ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม จาก วว.

Featured

วว. ร่วมกับหน่วยงานภาคีและผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ “ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม” จากปลานิล โดยนำส่วนเหลือจากกระบวนการผลิตมาเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร ภายใต้แนวคิด Zero Waste ช่วยลดของเหลือทิ้งและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น Nutritious Snack ที่ตอบโจทย์กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ มีจุดเด่นด้านคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีแคลเซียมสูงประมาณ 20–24% พร้อมพัฒนารสชาติและรูปแบบให้รับประทานง่าย กรอบ อร่อย และไม่ใช้น้ำมันทอด

นวัตกรรมนี้สะท้อนบทบาทของ วว. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วย เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดของเสีย และสนับสนุนเศรษฐกิจ BCG ตลอดจนสร้างประโยชน์ให้กับผู้บริโภค ผู้ประกอบการ เกษตรกร และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม.

ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา” นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

Featured

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน ผ่านการพัฒนา “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพารา (Rolling Guard Barrier)”จากยางพาราไทย เพื่อช่วยลดแรงกระแทกและความรุนแรงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

นวัตกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างหน่วยงาน โดยใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลัก และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานระดับสากล รวมถึงการทดสอบ Vehicle Impact Test โดยมีจุดเด่นในการช่วยลดแรงกระแทกและลดความรุนแรงของการบาดเจ็บต่อผู้ใช้รถใช้ถนน อีกทั้งยังมีความทนทาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากใช้วัสดุจากธรรมชาติ และช่วยส่งเสริมการใช้ทรัพยากรยางพาราภายในประเทศ

นอกจากการเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารายังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยสร้าง คุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับยางพาราไทย โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ สนับสนุนรายได้ให้เกษตรกร และต่อยอดยางพาราจากวัตถุดิบทางการเกษตรไปสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง

นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการบูรณาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านความร่วมมือด้านการวิจัยของ วว. และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน และการเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรของประเทศอย่างยั่งยืน

เครื่องดื่มโยเกิร์ตจากถั่วซิกพีพร้อมชง เสริมโพรไบโอติก ตอบโจทย์สายสุขภาพ

Featured

วว. พัฒนา “เครื่องดื่มโยเกิร์ตจากถั่วซิกพีพร้อมชง เสริมโพรไบโอติก (Chickpea Yogurt Powder)” นวัตกรรมอาหารทางเลือกจากพืชที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยนำถั่วซิกพีหรือถั่วลูกไก่ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตคุณภาพ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรูปแบบผง ชงง่าย สะดวก และเหมาะสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์ผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์โยเกิร์ตชนิดแกน ก่อนนำมาผ่านเทคโนโลยีการอบแห้งแบบพ่นฝอย (Spray Dry) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบผง พร้อมชงและเก็บรักษาได้สะดวก โดยมีจุดเด่นคือ โปรตีนสูง ปราศจากคอเลสเตอรอล เสริมโพรไบโอติก และเป็นผลิตภัณฑ์ Plant Based

นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลและแคลอรี ผู้มีภาวะอ้วนหรือผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ รวมถึงผู้บริโภคที่เลือกรับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกน จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบทางการเกษตร พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพเชิงพาณิชย์

ลักทรัพย์นายจ้าง มีโทษหนักกว่าที่คิด!

Featured

ร.ต.ท.หญิงลภัสรดา ปราบปราม

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยเฉพาะกรณี “ลักทรัพย์นายจ้าง” เป็นปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นบ่อยในทางปฏิบัติ กรณีที่ลูกจ้างผู้ได้รับความไว้วางใจ กลับใช้โอกาสนั้นในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ถือเป็นการละเมิดต่อความไว้วางใจและเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจและจริยธรรมในที่ทำงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ซึ่งกำหนดความผิดฐานลักทรัพย์ทั่วไป ไว้ในมาตรา 334 และได้กำหนดบทหนักขึ้น ในกรณีที่การลักทรัพย์นั้นมีลักษณะพิเศษ เช่น ลักทรัพย์ในยามวิกาล ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ หรือลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง การลักทรัพย์นายจ้างถือเป็นกรณีที่กฎหมายให้ความสำคัญ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ หากลูกจ้างกลับลักทรัพย์ของนายจ้างเสียเองย่อมเป็นการทรยศต่อความน่าเชื่อถือและทำให้ความสัมพันธ์ทางแรงงานเสียหาย กฎหมายจึงกำหนดโทษหนักขึ้นเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดดังกล่าว

              1. บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ลักทรัพย์) “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ มาตรา 335 (11)         (ลักทรัพย์นายจ้าง) “ถ้าการลักทรัพย์เป็นการลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท” จากบทบัญญัติข้างต้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายได้เพิ่มโทษในกรณีที่ผู้กระทำเป็นลูกจ้างและผู้เสียหายเป็นนายจ้าง เช่น การที่ลูกจ้างแอบเอาทรัพย์สินของนายจ้างไป เช่น เงิน เครื่องมือทำงาน สินค้าคงคลัง ฯลฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ทำงานของนายจ้าง และมีบทลงโทษหนักกว่าการลักทรัพย์ทั่วไป

              2. องค์ประกอบที่ทำให้การกระทำถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง มีดังนี้

                   2.1 การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต คือ ต้องเป็นการแย่งการครอบครองโดยเจ้าของไม่ยินยอมและมีเจตนาทุจริต

                   2.2 ทรัพย์นั้นต้องเป็นของนายจ้าง คือ จะต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ (ลูกจ้าง) และผู้เสียหาย (นายจ้าง) ว่ามีการจ้างงานกันอยู่จริง

                   2.3 การกระทำของลูกจ้าง คือ ต้องเป็นบุคคลที่ทำงานภายใต้คำสั่งและการจ้างแรงงานของนายจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำหรือชั่วคราว

              3. เหตุผลที่กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น เพราะถือว่าลูกจ้างเป็นบุคคลที่นายจ้างได้มอบความไว้วางใจและเปิดโอกาสให้เข้าถึงทรัพย์ของตนได้ง่าย หากลูกจ้างฉวยโอกาสดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิด จะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและต่อความเชื่อมั่นในระบบแรงงานโดยรวม ดังนั้นการเพิ่มโทษจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองนายจ้างและรักษาความเป็นธรรมในสังคม

              4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ถือเป็นการลักทรัพย์นายจ้าง เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2260/2529 จำเลยเป็นลูกจ้างลักทรัพย์ในโรงงานนายจ้าง ศาลเห็นว่า เป็นการลักทรัพย์นายจ้าง ต้องรับโทษตามมาตรา 335 (11)    คำพิพากษาฎีกาที่ 1401/2543 จำเลยเป็นพนักงานบริษัท ได้ยักยอกค่าสินค้าของบริษัทไปใช้ส่วนตัว ศาลวินิจฉัยว่า เป็นความผิดฐานการลักทรัพย์นายจ้าง เช่นเดียวกัน

              จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา จะเห็นได้ว่า ศาลให้ความสำคัญกับการพิสูจน์สถานะความเป็น “ลูกจ้าง” ของผู้กระทำความผิดและถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด

              สิทธิของนายจ้างเมื่อถูกลักทรัพย์ คือ แนวทางการดำเนินการนอกจากการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ นายจ้างอาจใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (3) เพื่อเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะถือเป็นความผิดร้ายแรง หรือหากเป็นลูกจ้าง พนักงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจ ก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เพื่อปลดออกหรือไล่ออก ตามความร้ายแรง ได้เช่นกัน 

              บทสรุป การลักทรัพย์นายจ้าง มีลักษณะพิเศษตรงที่ผู้กระทำคือผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากนายจ้าง การกระทำลักษณะนี้ จึงเป็นการทำลายความสัมพันธ์และความเชื่อใจในระบบแรงงาน นอกจากจะมีโทษทางอาญาที่หนักกว่าการลักทรัพย์ทั่วไปแล้ว ยังอาจถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับสิทธิใดๆ ตามกฎหมายแรงงานอีกด้วย ดังนั้น หากใครที่ยังมีความคิดที่จะนำของส่วนกลาง หรือยึดถือทรัพย์สินที่เป็นของราชการมาใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานได้ 

เอกสารอ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2560, 7803/2557, 4728/2549

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334–335

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

ไพโรจน์ วายุภาพ. 2564. คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม.

วิชัย ดิษฐประสาทชัย. 2563. กฎหมายอาญาภาคความผิด. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.

น้ำนมธัญพืชเสริมน้ำมะม่วงหิมพานต์ ทางเลือกของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากงานวิจัยของ วว.

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้วิจัยและพัฒนา น้ำนมธัญพืชเสริมน้ำมะม่วงหิมพานต์ โดยนำคุณค่าของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งอุดมด้วยใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ ได้แก่ วิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 6 รวมถึงทองแดง ฟอสฟอรัส สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และซีลีเนียม มาใช้เป็นส่วนประกอบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเชิงหน้าที่ (Functional Food)

ผลิตภัณฑ์นี้เป็นผลจากการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากมะม่วงหิมพานต์ เพื่อพัฒนาเป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังมีจุดเด่น ได้แก่ โปรตีน 3 กรัมต่อ 200 มิลลิลิตร ไม่มีน้ำตาลและคอเลสเตอรอล มีสารกลุ่มฟีนอลิก 5.49 มิลลิกรัมกรดแกลลิก/100 มิลลิลิตร และวิตามินซี 0.78 มิลลิกรัม/100 กรัม พร้อมสามารถเก็บรักษาได้นานถึง 10 เดือนที่อุณหภูมิ 25°C ในรูปแบบบรรจุกล่อง UHT จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่สะดวกต่อการบริโภคและเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ

สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ภูมิปัญญาใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

Featured

ประภากร แค่มจันทึก

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

บทนำ

ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ หลายคนอาจคุ้นชินกับการพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ จนหลงลืมว่า “สมุนไพรไทย” ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพที่อยู่ใกล้ตัวเรามาโดยตลอด สมุนไพรไม่ได้เป็นเพียงตำรับยาพื้นบ้านในอดีต หากแต่ยังแฝงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแนบเนียน ตั้งแต่เครื่องดื่มสมุนไพรที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น อาหารที่มีส่วนผสมของพืชสมุนไพร ไปจนถึงกลิ่นหอมจากธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ สมุนไพรไทยถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความสมดุลให้ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตมากนัก ในวันที่ความเครียดกลายเป็นเรื่องปกติ สมุนไพรจึงทำหน้าที่เป็นตัวช่วยเล็กๆ ที่ช่วยให้เราหยุดพักและหันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำสมุนไพรระหว่างวัน การเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติ หรือการใช้กลิ่นหอมจากพืชเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายในบ้าน สิ่งสำคัญของการใช้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของตำรับยา แต่อยู่ที่การเลือกใช้ให้เหมาะสมและสม่ำเสมอ สมุนไพรจึงไม่ใช่ทางเลือกเฉพาะยามเจ็บป่วยเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ การหันกลับมาเห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น หากแต่เป็นการต่อยอดองค์ความรู้เดิมให้สอดรับกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างยั่งยืน

บทบาทของสมุนไพรไทย

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

การใช้สมุนไพรไทยมีพื้นฐานมาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้ของชุมชนผ่านการสังเกต การทดลอง และการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ภูมิปัญญาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความรู้เชิงการแพทย์พื้นบ้าน หากแต่เป็นระบบความคิดที่เชื่อมโยงสุขภาพ อาหาร และวิถีชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม (วิชัย วงศ์ใหญ่ 2563)

การใช้ต่อเนื่องในสังคมไทย 

แม้สังคมไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงตามบริบททางเศรษฐกิจและสังคม สมุนไพรไทยยังคงถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบของอาหาร เครื่องดื่ม และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การคงอยู่ของการใช้สมุนไพรสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของภูมิปัญญาไทยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตร่วมสมัย และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสมุนไพรไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืน (ฆนัท ครุธกูล 2568)

สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน

การบริโภค 

สมุนไพรไทยจำนวนหนึ่งถูกนำมาใช้ในการบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้นชัน และใบเตย ซึ่งมักพบในอาหารไทยและเครื่องดื่มพื้นบ้าน การบริโภคสมุนไพรในลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมอาหารและการดูแลสุขภาพ โดยเน้นความกลมกลืนของรสชาติและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2565)

การใช้ในวิถีชีวิต 

นอกจากการบริโภค สมุนไพรไทยยังถูกนำมาใช้ในวิถีชีวิตประจำวันในรูปแบบอื่นๆ เช่น การใช้ลูกประคบสมุนไพร การอบไอน้ำสมุนไพร หรือการใช้กลิ่นหอมจากพืชสมุนไพรเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ตัวอย่างสมุนไพรที่พบการใช้งานในบริบทนี้ ได้แก่ ไพล การบูร และตะไคร้ ซึ่งสะท้อนถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงร่างกายและจิตใจเข้าด้วยกัน

การส่งเสริมคุณภาพชีวิต 

การใช้สมุนไพรไทยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคหรือการใช้ในวิถีชีวิต ล้วนมีส่วนช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติต่างๆ โดยช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพตนเอง และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า สมุนไพรไทยจึงมิได้เป็นเพียงองค์ความรู้ดั้งเดิม หากแต่ยังมีบทบาทในการสนับสนุนแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืนในสังคมไทยปัจจุบัน (ฆนัท ครุธกูล 2568)

สมุนไพรไทยที่ใช้ในระบบสุขภาพ

ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง สารสำคัญ andrographolide มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยบรรเทาอาการไอและเจ็บคอ รวมถึงลดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ (Hu et al. 2017) สมุนไพรชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจส่วนต้นในระยะเริ่มต้น ข้อดีคือมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาแก้หวัดบางชนิด และช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม การใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อตับได้ จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำที่เหมาะสม 

ขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ในการดูแลระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และความไม่สบายในกระเพาะอาหาร สารสำคัญ curcumin มีหลักฐานสนับสนุนว่ามีฤทธิ์ลดการอักเสบของเยื่อบุทางเดินอาหาร (Kongkam et al. 2023) โดยมีรายงานจากการทดลองแบบสุ่มของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า curcumin มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับ omeprazole ในการบรรเทาอาการ functional dyspepsia นอกจากนี้ ขมิ้นชันยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันในรูปแบบแคปซูล (ภัทรพร รักเปี่ยม 2567) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง และการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วน เนื่องจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ

กระชายขาวเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการต้านการอักเสบ สารสำคัญในกระชายขาว ได้แก่ panduratin A และ hydroxypanduratin A ซึ่งมีหลักฐานจากการศึกษาในหลอดทดลองว่าสามารถยับยั้ง nitric oxide (NO) และ tumor necrosis factor-alpha (TNF-α) ได้อย่างมีนัยสำคัญ (Tewtrakul et al. 2009) จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์สุขภาพในรูปแบบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านประสิทธิผลและความปลอดภัยจากการใช้ในมนุษย์ยังมีจำกัด โดยการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 ในอาสาสมัครชาวไทยรายงานเฉพาะข้อมูลด้านเภสัชจลนศาสตร์ของสารสกัด และยังไม่มีข้อสรุปด้านประสิทธิผลทางคลินิก (Kongratanapasert et al. 2024) ดังนั้น การใช้กระชายขาวจึงควรอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และควรอ้างอิงหลักฐานทางวิชาการประกอบการใช้งาน

การต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทย

ไม่มีชื่อ-2

ที่มา: สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์. (ม.ป.ป.)

รูปที่ 1. ภาพรวมของงานวิจัย

การศึกษาและการวิจัย

การต่อยอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยในปัจจุบันอาศัยการศึกษาและการวิจัยเชิงระบบ เพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยหลักฐานทางวิชาการ การวิจัยช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และจัดระบบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อันเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมในสังคมร่วมสมัย (สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ม.ป.ป.)

การใช้สมุนไพรอย่างเหมาะสม 

การใช้สมุนไพรไทยควรอยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเหมาะสมของบริบท โดยมุ่งเน้นการใช้เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรอย่างมีเหตุผลช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ที่ไม่เหมาะสม และสนับสนุนการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2565) 

บทสรุป

สมุนไพรไทยเป็นองค์ความรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทยในปัจจุบัน ทั้งในด้านการบริโภค การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในมิติร่างกายและจิตใจ การใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวันสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมอาหาร และแนวคิดการดำเนินชีวิตอย่างสมดุล ในบริบทของสังคมร่วมสมัย การนำสมุนไพรไทยกลับมาใช้มิได้เป็นเพียงการอนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม หากแต่เป็นการปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาและการวิจัยเชิงระบบจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภูมิปัญญาเดิมด้วยหลักฐานทางวิชาการ เพื่อให้การใช้สมุนไพรเป็นไปอย่างเหมาะสม มีความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น สมุนไพรไทยจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกเสริมด้านสุขภาพ แต่ควรถูกพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน การตระหนักรู้ การใช้ด้วยความเข้าใจ และการต่อยอดองค์ความรู้จะช่วยให้สมุนไพรไทยยังคงคุณค่า และสามารถตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของสังคมไทยในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างแท้จริง

เอกสารอ้างอิง

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. 2565. สมุนไพรไทยกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน. กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.dtam.moph.go.th/, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

ฆนัท ครุธกูล. 2568. สมุนไพรไทย: ทางเลือกที่ยั่งยืนในระบบสุขภาพของชาติ. Hfocus. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.hfocus.org/content/2025/05/34069, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

มณฑกา ธีรชัยสกุล, กมลวรรณ บานชื่น, ธันวา บัวมหะกุล, วิวรรณ วรกุลพาณิชย์, สมหมาย จูกูล, รสสุคนธ์ กลิ่นหอม, กัณฐิกา ลำพูล, ธิติ แสวงธรรม และ พิสิฐ เขมาวุฆฒ์. 2567. การศึกษาความปลอดภัยและเภสัชจลนศาสตร์ของสารสกัดกระชายรูปแบบแคปซูลในอาสาสมัครสุขภาพดี: การศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 22(2), หน้า 278–293.

ภัทรพร รักเปี่ยม. 2567. แพทย์จุฬาฯ ร่วมมือกรมแพทย์แผนไทย วิจัยพิสูจน์ “ยาขมิ้นชันองค์การเภสัชกรรม” รักษาโรคกระเพาะอาหารได้เทียบเท่ายาลดกรดแผนปัจจุบัน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.chula.ac.th/highlight/152043/ [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

วิชัย วงศ์ใหญ่. 2563. สมุนไพรไทยกับวิถีชีวิตและสุขภาวะของชุมชน. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 18(2), หน้า 45–56.

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์. ม.ป.ป. งานวิจัยด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (Natural Products Research). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.cri.or.th/chemistry-research/natural-product/, [เข้าถึงเมื่อ 26 มีนาคม 2569].

Hu, X-Y., Wu, R-H., Logue, M., Blondel, C., Lai, L.Y.W. and Stuart, B., 2017. Andrographis paniculata (Chuān Xīn Lián) for symptomatic relief of acute respiratory tract infections in adults and children: A systematic review and meta-analysis. PLoS ONE, 12(8), p. e0181780.

Kongkam, P., Khongkha, W., Lopimpisuth, C. et al., 2023. Curcumin and proton pump inhibitors for functional dyspepsia: A randomised, double blind controlled trial. BMJ Evidence-Based Medicine, 28(6), pp. 399–406.

Kongratanapasert, T. et al., 2024. Safety and pharmacokinetics study of Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. capsules in healthy Thai volunteers: A phase 1 clinical study. Journal of Thai Traditional and Alternative Medicine, 22(22), pp. 1-10

Tewtrakul, S., Subhadhirasakul, S., Karalai, C., Ponglimanont, C. and Cheenpracha, S., 2009. Anti-inflammatory effects of compounds from Kaempferia parviflora and Boesenbergia pandurata. Food Chemistry, 115(2), pp. 534–538.

คืนความสดชื่นด้วยศาสตร์แห่งกลิ่น: นวัตกรรมเจลน้ำมันหอมระเหยมะลิลา ผลงานวิจัยจาก วว.

