ข้อควรระวังในการใช้สารสกัดกัญชา

สูตรตำรับผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการประหยัดค่าใช้จ่าย และสุขภาพดีไปในตัว สวยด้วย ประหยัดด้วย มาดูกันค่ะ เพียงคลิกที่ ชื่อสูตรตำรับผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย ก็จะเห็น Clip สื่อความรู้น่ารักๆ

 

มาร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับ การใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์

Russula เครื่องดื่มจากเห็ดน้ำแป้ง

        เห็ดน้ำแป้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Russula  alborealata Hongo เป็นเห็ดพื้นเมืองในภาคอีสานของไทย ซึ่งจากผลการวิจัยของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พบว่า เห็ดชนิดนี้ มีสารสำคัญ คือ 4,5-dicaffeoylquinic acid มีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาที่สามารถช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ ลดภาวะเสี่ยงโรคมะเร็ง ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจดังกล่าว วว. จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากเห็ดชนิดนี้ขึ้น เพื่อถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการได้นำไปผลิตและจัดจำหน่ายกันค่ะ

หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38  หรือ
Call  center วว. โทร.0 2577 9300  ในวันและเวลาราชการ 
E-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

ฐานข้อมูลพืชน้ำมันหอมระเหย (Thai Aroma)


ฐานข้อมูลพืชน้ำมันหอมระเหย Thai Aroma

ว่านหางจระเข้

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe Barbadensis Mill. A. indica Royle. A. vera Linn.
วงศ์ : Liliaceae
ชื่ออังกฤษ : Aloe, Star cactus, Aloin, Jafferabad, Barbados
ชื่อท้องถิ่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) หางตะเข้ (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตร ข้อและปล้องสั้น ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงรอบต้น กว้าง 5-12 ซม. ยาว 30-80 ซม. อวบน้ำมาก สีเขียวอ่อนหรือสีเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใส ใต้ผิวสีเขียวมีน้ำยางสีเหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว ดอก เป็นดอกช่อ ออกจากกลางต้น ดอกย่อยเป็นหลอดห้อยลงสีส้ม บานจากล่างขึ้นบน ผล เป็นผลแห้ง แตกได้

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ตำรายาไทยใช้ น้ำยางสีเหลืองจากใบ เคี่ยวให้แห้ง เรียกว่า ยาดำ เป็นยาระบาย โดยใช้ประมาณ 0.25 กรัม
วุ้นสดจากใบ เมื่อล้างยางออกแล้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยแก้กระเพาะลำไส้อักเสบได้ เมื่อถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกหรือแผลถลอก ใช้วุ้นสดทาหรือแปะแผลให้เปียกอยู่ตลอดเวลา 2 วันแรก จะบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนแผลจะหายเร็ว และเมื่อนำวุ้นทาผิวก่อนออกแดด จะช่วยป้องกันถูกแดดเผาและป้องกันผิวแห้ง วุ้นสดจากใบยังสามารถนำมาใช้ชะโลมบนเส้นผม จะทำให้ผมดกเป็นเงางาม บำรุงรากผม รักษาแผลบนหนังศีรษะ

สารสำคัญ :

ในยางมี แอนทราควิโนน ในวุ้นมี กลัยโคโปรตีน aloctin A สลายตัวง่ายเมื่อถูกความร้อน

ข้อควรระวัง :

  1. การใช้ว่านหางจระเข้เป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกัน ทั้งโดยการรับประทานหรือใช้ภายนอก อาจเกิดอาการแพ้เป็นผื่นคันได้ จึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นนาน ๆ
  2. สารในวุ้นของว่านหางจระเข้สลายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว จึงควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือเตรียมใหม่สด ๆ ก่อนใช้

แมงลัก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum americanum Linn. O. canum Sims.
วงศ์ : Labiatae
ชื่ออังกฤษ : Hairy basil
ชื่อท้องถิ่น : ก้อมก้อขาว (ภาคเหนือ) มังลัก (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

