สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ภูมิปัญญาใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

Featured

ประภากร แค่มจันทึก

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

บทนำ

ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ หลายคนอาจคุ้นชินกับการพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ จนหลงลืมว่า “สมุนไพรไทย” ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวเรามาโดยตลอด สมุนไพรไม่ได้เป็นเพียงตำรับยาพื้นบ้านในอดีต หากแต่ยังแฝงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแนบเนียน ตั้งแต่เครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น อาหารที่มีส่วนผสมของพืชสมุนไพร ไปจนถึงกลิ่นหอมจากธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ สมุนไพรไทยถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความสมดุลให้ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตมากนัก ในวันที่ความเครียดกลายเป็นเรื่องปกติ สมุนไพรจึงทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเล็กๆ ที่ช่วยให้เราหยุดพักและหันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำสมุนไพรระหว่างวัน การเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ หรือการใช้กลิ่นหอมจากพืชเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในบ้าน สิ่งสำคัญของการใช้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของตำรับยา แต่อยู่ที่การเลือกใช้ให้เหมาะสมและสม่ำเสมอ สมุนไพรจึงไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะยามเจ็บป่วยเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ การหันกลับมาเห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น หากแต่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้สอดรับกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืน

บทบาทของสมุนไพรไทย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

การใช้สมุนไพรไทยมีพื้นฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้ของชุมชนผ่านการสังเกต การทดลอง และการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ภูมิปัญญาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความรู้เชิงการแพทย์พื้นบ้าน หากแต่เป็นระบบความคิดที่เชื่อมโยงสุขภาพ อาหาร และวิถีชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม (วิชัย วงศ์ใหญ่ 2563)

การใช้ต่อเนื่องในสังคมไทย 

แม้สังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคม สมุนไพรไทยยังคงถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบของอาหาร เครื่องดื่ม และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การคงอยู่ของการใช้สมุนไพรสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของภูมิปัญญาไทยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืน (ฆนัท ครุธกูล 2568)

สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน

การบริโภค 

สมุนไพรไทยจำนวนหนึ่งถูกนำมาใช้ในการบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้นชัน และใบเตย ซึ่งมักพบในอาหารไทยและเครื่องดื่มพื้นบ้าน การบริโภคสมุนไพรในลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมอาหารและการดูแลสุขภาพ โดยเน้นความกลมกลืนของรสชาติและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2565)

การใช้ในวิถีชีวิต 

นอกจากการบริโภค สมุนไพรไทยยังถูกนำมาใช้ในวิถีชีวิตประจำวันในรูปแบบอื่นๆ เช่น การใช้ลูกประคบสมุนไพร การอบไอน้ำสมุนไพร หรือการใช้กลิ่นหอมจากพืชสมุนไพรเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ตัวอย่างสมุนไพรที่พบการใช้งานในบริบทนี้ ได้แก่ ไพล การบูร และตะไคร้ ซึ่งสะท้อนถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน

การส่งเสริมคุณภาพชีวิต 

การใช้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรือการใช้ในวิถีชีวิต ล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ โดยช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า สมุนไพรไทยจึงมิได้เป็นเพียงองค์ความรู้ดั้งเดิม หากแต่ยังมีบทบาทในการสนับสนุนแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืนในสังคมไทยปัจจุบัน (ฆนัท ครุธกูล 2568)

สมุนไพรไทยที่ใช้ในระบบสุขภาพ

ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง สารสำคัญ andrographolide มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ รวมถึงลดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ (Hu et al. 2017) สมุนไพรชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจส่วนต้นในระยะเริ่มต้น ข้อดีคือมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาแก้หวัดบางชนิด และช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม การใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อตับได้ จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสม 

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ในการดูแลระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และความไม่สบายในกระเพาะอาหาร สารสำคัญ curcumin มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบของเยื่อบุทางเดินอาหาร (Kongkam et al. 2023) โดยมีรายงานจากการทดลองแบบสุ่มของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า curcumin มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ omeprazole ในการบรรเทาอาการ functional dyspepsia นอกจากนี้ ขมิ้นชันยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันในรูปแบบแคปซูล (ภัทรพร รักเปี่ยม 2567) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง และการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วน เนื่องจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ

กระชายขาวเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการต้านการอักเสบ สารสำคัญในกระชายขาว ได้แก่ panduratin A และ hydroxypanduratin A ซึ่งมีหลักฐานจากการศึกษาในหลอดทดลองว่าสามารถยับยั้ง nitric oxide (NO) และ tumor necrosis factor-alpha (TNF-α) ได้อย่างมีนัยสำคัญ (Tewtrakul et al. 2009) จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยจากการใช้ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 ในอาสาสมัครชาวไทยรายงานเฉพาะข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์ของสารสกัด และยังไม่มีข้อสรุปด้านประสิทธิผลทางคลินิก (Kongratanapasert et al. 2024) ดังนั้น การใช้กระชายขาวจึงควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และควรอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการประกอบการใช้งาน

การต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทย

ไม่มีชื่อ-2

ที่มา: สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์. (ม.ป.ป.)

รูปที่ 1. ภาพรวมของงานวิจัย

การศึกษาและการวิจัย

การต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยในปัจจุบันอาศัยการศึกษาและการวิจัยเชิงระบบ เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยหลักฐานทางวิชาการ การวิจัยช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และจัดระบบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อันเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมในสังคมร่วมสมัย (สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ม.ป.ป.)

การใช้สมุนไพรอย่างเหมาะสม 

การใช้สมุนไพรไทยควรอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเหมาะสมของบริบท โดยมุ่งเน้นการใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรอย่างมีเหตุผลช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ที่ไม่เหมาะสม และสนับสนุนการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2565) 

บทสรุป

สมุนไพรไทยเป็นองค์ความรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยในปัจจุบัน ทั้งในด้านการบริโภค การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติร่างกายและจิตใจ การใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวันสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมอาหาร และแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล ในบริบทของสังคมร่วมสมัย การนำสมุนไพรไทยกลับมาใช้มิได้เป็นเพียงการอนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม หากแต่เป็นการปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาและการวิจัยเชิงระบบจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภูมิปัญญาเดิมด้วยหลักฐานทางวิชาการ เพื่อให้การใช้สมุนไพรเป็นไปอย่างเหมาะสม มีความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น สมุนไพรไทยจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกเสริมด้านสุขภาพ แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน การตระหนักรู้ การใช้ด้วยความเข้าใจ และการต่อยอดองค์ความรู้จะช่วยให้สมุนไพรไทยยังคงคุณค่า และสามารถตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. 2565. สมุนไพรไทยกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน. กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.dtam.moph.go.th/, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

ฆนัท ครุธกูล. 2568. สมุนไพรไทย: ทางเลือกที่ยั่งยืนในระบบสุขภาพของชาติ. Hfocus. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2025/05/34069, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

มณฑกา ธีรชัยสกุล, กมลวรรณ บานชื่น, ธันวา บัวมหะกุล, วิวรรณ วรกุลพาณิชย์, สมหมาย จูกูล, รสสุคนธ์ กลิ่นหอม, กัณฐิกา ลำพูล, ธิติ แสวงธรรม และ พิสิฐ เขมาวุฆฒ์. 2567. การศึกษาความปลอดภัยและเภสัชจลนศาสตร์ของสารสกัดกระชายรูปแบบแคปซูลในอาสาสมัครสุขภาพดี: การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 22(2), หน้า 278–293.

ภัทรพร รักเปี่ยม. 2567. แพทย์จุฬาฯ ร่วมมือกรมแพทย์แผนไทย วิจัยพิสูจน์ “ยาขมิ้นชันองค์การเภสัชกรรม” รักษาโรคกระเพาะอาหารได้เทียบเท่ายาลดกรดแผนปัจจุบัน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.chula.ac.th/highlight/152043/ [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

วิชัย วงศ์ใหญ่. 2563. สมุนไพรไทยกับวิถีชีวิตและสุขภาวะของชุมชน. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 18(2), หน้า 45–56.