Featured

ในยุคที่ความเร่งรีบทำให้เราเหนื่อยล้า การได้หยุดพักและสูดกลิ่นหอมจากธรรมชาติถือเป็นวิธีบำบัดจิตใจที่เรียบง่ายแต่ได้ผลที่สุด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้นำความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของ “ดอกมะลิลา” (Jasminum sambac Ait.) มาพัฒนาต่อยอดเป็น “ผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันหอมระเหย” นวัตกรรมสมุนไพรไทยเพื่ออารมณ์และจิตใจที่สงบอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำไมต้องเป็นมะลิลา? ดอกมะลิลาไม่เพียงแต่มีกลิ่นหอมแรงและเย็นชื่นใจ แต่ยังมีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงเมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย โดยกลไกการทำงานนั้น เมื่อเราสูดดมโมเลกุลความหอมจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางในสมอง เพื่อควบคุมความรู้สึกและอารมณ์ ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดสะสม

ความโดดเด่นของนวัตกรรมเจลมะลิลาจาก วว. ผลิตภัณฑ์นี้ไม่ได้มีดีแค่กลิ่นหอม แต่ผ่านการวิจัยและทดสอบด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยมาอย่างเข้มงวด โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ:

  • บริสุทธิ์จากธรรมชาติ: ใช้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่สกัดจากดอกมะลิลาแท้ ซึ่งมีผลต่อการบำบัดรักษาได้ดีกว่าน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์
  • รูปแบบเจล ใช้งานง่าย: พัฒนาให้อยู่ในรูปแบบเจลที่พกพาสะดวก ไม่หกเลอะเทอะ
  • ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะจุด: สามารถใช้แต้มหรือนวดวนเฉพาะบริเวณผิวหนังที่ต้องการ เพื่อให้กลิ่นหอมค่อยๆ ระเหยออกมาเฉพาะบุคคล เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการใช้สเปรย์ที่ส่งกลิ่นกระจายในวงกว้าง

นวัตกรรมนี้พร้อมแล้วที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพระดับสากลสำหรับใครที่อยากรู้จัก “มะลิลา” และนวัตกรรมนี้ให้มากขึ้น สามารถติดตามรายละเอียดได้ใน Infographic ด้านล่างนี้เลย

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับเทอร์โมมิเตอร์ชนิดของเหลวในหลอดแก้วหรือ Liquid – in – Thermometer  

Featured

วราสินี  สนิทมาก 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

เทอร์โมมิเตอร์ทั่วๆ ไปที่เราใช้กันเมื่อมองจากภายนอกจะเห็นเป็นสี เงินวาว  และสีแดง แต่ทั้งนี้ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ที่เป็นสีเงินมากกว่า เรามาดูกันว่าเทอร์โมมิเตอร์ที่เป็นสีเงินทำมาจากของเหลวประเภทใดเป็นหลักและทำไมจึงเป็นที่นิยมใช้กันมากกว่าเทอร์โมมิเตอร์ที่มีสีแดง เราพบว่าเทอร์โมมิเตอร์ที่เป็นสีเงินวาวของเหลวที่ใช้เป็นปรอท เนื่องจากปรอทเป็นของเหลว ที่นิยมใช้กันมากกว่าของเหลวชนิดอื่น เพราะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • เห็นได้ง่าย มีสัมประสิทธิ์ของการขยายตัวค่อนข้างคงที่ ไม่เกาะผิวแก้ว และสามารถบรรจุในรูขนาดเล็กมากๆ ได้ดี 
  • ปรอทมีจุดเยือกแข็งที่อุณหภูมิ – 38°ซ.  ดังนั้นอุณหภูมิที่ต่ำกว่านี้ต้องเปลี่ยนไปใช้ของเหลวที่เหมาะสมอื่นแทน เช่น ปรอท+ทอลเลียม ใช้ได้ถึงอุณหภูมิ -55°ซ. สำหรับอุณหภูมิที่ต่ำกว่า -55°ซ. จนถึง -80°ซ. ใช้แอลกอฮอล์ หรือโทลูอีน และต่อจากนี้จนถึงอุณหภูมิ -200°ซ. จะใช้เพนเทน  แต่อย่างไรก็ตามเทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้ของเหลวชนิดอื่นจะมีความถูกต้องน้อยกว่าใช้ปรอทหรือปรอท+
    ทอลเลียม

           เมื่อเราทราบแล้วว่าของเหลวมีผลต่อการใช้งานของเราก็ควรเลือกให้เหมาะสมตามประเภทการใช้งานและการใช้เทอร์โมมิเตอร์ที่ได้รับการสอบเทียบแล้วย่อมให้ความถูกต้องแตกต่างกันไปทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับความละเอียดของการแบ่งขีดแสดงอุณหภูมิ จำนวนขีดที่แสดงอุณหภูมิของจุดอุณหภูมิคงที่ 
(Fix point) และคุณสมบัติของแก้วที่ใช้ทำเทอร์โมมิเตอร์ก็มีผลต่อความร้อนด้วย เหตุที่ความร้อนมีอิทธิพลต่อแก้ว จึงมีความจำเป็นที่ผู้ใช้ จะต้องรู้ประวัติการใช้งานเทอร์โมมิเตอร์นั้นก่อนนำไปใช้งาน

     อย่างไรก็ตามเพื่อขจัดปัญหาที่อาจมีขึ้นในกรณีที่ไม่อาจทราบประวัติการใช้งานของเทอร์โมมิเตอร์ ผู้ใช้สามารถแก้ไขได้โดยการปรับสภาพ (Conditioning) เทอร์โมมิเตอร์ก่อนนำไปใช้งานด้วยวิธีการนำไปสอบเทียบก่อน

อีกประการหนึ่งคือการตรวจสอบเบื้องต้น ก่อนนำเทอร์โมมิเตอร์ไปใช้งานหรือสอบเทียบทุกครั้ง จะต้องตรวจสภาพของเทอร์โมมิเตอร์ก่อนเสมอ ดังนี้

     1. ฟองอากาศ   ต้องไม่มีฟองอากาศถ้ามีต้องทำการไล่ฟองอากาศออกก่อน

     2. ลำปรอท  ต้องไม่ขาด

     3. การแบ่งขีด  ต้องมีการแบ่งขีดที่สม่ำเสมอเท่านั้นถึงจะนำมาใช้งานได้

     4. การทำเครื่องหมาย  ต้องตรวจดูว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกต้อง ห้ามนำมาใช้งาน

     5. สีของ division  ต้องไม่ลบเลือนหรือลอก

     6. ภายในหลอดแก้วต้องไม่มีคราบสนิม

     7. ต้องไม่มีเม็ดปรอทเกาะที่ผิวของรูหลอดแก้ว

       เมื่อตรวจสภาพดังกล่าวแล้วก็สามารถที่จะนำเอาเทอร์โมมิเตอร์ไปใช้ได้อย่างมั่นใจ

บทสรุป เทอร์โมมิเตอร์แบบแท่งแก้วเป็นเครื่องมือวัดอุณภูมิที่หลายช่วงอุณหภูมิขึ้นอยู่กับประเภทของเหลวที่บรรจุและเพื่อความถูกต้องแม่นยำเทอร์โมมิเตอร์ต้องได้รับการสอบเทียบก่อนนำไปใช้งานในห้องปฏิบัติการ

เอกสารอ้างอิง 

ASTM. 2021. ASTM Standard E-77, Standard Test Method for Inspection and Verification of Thermometer, Volume 14.03, Temperature Measurement. Pennsylvania: American Society for Testing and Materials. 

วว. วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบเซรั่มสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก Phyceae

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ต่อยอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “Phyceae Facial Serum” เซรั่มบำรุงผิวที่ใช้สารสกัดแคโรทีนอยด์จากสาหร่ายทะเลขนาดเล็กเป็นส่วนผสมสำคัญ ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว ฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรง พร้อมเติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

ผลิตภัณฑ์นี้เกิดจากผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรด้านกระบวนการผลิตสารสกัดจากสาหร่ายทะเลขนาดเล็ก สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยมีคุณสมบัติเด่น 4 ประการ ได้แก่ การช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะ ช่วยให้ผิวดูกระชับและอ่อนเยาว์ เติมความชุ่มชื้นจากภายใน และมีเนื้อเซรั่มบางเบา ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยและคุณภาพตามมาตรฐานสากล ทั้งการทดสอบการระคายเคือง การทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์ และการผลิตภายใต้มาตรฐาน ISO เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

“Phyceae” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไทยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรชีวภาพของประเทศ พร้อมเปิดโอกาสความร่วมมือกับภาคธุรกิจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ตลาดทั้งในประเทศและระดับสากล ภายใต้แนวคิด Green Beauty ที่ให้ความสำคัญกับความงามควบคู่กับความยั่งยืน

วว. พัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต้นแบบเอสเซ้นส์จากสารสกัดกาแลคโตมัยเซส

Featured

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ TISTR Galactomyces Aura Essence เอสเซ้นส์บำรุงผิวหน้าที่ต่อยอดจากผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โดยใช้สารสกัดจากยีสต์ Galactomyces candidus TISTR GF 12 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาและผลิตได้ภายในประเทศ ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยลดต้นทุนการผลิต

เอสเซ้นส์มีเนื้อบางเบา ซึมซาบง่าย อ่อนโยนต่อผิว พร้อมคุณสมบัติช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ฟื้นบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน

นอกจากประสิทธิภาพด้านการบำรุงผิวแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบด้านคุณภาพและความปลอดภัย ทั้งด้านความคงสภาพทางกายภาพ การตรวจสอบการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และการควบคุมปริมาณโลหะหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

นวัตกรรมนี้สะท้อนบทบาทของ วว. ในการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย และยกระดับอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ข้อดีของปุ๋ยสั่งตัดของ วว.

Featured

ปุ๋ยสั่งตัดของ วว. เป็นนวัตกรรมการออกแบบปุ๋ยสูตรเฉพาะที่ “แม่นยำ ประหยัด ได้ผลผลิตดี และดินยั่งยืน” โดยเน้นการวิเคราะห์สภาพดินและพื้นที่จริงเพื่อให้ได้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด

ภาพรวมของประโยชน์ที่ได้รับมีดังนี้:

  • ด้านเศรษฐกิจ: ช่วยลดต้นทุนจากการใส่ปุ๋ยเกินความจำเป็น และเพิ่มรายได้ด้วยผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณสูงขึ้น
  • ด้านทรัพยากรดิน: ช่วยรักษาความสมบูรณ์และโครงสร้างของดิน ลดปัญหาดินเสื่อมโทรมหรือดินเป็นกรดจากการใช้ปุ๋ยไม่ถูกวิธี
  • ด้านประสิทธิภาพและสิ่งแวดล้อม: พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้สูงสุด ลดการสูญเสียธาตุอาหารลงสู่ธรรมชาติและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สรุปได้ว่าเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งผืนดินและเศรษฐกิจชุมชน

ปุ๋ยสั่งตัดของ วว.

Featured

“ปุ๋ยสั่งตัด” เป็นนวัตกรรมการเกษตรจาก วว. ที่ออกแบบสูตรมาเพื่อ แก้ปัญหาดิน และตอบโจทย์ความต้องการของพืชในแต่ละพื้นที่อย่างแม่นยำ กระบวนการเริ่มต้นจากการ ตรวจวิเคราะห์สารอาหารในดิน เพื่อนำข้อมูลมาคำนวณและผลิตเป็นปุ๋ยสูตรเฉพาะตัวที่เหมาะสมกับแปลงปลูกนั้น ๆ วิธีการนี้ช่วยให้เกษตรกร ลดค่าใช้จ่าย จากการเลิกใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็น พร้อมทั้งช่วย เพิ่มปริมาณผลผลิต และรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน การเปรียบเทียบปุ๋ยสั่งตัดกับการ ตัดชุดสูทให้พอดีตัว สื่อให้เห็นว่าการบำรุงพืชที่ตรงจุดจะช่วยให้การเพาะปลูกมีประสิทธิภาพสูงสุดและทำให้ดินมีความยั่งยืนในระยะยาว

จุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม

Featured

งานวิจัยจุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรมของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นเรื่องใกล้ตัวมากกว่าที่คิด เพราะจุลินทรีย์เล็ก ๆ เหล่านี้อยู่เบื้องหลังการผลิตสินค้าในชีวิตประจำวันหลายอย่าง ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

วว. นำจุลินทรีย์มาศึกษาและพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในระดับอุตสาหกรรม เช่น การใช้จุลินทรีย์ช่วยในกระบวนการหมักเพื่อเพิ่มรสชาติและคุณภาพของอาหาร หรือการผลิตสารสำคัญอย่างเอนไซม์และสารชีวภาพที่ช่วยให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากขึ้นและประหยัดต้นทุน

นอกจากนี้ ยังมีการนำจุลินทรีย์ไปช่วยจัดการของเสีย เช่น การบำบัดน้ำเสียหรือย่อยสลายวัสดุเหลือทิ้งจากโรงงาน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นพลังงานหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

สิ่งสำคัญคือ วว. ไม่ได้ทำแค่งานวิจัยในห้องแล็บ แต่ยังช่วยต่อยอดให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งการให้คำปรึกษาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้งานวิจัยจุลินทรีย์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

นวัตกรรมจุลินทรีย์ไทย

Featured

งานด้านจุลินทรีย์ของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และสิ่งแวดล้อม โดย วว. มุ่งพัฒนาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น จุลินทรีย์ที่ช่วยในการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม หรือสารชีวภาพต่าง ๆ รวมถึงนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริงในภาคการเกษตรและอาหาร จุลินทรีย์ถูกนำมาใช้ทั้งในกระบวนการหมัก การพัฒนาโปรไบโอติก และการทำปุ๋ยชีวภาพ ช่วยลดการใช้สารเคมีและเพิ่มคุณภาพผลผลิต ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม วว. ก็ใช้จุลินทรีย์เข้ามาช่วยบำบัดน้ำเสีย ย่อยสลายของเสีย และลดมลพิษ ทำให้การจัดการทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากงานวิจัยแล้ว วว. ยังมีบทบาทในการให้บริการตรวจวิเคราะห์และให้คำปรึกษา เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจและชุมชนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือปรับปรุงกระบวนการผลิต

โดยภาพรวม งานด้านจุลินทรีย์ของ วว. จึงไม่ได้อยู่แค่ในห้องแล็บ แต่เป็นการนำความรู้ไปต่อยอดสู่การใช้งานจริง ช่วยสร้างทั้งคุณค่าและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบไร้อากาศ : นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและชุมชน

Featured

การผลิตพลังงานจากชีวมวล : เปรียบเทียบเชื้อเพลิงอัดแท่ง VS เชื้อเพลิงทอร์ริไฟด์

Featured

การทอริแฟกชั่น(Torrefaction) : เปลี่ยนชีวมวลให้เป็นเชื้อเพลิงคุณภาพสูง

Featured

KM Tool: Storytelling & Knowledge Capture เครื่องมือคิดสำหรับดึง Tacit Knowledge ผ่านเรื่องเล่า

Featured

เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตร KM Tool: Storytelling & Knowledge Capture เครื่องมือคิดสำหรับดึง Tacit Knowledge ผ่านเรื่องเล่า เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 
โดยได้เพิ่ม

  • QRcode สำหรับ KM Story Canvas ที่สร้างโดย Google Form ให้ลองเล่น,
  • ตัวอย่างคำถามสำหรับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
  • สูตรการเล่าเรื่อง สำหรับ Pitching, ทำ Clip, และขายงาน

โดยเปิด Online Presentation Slide ได้ที่นี่

หรือ Download PDF file ได้ที่นี่

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มรสต้มยำ

Featured

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : การศึกษา PH ในน้ำด่าง เพื่อทำน้ำคราม

Featured

WitChitchat Ep 33 เรื่องโปรดเล่มโปรด : เรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านชุมชนออนไลน์

Featured

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ถ่านกะลาไม้ไผ่ดูดกลิ่น

Featured

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : การพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่ใสจากต้นสารดิน

Featured

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : การปลูกและการเก็บรักษาผักกระชับ

Featured

WitChitchat Ep 32 เรื่องโปรดเล่มโปรด: ก้าวสู่เกษียณอย่างเกษม ด้วย AI

Featured

เทคนิคการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

Featured

มะขามป้อมเคล็ดลับความสวยของสาววัย 30+: ผิวใส อ่อนเยาว์ แบบยั่งยืน

Featured

เรียบเรียงโดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

พออายุแตะเลข 3 หลายคนอาจเริ่มสังเกตว่าผิวของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งความหมองคล้ำที่มาไว ริ้วรอยเล็ก ๆ ที่แอบโผล่มา หรือความแห้งกร้านที่ทำให้แต่งหน้าไม่ติดเหมือนก่อน แต่หากเราดูแลถูกวิธี ผิวก็ยังสวยและดูอ่อนกว่าวัยได้แน่นอน ซึ่งเคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอและเลือกสิ่งที่ปลอดภัยกับผิวจริง ๆ  โดยสาวๆ ควรทำตามขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้

  1. ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน เลี่ยงโฟมหรือสบู่ที่ทำให้ผิวตึง
  2. บำรุงด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะวิตามินซีและสารสกัดธรรมชาติ ช่วยลดเลือนจุดด่างดำ
  3. ทากันแดดทุกวัน ต่อให้ไม่ออกกลางแจ้ง รังสียูวีก็ทำร้ายผิวได้
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 7 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง
  5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อเติมความชุ่มชื้นจากภายใน
  6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวเปล่งปลั่งและมีชีวิตชีวา

นอกจากทั้ง  6 ข้อกล่าวมานี้ การเลือกสารสกัดจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวก็จำเป็นเช่นกัน และในบรรดาสารสกัดธรรมชาติที่ช่วยบำรุงผิว “มะขามป้อม” ถือว่าเป็นดาวเด่นที่น่าสนใจ เพราะมีวิตามินซีสูงมากและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ลดจุดด่างดำ ผิวดูสม่ำเสมอ ที่สำคัญยังอ่อนโยนต่อผิว เหมาะกับการใช้เป็นส่วนผสมในสกินแคร์สำหรับสาววัย 30+

และนี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมสมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ทำการวิจัยและพัฒนา ครีมบำรุงผิวจากสารสกัดมะขามป้อม จนได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ “ทิสทร้า เอ็มบลิก้า เรเดียนท์ ครีม” (TISTR Emblica Radiant Cream)

ครีมตัวนี้มีเนื้อบางเบา ซึมง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ อ่อนโยนต่อผิว และที่พิเศษคือใช้วัตถุดิบมะขามป้อมคุณภาพจากในประเทศ 100% ทำให้ช่วยลดต้นทุนและไม่ต้องพึ่งวัตถุดิบนำเข้า แถมยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยและความคงตัวของคุณภาพอย่างครบถ้วน

จุดเด่นของทิสทร้า เอ็มบลิก้า เรเดียนท์ ครีม

  • สารสกัดมะขามป้อมช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ
  • ปลอดภัย ผ่านการทดสอบการระคายเคืองในอาสาสมัคร
  • ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ลดต้นทุนและสนับสนุนเกษตรกรไทย
  • ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ

สำหรับสาววัย 30+ การใช้ครีมที่ผสานพลังธรรมชาติเข้ากับงานวิจัยวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้การดูแลผิวของคุณมั่นใจและเห็นผลยิ่งขึ้น และนี่คือเหตุผลที่มะขามป้อมไม่ใช่แค่สมุนไพรในครัว แต่เป็น “เพื่อนคู่ใจ” ของผิวสวยในทุกช่วงวัย

หากใครสนใจต่อยอดธุรกิจความงาม วว. ก็พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชิงพาณิชย์และให้คำปรึกษา สนใจโทร. 0 2577 9000 หรือใช้บริการ “วว. JUMP” ได้เลย

สวยอย่างปลอดภัย สนับสนุนสมุนไพรไทย และมั่นใจได้ด้วยงานวิจัยจาก วว.

ไขความลับ Stem Cell #10: Stem Cell กับการรักษาโรคทางระบบประสาท

Featured

WitChitchat Ep 30 เรื่องโปรดเล่มโปรด : เรียนรู้ไม่พักกับคุณแม่สายไอที

Featured

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : กระบวนการทำน้ำหม่อนและน้ำเสาวรส

Featured

ห้องสมุด วว. ย้ายที่ทำการพร้อมเปิดให้บริการตามปกติ

Featured

บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปีงบประมาณ 68)

Featured

สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่านตาลเดี่ยว

Featured

จากชีววัตถุสู่การรักษา: นวัตกรรมเปลี่ยนโลกการแพทย์

Featured

ไขความลับ Stem Cell #9: Stem Cell กับการฟื้นฟูผิวพรรณและความงาม

Featured

WitChitchat Ep 29 เรื่องโปรดเล่มโปรด : ลูกรัก VS ลูกชัง ปรับตัวและทัศนคติอย่างไรในการทำงาน

Featured

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : กระบวนการผลิตหน่อหวายในน้ำเกลือและหน่อหวายในน้ำใบย่านางพร้อมบริโภค

Featured

นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องขัดผิวมันฝรั่งอัตโนมัติ

Featured

ไขความลับ Stem Cell #8: โรคที่รักษาด้วย Stem Cell มีอะไรบ้าง?

Featured

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : กรรมวิธีการสกัดน้ำมันจากต้นเทพทาโร

Featured

ไขความลับ Stem Cell #7: Stem Cell กับ Cloning เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

Featured

นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : เมล็ดบัวเคลือบปรุงแต่งกลิ่นรส

Featured

WitChitchat Ep 28 เรื่องโปรดเล่มโปรด : เปิดมุมมองผอ.ตู่กับAI xงาน Routineเพื่อประสิทธิภาพที่เหนือกว่า

Featured

ไขความลับ Stem Cell #6: Stem Cell กับ Gene Editing แตกต่างกันอย่างไร?

