ำกว่า -55°ซ. จนถึง -80°ซ. ใช้แอลกอฮอล์ หรือโทลูอีน และต่อจากนี้จนถึงอุณหภูมิ -200°ซ. จะใช้เพนเทน  แต่อย่างไรก็ตามเทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้ของเหลวชนิดอื่นจะมีความถูกต้องน้อยกว่าใช้ปรอทหรือปรอท+
    ทอลเลียม

           เมื่อเราทราบแล้วว่าของเหลวมีผลต่อการใช้งานของเราก็ควรเลือกให้เหมาะสมตามประเภทการใช้งานและการใช้เทอร์โมมิเตอร์ที่ได้รับการสอบเทียบแล้วย่อมให้ความถูกต้องแตกต่างกันไปทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับความละเอียดของการแบ่งขีดแสดงอุณหภูมิ จำนวนขีดที่แสดงอุณหภูมิของจุดอุณหภูมิคงที่ 
(Fix point) และคุณสมบัติของแก้วที่ใช้ทำเทอร์โมมิเตอร์ก็มีผลต่อความร้อนด้วย เหตุที่ความร้อนมีอิทธิพลต่อแก้ว จึงมีความจำเป็นที่ผู้ใช้ จะต้องรู้ประวัติการใช้งานเทอร์โมมิเตอร์นั้นก่อนนำไปใช้งาน

     อย่างไรก็ตามเพื่อขจัดปัญหาที่อาจมีขึ้นในกรณีที่ไม่อาจทราบประวัติการใช้งานของเทอร์โมมิเตอร์ ผู้ใช้สามารถแก้ไขได้โดยการปรับสภาพ (Conditioning) เทอร์โมมิเตอร์ก่อนนำไปใช้งานด้วยวิธีการนำไปสอบเทียบก่อน

อีกประการหนึ่งคือการตรวจสอบเบื้องต้น ก่อนนำเทอร์โมมิเตอร์ไปใช้งานหรือสอบเทียบทุกครั้ง จะต้องตรวจสภาพของเทอร์โมมิเตอร์ก่อนเสมอ ดังนี้

     1. ฟองอากาศ   ต้องไม่มีฟองอากาศถ้ามีต้องทำการไล่ฟองอากาศออกก่อน

     2. ลำปรอท  ต้องไม่ขาด

     3. การแบ่งขีด  ต้องมีการแบ่งขีดที่สม่ำเสมอเท่านั้นถึงจะนำมาใช้งานได้

     4. การทำเครื่องหมาย  ต้องตรวจดูว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้อง ห้ามนำมาใช้งาน

     5. สีของ division  ต้องไม่ลบเลือนหรือลอก

     6. ภายในหลอดแก้วต้องไม่มีคราบสนิม

     7. ต้องไม่มีเม็ดปรอทเกาะที่ผิวของรูหลอดแก้ว

       เมื่อตรวจสภาพดังกล่าวแล้วก็สามารถที่จะนำเอาเทอร์โมมิเตอร์ไปใช้ได้อย่างมั่นใจ

บทสรุป เทอร์โมมิเตอร์แบบแท่งแก้วเป็นเครื่องมือวัดอุณภูมิที่หลายช่วงอุณหภูมิขึ้นอยู่กับประเภทของเหลวที่บรรจุและเพื่อความถูกต้องแม่นยำเทอร์โมมิเตอร์ต้องได้รับการสอบเทียบก่อนนำไปใช้งานในห้องปฏิบัติการ

เอกสารอ้างอิง 

ASTM. 2021. ASTM Standard E-77, Standard Test Method for Inspection and Verification of Thermometer, Volume 14.03, Temperature Measurement. Pennsylvania: American Society for Testing and Materials. 

วว. วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเซรั่มสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก Phyceae

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “Phyceae Facial Serum” เซรั่มบำรุงผิวที่ใช้สารสกัดแคโรทีนอยด์จากสาหร่ายทะเลขนาดเล็กเป็นส่วนผสมสำคัญ ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว ฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรง พร้อมเติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

ผลิตภัณฑ์นี้เกิดจากผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรด้านกระบวนการผลิตสารสกัดจากสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยมีคุณสมบัติเด่น 4 ประการ ได้แก่ การช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะ ช่วยให้ผิวดูกระชับและอ่อนเยาว์ เติมความชุ่มชื้นจากภายใน และมีเนื้อเซรั่มบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและคุณภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งการทดสอบการระคายเคือง การทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ และการผลิตภายใต้มาตรฐาน ISO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

“Phyceae” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไทยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรชีวภาพของประเทศ พร้อมเปิดโอกาสความร่วมมือกับภาคธุรกิจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดทั้งในประเทศและระดับสากล ภายใต้แนวคิด Green Beauty ที่ให้ความสำคัญกับความงามควบคู่กับความยั่งยืน

วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้นแบบเอสเซ้นส์จากสารสกัดกาแลคโตมัยเซส

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ TISTR Galactomyces Aura Essence เอสเซ้นส์บำรุงผิวหน้าที่ต่อยอดจากผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โดยใช้สารสกัดจากยีสต์ Galactomyces candidus TISTR GF 12 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาและผลิตได้ภายในประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยลดต้นทุนการผลิต

เอสเซ้นส์มีเนื้อบางเบา ซึมซาบง่าย อ่อนโยนต่อผิว พร้อมคุณสมบัติช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ฟื้นบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน

นอกจากประสิทธิภาพด้านการบำรุงผิวแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัย ทั้งด้านความคงสภาพทางกายภาพ การตรวจสอบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และการควบคุมปริมาณโลหะหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

นวัตกรรมนี้สะท้อนบทบาทของ วว. ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ข้อดีของปุ๋ยสั่งตัดของ วว.

Featured

ปุ๋ยสั่งตัดของ วว. เป็นนวัตกรรมการออกแบบปุ๋ยสูตรเฉพาะที่ “แม่นยำ ประหยัด ได้ผลผลิตดี และดินยั่งยืน” โดยเน้นการวิเคราะห์สภาพดินและพื้นที่จริงเพื่อให้ได้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด

ภาพรวมของประโยชน์ที่ได้รับมีดังนี้:

  • ด้านเศรษฐกิจ: ช่วยลดต้นทุนจากการใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น และเพิ่มรายได้ด้วยผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณสูงขึ้น
  • ด้านทรัพยากรดิน: ช่วยรักษาความสมบูรณ์และโครงสร้างของดิน ลดปัญหาดินเสื่อมโทรมหรือดินเป็นกรดจากการใช้ปุ๋ยไม่ถูกวิธี
  • ด้านประสิทธิภาพและสิ่งแวดล้อม: พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้สูงสุด ลดการสูญเสียธาตุอาหารลงสู่ธรรมชาติและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งผืนดินและเศรษฐกิจชุมชน