แมงลักเป็นพืชล้มลุก มีอายุประมาณ 1-2 ปี สูงประมาณ 30-50 ซม. กิ่งอ่อนมีทรงสี่เหลี่ยม ใบ เป็นใบเดี่ยว สีเขียวอ่อน มีขนนิ่ม ดอก ออกตรงข้ามเป็นคู่ ๆ รูปรี ปลายและโคนใบแหลม ขอบเรียบหรือหยักมน ห่าง ๆ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด หรือปลายกิ่ง ช่อดอกเรียงเป็นชั้น ๆ ชั้นละ 2 ช่อดอก แต่ละ 1 ช่อดอก ประกอบด้วย 3 ดอกย่อย ดอกตรงกลางจะบานก่อน แต่ละดอกย่อยจะมีใบประดับสีเขียว และจะคงอยู่จนเป็นผล ส่วนกลีบดอกสีขาว กลีบดอกร่วงง่าย ผล เป็นผลแห้งภายในมี 4 ผลย่อย มักเรียกผลว่าเมล็ด

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ใบสด มีกลิ่นหอม นิยมใช้แต่งกลิ่นอาหาร และใช้ปรุงอาหารหลายอย่าง เช่น แกงเลียง ขนมจีนน้ำยา น้ำมันหอมระเหย ใช้ผสมในน้ำหอม แต่งกลิ่นสบู่และเครื่องสำอาง

สรรพคุณทางยา

น้ำมันหอมระเหยความเข้มข้น 1:50,000 มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ mycobacteria ซึ่งอยู่ภายนอกร่างกาย

ใบสด

สกัดด้วยอีเทอร์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่ทำให้เกิดหนอง และเชื้อโรคที่ทำให้ท้องร่วง น้ำคั้นจากใบสด แก้หวัด หลอดลมอักเสบในเด็ก น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อตามผิวหนังชั้นนอก จึงใช้ใบตำพอก และทาแก้โรคผิวหนังได้ แพทย์แผนโบราณใช้ใบแมงลักรักษากลากน้ำนมบนใบหน้าเด็ก โดยใช้ใบสด 10 ใบ ล้างให้สะอาด ตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นน้ำทาบริเวณที่เป็นกลากน้ำนม ซึ่งมักเป็นผื่นแดง โดยทาวันละครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ก็หาย

ทั้งต้น

ใช้ชับลม ขับเหงื่อ ต้มกับน้ำดื่มแก้ไอ และแก้โรคทางเดินอาหาร

เมล็ด

  • ใช้เป็นยาระบาย โดยไปเพิ่มปริมาณของกากอาหาร (bulk laxative) กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เพราะเปลือกเมล็ดหรือผลมีสารเมือก (mucilage) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เมือกจะไม่ถูกย่อย จึงช่วยเพิ่มกากอาหาร นอกจากนั้นเมือกยังช่วยหล่อลื่นและทำให้อุจจาระอ่อนตัว ช่วยให้ถ่ายสะดวก
  • ลดความอ้วน เมื่อรับประทานแล้ว สารเมือกจากเปลือกผล (mucilage) จะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย จึงใช้รับประทานก่อนอาหาร หรือรับประทานในมื้อที่ต้องการจะงดอาหาร เพื่อไม่ให้กระเพาะว่าง โดยใช้เมล็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำแก้วใหญ่จนพองเต็มที่ รับประทานก่อนนอนเป็นยาระบาย หรือรับประทานแทนอาหารบางมื้อเป็นยาลดความอ้วน บรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลผ่านผนังลำไส้หลังรับประทานอาหาร ช่วยให้ลำไส้ผู้ป่วยโรคเบาหวานดูดซึมน้ำตาลเข้ากระแสโลหิตช้าลง คือ ช่วยให้น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยไม่สูงขึ้น จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

สารสำคัญ :

ใบ มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย camphor 65%, citronella 15.7%, linalool 10.2%, methyl cinnamate และ eugenol เมล็ดมี mucilage

ข้อควรระวัง :

ในการแช่เมล็ดแมงลักให้พองตัวเต็มที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมากพอ เพราะถ้าเมล็ดแมงลักพองตัวไม่เต็มที่ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วเมือกเมล็ดจะไปดูดน้ำในกระเพาะอาหาร และลำไส้เพื่อให้พองเต็มที่ จะทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และอุจจาระแข็งทำให้ท้องผูกมากยิ่งขึ้น