Featured

ไขความลับ Stem Cell #5: Stem Cell กับ Cell Therapy ต่างกันอย่างไร?

Featured

ประชาสัมพันธ์ : สวก. เปิดรับข้อเสนอโครงการแผนงานวิจัย “ ด้านการเกษตรและนวัตกรรม (SF: Strategic Fund) ” ประจำปีงบประมาณ 2569

Featured

📢สวก. เปิดรับข้อเสนอโครงการแผนงานวิจัย “ ด้านการเกษตรและนวัตกรรม (SF: Strategic Fund) ” ประจำปีงบประมาณ 2569
⏰โดยเปิดรับในระบบ NRIIS เปิดรับข้อเสนอโครงการระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ถึง วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลา 23.59 น.
📍สามารถ download แบบฟอร์มข้อเสนอโครงการ และเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ที่: https://www.arda.or.th/research_fund
📝อ่านรายละเอีดเพิ่มเติมได้ที่: https://nriis.go.th/www/NewsEventDetail.aspx?nid=12144

แนวปฏิบัติเกี่ยวกับวัฒนธรรมความปลอดภัยด้านอาหาร | วัฒนธรรมความปลอดภัยด้านอาหาร : จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ

Featured

ไขความลับ Stem Cell #4: ความแตกต่างของ Stem Cell แต่ละชนิด (Embryonic, Adult, iPS Cells)

Featured

WitChitchat Ep 27 เรื่องโปรดเล่มโปรด : พัฒนาคน พัฒนางาน ด้วย Growth Minset กับ รอง บ.ห.

Featured

จุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ไทย

Featured

โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

ไขความลับ Stem Cell #3: Stem Cell พบได้ที่ไหนในร่างกาย?

Featured

ประชาสัมพันธ์ “โครงการธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม ประจำปีงบประมาณ 2568” สมัครตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2568

Featured

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมรายพื้นที่ เปิดรับสมัครโครงการธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคมใน 3 หัวข้อ ดังนี้

1. เทคโนโลยีสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech)

    • พลังงานสะอาดเพื่อชุมชน (Clean Energy)
    • วัสดุสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
    • การจัดการของเสียเพื่อชุมชน (Waste and Wastewater Management)
    • ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality)

    2. เทคโนโลยีอาหาร (Food Tech)

      • อาหารพื้นถิ่นมูลค่าใหม่
      • อาหารแห่งอนาคต

      3. เทคโนโลยี ARI Tech (AI, Robotic, Immersive & IoT) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ การเชื่อมโยงและรับข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

      • ด้านการเงิน (Finance)
      • ด้านการขนส่ง (Logistics)
      • ด้านการท่องเที่ยว (Travel)
      • ด้านการศึกษา (Education)

      โดยมีรูปแบบการสนับสนุนประกอบไปด้วย 4 กลไก ดังนี้

      1. กลไกสนับสนุนโครงการในช่วงต้นแบบนวัตกรรมสำหรับทดสอบตลาด (Open Innovation)
      2. กลไกการสนับสนุนที่ปรึกษาเพื่อพัฒนานวัตกรรม (MIND)
      3. กลไกการขยายธุรกิจนวัตกรรม (Market Expansion)
      4. กลไกสนับสนุนโครงการช่วงขยายผลนวัตกรรมสู่ตลาด (Market Validation)

      สมัครได้เลยที่: https://mis.nia.or.th/ (ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2568 นี้เท่านั้น!!)

      สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

      • อีเมล: pakorn.l@nia.or.th
      • โทรศัพท์: 02-017-5555 ต่อ 550, 547, 548, 551
      • มือถือ: 087-488-9931 (ปกรณ์) .

      รายละเอียดโครงการเพิ่มเติม https://social.nia.or.th/2025/socialopen68/

      ไขความลับ Stem Cell #2: ประเภทของ Stem Cell มีอะไรบ้าง?

      Featured

      WitChitchat Ep 26 เรื่องโปรดเล่มโปรด : เรียนรู้เพื่อก้าวต่อกับคุณโชฯ

      Featured

      ไขความลับ Stem Cell #1: Stem Cell คืออะไร? สำคัญอย่างไร?

      Featured

      Just one cup ต้มกาแฟ 1 ถ้วย มีอะไรมากมายกว่าที่คิด

      Featured

      WitChitchat Ep 25 เรื่องโปรดเล่มโปรด : บริหารงานแบบ Super Soft Power กับ ผอ. แมค

      Featured

      WitChitchat Ep 24 เรื่องโปรดเล่มโปรด : การบริหาร KM ฉบับ Introvert

      Featured

      ทำอย่างไรถึงจะมั่นใจผลการทดสอบหรือการสอบเทียบ

      Featured

      WitChitchat Ep 23 เรื่องโปรดเล่มโปรด : เต็มสายล้ำ ไม่ย้ำอยู่กับที่

      Featured

      WitChitchat Ep 22 : เรื่องโปรดเล่มโปรด : จากผู้พิสูจน์อักษรสู่ผู้รังสรรค์อักษรและภาพ

      Featured

      ปัญหาไมโครพลาสติกในลุ่มแม่น้ำโขง

      Featured

      WitChitchat Ep 21 : โลกหมุนด้วยจุลินทรีย์

      Featured

      WitChitchat Ep 20 : มาดามจุ๋มหอมซับซ้อนซ่อนเงื่อน

      Featured

      ภัยเงียบจากขยะอิเล็กทรอนิกส์…ที่สังคมมองข้าม

      Featured

      WitChitchat Ep 19 : หมออายุรกรรมวัสดุของ วว.

      Featured

      WitChitchat Ep 18 : นักตรวจติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม: EIA Monitoring

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์เต้าฮวยเสริมโปรตีนสกัดจากถั่วหัวช้าง

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : เครื่องดื่มผสมเม็ดโปรตีนสกัดจากถั่วหัวช้าง

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์ใยอาหารจากเปลือกผลไม้

      Featured

      WitChitchat Ep 17 :  ICOS….I like ครบจบในที่เดียว

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : เครื่องดื่มน้ำลูกสำรองผสมสมุนไพรพร้อมดื่ม

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : เครื่องดื่มข้าวกล้องและธัญพืชสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : เครื่องดื่มธัญพืชผสมงาดำสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคกระดูกพรุน

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ข้าวเกรียบงาดำสำหรับผู้สูงอายุโรคกระดูกพรุน

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดฟักข้าวและซอสฟักข้าว

      Featured

      WitChitchat Ep 16 : ผ้าพื้นถิ่นย้อมดินลูกรังสะท้อนความ HOT

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากทุเรียนเทศ

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์น้ำส้มสายชูหมักและน้ำส้มสายชูพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพจากน้ำเงาะ

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์เงาะแช่อิ่มอบแห้งในน้ำเสาวรส

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์น้ำเงาะแผ่นกรอบ

      Featured

      นวัตกรรม กลุ่มสามารถใช้สร้างรายได้เสริมในครัวเรือน : ผลิตภัณฑ์น้ำเงาะเข้มข้น

      Featured

      มาตรการภาษีส่งเสริมผลิตภัณฑ์พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ หนุนผู้ประกอบการใช้พลาสติกรักษ์โลก

      Featured

      ประชาสัมพันธ์ งานการชี้แจงกรอบการวิจัย และนวัตกรรม ของ วช. ประจําปีงบประมาณ 2568 (NRCT Open House 2024) ระหว่างวันที่ 1-9 มิถุนายน 2567

      Featured

      วช. ได้กำหนดจัดงานการชี้แจงกรอบการวิจัย และนวัตกรรม ของ วช. ประจําปีงบประมาณ 2568 (NRCT Open House 2024) ระหว่างวันที่ 1-9 มิถุนายน 2567 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ หรือทางระบบออนไลน์ Facebook LIVE : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

      ใน 9 ด้าน ดังนี้

      • วันที่ 1 มิถุนายน 2567 : ด้านสังคมและความมั่นคง
      • วันที่ 2 มิถุนายน 2567 : ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
      • วันที่ 3 มิถุนายน 2567 : ด้านการพัฒนาศูนย์กลางกำลังคนทักษะสูงที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและศูนย์กลางการเรียนรู้
      • วันที่ 4 มิถุนายน 2567 : การรองรับสังคมสูงวัย
      • วันที่ 5 มิถุนายน 2567 : ด้านการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัยและนวัตกรรมและการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ
      • วันที่ 6 มิถุนายน 2567 : ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
      • วันที่ 7 มิถุนายน 2567 : ด้านเศรษฐกิจและการเกษตร
      • วันที่ 8 มิถุนายน 2567 : ด้านสัตว์เศรษฐกิจ
      • วันที่ 9 มิถุนายน 2567 : ด้านการจัดการความรู้การวิจัยและถ่ายทอดเพื่อการใช้ประโยชน์ (KM)

      ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมผ่านระบบได้ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://openhouse.researchexporegis.com/

      โดย วช. มีกำหนดการเปิดรับข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2567 – 2 สิงหาคม 2567 ผู้สนใจสามารถส่งข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรมผ่านทางระบบข้อมูลสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS)

      ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ http://www.nrct.go.th และ http://nriis.go.th

      ประกาศ ศลช. เรื่อง การรับสมัครข้อเสนอโครงการด้านการแพทย์และสุขภาพ (รอบที่ 3) ประจำปีงบประมาณ 2567

      Featured

      ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS เปิดรับสมัครข้อเสนอโครงการด้านการแพทย์และสุขภาพ (รอบที่ 3) ประจำปีงบประมาณ 2567
      ✅ เปิดรับข้อเสนอโครงการ 15 มีนาคม 2567 – 31 พฤษภาคม 2567 เวลา 16.00 น. (หน่วยงานต้นสังกัดรับรองภายในวันที่ 4 มิถุนายน 2567 เวลา 16.00 น.)
      ✅ รายละเอียดเพิ่มเติม ไปที่ https://www.tcels.or.th/News/Coming-Soon/Activity-News/3834

      WitChitchat Ep 15 : เครื่องดื่มไซเดอร์จากเปลือกกาแฟเชอร์รี่

      Featured

      ประกาศ บพข. เรื่อง รับข้อเสนอโครงการวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Full proposal) ปี 2568 รอบ 1 แผนงานกลุ่มพลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ

      Featured

      บพข. ประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Full proposal) ปี 2568 รอบ 1 แผนงานกลุ่มพลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ ตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย. – 24 พ.ค. 67 เวลา 17.00 น. คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้ผลิตชาและกาแฟ: เครื่องดื่มชาผักหวานป่า

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้ผลิตชาและกาแฟ: การปรับปรุงผลิตภัณฑ์น้ำชาใบขลู่

      Featured

      WitChitchat Ep 14 : Plant-Based Meat เนื้อจากพืช วว. ก็ทำได้

      Featured

      PDPA Awareness #7: อะไรคือฐานทางกฎหมาย (Lawful basis) ตามกฎหมาย PDPA

      Featured

      ประกาศ ศลช. เรื่อง การรับสมัครข้อเสนอโครงการด้านการแพทย์และสุขภาพ (รอบที่ 3) ประจำปีงบประมาณ 2567

      Featured

      เปิดรับข้อเสนอโครงการ: 15 มี.ค. 67 – 31 พ.ค. 67
      รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.tcels.or.th/News/Coming-Soon/Activity-News/3834

      พลาสติกชีวภาพไทยก้าวสู่ฮับ “ไบโอพลาสติก” โลก

      Featured

      PDPA Awareness #6: หน้าที่ของ Data Controller ตามกฎหมาย PDPA

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้ผลิตชาและกาแฟ: ชาดอกอินทผลัม

      Featured

      PDPA Awareness #5: การจัดการตามวงจรชีวิตของข้อมูล (CUDS)

      Featured

      WitChitchat Ep 13 : องค์ประกอบไนโตรเจนในอากาศกับผลกระทบต่อสุขภาพเราและสุขภาพโลก

      Featured

      KM for U Vol.14 : ตัวอย่างการจัดการกับ Critical Step ด้วยการใช้ KM tools

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้ผลิตชาและกาแฟ: ผลิตภัณฑ์สมุนไพรชาชงพร้อมดื่ม

      Featured

      PDPA Awareness #4: ประเภทของข้อมูลที่ประมวลผลและหลักการตาม PDPA

      Featured

      ดัชนีบ่งชี้ทางชีวภาพของสารปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้ผลิตชาและกาแฟ: ชาเลือดมังกร

      Featured

      TISTR SCM ep2: Stakeholder ของ วว. คือใครบ้าง

      Featured

      WitChitchat Ep 12 : ต่อยอดองค์ความรู้ จากบรรจุภัณฑ์ผลไม้ สู่บรรจุภัณฑ์เครื่องมือทันตกรรม

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เพื่อการบำบัดสิ่งปฏิกูลจากการเลี้ยงโคนม

      Featured

      PDPA Awareness #3: ผู้เกี่ยวข้องในกฎหมาย PDPA

      Featured

      TISTR SCM ep1: รู้หรือไม่ Stakeholder คือใคร

      Featured

      ประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

      Featured

      สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ประกาศรับข้อเสนอโครงการวิจัยประจำปีงบประมาณ 2568

      เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2567

      ที่มา: https://nriis.go.th/www/NewsEventDetail.aspx?nid=11818

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: การพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงรา

      Featured

      PDPA Awareness #2: อะไรคือข้อมูลที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมาย PDPA

      Featured

      ประชาสัมพันธ์ทุนสนับสนุนการวิจัยจาก TCELS ประจำปีงบประมาณ 2567

      Featured

      ประกาศรับข้อเสนอโครงการด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization) ประจำปีงบประมาณ 2567 (รอบที่ 2)

      เปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567

      ที่มา: https://nriis.go.th/www/NewsEventDetail.aspx?nid=11816

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหมาก: เครื่องคัดแยกเมล็ดหมาก

      Featured

      PDPA Awareness #1: กฎหมาย PDPA คืออะไร สำคัญอย่างไร

      Featured

      WitChitchat Ep 11 : Novel Food เทรนด์ใหม่ รับปีใหม่ ทำความรู้จักกับอาหารแบบใหม่แบบสับ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเมล่อน: ระบบให้น้ำในโรงเรือนปลูกเมล่อนอัตโนมัติ

      Featured

      เทคนิคการทดสอบสมรรถนะปั๊มไฮดรอลิก

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลองกอง: เครื่องล้างและปลิดขั้วลองกอง

      Featured

      นวัตกรรม สําหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน: ปุ๋ยหมักจากวัสดุเศษเหลือปาล์มน้ำมัน

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: เทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์เห็ดเพื่อสุขภาพ

      Featured

      WitChitchat Ep 10 : โดรน สายลับตรวจจับสุขภาพพืชพรรณ

      Featured

      WitChitchat Ep 9 : สืบจาก (ชิ้น) ส่วน

      Featured

      WitChitchat Ep 8 : ประโยชน์ของสาหร่ายน้ำเค็ม

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: การอัดเม็ดเชื้อเพลิงชีวมวล

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องบรรจุซอสปรุงรส

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องขึ้นรูปขนมกวน

      Featured

      รู้หรือไม่ว่า… น้ำมันปลาและน้ำมันตับปลาต่างกันอย่างไร

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องหั่นแห้ว

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องหั่นผักใบ

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องกรีดเส้นกก

      Featured

      WitChitchat Ep 7 : จุลินทรีย์ประจำถิ่น & สมุนไพร 7 ฤทธิ์พิชิตศัตรูพืช

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องตัดหญ้าเนเปียร์

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องปอกกระเทียม

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องล้างเครื่องเทศ

      Featured

      WitChitchat Ep 6 :  Kombucha จากหัวเชื้อจุลทรีย์บริสุทธิ์

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องล้างมะนาว

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เตาเผาถ่านชีวภาพ

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: ผลิตความร้อนจากชีวมวล

      Featured

      Cybersecurity Awareness #28: เมื่อโปรแกรมป้องกันมัลแวร์ แจ้งว่า คุณถูกโจมตีด้วย ARP Cache Poisoning คุณควรทำอย่างไร

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: ตู้อบผลิตผลทางการเกษตรขนาดครัวเรือน

      Featured

      Cybersecurity Awareness #27 : เมื่อ Backlink หนึ่งในเรื่องสำคัญของ SEO กลายเป็นเครื่องมือคุกคามทาง Cyber

      Featured

      WitChitchat Ep 5 : มารู้จัก Food emulsions กันเถอะ

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: โรงเรือนปลูกพืชและระบบควบคุมอัจฉริยะ

      Featured

      Cybersecurity Awareness #26: Shallowfake ไม่ต้องไฮเทคด้วย AI แต่เป็นภัยคุกคามได้เหมือนกัน

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องอบแห้งผลิตภัณฑ์อาหารแบบตู้

      Featured

      Cybersecurity Awareness #25: Deepfake หนึ่งในภัยคุกคามทางไซเบอร์

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: โรงตากแห้งผลิตผลการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

      Featured

      Cybersecurity Awareness #24: ทำไม SMS หรือข้อความสั้นที่ส่งมาที่มือถือของเราจึงไม่ปลอดภัยและเชื่อถือไม่ได้

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เตาเผาถ่านอีวาเตะ

      Featured

      Cybersecurity Awareness #23: 5 อันดับการโจมตีทางไซเบอร์ที่อันตรายที่สุดในปี 2023 จากงาน RSA CONFERENCE 2023 โดย SANS

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องตัดหญ้าแพงโกล่า

      Featured

      Cybersecurity Awareness #22: อย่ากด Link หรือ URL โดยไม่ได้ตรวจสอบแหล่งที่มาเพราะอาจเกิดอันตรายจากภัยคุกคามต่าง ๆ ได้

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เครื่องตัดหญ้าด้วยพลังงานไฟฟ้า

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: โรงเก็บรักษาหัวพันธุ์หอมแบ่งระบบแสงยูวีซี

      Featured

      WitChitchat Ep 4 : จุลินทรีย์สำหรับผลิตภัณฑ์ความงาม

      Featured

      Cybersecurity Awareness #20: Zero Trust การรักษาความปลอดภัยแบบไร้ขอบเขต

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เตาเผาถ่านกัมมันต์

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มพลังงาน: เตาชีวมวล

      Featured

      Cybersecurity Awareness #18: มารู้จัก LockBit ตัวบอสของการโจมตีทาง Cyber

      Featured

      WitChitchat Ep3 : วุ้นจากแบคทีเรีย พูดคุยเกี่ยวกับวุ้นจากแบคทีเรีย และประโยชน์อันหลากหลายของมัน

      Featured

      Cybersecurity Awareness #17 : เทคนิควิธีที่ใช้ในการโจมตี/หลอกลวงเพื่อคุกคามทางไซเบอร์แบบจี้ติดประชิดหลังหรือขี่หลัง

      Featured

      Cybersecurity Awareness #16 : การหลอกลวงแบบ อิ้ง อิ้ง ทั้งหลายแตกต่างกันอย่างไรนะ

      Featured

      Cybersecurity Awareness #15 : กรณีผู้ไม่หวังดีอ้างมีข้อมูลส่วนบุคคลถึง 55 ล้านรายชื่อ เราต้องทำอย่างไร

      Featured

      Cybersecurity Awareness #14 : Free Wifi ที่ไม่น่าเชื่อถือ ถ้าใช้แล้วอาจงานเข้าได้ ทำไม

      Featured

      WitChitchat Ep2 : แผ่นมาส์กจุลินทรีย์ (Biocellulose)

      Featured

      Cybersecurity Awareness #12 : ตระหนักกันสักนิดก่อน คลิก หรือ ใช้งาน ในระบบใด ๆ

      Featured

      Cybersecurity Awareness #11: หนอนคอมพิวเตอร์ กับ ไวรัสคอมพิวเตอร์ เหมือนหรือต่างกัน ประเด็นสุดฮิต แม้แต่เวลาสอบ Cert ก็ชอบถาม

      Featured

      WitChitchat Ep1 : ว่าด้วยจิ้งหรีด วิจัยเพื่ออุตสาหกรรมเลี้ยงแมลง

      Featured

      เล่าเรื่องงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรมเลี้ยงแมลง ใครจะรู้ว่า จิ้งหรีด สามารถสร้างมูลค่าได้ ส่วนหนึ่งจากกิจกรรม BIO GROUP TALK: Sharing our knowledge & experience ของบุคลากร กลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

      Cybersecurity Awareness #9: ทำไมถึงไม่ให้ download ไฟล์หรือโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ

      Featured

      Cybersecurity Awareness #5: ผู้ดูแลรู้ไหมว่าข้อมูลอะไรบ้างที่ได้รับการป้องกันคุ้มครอง

      Featured

      Cybersecurity Awareness #1: วิธีตรวจสอบว่า อีเมลที่ได้รับเป็นอีเมลหลอกลวงหรือไม่

      Featured

      กิจกรรมชี้แจง “การวิจัยในสัตว์และการขออนุญาตใช้สัตว์”

      Featured

      กิจกรรมชี้แจง “การวิจัยในสัตว์และการขออนุญาตใช้สัตว์”
      โดย ดร.กฤติยา ทิสยากร
      คณะกรรมการกำกับดูแลการเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (คกส.วว.)

