เก็บตกการบรรยาย “การสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”

โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

            การบรรยายในหัวข้อ การสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดย อาจารย์บุญเลิศ อรุณพิบูลย์  ผู้อำนวยการฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการ เรื่อง เสริมพลังการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การบริการความรู้แบบเสรี (Empowering S&T Research with the Openness Revolution)  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ หลักสี่  

            หลังจากการวนหาที่จอดรถอยู่ราวๆ 20 นาที ซึ่งเราก็ไม่ได้ที่จอดจึงต้องอ้อนวอน คุณรปภ. หน้าอาคารช่วยจัดหาที่จอดให้ จึงจะได้ขึ้นไปที่ห้องประชุมซึ่งอยู่ชั้น 2 ของอาคารดังกล่าว  ทำให้พลาดพิธีเปิด แต่ก็ทันฟังอาจารย์บุญเลิศ บรรยายสาระน่ารู้เพื่อในการเตรียมเข้าสู่การสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งก่อนการบรรยายจะเริ่มนั้น อาจารย์บุญเลิศก็ได้ให้ link เพื่อเข้าไปดูสไลด์การบรรยายผ่านทางโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ซึ่งก็คือ https://padlet.com/boonlerta/opened  ในการบรรยายครั้งนี้ อาจารย์ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนที่เราจะสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนั้น เราต้องพิจารณาว่า องค์กรของเรามีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ขนาดไหน มีความพร้อมในด้าน human resources และ infrastructure แล้วหรือยัง เพราะการสร้างองค์ความรู้ในยุคนี้จำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ที่อยู่ในลักษณะพร้อมใช้งาน กล่าวคือ ข้อมูลที่มีการเผยแพร่หรือเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัลนั้น จะต้องนำมาใช้ต่อได้ทันที ไม่ใช่อยู่ในรูปไฟล์ PDF  เท่านั้น แต่จะต้องอยู่ในรูปแบบที่ programmer หรือ end user  สามารถนำไปเชื่อมโยงเข้าระบบของตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการนำมาแปลงหรือพิมพ์ใหม่  ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในด้านการวางแผนทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ให้พร้อมจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านบุคคลกร จำเป็นที่จะต้องมีทักษะดิจิทัล (digital literacy) เป็นอย่างดี ต้องรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้ได้เต็มประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังต้องวิเคราะห์พร้อมทั้งประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นได้  และยังสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาในรูปแบบของสื่อหรือสร้างเป็นข้อมูลพร้อมใช้ผ่านเครื่องมือดิจิทัลได้อีกด้วย  

            นอกจากนี้อาจารย์ยังได้กล่าวถึงแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมียุทธศาสตร์ชาติ 2561-2580 ที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งในยุทธศาสตร์ที่ 1 ก็คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  โดยเป้าหมายหลักก็คือ การพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของไทยให้มีคุณภาพและครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 2 เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการนำเอานวัตกรรมและความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีมาในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การสร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกล สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ โดยเน้นไปในเรื่องของการศึกษา การสาธารณสุข การบริการสาธารณะต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็ยังต้องให้ส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐให้มีการจัดเก็บบริหารข้อมูลแบบบูรณาการ ไม่ซ้ำซ้อน และรองรับการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานได้ เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัว และโปร่งใส  ยุทธศาสตร์ที่ 5 เป็นเรื่องของการพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์เน้นตั้งแต่แรกว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากแม้ว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใด แต่หากบุคลากรไม่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ ก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นในยุทธศาสตร์นี้จึงมีแผนงานในการพัฒนาทักษะดิจิทัลในทุกสาขาอาชีพ และยังมุ่งเน้นพัฒนาความเชี่ยวชาญดิจิทัลเฉพาะด้านอีกด้วย นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่ฉับไวในอนาคต ยุทธศาสตร์ที่ 6 เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยจะเน้นไปที่การปรับปรุงกฎหมายดิจิทัลให้ทันสมัย ครอบคลุม และรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล มีการสร้างมาตรฐานข้อมูลที่เป็นสากลเพื่อรองรับการเชื่อมโยงและการทำธุรกรรมพร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ

            นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ อาจารย์ยังย้ำในเรื่องของความฉลาดทางดิจิทัล ซึ่งได้แก่

  1. ทักษะในการรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองในโลกออนไลน์และโลกความเป็นจริง
  2. ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว
  3. ทักษะในการจัดสรรเวลาหน้าจอ
  4. ทักษะในการคิดวิเคราะห์ข้อมูล
  5. ทักษะในการับมือภัยคุมคามทางออนไลน์
  6. ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้ทิ้งไว้บนโลกออนไลน์
  7. ทักษะในการในการรักษาความปลอดภัยของตนเอง
  8. ทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม

            ซึ่งทักษะทั้ง 8 ทักษะนี้มีความสำคัญที่บุคลากรผู้ที่จะสร้างสรรค์สร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องมี ซึ่งรวมไปถึงผู้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่ว ๆ ไปด้วย

            และสุดท้าย ก่อนที่จะจบการบรรยายนั้น อาจารย์ได้ทิ้งท้ายด้วยแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า การที่เราจะก้าวเข้าสู่ ยุคดิจิทัลระบบเปิดอย่างมั่นคงยั่งยืน เราจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการคิดใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ และเกิดกระบวนการทำงานใหม่ ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ และเกิดวิถีชีวิตใหม่ในยุค Thailand  4.0

เชิญร่วมเก็บบันทึกและแบ่งปันภาพสื่อประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562

มิติใหม่ของระบบการเลือกตั้ง ปี 2562

การประยุกต์ใช้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับมะขามหวานสีทอง

      มะขามหวานสีทอง มีถิ่นกำเนิดที่ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ฝักกลม มีทั้งโค้งมากน้อยไปจนถึงเกือบตรง เนื้อสีน้ำตาลทอง รถชาติหวาน เปลือกหนา เนื้อหนา เมล็ดโต โดยมีมูลค่าการส่งออกราว 500 – 800 ล้านบาท

      ทั้งนี้ปัญหาที่มักพบโดยทั่วไป คือ โรคราจุดสีดำ มักเกิดช่วงฤดูฝน และโรคราแป้ง มักเกิดช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาว สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ทำการศึกษาและทดลองนำการประยุกต์ใช้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มาเพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลมะขามหวานพันธุ์สีทองหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีวิธีการทดลอง ดังนี้

  • คัดเลือกมะขามหวานพันธุ์สีทอง
  • ชั่งน้ำหนักคัดแยก
  • ดูด SO2 ความเข้มข้น 5%,10%, 20%
  • ปิดฝาทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด
  • ทำการไตเตรทหาปริมาณ SO2
  • เก็บรักษาในกล่องนาน 75 วัน

      จากการทดลองพบว่า มะขามหวานพันธุ์สีทองที่รมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ความเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ดีที่สุด โดยคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวมีสภาพความเสียหายน้อยที่สุด หลังจากทำการทดลองครบ 75 วัน และเมื่อเก็บรักษาต่ออีก 20 วันพบว่า ความชื้น รสชาติ กลิ่น สี เชื้อรา มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมน้อยที่สุดตั้งแต่วันแรกที่เก็บรักษา

 

IoT กับสมาร์ทฟาร์ม

ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

ขอบคุณภาพจาก https://dzone.com/articles/iot-in-agriculture-five-technology-uses-for-smart

แนวคิด Internet of things (IoT) ถูกคิดขึ้นโดย Kevin Ashton ในปี 1999 จากโครงการ Auto-ID Center ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT จากเทคโนโลยี RFID ที่จะทำให้เป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับ RFID Sensors ต่างๆ ที่จะเชื่อมต่อกันผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งการเชื่อมต่อเหล่านั้นเอง กลายมาเป็นแนวคิดของการทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สื่อสารกันได้โดยอาศัยตัว Sensor ในการสื่อสารถึงกัน

ในปัจจุบัน IoT ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับหลายสิ่งหลายอย่างทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ภาคเกษตรกรรม เพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพโดย ใช้แรงงานคนให้น้อยที่สุด ซึ่งนี่จึงเป็นที่มาของคำว่า เกษตรอัจริยะ หรือสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) ซึ่งได้นำเทคโนโลยี RFID Sensors เข้ามาใช้ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านั้น สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ควบคุมหลักได้ เช่น การใช้เซ็นเซอร์วัดข้อมูลต่างๆ อย่าง เซ็นเซอร์ตรวจอากาศ (Weather Station) เซ็นเซอร์วัดดิน (Soil Sensor) เซ็นเซอร์ตรวจโรคพืช (Plant Disease Sensor) เซ็นเซอร์ตรวจวัดผลผลิต (Yield Monitoring Sensor) เป็นต้น เซ็นเซอร์เหล่านี้สามารถนํามาวางเป็นระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless Sensor Network) โดยนําไปติดตั้งหรือปล่อยในพื้นที่ไร่นา เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ได้แก่ ความชื้นในดิน อุณหภูมิ ปริมาณแสง และสารเคมี เพื่อที่จะทราบว่าควรมีการให้ปุ๋ย น้ำ ยาฆ่าแมลง เมื่อใด และเท่าใดตามสภาพความแตก ต่างของพื้นที่ ซึ่งการให้ปุ๋ย น้ำ และยาฆ่าแมลงก็จะใช้เทคโนโลยีการให้ปุ๋ย/น้ำ/ยาฆ่าแมลง หรือที่เรียกว่า Variable Rate Technology (VRT) โดยเทคโนโลยีนี้จะใช้ระบบเซ้นเซอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลว่าแปลงใดควรจะมีการให้ปุ๋ย น้ำ และย่าฆ่าแมลงเท่าใดในช่วงเวลาใด ซึ่งเทคโนโลยีจะใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Global Positioning System (GPS) นั่นเอง