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์. ม.ป.ป. งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Products Research). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.cri.or.th/chemistry-research/natural-product/, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

Hu, X-Y., Wu, R-H., Logue, M., Blondel, C., Lai, L.Y.W. and Stuart, B., 2017. Andrographis paniculata (Chuān Xīn Lián) for symptomatic relief of acute respiratory tract infections in adults and children: A systematic review and meta-analysis. PLoS ONE, 12(8), p. e0181780.

Kongkam, P., Khongkha, W., Lopimpisuth, C. et al., 2023. Curcumin and proton pump inhibitors for functional dyspepsia: A randomised, double blind controlled trial. BMJ Evidence-Based Medicine, 28(6), pp. 399–406.

Kongratanapasert, T. et al., 2024. Safety and pharmacokinetics study of Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. capsules in healthy Thai volunteers: A phase 1 clinical study. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 22(22), pp. 1-10

Tewtrakul, S., Subhadhirasakul, S., Karalai, C., Ponglimanont, C. and Cheenpracha, S., 2009. Anti-inflammatory effects of compounds from Kaempferia parviflora and Boesenbergia pandurata. Food Chemistry, 115(2), pp. 534–538.

คืนความสดชื่นด้วยศาสตร์แห่งกลิ่น: นวัตกรรมเจลน้ำมันหอมระเหยมะลิลา ผลงานวิจัยจาก วว.

Featured

ในยุคที่ความเร่งรีบทำให้เราเหนื่อยล้า การได้หยุดพักและสูดกลิ่นหอมจากธรรมชาติถือเป็นวิธีบำบัดจิตใจที่เรียบง่ายแต่ได้ผลที่สุด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้นำความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของ “ดอกมะลิลา” (Jasminum sambac Ait.) มาพัฒนาต่อยอดเป็น “ผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันหอมระเหย” นวัตกรรมสมุนไพรไทยเพื่ออารมณ์และจิตใจที่สงบอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำไมต้องเป็นมะลิลา? ดอกมะลิลาไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมแรงและเย็นชื่นใจ แต่ยังมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงเมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย โดยกลไกการทำงานนั้น เมื่อเราสูดดมโมเลกุลความหอมจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางในสมอง เพื่อควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดสะสม

ความโดดเด่นของนวัตกรรมเจลมะลิลาจาก วว. ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มีดีแค่กลิ่นหอม แต่ผ่านการวิจัยและทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาอย่างเข้มงวด โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ:

  • บริสุทธิ์จากธรรมชาติ: ใช้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่สกัดจากดอกมะลิลาแท้ ซึ่งมีผลต่อการบำบัดรักษาได้ดีกว่าน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์
  • รูปแบบเจล ใช้งานง่าย: พัฒนาให้อยู่ในรูปแบบเจลที่พกพาสะดวก ไม่หกเลอะเทอะ
  • ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะจุด: สามารถใช้แต้มหรือนวดวนเฉพาะบริเวณผิวหนังที่ต้องการ เพื่อให้กลิ่นหอมค่อยๆ ระเหยออกมาเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการใช้สเปรย์ที่ส่งกลิ่นกระจายในวงกว้าง

นวัตกรรมนี้พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพระดับสากลสำหรับใครที่อยากรู้จัก “มะลิลา” และนวัตกรรมนี้ให้มากขึ้น สามารถติดตามรายละเอียดได้ใน Infographic ด้านล่างนี้เลย

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : การพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่ใสจากต้นสารดิน

Featured

มะขามป้อมเคล็ดลับความสวยของสาววัย 30+: ผิวใส อ่อนเยาว์ แบบยั่งยืน

Featured

เรียบเรียงโดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

พออายุแตะเลข 3 หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่าผิวของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งความหมองคล้ำที่มาไว ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่แอบโผล่มา หรือความแห้งกร้านที่ทำให้แต่งหน้าไม่ติดเหมือนก่อน แต่หากเราดูแลถูกวิธี ผิวก็ยังสวยและดูอ่อนกว่าวัยได้แน่นอน ซึ่งเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอและเลือกสิ่งที่ปลอดภัยกับผิวจริง ๆ  โดยสาวๆ ควรทำตามขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้