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: ผลิตภัณฑ์สารเร่งตกตะกอน

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: หม้อกลั่นสมุนไพรไล่แมลง

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ผลิตภัณฑ์สารสกัดชีวภาพจากน้ำนมดิบ (ปุ๋ยนม)

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: เทคโนโลยีชีวภาพบำบัดสารกำจัดศัตรูพืช

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: เครื่องกลั่นฮอร์โมนรกหมู

      Featured

      จากข้าวสู่ คุ้กกี้ทองม้วน รสช็อกโกแลต

      Featured

      พระราชบัญญัติสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558

      Featured

      คลิกเพื่อ download พระราชบัญญัติสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558

      ที่มา:
      กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. 2563. พระราชบัญญัติสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558 Available at: https://www.mhesi.go.th/index.php/all-legal/74-act/2196-caaadfstg.html, [เข้าถึงเมื่อ 11 ตุลาคม 2565].

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: การผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศ

      Featured

      จากข้าวสู่ คุ้กกี้ธัญญาหารทองม้วน รสมะม่วง

      Featured

      จากข้าวสู่ ผลิตภัณฑ์โจ๊กกิ่งสำเร็จรูป รสหมู

      Featured

      วิธีการทำเต้าฮวยเยลลี่ลูกตาลนมสด

      Featured

      วิธีการทำลูกตาลแช่อิ่มอบแห้ง

      Featured

      วิธีการทำผลไม้แช่อิ่ม

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: อุปกรณ์บรรจุแคปซูล

      Featured

      8

      แนวคิดการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการจำหน่าย

      Featured

      กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: แท่งเพาะชำจากมูลไส้เดือน

      Featured

      ร่วมชื่นชมกับเหล่าคนเก่ง ด้าน KM และ IM ส่งท้ายปีงบประมาณ 2565

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: การเลี้ยงไส้เดือนแบบกองสามเหลี่ยม

      Featured

      ให้ความรู้ >>> คำว่า…กรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองในที่ดิน แตกต่างกันอย่างไร

      Featured

      การการรุณยฆาตสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ดินผสมพร้อมปลูกจากผักตบชวา

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ สุกร เป็ด ไก่ โค ผึ้ง แพะ: อาหารอัดเม็ดจากหญ้าหวาน (หญ้าเนเปียร์อิสราเอล)

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ สุกร เป็ด ไก่ โค ผึ้ง แพะ: การพัฒนาปรับปรุงและต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากน้ำผึ้ง

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ สุกร เป็ด ไก่ โค ผึ้ง แพะ: การพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกกวาดและทอฟฟี่เพื่อสุขภาพจากน้ำผึ้ง

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ต้นแบบถังหมักจุลินทรีย์

      Featured

      ร่วมยินดีกับรางวัลนำเสนอภาคโปสเตอร์ ชมเชย ของ นายพงศกร นิตย์มี ต้นแบบด้านการจัดการความรู้ ปี 2564

      Featured

      เมื่อช่วงวันที่ 3-5 สิงหาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติครั้งที่ 40 ภายใต้หัวข้อ พลิกฟื้นเกษตรไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม BCG ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยน ระดมความคิด และประสบการณ์ของนักวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จากการนำเสนองานวิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างทุกสาขา โดยมุ่งหาแนวทางในการวิจัยให้สามารถตอบสนองความต้องการผู้ใช้ในทุกระดับ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ใช้ประโยชน์

      ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ นายพงศกร นิตย์มี ต้นแบบด้านการจัดการความรู้ ปี 2564 ได้เข้าร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านงานวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผสานองค์ความรู้ทางวิชาการในหัวข้อ ผลของการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยกรดจิบเบอเรลลิกและแสงจากหลอด LEDs ต่อการงอกและการเจริญเติบโตของข้าวฟ่าง (Sorghum bicolor (L.) Moench) และได้รับรางวัลนำเสนอภาคโปสเตอร์ ชมเชย จากงานในครั้งนี้

      ทาง กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จจากการร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตามคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านการจัดการความรู้ (KM) : Sharing อย่างต่อเนื่องในครั้งนี้

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: สูตรอาหารกล้วยน้ำว้าเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากเครือหมาน้อยและใบย่านาง

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ปุ๋ยอินทรีย์เคมี

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: น้ำหมักชีวภาพจากแบคทีเรีย

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ชุด Kit ตรวจวัดค่า N P K

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: การพัฒนาการยืดอายุผลิตภัณฑ์แป้งขาวอินทรีย์

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: ผลิตภัณฑ์เค้กกล้วยหอมธัญพืช

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: น้ำไผ่พร้อมดื่มขับสารพิษ

      Featured

      จากข้อบังคับ/ระเบียบ สู่การปฏิบัติงานล่วงเวลา (OT) ที่ถูกต้อง

      Featured

      สัมภาษณ์อย่างไร?? ให้ (โดนใจ) กรรมการ

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ สุกร เป็ด ไก่ โค ผึ้ง แพะ: การผลิตอาหารโปรตีนสำหรับแพะ

      Featured

      ลูกจ้าง วว.

      Featured

      Succession Planning

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์ สุกร เป็ด ไก่ โค ผึ้ง แพะ: การขึ้นรูปรังผึ้งเทียมด้วยแม่พิมพ์ซิลิโคน

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ดินปลูกสำเร็จรูป

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: เครื่องอัดปุ๋ยมูลไส้เดือน

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: การเลี้ยงไส้เดือนดิน

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน: การเพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิตทุเรียนนอกฤดู

      Featured

      การขยายพันธุ์หัวร้อยรูด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ฮอร์โมน เพิ่มการติดดอก

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วย สับปะรด หม้อข้าวหม้อแกงลิง ปทุมมา กระเจียว

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: เครื่องหั่นผักและผลไม้

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: เทคนิคการปลูกต้นคริสต์มาส

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: กล้วยฉาบเอนไซม์

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: กรรมวิธีการบ่มกล้วยหอมทองอินทรีย์ (ตู้บ่มกล้วยหอมทองแบบเคลื่อนย้ายได้)

      Featured

      BCG Economy ของอุตสาหกรรมพลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: วัสดุปลูกจากหินภูเขาไฟพร้อมปลูก

      Featured

      นโยบายด้านการจัดการความรู้ วว. ปี 2565

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ปุ๋ยมูลไส้เดือน

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรอินทรีย์: แยมมัลเบอร์รี่

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพและดินพร้อมปลูก: ปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร

      Featured

      ควันหลง GAT Eng: ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับข่าวโควิด

      Featured

      • Agent ตัวก่อโรค หรือ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวก่อโรค
      • Air-borne การที่โรคแพร่กระจายทางอากาศไปกับละอองฝอยของน้ำมูกและน้ำลาย ที่มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน
      • Antibody โปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างจากระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของคน
      • Antigen สารก่อภูมิต้านทาน
      • Antitoxin วัคซีนที่ผลิตโดยใช้แอนติบอดีชนิดพิเศษหรือกลุ่มแอนติบอดีที่มีความสามารถในการต่อต้านสารพิษเฉพาะชนิด
      • Clinical disease ระยะแสดงอาการ
      • COVID-19 โควิด-19 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
      • Death ตาย
      • Determinants เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค
      • Diagnosis ได้รับการวินิจฉัย
      • Direct contact การสัมผัสโดยตรงระหว่าง reservoir กับ host
      • Direct transmission การถ่ายทอดเชื้อโดยตรง แบ่งเป็น
      • Disability พิการ
      • Droplet spread ฝอยละอองที่เกิดจากการจาม ไอหรือพูดคุย กระจายในระยะสั้นๆก่อนตกลงสู่พื้นดิน
      • Environment สิ่งแวดล้อม หรือ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม
      • Epidemic การระบาดของโรคที่เริ่มขยายวงการแพร่กระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ
      • Exposure รับเชื้อหรือปัจจัย
      • Herd immunity การป้องกันการระบาดของโรคในชุมชน
      • Host คน หรือ ปัจจัยเกี่ยวข้องกับคน
      • Immune evasion สามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันของร่างกาย
      • Immunoglobulin แอนติบอดีที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับภูมิต้านทานของร่างกาย
      • Inactivated วัคซีนที่ผลิตโดยนำเชื้อโรคทั้งตัวที่ตายแล้วหรือเฉพาะส่วนประกอบบางส่วนมาใช้
      • Indirect transmission การถ่ายทอดเชื้อทางอ้อม แบ่งเป็น
      • Infectivity สัดส่วนของผู้ที่ติดเชื้อต่อผู้สัมผัสทั้งหมด
      • Live attenuated วัคซีนที่ผลิตโดยนำเชื้อโรคมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถทำให้เกิดโรคแต่ยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้
      • Onset เริ่มมีอาการ
      • Outbreak การอุบัติขึ้นแบบฉับพลันของโรคติดต่อที่ไม่ใช่โรคปกติทั่วไป โดยการแพร่กระจายจำกัดวงแค่บริเวณพื้นที่หนึ่ง ๆ ยังไม่รุนแรง
      • Pandemic การระบาดใหญ่ของโรคที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วโลก และยากต่อการควบคุม
      • Pathogenicity ความสามารถของเชื้อที่จะทําให้เกิดโรคใน host หรือ สัดส่วนของผู้ที่มีอาการต่อผู้ที่ติดเชื้อทั้งหมด
      • Preclinical disease ระยะติดเชื้อไม่มีอาการ ระยะฟักตัว หรือ ระยะก่อโรค
      • Recovery ระยะหาย
      • Reservoir แหล่งรังโรค
      • Susceptibility ระยะไวต่อโรค
      • Toxoid วัคซีนที่ผลิตโดยนำพิษของแบคทีเรียมาทำให้หมดฤทธิ์ แต่ยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้
      • Transmission การถ่ายทอดเชื้อ
      • Vector-borne การที่โรคแพร่กระจายโดยสิ่งมีชีวิต เช่น แมลง
      • Vehicle-borne การที่โรคแพร่กระจายโดยสิ่งไม่มีชีวิต เช่น อาหาร น้ำ วัตถุชีวภาพ (เช่น เลือด) เครื่องมือเครื่องใช้
      • Virulence ความรุนแรงในการทำให้เกิดโรค หรือ สัดส่วนของผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือตายต่อผู้ที่มีอาการทั้งหมด

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: ปุ๋ยอินทรีย์สูตรหมูหลุม

      Featured

      BCG มีประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: เครื่องสลัดน้ำมัน

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพและดินพร้อมปลูก: น้ำหมักจาวปลวก

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลองกอง: เครื่องสกัดน้ำผลไม้

      Featured

      12 top strategic technology trends, 2022 #4: Cloud-Native Platforms

      Featured

      ผลกระทบต่อสัตว์จากการรั่วไหลของน้ำมันในทะเล

      Featured

      12 top strategic technology trends, 2022 #3: Privacy-Enhancing Computation

      Featured

      12 top strategic technology trends, 2022 #2: Cybersecurity Mesh

      Featured

      กินปลาหมึกดิบเสี่ยงอย่างไร

      Featured

      บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปีงบประมาณ 65) ปรับปรุงล่าสุด มกราคม 2565

      Featured

      สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกละมุด: เครื่องล้างละมุด

      Featured

      โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2

      Featured

      Care to Share: จากการจัดการความรู้ไปสู่นวัตกรรมบริการเจ้าเดียวของประเทศ

      Featured

      Care to Share เป็น ส่วนหนึ่งของกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตามแผนการจัดการความรู้ (KM – Knowledge Management) ของ วว. เน้นการสร้างเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปัน ตามลักษณะที่พึงประสงค์ด้าน KM เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนค่านิยมอย่างค่อยเป็นค่อยไป อันจะนำไปสู่วัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

      ธีม รูปแบบ และ กลุ่มเป้าหมาย จะมีการเปลี่ยนเวียนไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย โดยนำผลการประเมินการจัดกิจกรรมที่ผ่านมา มาใช้เป็นข้อมูลนำเข้าสำหรับการกำหนดให้เหมาะสม

      รวมทั้งมีการทดลองนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม ประกอบด้วย Zoom และถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live ไปยัง Facebook Group ที่เปิดให้เข้าชมเฉพาะบุคลากรภายใน

      ประเด็นการแลกเปลี่ยนแบ่งปันในครั้งนี้: จากการจัดการความรู้ไปสู่นวัตกรรมบริการเจ้าเดียวของประเทศ

      วิทยากร ผู้ถ่ายทอด แบ่งปัน: ดร.อัญชนา พัฒนสุพงษ์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ วว. (Biodegradable Testing Center: BioD) ต้นแบบผู้บริหารด้านการจัดการความรู้ ปี 2564

      ข้อดี: การใช้ Zoom สามารถบันทึกเพื่อนำมาตัดต่อ แก้ไข เพิ่มเติมลูกเล่นภายหลังได้ และสำหรับ Facebook Live สามารถกลับมาดูย้อนหลังได้

      ข้อจำกัด: คุณภาพและความเสถียรของระบบเครือข่าย รวมถึงคุณภาพของกล้องและไมค์ ทั้งฝั่ง KM Facilitator และ วิทยากรผู้ถ่ายทอดแลกเปลี่ยน

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: เครื่องอัดเม็ดปุ๋ยอินทรีย์ระดับเกษตรกร

      Featured

      Download “มาตรฐานระบบการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิงในรถฟอร์กลิฟต์ ฟรี ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 65

      Featured

      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ประกอบการภาคธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า-โรงงานผลิต ผู้ติดตั้ง และผู้ใช้งานก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิงในยานยนต์
      จึงได้กำหนดมาตรฐานวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาเครื่องกล เรื่อง ระบบการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิงในรถฟอร์กลิฟต์ ขึ้น เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ใช้เป็นแนวทางในการติดตั้งและทดสอบให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิงในรถฟอร์กลิฟต์ และเปิดให้ download “มาตรฐานระบบการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิงในรถฟอร์กลิฟต์ หรือ Forklifts – Liquefied petroleum gas (LPG) fuel systems” ฟรี ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2565 คลิกที่รูปเพื่ออ่าน มาตรฐานระบบการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลวเป็นเชื้อเพลิงในรถฟอร์กลิฟต์

      การขจัดคราบน้ำมันในทะเล

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: เครื่องบดแป้งกล้วย

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: เครื่องสไลด์กล้วยพร้อมทอด

      Featured

      LONG COVID คืออะไร

      Featured

      “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) พลังงานสะอาด” สู่สังคมไร้คาร์บอน “สุทธิเป็นศูนย์” (Carbon neutrality)

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มวัสดุปรับปรุงดิน ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ และดินพร้อมปลูก: การผลิตปุ๋ยอินทรีย์มาตรฐาน

      Featured

      เอกสารประกอบกิจกรรม “AAR – การทบทวนหลังปฏิบัติงาน ในสถานการณ์ WFH”

      Featured

      รู้จักโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

      Featured

      “การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด” สู่สังคมไร้คาร์บอน

      Featured

      ควรตรวจ ATK เมื่อไร

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: เครื่องตัดกล้วยกวน

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: เครื่องทับกล้วยแผ่น

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มผุ้ผลิตชาและกาแฟ: เครื่องคัดแยกกาแฟเชอรี่สด

      Featured

      การตรวจหาเชื้อโอมิครอนทำได้อย่างไร

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มผุ้ผลิตชาและกาแฟ: เครื่องคัดแยกขนาดเมล็ดสารกาแฟ

      Featured

      “ดันพลังงานทดแทนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด” สู่วิถี-สังคมไร้คาร์บอน

      Featured

      ศักยภาพเชื้อเพลิงวัตถุดิบชีวมวลซังข้าวโพด ใช้เป็นพลังงานทางเลือกผลิตไฟฟ้า

      Featured

      อาการของโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: ผลิตภัณฑ์โยเกิตร์ข้าวกล้องพร้อมดื่ม

      Featured

      4 ยุทธศาสตร์หลักของ BCG Model

      Featured

      เปรียบเทียบ NFT และ Cryptocurrency

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: เครื่องดื่มน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: เครื่องคลุกผสมปรุงรสกล้วยฉาบ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: การผลิตฟางปรุงแต่งทดแทนหญ้า

      Featured

      มารู้จัก NFT (Non-Fungible Token)

      Featured

      รู้จักกับ BCG Model

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: เชื้อรากำจัดโรคพืช

      Featured

      “Omicron” โควิดสายพันธุ์ใหม่

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: แป้งข้าวหอมมะลินิลอินทรีย์

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: เครื่องพ่นสารชีวภัณฑ์ในนาข้าวแบบนั่งขับ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน: เครื่องเก็บทุเรียน

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับชาวประมง: การแปรรูปเศษเหลือทิ้งจากปลา

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในแปลงนา

      Featured

      การขับเคลื่อนไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(Rooftop PV System) ภาคประชาชน

      Featured

      แพ็กซ์โลวิด (PAXLOVID)

      Featured

      สัญญาณเตือนภัย 5 ประการจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

      Featured

      Ready-to-drink Mulberry Juice

      Featured

      Milk Fertilizer

      Featured

      Plant sticks from vermicompost

      Featured

      VERMICOMPOST, an organic fertilizer

      Featured

      โควิด-19 ทำสมองหดตัวลง

      Featured

      โลกมืดลง อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้น

      Featured

      โควิดเดลตาพลัส (AY.4.2)

      Featured

      เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมก่อน พ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 บังคับใช้

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกส้ม: การเพิ่มผลผลิตส้มเกลี้ยงด้วยวิธีการตัดแต่งกิ่ง

      Featured

      โปรตีนจากแมลง

      Featured

      โทษทางปกครอง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มาตรา 82-90

      Featured

      โมลนูพิราเวียร์

      Featured

      เห็ดหมวกคุ่ม ไม่ควรกินนะ

      Featured

      การใช้ Microsoft Office แบบ Online ฟรีๆ

      Featured

      PLANT-BASED-MEAT (เนื้อจากพืช)

      Featured

      การทดสอบถุงมือยาง

      Featured

      เทคนิคการใช้เครื่องมือดิจิทัลสนับสนุนงานแปล

      Featured

      ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์มิว (MU)

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกส้ม: เครื่องล้างผลไม้ครบวงจร

      Featured

      วิธีแปลงไฟล์ PDF เป็น TEXT ด้วย Google Drive

      Featured

      การตรวจสอบคุณภาพของปุ๋ยหมัก

      Featured

      “Food Waste” เปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์

      Featured

      การบำบัดโลหะหนักโดยใช้พืช

      Featured

      Green Tax Expense สำหรับพลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ

      Featured

      พลาสติกกับการสลายตัวทางชีวภาพ

      Featured

      การประเมินค่าความเป็นพิษของสารเคมีโดยใช้พืชทดสอบ

      Featured

      เขียนบรรณานุกรม…ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

      Featured

      เห็ดไข่ กินได้

      Featured

      การกำจัดขยะติดเชื้อในบ้าน

      Featured

      Currently vaccines in Thailand

      Featured

      ไซคอฟดี วัคซีน DNA ชนิดไร้เข็ม เพื่อป้องกันโควิด-19

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับชาวประมง: ผลิตภัณฑ์น้ำพริกเผาจากหอยโล่

      Featured

      การพัฒนาสารชีวภัณฑ์

      Featured

      เห็ดระโงกขาว รับประทานได้และเป็นที่นิยม

      Featured

      ฟ้าทะลายโจร ใครควรกิน ใครไม่ควรกิน

      Featured

      โครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะพลาสติกในชุมชนเพื่อการบูรณาการอย่างยั่งยืน

      Featured

      การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: พริกไทย

      Featured

      โครงการพัฒนากระบวนการผลิตด้านเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อผลิตน้ำตาลไอโซมอลทูโลส

      Featured

      Thai Cosmetopoeia การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทยด้วยการสร้างสรรคุณค่าเครื่องสำอางตามเอกลักษณ์ท้องถิ่น

      Featured

      การปลูกเก๊กฮวยในระบบ Rooftop Farm

      Featured

      ผู้ป่วยโควิด-19 3 สี มีอาการแบบใด

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับชาวประมง: ผลิตภัณฑ์ปลาสลิลแดดเดียว

      Featured

      เห็ดระโงกดำ เห็ดชนิดนี้รับประทานได้ และเป็นที่นิยมของหลายๆ ท้องถิ่น

      Featured

      น้ำอิเล็กทรอไลต์ วว. สำหรับพ่นฆ่าเชื้อโรค

      Featured

      รู้จักกับ Novavax วัคซีนที่ทั่วโลกจับตา

      Featured

      COVID-19 situation in Thailand and how to deal with it

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: หูเสือ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับชาวประมง: ปุ๋ยน้ำจากปลาทะเล

      Featured

      HXP-GPOVac วัคซีนสัญชาติไทย

      Featured

      เกษตรปลอดภัย: รู้จักสารชีวภัณฑ์ วว. ตอน 2

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: หัวหอม

      Featured

      เห็ดไข่ไก่ ชื่อน่ารักแถมกินได้

      Featured

      เกษตรปลอดภัย: รู้จักสารชีวภัณฑ์ วว. ตอน 1

      Featured

      วิธีดูแลตนเองจากเพลิงไหม้สารเคมี

      Featured

      แปรงสีฟันกับโควิด-19

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: มะขามป้อม

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับชาวประมง: การหมักปลาน้ำจืด

      Featured

      เห็ดเมา มีพิษ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง: เครื่องผัด/กวนอัตโนมัติ

      Featured

      ทบทวนชื่อใหม่สำหรับไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: พริก

      Featured

      ราดำมรณะ

      Featured

      เรื่องน่ารู้สำหรับคนทำงาน: ผู้รับสิทธิประโยชน์กรณีผู้ปฏิบัติงานเสียชีวิต

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ผักชี

      Featured

      เห็ดนกยูง กินได้นะคะ

      Featured

      วัคซีน CHULACOV19

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ปวยเล้ง

      Featured

      ข้อแนะนำเพื่อเตรียมตัวก่อนไปฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดย MEDCMU สรุปข้อมูลจากศูนย์สื่อสารสาธารณะ กรมอนามัย

      Featured

      ประโยชน์ของทุเรียน

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ตะไคร้

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ขิง

      Featured

      COVID-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้

      Featured

      เห็ดต้นหอม เห็นสีขาวๆ แบบนี้เป็นเห็ดพิษนะคะ

      Featured

      ทำความรู้จักวัคซีนของซีโนแวค

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ข้าวไม่ขัดสี

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: เครื่องดื่มน้ำสมุนไพรตังกุยผสมเห็ดหลินจือ

      Featured

      การออกกำลังกายและโควิด-19

      Featured

      กิจกรรม Sharing ประจำเดือนพฤษภาคม : ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นชิงรางวัล

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ข่า

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: เครื่องดื่มสกัดจากปลายข้าว

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: ฮอร์โมนสดเพื่อเพิ่มการออกดอกเห็ด

      Featured

      ทำความรู้จักกับวัคซีน 6 ชนิด

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ขมิ้น

      Featured

      เห็ดยวงขนุน มีพิษ กินไม่ได้นะคะ

      Featured

      โควิดสายพันธุ์อินเดีย การกลายพันธุ์แบบ Triple Mutant

      Featured

      3 สายพันธุ์โควิด 19 ที่ต้องระวัง!