ไมโครพลาสติก….ภัยมืดในทะเล

ชาญชัย คหาปนะ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

บรรจุภัณฑ์พลาสติกหรืออุปกรณ์พลาสติกจัดเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน การผลิตพลาสติกจากทั่วโลกมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2493 ที่อัตราการผลิต 1.5 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็นมากกว่า 330 ล้านตันต่อปี ทำให้ในปัจจุบันมีพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนถึง 9 พันล้านเมตริกตัน ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นผลกระทบระยะยาวในระบบนิเวศน์ทั้งทางบกและทะเล

ในแต่ละปีขยะพลาสติกจากทั่วโลกมากกว่า 8 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงมหาสมุทร มีเพียงร้อยละ 5 ที่เห็นเป็นชิ้นส่วนลอยในทะเล ส่วนที่เหลือนั้นจมอยู่ใต้มหาสมุทร ประเทศไทยติดอันดับ 6 ของโลกที่มีขยะพลาสติกมากที่สุดในทะเล จากที่ทราบกันดีว่าพลาสติกเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ยาก มีความคงสภาพสูง จึงส่งผลให้ขยะพลาสติกที่ตกค้างในทะเลใช้เวลาในการย่อยสลายอยู่ในช่วง 10 – 600 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติก

ไมโครพลาสติก หมายถึง พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ซึ่งมาจากกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกขนาดเล็กโดยตรง เช่น เป็นองค์ประกอบในเครื่องสำอางที่เป็นเม็ดสครับ (microbeads) ใยเสื้อผ้า หรือในการผลิตอุตสาหกรรมพลาสติก ไมโครพลาสติกเหล่านี้สามารถแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเลได้โดยการทิ้งของเสียโดยตรงจากบ้านเรือนสู่แหล่งน้ำและไหลสู่ทะเล เช่น กรณีของสครับที่ใช้ในโฟมล้างหน้า หรือเส้นใยจากผ้าใยสังเคราะห์จากการทิ้งน้ำซักผ้า เป็นต้น ส่วนอีกรูปแบบหนึ่ง มาจากพลาสติกที่ใช้อยู่ทั่วไป เกิดการฉีกขาดจากปัจจัยต่างๆ เช่น แสง ความชื้น พลังงานจากคลื่น หรือสิ่งมีชีวิตในทะเล จนเป็นเศษพลาสติกขนาดเล็กและตกค้างสะสมในสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุที่ไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กมาก ยากต่อการเก็บและการกำจัด ประกอบกับมีคุณสมบัติที่คงสภาพย่อยสลายได้ยาก จึงง่ายที่จะปนเปื้อน แพร่กระจาย สะสม และตกค้างในสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การทิ้งขยะพลาสติกขนาดใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถเกิดการย่อยสลาย มีการแตกหักเป็นอนุพันธ์ของไมโครพลาสติก ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นเดียวกัน