  1. ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เลี่ยงโฟมหรือสบู่ที่ทำให้ผิวตึง
  2. บำรุงด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะวิตามินซีและสารสกัดธรรมชาติ ช่วยลดเลือนจุดด่างดำ
  3. ทากันแดดทุกวัน ต่อให้ไม่ออกกลางแจ้ง รังสียูวีก็ทำร้ายผิวได้
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง
  5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อเติมความชุ่มชื้นจากภายใน
  6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวเปล่งปลั่งและมีชีวิตชีวา

นอกจากทั้ง  6 ข้อกล่าวมานี้ การเลือกสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวก็จำเป็นเช่นกัน และในบรรดาสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิว “มะขามป้อม” ถือว่าเป็นดาวเด่นที่น่าสนใจ เพราะมีวิตามินซีสูงมากและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ ผิวดูสม่ำเสมอ ที่สำคัญยังอ่อนโยนต่อผิว เหมาะกับการใช้เป็นส่วนผสมในสกินแคร์สำหรับสาววัย 30+

และนี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมสมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ทำการวิจัยและพัฒนา ครีมบำรุงผิวจากสารสกัดมะขามป้อม จนได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “ทิสทร้า เอ็มบลิก้า เรเดียนท์ ครีม” (TISTR Emblica Radiant Cream)

ครีมตัวนี้มีเนื้อบางเบา ซึมง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ อ่อนโยนต่อผิว และที่พิเศษคือใช้วัตถุดิบมะขามป้อมคุณภาพจากในประเทศ 100% ทำให้ช่วยลดต้นทุนและไม่ต้องพึ่งวัตถุดิบนำเข้า แถมยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยและความคงตัวของคุณภาพอย่างครบถ้วน

จุดเด่นของทิสทร้า เอ็มบลิก้า เรเดียนท์ ครีม

  • สารสกัดมะขามป้อมช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ปลอดภัย ผ่านการทดสอบการระคายเคืองในอาสาสมัคร
  • ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ลดต้นทุนและสนับสนุนเกษตรกรไทย
  • ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ

สำหรับสาววัย 30+ การใช้ครีมที่ผสานพลังธรรมชาติเข้ากับงานวิจัยวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้การดูแลผิวของคุณมั่นใจและเห็นผลยิ่งขึ้น และนี่คือเหตุผลที่มะขามป้อมไม่ใช่แค่สมุนไพรในครัว แต่เป็น “เพื่อนคู่ใจ” ของผิวสวยในทุกช่วงวัย

หากใครสนใจต่อยอดธุรกิจความงาม วว. ก็พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชิงพาณิชย์และให้คำปรึกษา สนใจโทร. 0 2577 9000 หรือใช้บริการ “วว. JUMP” ได้เลย

สวยอย่างปลอดภัย สนับสนุนสมุนไพรไทย และมั่นใจได้ด้วยงานวิจัยจาก วว.

ผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีการใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ (in vivo)

การทดสอบในสัตว์ทดลอง (in vivo) เป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการวิจัยและพัฒนา เพื่อ ประเมินความปลอดภัย (Safety) และประสิทธิภาพ (Efficacy) ของผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะนำไปใช้กับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการศึกษาพรีคลินิก (Preclinical studies) ซึ่งเป็นข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพทั่วโลก เช่น อย., FDA, EMA

กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักที่จำเป็นต้องทดสอบในสัตว์ทดลอง:

  • ยาและวัคซีน (Pharmaceuticals & Vaccines): กลุ่มที่จำเป็นที่สุด เพื่อทดสอบฤทธิ์การรักษาและประเมินความเป็นพิษในทุกมิติ ก่อนเข้าสู่การทดลองในมนุษย์
  • เครื่องมือแพทย์และวัสดุชีวภาพ (Medical Devices & Biomaterials): โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องฝังหรือสัมผัสร่างกายโดยตรง เช่น ข้อเข่าเทียม รากฟันเทียม เพื่อทดสอบความเข้ากันได้ทางชีวภาพและการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริมชนิดใหม่ (Herbal Products & Novel Foods): โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้างสรรพคุณเชิงรักษา หรือใช้ส่วนประกอบใหม่ที่ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพอ
  • สารเคมีในอุตสาหกรรมและการเกษตร (Chemicals & Industrial Substances): เพื่อประเมินความเป็นพิษต่อมนุษย์จากการสัมผัสและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • สารออกฤทธิ์ใหม่และนาโนเทคโนโลยี (New Active Ingredients & Nanotechnology): สารที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดจำเป็นต้องมีข้อมูลความปลอดภัยครบถ้วน