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: กะเพรา

      Featured

      เห็ดกระโดงตีนต่ำ หน้าตาแบบนี้มีพิษนะคะ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มพร้อมชงจากจมูกข้าวสี

      Featured

      มาทำความรู้จักศัพท์ PDPA: Privacy Policy/Privacy Notice

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง: เพิ่มผลผลิตมะม่วงทับทิมทอง

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ผักหวานบ้าน

      Featured

      รูปทรงกระบอกบนฉลากบรรจุภัณฑ์ สำคัญอย่างไร

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: สบู่ก้อนจากข้าวไร่

      Featured

      เห็ดกระดุมทองเหลือง หน้าตาแบบนี้ไม่ควรกินนะคะ

      Featured

      มารู้จัก กัญชง-กัญชา กันเถอะ

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: กระชาย

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: การพัฒนาบรรจุภัณฑ์จากวัสดุเหลือทิ้ง

      Featured

      รอบรู้เรื่องเกษตรปลอดภัย: ระบบเกษตรธรรมชาติ (Natural farming)

      Featured

      กิจกรรม Sharing ประจำเดือนมีนาคม 2564: เล่าเรื่องด้วย info ไขข้อข้องใจกับคำถามที่หน่วยงานคุณพบบ่อย

      Featured

      สมุนไพรช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน: ข้าวไม่ขัดสี

      Featured

      ความรู้เบื้องต้นเรื่อง ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศในอาคาร

      Featured


      สามารถคลิกเพื่ออ่านรายละเอียดได้ที่นี่

      เนื้อหาประกอบด้วย
      1. การบำบัดน้ำเสียในอาคาร
      2. ลักษณะน้ำเสีย
      3. คุณลักษณะน้ำเสีย
      4. แหล่งกำเนิดน้ำเสียชุมชน
      5. หลักเกณฑ์ในการเลือกระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสม
      6. ระบบบำบัดน้ำเสียในอาคาร
      7. หลักการทำงานระบบบำบัดน้ำเสียแบบตะกอนเร่ง (Activated Sludge; AS)
      8. องค์ประกอบของระบบ AS
      9. หลักการทำงานของระบบ AS
      10. หลักการดูแลระบบ AS
      11. ปัจจัยหรือพารามิเตอร์ที่จำเป็นสำหรับการควบคุมระบบ AS
      12. เกณฑ์การออกแบบหรือค่าควบคุมในการดูแลระบบ AS
      13. ตัวอย่างระบบบำบัดน้ำเสียแบบแอคทิเวทเต็ดสลัดจ์ (Activated Sludge) ที่นิยมใช้
      14. ข้อดี-ข้อเสียของระบบเอสบีอาร์

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตข้าวกล้อง

      Featured

      รอบรู้เรื่องเกษตรปลอดภัย: อะไรคือเกษตรปลอดภัย

      Featured

      การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน: ถังบำบัดน้ำเสียชุมชนสำหรับบ้านเรือนขนาดเล็ก

      Featured

      สามารถคลิกเพื่ออ่านรายละเอียดได้ที่นี่

      เนื้อหาประกอบด้วย
      1. การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสีย
      2. การออกแบบถังบำบัดน้ำเสียชุมชนจากครัวเรือนขนาดเล็ก
      3. การประมาณปริมาณน้ำเสียที่ใช้ในการออกแบบ
      4. รูปแบบระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนจากบ้านเรือนขนาดเล็ก
      4.1 หลักการทำงานของถังดักไขมัน
      4.2 หลักการทำงานของถังเกรอะ
      4.3 หลักการทำงานของถังบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ
      5. หลักการดูแลถังบำบัดแบบเติมอากาศ
      5.1 การเดินระบบเติมอากาศเบื้องต้น
      5,2 ปัญหา สาเหตุ การตรวจสอบ แนวทางป้องกันแก้ไข
      6. การออกแบบถังบำบัดนำเสียแบบเติมอากาศอย่างง่าย
      7. รูปแบบถังเติมอากาศแบบทำเอง

      รวมโปสเตอร์รณรงค์การป้องกัน COVID-19

      Featured

      พืชกินสัตว์ (Carnivorous plants)

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: โจ๊กข้าวสังข์หยดกึ่งสำเร็จรูป

      Featured

      Herb The series #17 วิธีการสกัดสารสำคัญ: Supercritical Fluid Extraction: SFE หรือการสกัดด้วยของไหลวิกฤติยิ่งยวด

      Featured

      [แก้ไข] Forest mushroom เห็ดชนิดนี้หน้าตาคล้ายเห็ดคางคก ไม่แนะนำให้กิน

      Featured

      10 เทคโนโลยีช่วง post COVID-19

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: การพัฒนาเห็ดเยื่อไผ่

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน: เครื่องทอดสุญญากาศ (Vacuum Fryer)

      Featured

      Herb The series #16 วิธีการสกัดสารสำคัญ: การสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟ (Microwave-assisted extraction: MAE)

      Featured

      COVID-19 Update: รู้จักกับโควิด-19 พันธุ์กลาย 3 ชนิด

      Featured

      PDPA: พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject)

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: ระบบการผลิตเห็ดถังเช่าสีทองเพื่อผลิตในเชิงพาณิชย์ ตามมาตรฐาน อย.

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: เครื่องลดความชื้นข้าวเปลือก สามารถประยุกต์ใช้กับธัญพืชและสมุนไพร

      Featured

      รอบรู้เรื่องโควิด (COVID-19): ข้อควรปฏิบัติเมื่อเสี่ยง

      Featured

      รอบรู้เรื่องโควิด (COVID-19): คุณเสี่ยงแล้วหรือยัง

      Featured

      เห็ดลิ้นพสุธาวงศ์ นอกจากหน้าตาแปลก ชื่อแปลกแล้ว ไม่แนะนำให้กิน

      Featured

      หากมีประวัติเจ็บป่วย บริจาคโลหิตได้หรือไม่

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: อุปกรณ์หยอดเชื้อเห็ด

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: เครื่องหยอดข้าวน้ำตม

      Featured

      Herb The series #15 วิธีการสกัดสารสำคัญ: การสกัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราโซนิก (Ultrasound-assisted extraction: UAE)

      Featured

      รอบรู้เรื่อง COVID-19: กักตัว แยกตัว เว้นระยะ แตกต่างกันอย่างไร

      Featured

      8 ประเด็นสำคัญ PDPA พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: วัสดุปลูกต้นอ่อนทานตะวันโดยก้อนเห็ดเก่าใช้แล้ว

      Featured

      Herb The series #14 วิธีการสกัดสารสำคัญ: การสกัดแบบต่อเนื่อง (Soxhlet extraction)

      Featured

      รอบรู้เรื่องลิขสิทธิ์: ว่าด้วยลิขสิทธิ์ฟอนต์

      Featured

      เห็ดเขากวาง หน้าตาแบบนี้ไม่ควรกินนะคะ

      Featured

      กิจกรรม Sharing ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2564: เล่าเรื่องด้วยคลิป “หน่วยงานที่รัก”

      Featured

      อาหารเสริมภูมิคุ้มกันในช่วงแพร่ระบาด COVID-19

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: ระบบการให้ความชื้นอัตโนมัติในโรงเห็ด

      Featured

      Herb The series #13 วิธีการสกัดสารสำคัญ: การสกัดด้วยตัวทำละลาย (LLE: Liquid-liquid extraction) หรือ Solvent extraction

      Featured

      การขยายพันธุ์หญ้าจิ้มฟันควาย (Arundina graminifolia (D.Don) Hochr.) ในห้องปฎิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช สถานีวิจัยลำตะคอง

      Featured

      หวังผลตอบแทนสูง อาจได้ไม่คุ้มเสีย

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: หม้อต้มไอน้ำต้นแบบ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือก

      Featured

      Herb The series #12 วิธีการสกัดสารสำคัญ: การสกัดแบบไหลย้อนกลับ (Reflux extraction)

      Featured

      One Point Lesson เครื่องมือจัดการความรู้ที่เหมาะสมในช่วง WFH

      Featured

      ขั้นตอนการสร้าง Security Awareness อย่างมีประสิทธิภาพ

      Featured

      เห็ดนิ้วมือคนตาย หน้าตาเป็นแบบนี้ ไม่แนะนำให้กินนะคะ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: ชุดผลิตไอน้ำชีวมวลเพื่อฆ่าเชื้อในก้อนเห็ด

      Featured

      ทานข้าวนอกบ้านอย่างไรให้ปลอดภัยจาก COVID-19

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: เครื่องอบรำข้าว

      Featured

      ซื้อของจากซุเปอร์มาร์เก็ตอย่างไร ให้ปลอดภัยจาก COVID-19

      Featured

      รู้ไหมว่า KM ช่วยในเรื่องการจัดการความเสี่ยงและควบคุมภายในได้

      Featured

      ข้อควรปฏิบัติในการกักตัว 14 วัน ของกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19

      Featured

      บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปีงบประมาณ 64) ปรับปรุงล่าสุด ม.ค. 64

      Featured

      สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

      Herb The series #11 วิธีการสกัดสารสำคัญ: การต้ม (Decoction)

      Featured

      7 วิธีเพื่อช่วยลดการระบาดของ โควิด-19

      Featured

      พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

      Featured

      สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ได้จัดทำเผยแพร่เนื้อหา พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 บน ระบบ E-Learning ของสำนักงานฯ ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

      บทที่ 1 บททั่วไป
      ข้อ 1 หลักการ ของ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ
      ข้อ 2 นิยาม ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ
      ข้อ 3 องค์กร ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ พ.ศ. 2540

      บทที่ 2 นิยามตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ
      ข้อมูลข่าวสารที่ต้องเปิดเผยเป็นการทั่วไป มาตรา 7 และ มาตรา 9

      บทที่ 3 การขอข้อมูลข่าวสารทั่วไป
      ข้อ 1 การขอข้อมูลข่าวสาร ตามมาตรา 11
      ข้อ 2 ระยะเวลาพิจารณาคำขอข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 11 ประกอบมติคณะรัฐมนตรี
      ข้อ 3 การแจ้งสิทธิตามมาตรา 12 และการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่กำหนดชั้นความลับ
      ข้อ 4 การใช้สิทธิร้องเรียนตามมาตรา 13 และ 33
      ข้อ 5 ระดับตามตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

      บทที่ 4 ข้อมูลข่าวสารที่ห้ามหน่วยงานเปิดเผย หรือ อาจปฏิเสธการเปิดเผย
      ข้อ 1 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่ต้องเปิดเผยโดยเด็ดขาด
      ข้อ 2 ข้อมูลข่าวสารของราชการที่ไม่ต้องเปิดเผยโดยมีดุลพินิจ
      ข้อ 3 การคัดค้านการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร มาตรา 17
      ข้อ 4 สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
      ข้อ 5 ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล
      ข้อ 6 สิทธิของเจ้าของข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล

      บทที่ 5 เอกสารประวัติศาสตร์ มาตรา 26
      เอกสารประวัติศาสตร์คืออะไร และต้องปฏิบัติอย่างไร

      บทที่ 6 บทกำหนดโทษ
      บทลงโทษใน พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ พ.ศ. 2540 มีอะไรบ้าง

      ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

      โครงการประกวดสร้างนวัตกรรมแอปพลิเคชันเพื่อบริการประชาชนสำหรับกลุ่มบริการอุตสาหกรรม เปิดรับข้อเสนอแนวคิด พร้อมยื่นเอกสารการสมัครผ่านระบบ ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 มกราคม 2564 รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่นี่ค่ะ

      Featured

      เตรียมพร้อมสู้กับโควิด-19: อะไรที่กินแล้วช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเห็ด: อุปกรณ์เจาะก้อนเห็ด

      Featured

      Herb The series #10 วิธีการสกัดสารสำคัญ: การสกัดแบบไหลซึม (Percolation)

      Featured

      กิจกรรม Sharing ประจำเดือนมกราคม 2564: Storytelling by Photgraphy เล่าเรื่องการทำงานด้วยภาพ

      Featured

      5 วิธีในการเริ่มต้นสร้างวัฒนธรรม (Innovation Culture)

      Featured

      เห็ดน้ำมูก หน้าตาแบบนี้ ไม่ควรกินนะคะ

      Featured

      คู่มือสำหรับประชาชน – การเช็คเอาท์ ด้วย ไทยชนะ จาก ศบค.

      Featured

      คู่มือสำหรับประชาชน – การเช็คอิน ด้วย ไทยชนะ จาก ศบค.

      Featured

      ขั้นตอนการทำ KM วว.

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย: รถกระเช้าสำหรับเก็บลำไย

      Featured

      Herb The series #9 วิธีการสกัดสารสำคัญ: การสกัดแบบแช่หมัก (Maceration)

      Featured

      แนวทางการทำ KM ของ วว.

      Featured

      ข้อควรรู้เกี่ยวกับ โควิด-19 กลายพันธุ์ในอังกฤษ

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #9: Hyperautomation

      Featured

      เทคโนโลยีแห่งอนาคต: People Centricity

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย: เครื่องคัดขนาดลำไยตัดขั้ว

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด: ตัวอย่างเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ สับปะรดตราดสีทองอบกรอบ

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #8: AI engineering

      Featured

      เห็ดดันหมี กินไม่ได้นะคะ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมะพร้าว: เครื่องบีบน้ำมันมะพร้าวคุณภาพสูง

      Featured

      Storytelling #8 สูตรการเล่าเรื่องสำหรับการขายงาน

      Featured

      Herb The series #8 เทคนิคการสกัดสารสำคัญ: การเลือกตัวทำละลายในการสกัด

      Featured

      เกษตรปลอดภัย วว. ช่วยอะไรได้บ้าง

      Featured

      สรุปอันดับผักผลไม้ปนเปื้อนสารพิษ ประจำปี 2563 จาก Thai-PAN

      Featured

      รู้ครบ กับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พนักงานสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งจดทะเบียนแล้ว

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #7 Intelligent composable business

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมะพร้าว: การผลิตวุ้นมะพร้าว

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด: การกระตุ้นการเกิดดอกสับปะรด

      Featured

      Storytelling #7 สูตรการเล่าเรื่องสำหรับทำ Clip แบบที่ 4

      Featured

      Herb The series #7 เทคนิคการสกัดสารสำคัญ: สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการสกัด

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #6: Cybersecurity mesh

      Featured

      เห็ดถ้วยแบน เห็นสีสันสวยงามแบบนี้ไม่แนะนำให้กินนะคะ

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมะพร้าว: อุปกรณ์หยอดแมลงและสารชีวภัณฑ์

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด: การอบแห้งสับปะรด

      Featured

      Storytelling #6 สูตรการเล่าเรื่องสำหรับทำ Clip แบบที่ 3

      Featured

      Herb The series #6 สารสำคัญ: ไกลโคไซด์ (glycoside)

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #5: Anywhere operations

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรผู้ปลูกมะพร้าว: เครื่องฉีดพ่นยาและตัดทางมะพร้าว

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด: เครื่องใส่ปุ๋ยสับปะรด

      Featured

      “เทียนนกแก้ว มหัศจรรย์ไม้ดอก” (Impatiens psittacina Hook.f.)

      Featured

      Herb The series #5 สารสำคัญ: แอลคาลอยด์

      Featured

      Storytelling #5 สูตรการเล่าเรื่องสำหรับทำ Clip แบบที่ 2

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #4: Distributed cloud

      Featured

      Herb The series #4 สารสำคัญ: น้ำมันหอมระเหย

      Featured

      ข้อมูลส่วนบุคคล สิ่งที่ต้องได้รับความคุ้มครอง

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #3: Privacy-enhancing computation

      Featured

      เห็ดถ้วยหนาม ไม่แนะนำให้กินนะ

      Featured

      Storytelling #4 สูตรการเล่าเรื่องสำหรับทำ Clip แบบที่ 1

      Featured

      “ธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชน” (Community Seed Bank)

      Featured

      Herb The series #3 สารสำคัญ: คาร์โบไฮเดรต

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #2: Total experience

      Featured

      เทคโนโลยีที่จะได้เห็นในเชิงพาณิชย์มากขึ้น

      Featured

      Storytelling #3 สูตรการเล่าเรื่องแบบที่ 3-4

      Featured

      เห็ดปากหมู กินได้นะ

      Featured

      Herb The series #2 ทำไมสมุนไพรถึงมีประโยชน์

      Featured

      Storytelling #2 สูตรการเล่าเรื่องแบบที่ 1-2

      Featured

      Top Strategic Technology Trends for 2021 #1: Internet of Behaviors

      Featured

      Storytelling #1 เล่าอย่างไรให้เกิด Impact

      Featured

      การใช้สิทธิลากับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

      Featured

      เชิญร่วมกิจกรรม “Trick & Tip Sharing” เพื่อชิงรางวัล

      Featured

      Herb The series #1 สมุนไพรคืออะไร

      Featured

      Lemon Disc เห็ดนี้กินได้ไหม

      Featured

      เห็ดถ้วยแชมเปญ กินได้ไหม

      Featured

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep.10: AI security

      Featured

      คลิกที่นี่เพื่ออ่าน

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep.9: Practical blockchain

      Featured

      คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep.8: Autonomous things

      Featured

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep.7: The distributed cloud

      Featured

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep.6: The empowered edge

      Featured

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series EP.5: Transparency and Traceability

      Featured

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series EP. 4 : Human augmentation

      Featured

      ภัยเงียบจาก พาทาเลต (phthalates) ในพลาสติก

      Featured

      นกกระติ๊ดขี้หมู, Scaly-breasted Munia

      Featured

      นกสีชมพูสวน, Scarlet-backed Flowerpecker

      Featured

      10 ผักพื้นบ้านกินยอด การพัฒนาระบบการผลิตเพื่อสร้างรายได้เสริม

      Featured

      คลิกเพื่ออ่าน

      พลาสติกคลุมดิน To be more Eco Friendly

      Featured

      นกกระติ๊ดตะโพกขาว, White-rumped Munia

      Featured

      “พาราควอต” เพชฌฆาตปราบวัชพืช

      Featured

      นกกินปลีคอแดง, Crimson Sunbird

      Featured

      การสะสมของไมโครและนาโนพลาสติกในห่วงโซ่อาหาร

      Featured

      โอกาสทางการตลาดของพลาสติกชีวภาพ

      Featured

      ขยะเดลิเวอรี่

      Featured

      นกกินปลีอกเหลือง, Olive-backed Sunbird

      Featured

      การวิจัยและพัฒนาสารปรุงแต่งกลิ่นรสจากธรรมชาติ

      Featured

      นกกินปลีคอสีม่วง, Purple-throated Sunbird

      Featured

      การวิจัยและพัฒนาการเพาะเห็ดสมุนไพรเพื่อเป็นวัตถุดิบที่มีมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากเห็ด