ในปัจจุบัน โลกตื่นตัวกับปัญหาและภัยอันตรายจากการแพร่กระจายของไมโครพลาสติกในทะเล ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งในกรณีเป็นตัวนำสารพิษเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร การเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ และการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากมีรายงานถึงผลการสำรวจขยะที่ถูกทิ้งลงในทะเลทั้งในมหาสมุทรลึกไปจนถึงแผ่นน้ำแข็งทวีปอาร์กติกที่ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก มีความเสี่ยงสูงมากที่สัตว์น้ำกว่า 700 สายพันธุ์ในทะเลจะกินขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกเหล่านั้นเข้าไป ยิ่งไปกว่านี้ มีรายงานการตรวจพบสารก่อมะเร็งปนเปื้อนอยู่ในไมโครพลาสติก อาทิ สารกลุ่มพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) พอลิคลอริเนตไบฟีนิล (PCBs) ดีดีที (DDT) และไดออกซิน เป็นต้น สำหรับประเทศไทย ปิติพงษ์และคณะ (2559) ตรวจพบไมโครพลาสติกในหอยเสียบและหอยกระปุก ในลักษณะที่เป็นเส้นใยมากที่สุด คาดว่ามาจากอุปกรณ์การทำประมง เช่น อวน ตาข่าย เอ็น และเชือก ดังนั้น การที่เรารับประทานสัตว์น้ำที่มีการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกเข้าไปก็อาจมีโอกาสที่จะได้รับสารที่ปนเปื้อนเข้าไปได้ แม้ว่ายังไม่มีรายงานทางวิชาการที่ยืนยันถึงไมโครพลาสติกที่ตกค้างในสัตว์น้ำก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์โดยตรงจากการได้รับผ่านทางห่วงโซ่อาหาร แต่จากผลการศึกษาที่กล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าได้มีการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมทางทะเลและในสัตว์ทะเลของประเทศไทยแล้ว ดังนั้น ถึงเวลาที่เราต้องกำหนดมาตรการหรือตระหนักในการลดปัญหาเหล่านี้ อาทิ ลดปริมาณขยะทะเลจากแหล่งต่างๆ เช่น ชุมชนชายฝั่ง การประมง การท่องเที่ยว และกลุ่มวิสาหกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น โดยมีการบังคับใช้กฎหมาย การส่งเสริมผู้ประกอบการในการผลิตวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ คือ การรณรงค์สร้างจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน

ไมโครพลาสติกที่อยู่ภายในตัวของปลา

ที่มา:

PlasticsEurope Market Research Group (PEMRG) / Consultic Marketing & Industrieberatung GmbH

IUCN (International Union for Conservation of Nature). Marine Plastics. 2018.

Laura Parker. 2015. ‘Eight Million Tons of Plastic Dumped in Ocean Every Year’ เข้าถึงได้จาก http://news.nationalgeographic. com/news/2015/02/150212-ocean-debris-plastic-garbage-patches-science/

Katsnelson, K. 2015. New feature: microplastics present pollution puzzle. Proc Natl Acad Sci 112 (18): 5547–5549. Published online 2015 May 5. doi: 10.1073/pnas.1504135112

Rochman CM, Hoh E, Hentschel BT, Kaye S. Long-term field measurement of sorption of organic contaminants to five types of plastic pellets: Implications for plastic marine debris. Environ Sci Technol. 2013;47(3):1646–1654.

https://www.european-bioplastics.org/market/applications-sectors/

http://ecowatch.com/2016/06/03/microplastics-kill-baby-fish/

ปิติพงษ์ ธาระมนต์ และคณะ. (2559).การปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในหอยสองฝาบริเวณชายหาดเจ้าหลาวและชายหาดคุ้งวิมาน จังหวัดจันทบุรี.แก่นเกษตร 44 ฉบับพิเศษ 1.738-744.

การผลิตน้ำมะนาวพร้อมดื่ม

 

มะนาวเป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากในน้ำมะนาวนั้นมีกรดซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพซึ่งได้แก่ กรดซิตทริค (Citric acid) กรดมาลิค (Malic acid) และแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี และอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซีอีกด้วย น้ำมะนาวจึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในสังคมไทย ดังนั้นการผลิตน้ำมะนาวพร้อมดื่มที่ปิดสนิทจึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ และควรมองการผลิตแบบเป็นองค์รวม เชื่อมโยงกัน ตามแนวทางของศาสตร์พระราชา โดยควรพิจารณาตั้งแต่การเลือกพันธุ์มะนาวที่ให้น้ำเยอะ เทคนิคการปลูกและดูแล ขั้นตอนการผลิต และขั้นตอนการฆ่าเชื้อ เพื่อความสดสะอาดและยืดอายุการเก็บรักษาให้ยาวนานขึ้น

สำหรับการผลิตน้ำมะนาวพร้อมดื่ม ขั้นแรกคือ การทำความสะอาดมะนาว จากนั้นผ่าผลมะนาว นำเมล็ดมะนาวออก บีบน้ำมะนาวลงใส่ในแก้ว เมื่อได้น้ำมะนาวในปริมาณที่ต้องการแล้ว จึงเติมน้ำตาลทรายประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ และเทน้ำร้อนลงไปในปริมาณครึ่งถ้วยต่อน้ำมะนาว 1 แก้ว ใส่เกลือป่นครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากัน และชิมรสตามชอบ แต่เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมตามสูตรของศูนย์เชี่ยวชาญอาหารสุขภาพของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ควรควบคุมความหวานที่ 15.5 บริกซ์ ค่าความเป็นกรดร้อยละ 0.46-0.57 และค่าความเป็นเบส 3.2

