10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep3: Democratization (ดิโมเครติเซชัน)

วว. กับบทบาทการส่งเสริม BCG

โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา 

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. นั้น เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการตามนโยบายพิเศษของรัฐ ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมีบทบาทในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ที่รัฐบาลนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม อย่างยั่งยืน โดย BCG นั้นเกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นกลไกขับเคลื่อนนั่นเอง 

ในส่วนของ วว. มีความพร้อมในการดำเนินการเพื่อส่งเสริม  BCG ในทุกด้าน เนื่องจาก วว. ได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญต่างๆ อันได้แก่ 

  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรชุมชนเพื่อชุมชน  
  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นในเรื่องพลังงานทดแทนและการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศอย่างยั่งยืน 
  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ที่มุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทย 
  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร ที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอย่างครบวงจร เพื่อถ่ายทอดให้แก่ผู้ประกอบการ 
  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ มุ่งเน้นการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านวัสดุสุขภาพ วัสดุพลังงาน วัสดุธรรมชาติ เพื่อเพิ่มมูลค่า และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ 
  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ มุ่งเน้นเรื่องของการเพิ่มสมรรถนะให้ภาคการผลิต ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ ด้วยการวิจัยพัฒนา บริการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติตั้งแต่ระดับ OTOP จนถึง SMEs

จะเห็นได้ว่าทั้ง 6 ศูนย์เชี่ยวชาญที่ก่อตั้งขึ้นมานี้ มีพันธกิจในการมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีในที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ของ  BCG Model  ใน 4 สาขา ที่มาจากความหลากหลายทางชีวภาพ 2 สาขา คือ 1.อาหารและการเกษตร 2.สุขภาพและการแพทย์ และมาจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม 2 สาขา คือ 1.พลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ 2.การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า วว. นั้นเป็นองค์กรที่มีความพร้อมและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน  


ตัวอย่างกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เหมาะสมกับประเภทขององค์ความรู้

เศรษฐกิจชีวภาพ สำคัญอย่างไร

ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

เศรษฐกิจชีวภาพ (bioeconomy) ตามนิยามจากหนังสือเศรษฐกิจชีวภาพ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) นั้น หมายถึง “ระบบเศรษฐกิจที่รวมเอาทั้งการผลิตสินค้า บริการ และการใช้ประโยชน์สิ่งเหล่านี้ โดยอาศัยทรัพยากร กระบวนการ และหลักการต่างๆทางชีววิทยา” จากคำนิยามดังกล่าว อาจจะสรุปได้ว่า เศรษฐกิจชีวภาพ ก็คือ รูปแบบใหม่ของอุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจ ที่มีการนำเอากระบวนการทางชีวภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการนำพลังงาน หรือสิ่งของเหลือใช้ทางอุตหกรรมต่างๆ มาหมุนเวียนใหม่ ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร พลังงาน หรือสินค้าอื่นๆ

ภาพประกอบ Clipart library

จากคำนิยามและความหมายของเศรษฐกิจชีวภาพข้างต้นนั้น ทำให้พอจะทราบถึงความสำคัญของเรื่องนี้กันบ้างแล้วในเบื้องต้น แต่ในบทความนี้จะขอขยายความให้เข้าใจถึงเรื่องความสำคัญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อน

เศรษฐกิจชีวภาพ สำคัญอย่างยิ่งต่อ การลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากเป็นการใช้พลังงานทดแทนโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัย คิดค้น ขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกนั่นเอง การที่เราหาพลังงานทดแทนจากธรรมชาติมาใช้แทนน้ำมันอย่างเช่นไบโอดีเซลหรือเอทานอลนั้น เป็นจุดเริ่มต้นแรกของเศรษฐกิจชีวภาพเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการใช้พลังงานทดแทนจากธรรมชาติ โดยมีการหมุนเวียนนำทรัพยากรทางธรรมชาติหรือของเหลือใช้จากการเกษตรมาทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางด้านสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้การนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ทดแทนการเชื้อเพลิงในด้านต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมนั้น ก็ยังส่งผลให้ก๊าซในกลุ่มของที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกลดลงได้ เช่น การใช้พืชและมาผลิตเป็น bioplastics ที่ไม่ใช่แค่การผลิตถุงพลาสติกแต่เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขวด หลอด บรรจุภัณฑ์ต่างๆ หรือ แม้กระทั่ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่าง ผ้าอ้อมเด็กไปจนถึงกบเหลาดินสอ!