      Featured

      นกขุนทอง, Hill Myna

      Featured

      นวอัตลักษณ์กับ วว. : มะขาม น้ำพุร้อนเค็ม อะโวคาโด

      Featured

      นกอีเสือสีน้ำตาล, Brown Shrike

      Featured

      นกแซวสวรรค์, Asian Paradise-flycatcher

      Featured

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep3: Democratization (ดิโมเครติเซชัน)

      Featured

      การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์เปรี้ยวแดง (Begonia alicida C. B. Clarke) อย่างยั่งยืน

      Featured

      นกจับแมลงจุกดำ, Black-naped Monarch

      Featured

      นกยอดหญ้าสีดำ, Pied Bushchat

      Featured

      นกกางเขนดง, White-rumped Shama

      Featured

      Gel LOOKPHAKROB ผลิตภัณฑ์เจลสูตรลูกประคบ

      Featured

      Ac-Anes ผลิตภัณฑ์เจลชาเฉพาะที่จากสารสกัดผักคราดหัวแหวน

      Featured

      CINSKIN ผลิตภัณฑ์นาโน ครีมต้านเชื้อราบริเวณซอกพับ

      Featured

      การพัฒนาผลิตภัณฑ์สารให้ความหวานเพื่อสุขภาพจากธัญพืชและวัตถุดิบธรรมชาติ

      Featured

      การวิจัยและพัฒนาเพิ่มมูลค่าจากเงาะเพื่อเป็นอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ โดยใช้พลังงานต่ำ

      Featured

      นกคอทับทิม, Siberian Rubythroat

      Featured

      นกกระจิ๊ดธรรมดา, Inornate Warbler

      Featured

      วว. กับบทบาทการส่งเสริม BCG

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา และ ธันยกร อารีรัชชกุล

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. นั้น เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการตามนโยบายพิเศษของรัฐ ปัจจุบันเป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และมีบทบาทในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ที่รัฐบาลนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม อย่างยั่งยืน โดย BCG นั้นเกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นกลไกขับเคลื่อนนั่นเอง 

      ในส่วนของ วว. มีความพร้อมในการดำเนินการเพื่อส่งเสริม  BCG ในทุกด้าน เนื่องจาก วว. ได้จัดตั้งศูนย์เชี่ยวชาญต่างๆ อันได้แก่ 

      • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรชุมชนเพื่อชุมชน  
      • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งเน้นในเรื่องพลังงานทดแทนและการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศอย่างยั่งยืน 
      • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ที่มุ่งเน้นไปที่การวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทย 
      • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร ที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอย่างครบวงจร เพื่อถ่ายทอดให้แก่ผู้ประกอบการ 
      • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ มุ่งเน้นการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านวัสดุสุขภาพ วัสดุพลังงาน วัสดุธรรมชาติ เพื่อเพิ่มมูลค่า และมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ 
      • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ มุ่งเน้นเรื่องของการเพิ่มสมรรถนะให้ภาคการผลิต ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ ด้วยการวิจัยพัฒนา บริการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติตั้งแต่ระดับ OTOP จนถึง SMEs

      จะเห็นได้ว่าทั้ง 6 ศูนย์เชี่ยวชาญที่ก่อตั้งขึ้นมานี้ มีพันธกิจในการมุ่งส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีในที่ครอบคลุมด้านต่างๆ ของ  BCG Model  ใน 4 สาขา ที่มาจากความหลากหลายทางชีวภาพ 2 สาขา คือ 1.อาหารและการเกษตร 2.สุขภาพและการแพทย์ และมาจากความหลากหลายทางวัฒนธรรม 2 สาขา คือ 1.พลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ 2.การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า วว. นั้นเป็นองค์กรที่มีความพร้อมและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน  


      นกกระจิ๊ดสีคล้ำ, Dusky Warbler

      Featured

      4 GRAINE สำหรับบรรเทาอาการไมเกรน

      Featured

      ชุดเครื่องมือการทำ Digital Transformation

      Featured

      นกกะรางหัวหงอก, White-crested laughingthrush

      Featured

      4 ข้อคำถามสำหรับ ARR

      Featured

      เครื่องทอดสุญญากาศสำหรับแปรรูปผลไม้

      Featured

      เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ขับเคลื่อนด้วยอะไร

      Featured

      เรียบเรียงโดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา 

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) วว.

      ในปัจุบันคำว่า  เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy นั้น เป็นที่คุ้นหูกันในหมู่นักวิชาการ รวมถึงนักวิจัยในสาขาต่างๆ ด้วย เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลในปัจุบันนี้เน้นไปที่เรื่องดังกล่าว เศรษฐกิจสีเขียวเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมแบบ 3 มิติไปพร้อมกัน อันได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเน้นการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่คำนึงถึงการนำวัสดุและของเสียต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ซึ่งทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้ อยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียวหรือ Green Economy ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคมให้มีความสมดุล ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกัน  

      การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวให้เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการที่จะขับเคลื่อน เนื่องจากโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG นั้น จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกในการขับเคลื่อน และยังจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการดำเนินงานร่วมกันให้เป็นไปโดยมีเอกภาพ ซึ่งในแต่ละภาคส่วนจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการแข่งขันได้ในระดับโลก แต่ต้องส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ดังนั้นการทำงานผสานกันเป็นแบบจตุภาคี (Quadruple Helix) จึงเป็นแนวคิดที่ อว. ใช้ในการขับเคลื่อนโดย การทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และชุมชน รวมทั้งการขอความร่วมมือด้านต่างๆ เช่น ผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน หรือเทคโนโลยีจากพันธมิตรในต่างประเทศ 

      อว.มีหน่วยงานภายใต้กระทรวง ซึ่งมีศักยภาพในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปยกระดับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ โดย อว. มีความตั้งใจที่จะดำเนินการด้วยการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนและนวัตกรรมการจัดการที่จะนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ อว. ยังมุ่งหวังที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอีกด้วย โดยสนับสนุนให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิต สนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น สารให้ความหวาน สารแต่งกลิ่นรส สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ พลาสติกชีวภาพ อาหารเสริมสุขภาพ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาด บรรเทาปัญหาราคาตกต่ำในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ยาง และปาล์ม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการวิจัยพัฒนาเพื่อผลิตยาชีววัตถุ วัคซีน และชุดตรวจวินิจฉัยที่จำเป็นได้เองภายในประเทศ ลดการนำเข้ายาและเวชภัณฑ์ทที่มีราคาสูงจากต่างประเทศ ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้เพิ่มขึ้น อว. ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่จากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม และจัดการระบบบริหารสถานที่ท่องเที่ยว โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยท้องถิ่นสร้างเนื้อหาการท่องเที่ยว ตลอดจนบริหารจัดการเส้นทาง และจำนวนนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพแหล่งใหม่ ที่กระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรองหรือชุมชนท้องถิ่น สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการแปลงของเสียให้เป็นแหล่งรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการเดิมในระบบ รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาปิดช่องว่างให้การใช้ทรัพยากรของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

      และทั้งหมดที่กล่าวมานี่ก็คือ คำตอบว่า เราจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวได้ด้วยอะไร   

      ที่มา : โมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG


      เครื่องผนึกสุญญากาศและเติมแก๊ส

      Featured

      ผลิตภัณฑ์เมล่อนอบกรอบเสริมเชื้อโปรไบโอติก

      Featured

      ผลิตภัณฑ์ยางกันกระแทกมุมเสา

      Featured

      ผลิตภัณฑ์ถุงมือผ้าเคลือบยางธรรมชาติ

      Featured

      เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) : หมุนเวียนแล้วได้อะไร

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา 

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

      เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือชื่อภาษาอังกฤษ คือ circular economy หรือบางครั้งฝรั่งก็เรียกสั้นๆ ว่า circularity นั้น ก็คือ ระบบเศรษฐกิจที่มีจุดมุ่งมายในการกำจัดของเสียด้วยการนำมันกลับมาใช้ใหม่ โดยทำให้ของเสียหรือขยะต่างๆ กลับกลายมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตอีกครั้งนั่นเอง ซึ่งระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้จะประกอบไปด้วย การนำกลับมาใช้ซ้ำ (reuse), การแบ่งปันทรัพยากร/วัตถุดิบ (sharing), การซ่อมแซม (repair), การตกแต่งใหม่ (refurbishment), การประกอบใหม่จากโรงงาน (remanufacturing) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นกระบวนการในการทำให้กระบวนการผลิตการเป็นวงจรปิด โดยที่ไม่จำเป็นต้องนำ input หรือวัตถุดิบที่เป็นทรัพยากรใหม่เข้าสู่วงจร ซึ่งนั่นก็ หมายความว่า เราจะช่วยลดปริมาณขยะและของเสียในสิ่งแวดล้อมได้อย่างมากนั้นเอง 

      นอกเหนือไปจากการลดปริมาณขยะแล้ว เศรษฐกิจหมุนเวียนยังทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนอีกด้วย เนื่องจากลดการ input ทรัพยากรเข้าไปกระบวนการผลิต ด้วยการนำของเสียหรือขยะกลับผลิตซ้ำให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ หรือผลิตภัณฑ์เดิมที่มีราคาที่ถูกลง เนื่องจากต้นทุนในการผลิตลดลง เพราะลดการนำเข้าวัตถุดิบในการผลิต และลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ 

      ซึ่งถือได้ว่า นี่เป็นหนึ่งในกลไลการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน แตกต่างจากเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear) ในอดีต ซึ่งก็คือ การเอาทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้ (take) ในกระบวนการผลิต (make) จากนั้นก็นำของเสียไปทิ้ง (dispose) โดยระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงนี้ ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและวัตถุดิบในการผลิต ทำให้วัตถุดิบในการผลิตมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้ามีราคาสูงตามนั่นเอง นอกจากนี้การนำเอาทรัพยากรธรรมชาติออกมาใช้อย่างต่อเนื่องก็ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้เกิดมลภาวะอีกด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่า  เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมุ่งเน้นการหมุนเวียนของเสียหรือขยะกลับมาใช้ใหม่นั้น ทำให้ระบบการผลิตมีความยั่งยืนมากกว่า 

      สิ่งสำคัญอีกอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียนนั้น คือ ความคิดสร้างสรรค์ นั่นก็คือ การที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมาจากวัตถุดิบที่เป็นของเสีย ของเหลือทิ้งต่างๆ ตัวอย่างเช่น รองเท้าแตะตราช้างดาวรุ่น ‘KHYA’ (ขยะ) ที่ทำมาจากขยะริมชายหาด 5 กิโลกรัม ซึ่งมียอดจองถล่มทลาย หรือแม้กระทั่งความร่วมมือกันของผู้ประกอบการที่มีการ sharing ของเสียโดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดกัน กลายเป็นการ co-branding  หรือบางครั้งก็เรียกว่า Dual Branding และนำของเหลือทิ้งมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่แตกต่างขึ้นมา อย่าง เช่น บริษัท SCG กับปูนตราเสือ ที่นำของเสียจากกระบวนการผลิต ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็น Eco Bag หรือ กระเป๋ารักษ์โลก ภายใต้ชื่อแบรนด์​ “คิด-จาก-ถุง” ที่เป็นที่ฮิอฮาและเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก  

      ดังนั้นจากคำถามในหัวข้อของบทความนี้ เราจึงสรุปได้ว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนนั้น หมุนเวียนแล้วได้อะไร เราก็ได้โลกที่สะอาดขึ้น ได้เศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น และได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากความคิดสร้างสรรค์ของผู้คน และได้ยอดขายที่สูงขึ้นจากผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เหล่านั้นนั่นเอง

      นกกินแมลงอกเหลือง, Striped Tit-Babbler

      Featured

      ผลิตภัณฑ์บล็อกประสาน

      Featured

      ตัวอย่างกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เหมาะสมกับประเภทขององค์ความรู้

      Featured

      เศรษฐกิจชีวภาพ สำคัญอย่างไร

      Featured

      ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

      เศรษฐกิจชีวภาพ (bioeconomy) ตามนิยามจากหนังสือเศรษฐกิจชีวภาพ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) นั้น หมายถึง “ระบบเศรษฐกิจที่รวมเอาทั้งการผลิตสินค้า บริการ และการใช้ประโยชน์สิ่งเหล่านี้ โดยอาศัยทรัพยากร กระบวนการ และหลักการต่างๆทางชีววิทยา” จากคำนิยามดังกล่าว อาจจะสรุปได้ว่า เศรษฐกิจชีวภาพ ก็คือ รูปแบบใหม่ของอุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจ ที่มีการนำเอากระบวนการทางชีวภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการนำพลังงาน หรือสิ่งของเหลือใช้ทางอุตหกรรมต่างๆ มาหมุนเวียนใหม่ ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร พลังงาน หรือสินค้าอื่นๆ

      ภาพประกอบ Clipart library

      จากคำนิยามและความหมายของเศรษฐกิจชีวภาพข้างต้นนั้น ทำให้พอจะทราบถึงความสำคัญของเรื่องนี้กันบ้างแล้วในเบื้องต้น แต่ในบทความนี้จะขอขยายความให้เข้าใจถึงเรื่องความสำคัญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อน

      เศรษฐกิจชีวภาพ สำคัญอย่างยิ่งต่อ การลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากเป็นการใช้พลังงานทดแทนโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัย คิดค้น ขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกนั่นเอง การที่เราหาพลังงานทดแทนจากธรรมชาติมาใช้แทนน้ำมันอย่างเช่นไบโอดีเซลหรือเอทานอลนั้น เป็นจุดเริ่มต้นแรกของเศรษฐกิจชีวภาพเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการใช้พลังงานทดแทนจากธรรมชาติ โดยมีการหมุนเวียนนำทรัพยากรทางธรรมชาติหรือของเหลือใช้จากการเกษตรมาทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางด้านสิ่งแวดล้อม

      นอกจากนี้การนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ทดแทนการเชื้อเพลิงในด้านต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมนั้น ก็ยังส่งผลให้ก๊าซในกลุ่มของที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกลดลงได้ เช่น การใช้พืชและมาผลิตเป็น bioplastics ที่ไม่ใช่แค่การผลิตถุงพลาสติกแต่เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขวด หลอด บรรจุภัณฑ์ต่างๆ หรือ แม้กระทั่ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่าง ผ้าอ้อมเด็กไปจนถึงกบเหลาดินสอ!

      ลองจินตนาการว่า หากโลกเราขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ ทั้งหมด ของเหลือใช้ ขยะต่างๆ ก็แทบจะไม่มี ทุกอย่างอาจสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ หรือเป็นพลังงานได้ใหม่ การจัดการขยะ ก๊าซที่เกิดจากกองขยะ การเผาไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม ก็จะลดน้อยลงอย่างมาก อุตสาหกรรมการขนส่งที่ไม่ใช้น้ำมันก็จะเกิดขึ้น มลภาวะก็ลดลง ภาวะโลกร้อนก็จะค่อยๆ ดีขึ้น พวกเราก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น

      ดังนั้นการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเศรษฐกิจชีวภาพให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจชีวภาพโดยเร็ววัน

      ผลิตภัณฑ์เมล็ดเงาะอบปรุงรส

      Featured

      ช่องทางการชำระเงินของ วว. ผ่าน Net Banking

      Featured

      นกระวังไพรปากยาว, Large Scimitar-Babbler

      Featured

      ความรู้

      Featured

      ตอนปี 2550 ได้เริ่มทำงานเรื่อง KM: Knowledge Management หรือ การจัดการความรู้ ควบคู่กับ ICT: Information and Communication Techology หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานในตอนนั้น


      “People search for knowledge when they want to use it: คนจะแสวงหาความรู้ ก็ต่อเมื่อ ต้องการใช้ความรู้นั้น ๆ”

      ผ่านมา 13 ปี ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือ การที่ทำให้ความรู้เหล่านั้นยังคงอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง และพร้อมรอให้สามารถสืบค้น เข้าถึงได้ตลอดเวลาที่ผู้ใช้ต้องการ ความรู้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแค่ความรู้ที่ถูกต้อง ความรู้ที่ผิดก็ควรคงอยู่ แต่ต้องมีผลลัพธ์ของการนำความรู้นั้นไปใช้ด้วย เพื่อที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น บางครั้ง ณ ช่วงเวลา สถานการณ์ สิ่งแวดล้อมแบบนั้น อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในอีก ช่วงเวลา สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมอีกแบบ สิ่งนั้นก็อาจช่วยให้เกิดผลดีได้บ้าง

      ทั้งนี้ สิ่งที่เราเรียกว่า ความรู้ หรือ Knowledge สามารถจำแนกได้หลายระดับ

      • Data: ข้อมูลดิบ พรรณารายละเอียดของสิ่งที่ปรากฎให้เห็น
      • Explicit Knowledge: ความรู้ที่ปรากฎชัดแจ้ง สามารถเห็นและจับต้องได้ ผ่านการวิเคราะห์ ประมวล สกัด และสรุปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแยกได้เป็น
      1. Information : สารสนเทศ ผ่านการประมวลผลหรือจัดระเบียบให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมาย
      2. Knowledge : ความรู้ ผ่านการพิสูจน์ยืนยันและได้รับการยอมรับว่าสิ่งนั้นได้ผลเป็นจริงและถูกต้องตามข้อสรุปของการนำไปใช้
      • Tacit Knowledge: ความรู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวบุคคล เป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้จากการกระทำ ฝึกฝน ประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม และยากที่จะถ่ายทอดออกมาทั้งหมดได้ ซึ่งแยกได้เป็น
      1. Know-How : ความชำนาญ เกิดจากการนำความรู้ไปใช้
      2. Experience : ประสบการณ์ เกิดจากการฝึกฝนปฏิบัติเป็นประจำ
      3. Expertise : ความเชี่ยวชาญ เกิดจากการนำไปปฏิบัติและได้ผลที่มีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการ
      4. Wisdom : ภูมิปัญญา ได้จากการรวบรวมความสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อไขปรากฎการณ์และความรู้ต่าง ๆ

      ดังนั้น หากเราสามารถ จัดการความรู้ เหล่านี้ เก็บไว้ในที่ใดที่หนึ่งซึ่งสะดวกต่อการเข้าถึงได้ น่าจะก่อเกิดประโยชน์ที่สุด แต่การได้มาซึ่งความรู้เหล่านี้ จำเป็นต้องมีกระบวนการในการจัดการที่เหมาะสม เนื่องจากความรู้ในแต่ละรูปแบบย่อมต้องใช้เทคนิคหรือเครื่องมือในการจัดการที่แตกต่างกัน

      แผ่นยางปูพื้น

      Featured

      e-KYC : Electronic Know Your Customer นวัตกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

      Featured

      โดย นายธันยกร อารีรัชชกุล และ ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) สำนักดิจิทัลและสารสนเทศ

      บริการด้านการเงินสำหรับผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลโดยเฉพาะในช่วงโควิท-19 สถาบันการเงินหลายแห่งมีการนำเทคโนโลยี electronic Know-Your-Customer (e-KYC) หรือการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาช่วย เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้ประสบการณ์ลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่น

      เทคโนโลยี e-KYC ใช้เพื่อลดขั้นตอนการแสดงตัวตน หรือระบุตัวตนของลูกค้า (Identification & Verification) ช่วยลดขั้นตอนการทำความรู้จักลูกค้าใหม่ โดยสถาบันการเงินไม่พบหน้าลูกค้า แต่มีประสิทธิภาพและคุณภาพเทียบเท่าการพบหน้ากัน เพื่อป้องกันการกระทำความผิดและปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินของลูกค้าหากเกิดความผิดพลาด เช่น การใช้ตัวตนปลอมหรือใช้ข้อมูลบุคคลอื่นในการเปิดบัญชี การซื้อขายแทนกัน หรือการถูกลักลอบใช้บัญชีซื้อขาย การถูกยักยอกเงิน 

      รูปแบบการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าถูกนำมาใช้ในกระบวนการ e-KYC คือ การยืนยันตัวตันด้วยชีวภาพ (Biometrics) เช่น ม่านตา ใบหน้า ลายนิ้วมือ เสียงพูด DNA เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ในประเทศอินเดีย การใช้หมายเลขไอดีดิจิทัล Aaadhaar ผ่าน e-KYC เพื่อเปิดบัญชี หรือทำธุรกรรมทางการเงิน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสถาบันทางการเงิน  โดยรัฐบาลอินเดียวได้จัดตั้งหน่วยงาน  Unique Identification Authority of India (UIDA) ขึ้น ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ดำเนินการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น  ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ ที่อยู่ ลายนิ้วมือ และม่านตา เพื่อระบุตัวตน โดยผู้ลงทะเบียนจะได้รับบัตร Aadhaar ซึ่งจะมีหมายเลข 12 หลัก เป็นเลขประจำตัวอยู่ในฐานข้อมูลกลางซี่งมีหน่วยง่านของรัฐบาลเป็นผู้ดูแล บัตร Aadhaar ช่วยให้การระบุตัวตนของคนอินเดียวทำได้ง่ายและรวดเร็วมาก ไม่ต้องเตรียมเอกสารซ้ำซ้อน และใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ สถาบันการเงิน เช่น  การเปิดบัญชีธนาคาร ATM โทรศัพท์มือถือ ใบขับขี่