เมื่อได้น้ำมะนาวที่ปรุงรสแล้ว จึง นำภาชนะบรรจุมาผ่านการฆ่าเชื้อด้วยวิธีWater Spray Retort หรือการฆ่าเชื้อแบบใช้น้ำร้อนสเปรย์ ซึ่งเครื่องนี้เป็นเครื่องที่ใช้งานในระดับโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องนี้ มีหลักการทำงานโดยการฉีดพ่นน้ำร้อนผ่านหัวฉีดที่ติดตั้งในตำแหน่งและองศาที่เหมาะสม เพื่อให้การฉีดพ่นเป็นไปอย่างทั่วถึง ซึ่งเครื่องนี้จะเหมาะสำหรับภาชนะบรรจุที่เป็นขวดแก้ว ถุง pouch และบรรจุภัณฑ์ชนิดกึ่งอ่อนตัว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ผลิตน้ำมะนาวที่ไม่มีเครื่อง Water Spray Retort ก็สามารถทำการพาสเจอร์ไรส์ภาชนะบรรจุได้โดยการนึ่งที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส ที่ความดัน -200 มิลลิเมตรปรอท กับที่ 75 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาในการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิดังกล่าว 27 วินาที โดยใช้เวลาในการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิดังกล่าว 27 วินาที ซึ่งจะทำให้ได้จะได้ผลิตภัณฑ์ปลอดจากจำนวนจุลินทรีย์ ยีสต์ และรา และปลอดภัยต่อผู้บริโภคนานถึง 6 เดือน

ทำไมเปลือกไข่จึงไล่มดได้

ภาพประกอบจาก https://kesehatan.babe.news/9e77bf/makan-kulit-telur/

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเปลือกไข่ไล่มดมาบ้าง แต่อาจสงสัยว่าเหตุใด เจ้ามดน้อยจึงไม่ชอบเปลือกไข่ จนต้องหนีห่าง  นั่นก็เป็นเพราะเปลือกไข่มีส่วนประกอบคือ แคลเซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียมคาร์บอเนต แคลเซียม ฟอสเฟต สารอินทรีย์อื่นๆ  รวมทั้งยังมีกรดกำมะถันอีกด้วย ดังนั้นเมื่อนำไปผ่านการให้ความร้อนเช่น การตากแดด หรือเผาไฟ และจะทำให้แคลเซียมคาร์บอเนตเปลี่ยนไปเป็นแคลเซียมไฮดรอกด์ที่มีฤทธิ์เป็นเบส ทำให้สามารถไล่มดได้นั่นเอง นอกจากนี้กรดกำมะถันในเปลือกไข่เมื่อโดนความร้อนก็จะทำให้มีกำมะถันระเหยออกมาจึงสามารถไล่เพลี้ยไฟได้อีกด้วย

สำหรับวิธีการทำเปลือกไข่ไล่มดก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยวิธีแรก คือ นำเปลือกไข่ไปตากแดดหรือเผาไฟจนแห้ง และนำมาตำให้ละเอียด จากนั้นจึงเติมน้ำเปล่าลงไป ทิ้งไว้ 20-30 นาที และทำไปเทราลงในบริเวณที่มีมดหรือรังของมดโดยตรง วิธีที่สอง คือ นำเปลือกไข่ไปตากแดดหรือเผาไฟจนแห้ง และนำมาตำให้ละเอียด จากนั้นบดผงเปลือกไข่กับดินสอพอง ปูนปลาสเตอร์ และน้ำ ผสมให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย จากนั้นนำไปอัดใส่หลอดดูดน้ำที่มีขนาดใหญ่ และนำไปตากแดดจนแห้ง เมื่อแห้งแล้วจึงนำหลอดมาตัดหัวตัดท้าย เท่านี้ก็จะได้ชอล์กไล่มดเก็บไว้ใช้

การไล่มดโดยใช้เปลือกไข่นี้เป็นวิธีที่ประหยัด เพราะทำจากเศษวัสดุเหลือใช้ในครัวเรือน ซึ่งตรงตามแนวทางของศาสตร์พระราชาในเรื่องของการประหยัดนั่นเอง