ลองจินตนาการว่า หากโลกเราขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ ทั้งหมด ของเหลือใช้ ขยะต่างๆ ก็แทบจะไม่มี ทุกอย่างอาจสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ หรือเป็นพลังงานได้ใหม่ การจัดการขยะ ก๊าซที่เกิดจากกองขยะ การเผาไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม ก็จะลดน้อยลงอย่างมาก อุตสาหกรรมการขนส่งที่ไม่ใช้น้ำมันก็จะเกิดขึ้น มลภาวะก็ลดลง ภาวะโลกร้อนก็จะค่อยๆ ดีขึ้น พวกเราก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น

ดังนั้นการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเศรษฐกิจชีวภาพให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจชีวภาพโดยเร็ววัน

ความรู้

ตอนปี 2550 ได้เริ่มทำงานเรื่อง KM: Knowledge Management หรือ การจัดการความรู้ ควบคู่กับ ICT: Information and Communication Techology หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานในตอนนั้น


“People search for knowledge when they want to use it: คนจะแสวงหาความรู้ ก็ต่อเมื่อ ต้องการใช้ความรู้นั้น ๆ”

ผ่านมา 13 ปี ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือ การที่ทำให้ความรู้เหล่านั้นยังคงอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง และพร้อมรอให้สามารถสืบค้น เข้าถึงได้ตลอดเวลาที่ผู้ใช้ต้องการ ความรู้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแค่ความรู้ที่ถูกต้อง ความรู้ที่ผิดก็ควรคงอยู่ แต่ต้องมีผลลัพธ์ของการนำความรู้นั้นไปใช้ด้วย เพื่อที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น บางครั้ง ณ ช่วงเวลา สถานการณ์ สิ่งแวดล้อมแบบนั้น อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในอีก ช่วงเวลา สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมอีกแบบ สิ่งนั้นก็อาจช่วยให้เกิดผลดีได้บ้าง

ทั้งนี้ สิ่งที่เราเรียกว่า ความรู้ หรือ Knowledge สามารถจำแนกได้หลายระดับ

  • Data: ข้อมูลดิบ พรรณารายละเอียดของสิ่งที่ปรากฎให้เห็น
  • Explicit Knowledge: ความรู้ที่ปรากฎชัดแจ้ง สามารถเห็นและจับต้องได้ ผ่านการวิเคราะห์ ประมวล สกัด และสรุปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแยกได้เป็น
  1. Information : สารสนเทศ ผ่านการประมวลผลหรือจัดระเบียบให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมาย
  2. Knowledge : ความรู้ ผ่านการพิสูจน์ยืนยันและได้รับการยอมรับว่าสิ่งนั้นได้ผลเป็นจริงและถูกต้องตามข้อสรุปของการนำไปใช้
  • Tacit Knowledge: ความรู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวบุคคล เป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้จากการกระทำ ฝึกฝน ประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม และยากที่จะถ่ายทอดออกมาทั้งหมดได้ ซึ่งแยกได้เป็น
  1. Know-How : ความชำนาญ เกิดจากการนำความรู้ไปใช้
  2. Experience : ประสบการณ์ เกิดจากการฝึกฝนปฏิบัติเป็นประจำ
  3. Expertise : ความเชี่ยวชาญ เกิดจากการนำไปปฏิบัติและได้ผลที่มีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการ
  4. Wisdom : ภูมิปัญญา ได้จากการรวบรวมความสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อไขปรากฎการณ์และความรู้ต่าง ๆ

ดังนั้น หากเราสามารถ จัดการความรู้ เหล่านี้ เก็บไว้ในที่ใดที่หนึ่งซึ่งสะดวกต่อการเข้าถึงได้ น่าจะก่อเกิดประโยชน์ที่สุด แต่การได้มาซึ่งความรู้เหล่านี้ จำเป็นต้องมีกระบวนการในการจัดการที่เหมาะสม เนื่องจากความรู้ในแต่ละรูปแบบย่อมต้องใช้เทคนิคหรือเครื่องมือในการจัดการที่แตกต่างกัน

ลักษณะของชุมชนนักปฏิบัติ

TREND ขององค์กรแบบ AGILE