      ธนาคารต่าง ๆ ในประเทศไทยได้รับอนุญาตให้นำเทคโนโลยีการจดจำและเรียนรู้ใบหน้า (Biometric facial recognition) มาใช้ในการยืนยันตัวตน ในการเปิดบัญชีเงินฝากจากระยะไกล (Remote account opening)  โดยอ้างอิงข้อมูลบริการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital ID – NDID) ซึ่งบันทึกประวัติการทำธุรกรรมการเงิน ทั้งนี้ธนาคารในประเทศไทยและผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินได้เริ่มนำเทคโนโลยีไบโอเมตริกมาใช้ภายใต้โครงการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ชื่อว่า  “โครงการ Regulatory Sandbox” 

      หลาย ๆ ประเทศที่ประชากรในอัตราการไม่รู้หนังสือระดับสูง และมีประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลยากลำบากในการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินได้เห็นประโยชน์จากการนำ e-KYC มาใช้ จะเห็นได้ได้รับประโยชน์เชิงพาณิชย์และการปฎิบัติตามกฏระเบียบข้อบังคับ

      ทั้งนี้ การเปิดบัญชีรับฝากเงินหรือการรับเงินจากประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สถาบันการเงิน จะต้องขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการระบุตัวตนของผู้ใช้บริการสถาบันการเงินต้องจัดให้มี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ Video Conference ที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินสามารถสัมภาษณ์และ สังเกตพฤติกรรมของลูกค้าในขณะนั้นได้ (Real time) โดยมีคุณภาพของภาพและเสียงที่ชัดเจนเพื่อให้มั่นใจว่า เป็นลูกค้าที่ต้องการมาเปิดบัญชีรายนั้นจริง และหากสถาบันการเงินต้องการใช้วิธีการหรือเทคโนโลยีอื่น ทดแทนนอกเหนือวิธี Video Conference ให้สถาบันการเงินขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทย            ส่วนการพิสูจน์ตัวตนในการเปิดบัญชีผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเครื่องมือของลูกค้า เช่น เครื่อง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และโปรแกรมระบบงาน (Application) ที่สถาบันการเงินได้จัดเตรียมไว้ สถาบันการเงินต้องใช้ระบบการตรวจสอบสถานะของข้อมูลและบัตรประจ าตัวประชาชนของลูกค้าที่เป็นปัจจุบัน ประกอบกับระบบการตรวจสอบลายนิ้วมือของลูกค้าเป็นอย่างน้อย หากต้องการใช้เทคโนโลยีอื่นนอกจาก      ที่ระบุให้ขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี (“ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 7/2559”, 2561, น.46-53 ; สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย, 2560

      ภาพ กระบวนการลงทะเบียน การพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยระบบ Digital ID ที่มา: แนวปฏิบัติในการน าเทคโนโลยีมาใช้ในการท าความรู้จักลูกค้า โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, 2561, https://capital.sec.or.th/webapp/phs/upload/phs1540966630 hearing_45_2561_s01.pdf

      การเตรียมพร้อมให้บุตรหลานในการเรียนออนไลน์

      Featured

      ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา และ วรวิทย์ อินทร์กง

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์ (กจค.)

      การเตรียมตัวให้เด็กๆ ในการเรียนทางไกลผ่านทีวี หรือออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น พ่อแม่อาจทำได้ตามนี้

      ปัจจุบันวิถีชีวิตในโลกเราได้เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่างหลังจากการระบาดของโควิด19 ซึ่งทำให้เกิดวิถีใหม่ที่ที่เรียกว่า “New Normal”ขึ้น โดยคณะกรรมการบัญญัติศัพท์นิเทศศาสตร์ราชบัณฑิตยสภา ระบุว่าราชบัณฑิตยสภาได้บัญญัติศัพท์ “New Normal” หมายถึงความปกติใหม่, ฐานวิถีชีวิตใหม่ หมายถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างใหม่ที่แตกต่างจากอดีต ซึ่งนั่นก็เกิดขึ้นกับการศึกษาไทยในตอนนี้เช่นเดียวกัน เพราะเด็กๆ ไม่สามารถไปเรียนที่โรงเรียนได้เหมือนปกติ ทำให้การเรียนทางไกลหรือเรียนออนไลน์เป็นทางเลือกใหม่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเราจะเตรียมตัวบุตรหลานของเราอย่างไรให้พร้อมกับการเรียนออนไลน์ที่เกิดขึ้น

      1. จัดเตรียมพื้นที่เงียบ สงบ มีอุณหภูมิที่เหมาะสมให้เด็กอย่างเป็นสัดส่วน เพื่อให้เด็กได้มีสามธิในการเรียน หากไม่มีห้องส่วนตัวก็อาจจัดมุมใดมุมหนึ่งของบ้านให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมโดยไม่ให้มีเสียงรบกวนและมีโต๊ะเก้าอี้ให้เด็กๆ ได้นั่งทำการบ้านอย่างเหมาะสม
      2. จัดตารางเรียนและทำตามตารางอย่างเคร่งครัด หากเป็นการเรียนทางไกลผ่านทีวี ตามตารางการออกอากาศของรายวิชาต่างๆ ก็สามารถจัดตารางเรียนตามการออกอากาศในแต่ละวันได้ แต่หากเป็นการเรียนออนไลน์ด้วยตนเอง พ่อแม่ก็จำเป็นที่จะต้องเลือกเวลาที่เหมาะสมให้แก่เด็กว่าควรจะเรียนวิชาใดช่วงเวลาใด และกำหนดชั่วโมงเรียนในแต่ละวิชาให้แก่เด็กๆ โดยไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงต่อรายวิชา เพราะอาจทำให้เด็กหมดความสนใจ หรือขาดสมาธิ
      3. ฝึกทักษะในการใช้เทคโนโลยี พ่อแม่ควรที่จะฝึกทักษะในการใช้งานคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ให้แก่เด็กๆ เพื่อให้เด็กๆ เรียนรู้ในการใช้โปรแกรมต่างๆ ในการเรียนการสอน ซึ่งนั่นจะทำให้เด็กมีความคล่องตัวในการเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนแบบต่างๆ ในโลกยุคดิจิทัล นอกจากนี้ยังควรให้เด็กเรียนรู้ถึงการใช้โปรแกรมที่เกี่ยวกับการจัดตารางนัดหมาย การประชุมออนไลน์ การแชร์หน้าจอ การนำข้อมูลขึ้น cloud drive ซึ่งโปรแกรมต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เด็กๆ และสามารถทำให้ช่วยให้พ่อแม่และครูติดตามการเรียนของเด็กๆ ได้อีกด้วย
      4. ให้เด็กๆ รวมกลุ่มเรียนกับเพื่อน การเรียนออนไลน์คนเดียวที่บ้านอาจทำให้ลูกเบื่อหน่าย ดังนั้นพ่อแม่ควรจะสนับสนุนให้ลูกเรียนไปพร้อมๆ กับกลุ่มเพื่อน โดยอาจให้ลูกปรึกษากับเพื่อน เพื่อจัดตารางเรียนให้ตรงกัน เลือกสื่อการเรียนแบบเดียวกัน และเรียนไปพร้อมกัน โดยในระหว่างเรียนอาจใช้ social media ในการสื่อสาร และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือสอบทานความเข้าใจในบทเรียนนั้นๆ ไปด้วยกัน ทั้งนี้พ่อแม่ควรคอยดูแน่ใจว่า การใช้ social media ในการสื่อสารไม่กลายเป็นการทำลายสมาธิของเด็กในระหว่างเรียน

      ทั้ง 4 ข้อนี้ คือ สิ่งที่จะช่วยในการเตรียมพร้อมให้แก่บุตรหลานของเราในการเรียนออนไลน์ ในฐานวิถีชีวิตใหม่ยุคโควิด19 อย่างไรก็ตาม เราจะต้องไม่ลืมว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นอะไรที่ทำให้เราทุกคนต้องปรับตัว และเราทุกคนต้องอยู่กับมันให้ได้ โดยเราจำเป็นต้องเปิดใจในการเรียนรู้ที่จะยืดหยุ่นไปกับทุกสถานการณ์ เพื่อให้เราใช้ชีวิตบนฐานวิถีชีวิตใหม่ได้อย่างมีความสุขไปกับบุตรหลานของเรา

      วว.การดูแลคุณภาพน้ำทิ้งอย่างไร

      Featured

      เครื่องล้างผักผลไม้อัลตราโซนิกส์

      Featured

      ผลิตภัณฑ์น้ำมังคุด 100% น้ำมังคุดพร้อมดื่มและแยมมังคุด

      Featured

      นวัตกรรมสำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว: ผลิตภัณฑ์น้ำข้าวพร้อมดื่ม

      Featured

      Type of Malware

      Featured

      เทคโนโลยี 3-stage แก๊สซิไฟเออร์

      Featured

      ตู้ปันสุขกับดอกบัวสี่เหล่า

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา  และ วรวิทย์ อินทร์กง

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

      ในขณะที่ Covid-19 ยังคงระบาดอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ ประชาชนทั่วโลกในหลายต่อหลายประเทศก็เริ่มมีการแบ่งปันอาหาร สิ่งของต่างๆ ให้แก่กัน เนื่องจากพิษเศรษฐกิจทำให้หลายคนต้องตกงาน ประชาชนในหลายๆที่ จึงเริ่มเกิดความเห็นอกเห็นใจกันและอยากแบ่งปันสิ่งต่างๆ ให้แก่กันตามที่ตนเองสามารถทำได้ ตู้ปันสุขจึงเกิดขึ้นในหลายๆ ที่ในประเทศไทย อันที่จริงตู้ปันสุขนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นได้มาแต่ตั้งช่วงแรกๆ ของการระบาดของ Covid-19 โดยในช่วงที่ประเทศแถบตะวันตกมีการกักตุนสินค้า อาหารแห้ง แต่มีหลายบ้านที่เริ่มมีการแบ่งปันสิ่งของและอาหารแก่กัน  ด้วยการวางสิ่งของและอาหารแห้งต่างๆ ไว้ ตรงหน้าบ้าน และแปะป้ายไว้ให้คนส่งของหรือคนเก็บขยะ มาหยิบไปได้ จากนั้น จึงเริ่มมีการตั้งตู้เล็กๆ ขึ้นมา และแปะป้ายให้บุคคลทั่วไปที่ผ่านไปมาในละแวกนั้น สามารถหยิบไปได้ โดยคนในชุมชนละแวกนั้น ก็สามารถนำสิ่งของ หรืออาหารแห้ง ต่างๆ มาใส่เพิ่มเติมได้ เป็นการแบ่งปันน้ำใจให้แก่กันในช่วงเวลาวิฤกติเช่นนี้  ซึ่งในประเทศแถบตะวันตก เมื่อมีการทำเช่นนี้ และมีการนำเสนอสู่โลกออนไลน์ ทำให้ประเทศไทยอย่างเรา ก็นำสิ่งดีเช่นนี้มาปฏิบัติด้วย 

      สำหรับตู้ปันสุขในประเทศไทยขณะนี้มีอยู่ใน 51 จังหวัดทั่วประเทศแล้ว และมีตู้ปันสุขถึง 249 ตู้แล้ว โดยใน กทม. นั้น มีถึง 43 ตู้แล้ว ซึ่งตรงนี้ทำให้เห็นได้ว่า พวกเราชาวไทย มีศรัทธา ซึ่งกันและกัน เรามีศรัทธาในการการแบ่งปัน ในการทำความดี เรามองเห็นถึงประโยชน์ในการแบ่งปันกัน เรามีศรัทธาในการช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก มองเห็นคุณค่า ความหมาย และประโยชน์ของการกระทำเช่นนี้ ซึ่งศรัทธานี้สามารถเกิดขึ้นได้ในระดับต่างๆ และในหลายๆ เรื่อง การมีศรัทธาในนั้น ทำให้เรายังคงยึดมั่นในการทำสิ่งดีๆ เช่นนี้ต่อไป ซึ่งนี่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สวยงามด้วยน้ำใจของคนไทย เพราะเรามีศรัทธาในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 

      อย่างไรก็ตาม มีข่าวเรื่องการที่มีกลุ่มคนบางกลุ่ม วนเวียนไปขนของจากตู้ปันสุขนั้น อาจทำให้คนที่ทำความดี ริเริ่มในการทำตู้ปันสุขเสียศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ไปบ้าง เพราะถูกคุกคามและต้องเยกเลิการทำตู้ปันสขไปเนื่องจากต้องการตัดปัญหา ซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะบางครั้งการเสียศรัทธาในการทำแบ่งปัน เสียศรัทธาในพฤติกรรมของคนบางกลุ่ม ก็อาจทำให้เราล้มเลิกสิ่งดีๆ ไปเลย แต่อย่าลืมว่า มนุษย์นั้นมีหลายกลุ่ม ดังเช่น พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาสัตว์โลกโดยเปรียบเหมือนบัว 4 เหล่า  คือ 

      ภาพประกอบ http://getyourimage.club/

      1.ดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ  พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว  เปรียบเสมือนดอกบัว เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที 

      2.ดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ  พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัว ซึ่งจะบานในวันถัดไป

      3. ดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ  พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอยด้วยศรัทธา ปสาทะในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า  เปรียบเสมือนดอกบัว ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง

      4. ดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม  พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร ปรียบเสมือนดอกบัวที่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน 

      ดังนั้น เมื่อเราเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องดอกบัว 4 เหล่า แล้ว เราจึงจะเข้าใจในความเป็นไปของมนุษย์ เราจึงควรที่จะตั้งมั่นและมีศรัทธาในการทำความดีต่อไปกับบัวเหล่าอื่นๆ  ซึ่งหลายคนก็ยังคงไมเสียศรัทธาในการทำความดีและยังคงต้องการแบ่งปันสิ่งต่างๆ กันอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่สนใจกับคนบางกลุ่มที่มีแต่ความละโมบ ดังจะเห็นได้จากจำนวนของตู้ปันสุข และสิ่งของในตู้ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง 

      สารสกัดจากหัวหอมใหญ่ ขิง และชาเขียว

      Featured

      ตั้งแต่ 27 พ.ค. 63 ควรระวัง

      Featured

      เทคโนโลยีคัดแยกขยะ

      Featured

      ถังปฏิกิริยาแผ่นกั้นไร้ออกซิเจนแบบสองขั้นตอน

      Featured

      ผงโรยข้าวผสมซินไบโอติก

      Featured

      ข้อพึงปฏิบัติหลังการคลายมาตรการ lock down

      Featured

      ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร 

      ช่วงนี้หลายประเทศเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับ Covid-19 กันบ้างแล้ว มาตรการคลาย lock down จากประเทศต่างๆ นั้น ทำให้ผู้คนได้ออกไปใช้ชีวิตได้เหมือนเกือบจะปกติมากขึ้น เด็กๆ ในบางประเทศก็ได้เริ่มทยอยไปโรงเรียนกันตามปกติ แต่ในความปกตินั้นมันก็เป็นความปกติใหม่ (new normal)  ซึ่งนั่นก็คือ การที่เด็กโดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ส่วนในประเทศแถบยุโรปนั้น ส่วนใหญ่จะไม่นิยมสวมหน้ากากอนามัยกัน แต่จะเน้นไปที่การล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่าง โดยเฉพาะประเทศในแถบสแกนดิเนเวียร์ อย่าง ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ นั้น การรักษาระยะห่างเป็นสิ่งที่ทำกันเป็นนิสัย จนกระทั่งเกิดเป็น meme ในโลกออนไลน์กันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะนิสัยรักสันโดษของผู้คนในแถบประเทศเหล่านั้นนั่นเอง 

      ภาพประกอบจาก clipart.email

      กลับมาที่เรื่องเกี่ยวชีวิตของผู้คนหลังจากการคลายมาตรการ lock down กันต่อ เราจะเห็นได้ว่า ในประเทศไทยของเรานั้น ผู้คนเริ่มทยอยออกมาทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้อย่างความคับคั่งของยวดยานบนท้องถนน และผู้คนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะก็เริ่มมีมากขึ้น อย่างบนรถไฟฟ้า BTS ก็เริ่มมีผู้คนใช้บริการราวๆ สองแสนคนต่อวัน ทำให้เริ่มเกิดความแออัด และหากเราไม่ระวัง อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อระลอกใหม่ขึ้นมาแบบประเทศ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ดังนั้น ชีวิตหลังจากการคลายมาตรการต่างๆ เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรดีล่ะ 

      ภาพประกอบจาก clipart.email

      การปฏิบัติตัวของเราหลังการผ่อนคลายนั้น อย่างแรก เรายังจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ  สอง คือ หมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ อย่างถูกต้องเช่นเดิม สาม เราต้องอย่าลืมที่จะรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing)  สี่ คือ บริษัท สถานประกอบการ ที่ทำงานต่างๆ ควรที่จะคงมาตรการ Work From Home ไว้ก่อน เพื่อลดความแออัดในสถานที่ทำงาน และลดความเสี่ยงจากการเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะของพนักงาน ห้า คือ สถานประกอบการ ร้านอาหาร ควรมีรักษาความสะอาดของร้าน และอุปกรณ์ในการประกอบอาหาร รวมไปถึงพนักงานเสริฟและบุคลากรในครัวที่ประกอบอาหารจำเป็นที่จะต้องใส่หน้ากาอนามัยตลอดเวลาด้วย และสุดท้าย คือ เราทุกคนควรที่จะออกจากบ้านให้น้อยที่สุด โดยควรออกเท่าที่จำเป็นเพียงแค่นั้น ยังไม่ควรที่จะออกไปสังสรรค์ รวมกลุ่มกัน เพราะช่วงเวลานี้ ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งการเฝ้าระวัง  เรายังคงต้องคอยระวังเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของเชื้อขึ้นมาใหม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นทรุดหนักลงไปกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากอาจจำเป็นต้องมีมาตรการ lock down ที่เข้มข้นกว่าเดิมก็เป็นได้

      ภาพประกอบจาก clipart.email

      ดังนั้นในช่วงเวลาที่เราเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ เราจำเป็นที่จะต้องพึงระลึกถึง 6 ข้อพึงปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นไว้ เพื่อให้เชื้อไวรัสร้ายหมดไปจากประเทศเราให้เร็วที่สุด และจนกว่าจะมีวัคซีน เราก็ยังจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตนเช่นนี้ต่อไป เพราะนั่นคือ ความปกติใหม่ (new normal) ของชีวิตหลังคลาย lock down ในปี 2020 นี้นั่นเอง 

      ถ่านหอม 3 in 1

      Featured

      ลักษณะของชุมชนนักปฏิบัติ

      Featured

      TREND ขององค์กรแบบ AGILE

      Featured

      ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากผลไม้พื้นบ้าน

      Featured

      นกไต่ไม้หน้าผากกำมะหยี่, Velvet-fronted Nuthatch

      Featured

      ผลิตภัณฑ์สารเร่งตกตะกอนในการบำบัดน้ำเสียชุมชน

      Featured

      แนวคิดของการทำงานแบบ AGILE

      Featured

      งาน KM ตามค่านิยม 3S

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

      • Speed 

      Speed คือ ความเร็ว ในส่วนของงานการจัดการความรู้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความรวดเร็ว ทั้งนี้ความรวดเร็วในการจัดการความรู้นั้น ต้องเป็นความรวดเร็วในแง่ของการรวบองค์ความรู้ที่ทันสมัย และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาด้านต่างๆ ขององค์กร  บุคลากรที่ทำหน้าที่ในการจัดการความรู้จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ มีหูตากว้างไกล ว่องไวต่อการรับรู้ข่าวสารที่อาจเป็นประโยชน์ต่อองค์กร และมีความฉับไวในการรวบรวมองค์ความรู้ และจัดการองค์ความรู้ที่ทันสมัยเหล่านั้น ให้อยู่ในรูปแบบที่คนในองค์กรเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว 

       ดังนั้น การพัฒนาในส่วนของ Speed ของการจัดการความรู้ อาจจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการจัดการความรู้ให้มีความคล่องตัวในการรวบรวมองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่ พัฒนาให้รู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการจัดเก็บเผยแพร่องค์ความรู้ได้อย่างฉับไว ทันต่อสถานการณ์ ทั้งนี้อาจรวมไปถึงการพัฒนาทักษะในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ด้วยเช่นกัน 