ตัวอย่างการทดสอบที่ใช้สัตว์

  • การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute Toxicity Test): ประเมินผลกระทบจากการได้รับสารในปริมาณสูงเพียงครั้งเดียว
  • การทดสอบความเป็นพิษเรื้อรัง (Sub-chronic / Chronic Toxicity Test): ประเมินผลกระทบจากการได้รับสารซ้ำ ๆ เป็นระยะเวลานาน
    • กึ่งเรื้อรัง (Sub-chronic): โดยทั่วไป 28–90 วัน
    • เรื้อรัง (Chronic): มากกว่า 90 วัน
  • การทดสอบผลต่อระบบสืบพันธุ์และพัฒนาการของตัวอ่อน (Reproductive and Developmental Toxicity Test): ประเมินผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ของพ่อแม่ และพัฒนาการของตัวอ่อนในครรภ์
  • การทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา (Pharmacological Activity Test): ประเมินประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น:
    • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory Test)
    • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด (Antidiabetic Test)
    • ฤทธิ์ต้านมะเร็ง (Anticancer Test)
  • การทดสอบทางพิษวิทยาเฉพาะทาง (Specialized Toxicological Tests): ประเมินความปลอดภัยในมิติที่เฉพาะเจาะจง เช่น
    • การก่อภูมิแพ้ที่ผิวหนัง (Skin Sensitization Test)
    • การระคายเคืองต่อผิวหนังหรือดวงตา (Irritation Test)
    • ความเป็นพิษต่อระบบภูมิคุ้มกัน (Immunotoxicity Test)

หากคุณต้องการทดสอบผลิตภัณฑ์ด้านเภสัชและพิษวิทยา (Pharmacology & Toxicology) ซึ่งมักจำเป็นต้องมีการใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ โดยมีดำเนินการภายใต้แนวทางจริยธรรมที่เข้มงวด และเป็นไปตามหลักการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) หรือ Thailand institute of Scientific and Technological Research (TISTR) ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (InnoHerb) ของ วว. ให้บริการและวิจัยทั้งในระดับเซลล์ในหลอดทดลอง (in vitro) และในสัตว์ (in vivo) ณ อาคารเภสัชวิทยาและพิษวิทยา ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวทางด้านจริยธรรมและสวัสดิภาพสัตว์ทดลองอย่างเคร่งครัด พร้อมการรับรองมาตรฐานระดับสากล ได้แก่

  • AAALAC International: การรับรองระบบการเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มั่นใจในกระบวนการที่ถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณการใช้สัตว์
  • OECD GLP: การรับรองหลักการปฏิบัติที่ดีในห้องปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และผลการทดสอบที่น่าเชื่อถือ

สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.ศรัญญา เหล่าวิทยางค์กูร โทร 0 2577 9012 หรือ E-mail : tox_service@tistr.or.th

หรืออ่านรายละเอียดการให้บริการเพิ่มเติมของ InnoHERB Testing ที่ https://www.tistr.or.th/Bio-Industries/rdb/herbalproducts/129/

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : กรรมวิธีการสกัดน้ำมันจากต้นเทพทาโร

Featured

WitChitchat Ep 20 : มาดามจุ๋มหอมซับซ้อนซ่อนเงื่อน

Featured

WitChitchat Ep2 : แผ่นมาส์กจุลินทรีย์ (Biocellulose)

Featured

กิจกรรมชี้แจง “การวิจัยในสัตว์และการขออนุญาตใช้สัตว์”

Featured

กิจกรรมชี้แจง “การวิจัยในสัตว์และการขออนุญาตใช้สัตว์”
โดย ดร.กฤติยา ทิสยากร
คณะกรรมการกำกับดูแลการเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (คกส.วว.)