      ภาพประกอบจาก Webstockreview
      • Satisfaction 

      Satisfaction คือ การสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า งานการจัดการความรู้นั้น ลูกค้าของเรา คือ บุคลากรในองค์กร ดังนั้นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ก็คือ การสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้รับองค์ความรู้ที่เป็นบุคลากรในองค์กรนั่นเอง ซึ่งการจะสร้างความพึงพอใจได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า บุคลากรต้องการองค์ความรู้ในด้านใดเสียก่อน  นอกจากนั้น ต้องคาดการณ์ได้ว่า องค์ความรู้ด้านใดที่จำเป็นต่อองค์กรในอนาคต เราจำเป็นต้องเข้าใจ trend ต่างๆ ในด้านการวิจัย แล้วทำการรวบรวมองค์ความรู้จากแหล่งความรู้ทั้งภายใน และภายนอกองค์กรให้พร้อม และนำเข้าสู่คลังความรู้ในองค์กร เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคลากรในองค์กร

      นอกจากนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องของการบริหารจัดการความคาดหวังของผู้รับบริการด้วยเช่นกัน ซึ่งการเรียนรู้ในเรื่องนี้จะทำให้เรามีข้อมูลเพื่อเตรียมให้บริการ หรือพัฒนานวัตกรรมการให้บริการ ให้ตรงกับความคาดหวัง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ โดยหากเราสามารถตอบสนองได้เกินความคาดหวังก็จะทำให้ผู้รับบริการเกิดความประทับใจแบบ beyond expectation

      ภาพประกอบจาก freesvg.org
      • Sharing 

      Sharing คือ การแบ่งปัน resource service และ idea ในส่วนของงานจัดการความรู้ แน่นอนว่า เราต้องแบ่งปันทั้ง 3 ข้อนี้อยู่แล้ว การแบ่งปัน resource ของเราคือการแบ่งปันและรวบรวมแหล่งองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานขององค์กร โดยจัดทำเป็นคลังความรู้ สำหรับ service นั้น คือ การทำให้คลังความรู้เป็นฐานข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้ง่าย idea ในส่วนของงานจัดการความรู้ คือ การจัดกิจกรรมให้คนในองค์กร สามารถมาแชร์ความคิด องค์ความรู้กันได้ โดยการใช้เครื่องมือในการจัดการความรู้เช่น Storytelling CoP และ Dialogue เป็นต้น

      ภาพประกอบจาก Clipartkey

      กล่าวโดยสรุป คือ งานด้านการจัดการความรู้ หากจะทำให้ตรงกับค่านิยม 3S ขององค์กร เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการความรู้ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น รวมไปถึงต้องสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยอาศัยช่องทางต่างๆ ในองค์กรให้เกิดประโยชน์

      ผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงจากขยะชุมชน

      Featured

      นกกาแวน, Racket-tailed Treepie

      Featured

      พิษวิทยานิเวศ (Ecotoxicology)

      Featured

      New Normal ความปกติรูปแบบใหม่หลัง Covid-19

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) 

      เป็นที่ทราบกันดีว่า Covid-19 ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบวิถีชิวิตใหม่กันไปทั่วโลก จากที่เราเคยออกจากบ้านไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปช้อปปิ้ง ไปทานอาหาร หรือแม้กระทั่งไปพบแพทย์ เราต้องหันมาทำทุกอย่างที่บ้านในรูปแบบ online ไม่ว่าจะเป็นการ Work From Home, online learning, online shopping, online food ordering, online medical consulting   ทุก อย่างนี้ถูกปรับเปลี่ยนในช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาด Covid-19 ขึ้น ก็เพื่อให้วิถีชีวิตเราดำเนินต่อไปได้อย่างปกติที่สุด แต่ในความปกติที่กำลังเกิดขึ้นนี้จริงๆ แล้ว มันคือ วิถีใหม่ในการดำรงชีวิต ซึ่งเมื่อเราจำต้องปฏิบัติกันเป็นปกติเช่นนี้ ในที่สุดมันก็ได้กลายเป็น New Normal ในสังคมของเราไปนั่นเอง 

      คำว่า New Normal จริงๆ แล้ว เป็นคำศัพท์ในเชิงของธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งกล่าวถึง วิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงปี 2007-2008 และเหตุการณ์ในปี 2008-2012 ภายหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าว คำๆ นี้ ได้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายวงการต่อจากนั้น และโดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ Covid-19 เช่นนี้ คำๆ นี้จึงได้ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้ง  ซึ่งเราอาจได้เห็น New Normal หลายๆ อย่างเกิดขึ้นแน่นอนทั้งในภาครัฐและเอกชน หาก Covid-19 จบลง 

      ภาพประกอบจาก Can Stock Photo

      หากจะคาดเดาถึง New Normal ที่จะเกิดขึ้นในสังคม เราคงเดาได้ไม่ยาก โดย 5 อันดับที่กำลังจะพูดถึงนี้ ก็คือสิ่งที่ได้ค่อยๆ เริ่มเกิดขึ้นแล้วในหลายๆ ประเทศ  ซึ่งอันดับ คงนี้ไม่พ้นเรื่องของ การเรียน online และการ Work From Home ที่คาดว่าจะถูกดำเนินการต่อโดยที่อาจจะมีการพัฒนาในเรื่องของ digital technology ให้มีความสอดรับกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งทั้งนี้เราอาจจะได้เห็นภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันกันอย่างจริงจังในการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสื่อสาร online ระบบสัญญาณ 5G อาจจะถูกพัฒนาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศเพื่อรองรับ online และการ Work From Home 

      ภาพประกอบจาก VectorStock

      อันดับต่อมา น่าจะเป็นด้านการแพทย์ ที่เราอาจจะได้ใช้ระบบ online medical consulting กันมากขึ้น และรัฐเพิ่มงบประมาณและให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านสาธารณสุขของประเทศมากกว่าเดิม เพราะบทเรียนจาก Covid-19 ทำให้เราเห็นว่า การลงทุนใดๆ ก็สามารถพังลงได้ในพริบตาหากระบบสาธารณสุขของประเทศล้มเหลว ผู้คนล้มตายเป็นหมื่นๆ แสนๆ คน ในยามที่ประเทศต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก  ซึ่งหากรัฐบาลได้ lesson learn จากการะบาดของ Covid-19 ในครั้งนี้ เราอาจจะไม่ต้องเห็นพี่ตูนมาวิ่งเพื่อระดมทุนให้โรงพยาบาลต่างๆ อีกต่อไป

      ภาพประกอบจาก VectorStock

      อันดับต่อมา คือ เรื่องของ online business คาดว่า เราน่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการลงทุนของภาคเอกชน ห้างร้านต่างๆ หันมาจริงจังกับการทำธุรกิจ online กันมากขึ้น ดังนั้น เราอาจจะได้เห็นถึงแพลตฟอร์มธุรกิจ online ใหม่ๆ เกิดขึ้น วิธีการชำระเงินแบบ contactless รูปแบบต่างๆ ที่ได้รับการปรับปรุง รวมไปถึงการแข่งขันในด้านการค้าระหว่างแม่ค้าออนไลน์กับเจ้าของแบรนด์และห้างร้านดังๆ ต่างๆ  ดังนั้นฐานข้อมูลของลูกค้า จึงจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเป็นเท่าตัว และเทคโนโลยี AI ที่สามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากฐานข้อมูลที่มีอยู่จะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของ Online business 

      อันดับที่สี่ คือ online entertainment ซึ่งก็คือ การท่องเที่ยว การดูหนัง ฟังเพลง หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ในรูปแบบ online ซึ่งในปัจุบัน ทางพิพิธภัณฑ์และแกลอรี่ชื่อดังต่างๆ ก็ได้จัดทำ virtual museum และ vitrul gallery ให้ผู้คนทั่วโลกได้เข้าไปท่องเที่ยวแบบ online กันแล้วหลายแห่ง ซึ่งในประเทศไทยก็มีเช่นที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย 

      ภาพประกอบจาก Freepik

      อันดับที่ห้า คือ การ deglobalization ซึ่งข้อนี้คือ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คาดเดาไว้ เนื่องจากการระบาดที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากประเทศจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ของอุตสาหกรรมหลายๆ อย่าง ในหลายๆ ประเทศ แม้ว่าการระบาดของโรคยังไม่ไปถึงประเทศอื่นๆ แต่เมื่อประเทศจีนมีการปิดเมือง อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ของจีนก็จำต้องหยุดชะงัก รวมไปถึงการขนส่งต่างๆด้วย ดังนั้น อุตสาหกรรมหลายแห่งในประเทศที่ใช้จีนเป็นฐานการผลิต จึงหยุดชะงักตามไปด้วยเช่นกัน และภายหลังจากจบการระบาดของ Covid-19 อาจเป็นไปได้ว่า หลายประเทศอาจจะเปลี่ยนมาพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้นนั่นเอง 

      ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่า เป็น lesson learn ที่เราได้รับจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 และเราก็จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตต่อไปอย่างเป็นปกติที่สุด แม้ความปกตินั้นจะเป็นเรื่องใหม่ที่เราจะต้องเรียนรู้ก็ตาม New Normal ได้เกิดขึ้นช้าๆ ในทุกสังคม หากเรามองเห็นและทำความเข้าใจกับมันได้เร็ว เราก็จะปรับตัวได้และมีความสนุกกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

      เครื่องดื่มน้ำผักผลไม้รวมผสมสารไบโอฟลาโวนอยด์

      Featured

      “สี” ปัจจัยหลัก…การออกแบบสู่ความสำเร็จ

      Featured

      สมุนไพรแห่งชีวิต

      Featured

      ขอเชิญชวนบุคลการและหน่วยงาน วว. ร่วมส่งผลงานเข้าร่วมประกวดการจัดการความรู้และนวัตกรรมดีเด่น ประจำปี 2563

      Featured

      สอยมะเขือกิน

      Featured

      เครื่องสลัดน้ำมัน

      Featured

      เครื่องกรองอากาศ PM 2.5

      Featured

      เมล็ดพันธุ์แห่งป่าชุมชน

      Featured

      อุปกรณ์บรรจุแคปซูล

      Featured

      ประสบการณ์ตรงในการเตรียมตัว work from home

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา และ ธันยกร อารีรัชชกุล

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

      ภาพประกอบจาก UX Planet

      ช่วงเวลาโควิด-19 ที่ระบาดหนัก ทำให้หลายองค์กรต้องปรับตัว มีทั้งการให้พนักงานเหลื่อมเวลาทำงาน และให้ทำงานจากที่บ้าน (work from home) แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหากเป็นบริษัทเอกชนที่มีคนรุ่นใหม่ซึ่งคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่เป็นจำนวนมากก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไรมากนักในการเตรียมตัวก่อนจะเข้าสู่โหมด work from home อย่างเต็มรูปแบบ  แต่หากเป็นในส่วนของราชการและรัฐวิสาหกิจนั้น อาจจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานกันก่อน เพราะเชื่อว่า บุคลากรหลายท่านอาจจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีหรือระบบใหม่ๆ ที่ถาโถมกันเข้ามาอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นก่อนการเตรียมตัว ในทีมหรือในหน่วยงานจำเป็นจะต้องเลือกเทคโนโลยี หรือระบบต่างๆ ที่ต้องใช้ในการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกัน โดยคำนึงถึงความเสถียรและการใช้งานที่สะดวกและง่ายดาย (user friendly) เป็นหลัก

      สำหรับในการเตรียมตัวจากประสบการณ์ตรงที่อยากจะมาแชร์ สิ่งแรกเลยคือ เราจะต้องเลือกระบบที่จะนำมาใช้ในการดำเนินงานทางด้านต่างๆ ดังนี้

      1. ระบบที่จะใช้สื่อสารระหว่างกัน 
      2. ระบบที่จะใช้จัดเก็บ หรือส่งต่อข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ระหว่างกัน 
      3. ระบบที่จะใช้ในการควบคุมหรือแก้ไขปัญหาในระยะไกลผ่านทางคอมพิวเตอร์ 
      4. ระบบที่จะประเมินผลการทำงานในระหว่างที่ work from home

      ทั้ง 4 ระบบนี้ จำเป็นต้องใช้ทั้งเทคโนโลยี และการวางแผนอันชาญฉลาดของหัวหน้าทีม โดยเฉพาะในข้อที่ 4 ต้องมีการจัดทำให้สอดคล้องกับการประเมินผลงานประจำปี/KPI/OKRs ของหน่วยงานด้วย โดยในช่วง work from home อาจให้มีการรายงานผลเพื่อประมินทุก 1 หรือ 2 สัปดาห์

      สิ่งต่อมาในการเตรียมตัวเข้าสู่โหมด work from home นั้น ก็คือ การอบรมและซักซ้อมทำความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีที่หัวหน้าทีมเลือกมาเพื่อใช้สื่อสาร และใช้จัดเก็บหรือส่งต่อข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ระหว่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจอย่างของผู้เขียนนั้น มีบุคลากรหลายท่านไม่คุ้นเคยกันการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Zoom, Google Duo, Slack, Microsoft Team และ Cloud Drive ซึ่ง application ต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นสิ่งใหม่ของบุคลากรหลายๆ ท่าน  ดังนั้น ก่อนการเริ่ม work from home ทางทีมของผู้เขียนจึงต้องมีการปรึกษาหารือ เพื่อเลือกระบบที่เป็น user friendly มากที่สุด เพื่อการอบรมและซักซ้อมให้กับทางหน่วยงานของเราในเวลาที่จำกัด ซึ่งเมื่อหารือกันแล้ว และทดลองใช้ระบบต่างๆ ทีมของเราจึงได้เลือก Line, Zoom, Cloud Drive และ Team Viewer มาใช้ในการดำเนินงาน

      ภาพประกอบจาก 123RF.com

      อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของผู้เขียนได้เคยมีการอบรมการเข้าใช้ Cloud Drive กันมาบ้างแล้ว เราจึงแค่มีการทบทวนความจำกันสั้นๆ จากนั้นจึงเริ่มอบรมการใช้ Zoom และทดลอง video conference ที่โต๊ะทำงานตนเองก่อนเป็นเวลาอีก 1 วัน แล้วจึงให้ทดลองที่บ้านอีกเป็นเวลา 2 วัน โดยก่อนที่จะให้ work from home ทางหัวหน้าทีมจะให้ทุกคนลงโปรแกรม Team Viewer ไว้กับเครื่องที่จะใช้ทำงาน เพื่อที่หากมีปัญหา ทางหัวหน้าทีมจะได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้แบบรีโมทกันเลย ซึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเมื่อเราเริ่ม work from home กันสองวันแรก เราต้องให้ความช่วยเหลือแบบรีโมทกับบุคลากรบางท่านเช่นกัน  ทำให้การทำงานและการประชุมผ่านไปได้อย่างราบรื่น

      ดังนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงพอที่จะสรุปได้ว่า การเตรียมตัวในการ work from home นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เราจะคิดถึงแต่เรื่องของการแบ่งเวลาของตนเองในการทำงาน หรือจะหาวิธีประเมินผลงานของบุคลากรในทีมอย่างไร แต่คนในทีมทั้งหมดจำเป็นต้องพูดคุย ซักซ้อม ทำความเข้าใจร่วมกันก่อนในเรื่องของระบบต่างๆ ที่ต้องใช้ร่วมกัน รวมไปถึงวิธีการสื่อสารระหว่างกันในช่วงที่ไม่ได้ทำงานร่วมกันในที่ทำงาน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ทุกคนได้ทำงานที่บ้านได้อย่างราบรื่นไม่สะดุดนั่นเอง

      เครื่องบดแป้งกล้วย

      Featured

      8 ประเด็นสำคัญ จาก พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องรู้

      Featured

      การจำหน่ายพัสดุด้วยการโอน

      Featured

      นางสาวนวพร ชูศักดิ์
      นักบริหารการเงินและการคลัง

                         ด้วยปัจจุบัน วว. ได้ดำเนินโครงการโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนที่อยู่ในชุมชนและท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตตามนโยบายของรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดต่างๆ โดยได้ปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ด้วย เช่น โรงงานต้นแบบผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 317 แห่ง โรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง    โรงรมลำไย โรงสับปะรด เป็นต้น อย่างไรก็ตามเมื่อการดำเนินการโครงการเหล่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นก็จะมีปัญหาอยู่บ่อยครั้งว่าหาก วว. จะโอนโรงเรือน สิ่งก่อสร้าง อุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ของโครงการให้แก่กลุ่มเกษตรกรหรือชุมชนท้องถิ่นเพื่อเป็นการสานต่อโครงการให้มีความยั่งยืนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่เพียงใดนั้น ซึ่งสำหรับประเด็นนี้กองพัสดุและคลังพัสดุมักจะถูกสอบถามจากผู้ดำเนินโครงการอยู่เป็นประจำ  ดังนั้นเพื่อให้นักวิจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัสดุโครงการที่หมดความจำเป็น ว่า หาก วว. จะทำการโอนพัสดุดังกล่าวให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นจะมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติอย่างไร และผู้ที่จะมีสิทธิรับโอนพัสดุจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านบทความฉบับนี้ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจำหน่ายพัสดุด้วยการโอนตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 จึงขอสรุปประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายพัสดุด้วยการโอนดังนี้

                       1. พัสดุหรือครุภัณฑ์ที่จะทำการโอนได้

                         พัสดุหรือครุภัณฑ์ที่จะทำการโอนให้แก่หน่วยงานที่ได้แสดงความประสงค์เพื่อขอรับโอนได้นั้น จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องแล้ว และต้องได้ข้อเท็จจริงว่าพัสดุหรือครุภัณฑ์ดังกล่าว วว.ได้หมดความจำเป็นที่จะใช้งานอีกต่อไปหรือ หาก วว. ยังต้องใช้งานต่อไปก็มีแต่ที่จะทำให้ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก (ระเบียบข้อ 215 วรรคหนึ่ง) และผู้ว่าการได้อนุมัติให้ทำการโอนแล้ว

                         ยกเว้นการโอน อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างถาวรจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ถึงจะทำการโอนได้ (พรบ.วว. มาตรา 7 วรรคสอง)

                         อย่างไรก็ตามหากพัสดุดังกล่าวยังไม่หมดความจำเป็น หรือมิใช่พัสดุที่ วว. ใช้งานต่อไปแล้วจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก แต่ วว. มีความประสงค์ที่จะโอนพัสดุดังกล่าว วว.จะต้องขออนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบเป็นรายกรณีต่อคณะกรรมการวินิจฉัย (หนังสือด่วนที่สุดที่ กค (กวจ) 0405.2/ว546)

                      2. หน่วยงานที่จะเป็นผู้รับโอนพัสดุ

                         การโอนพัสดุหรือครุภัณฑ์ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐนั้น ผู้รับโอนจะต้องมีฐานะเป็นหน่วยงานตามที่ระเบียบกำหนด คือ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร เท่านั้น (ระเบียบข้อ 215(3) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงส่งผลให้หน่วยงานอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระเบียบกำหนด บุคคลธรรมดา หรือคณะบุคคล ไม่อยู่ในสถานะที่จะเป็นผู้รับโอนได้ ซึ่งสำหรับหน่วยงานที่ระเบียบกำหนดให้เป็นผู้รับโอนได้นั้นสามารถจำแนกออกได้ดังนี้

                          2.1 หน่วยงานของรัฐ หมายถึงหน่วยงานตามที่พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรา 4 บัญญัติให้เป็นหน่วยงานของรัฐอันประกอบด้วย ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชน องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญหน่วยธุรการของศาล มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หน่วยงานสังกัดรัฐสภาหรือในกำกับของรัฐสภา หน่วยงานอิสระของรัฐ และหน่วยงานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง

                          2.2 องค์การสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามประกาศกระทรวงการคลังได้จำแนกองค์การสาธารณกุศลออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

                                2.2.1 สถานสาธารณกุศลซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นองค์การสาธารณกุศลตลอดไป ประกอบด้วย

                                        (1) สถานพยาบาลของทางราชการหรือขององค์การของรัฐบาล

                                        (2) สถานศึกษาของทางราชการหรือขององค์การของรัฐบาล

                                        (3) สถานศึกษาที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น

                                        (4) สถานศึกษาที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดม ศีกษาเอกชน

                                        (5) สภากาชาดไทย

                                        (6) วัดวาอาราม

                                  2.2.2 สถานสาธารณกุศล ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นองค์การ สาธารณกุศล แต่อาจเพิกถอนได้หากการดำเนินการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งสำหรับ    องค์การสาธารณกุศลในกรณีนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นสมาคมหรือมูลนิธิ แต่จะต้องเป็นสมาคมหรือมูลนิธิตามที่กระทรวงการคลังประกาศเท่านั้น

                      3. การโอนพัสดุถือว่าเป็นการขายจึงทำให้มีภาระภาษี

                             ด้วยการโอนพัสดุหรือครุภัณฑ์ตามที่กล่าวมานี้แม้จะเป็นการโอนให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือองค์การสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นลักษณะของการให้เปล่าโดย วว.ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่กรมสรรพากรถือว่าเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่ วว.ต้องอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายด้วย (หนังสือที่ กค 0702/1098)

                         ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหาภาระภาษีดังกล่าว เสียตั้งแต่ต้น ผู้ดำเนินโครงการต้องมีหน้าที่เจรจาให้หน่วยงานที่จะเป็นผู้รับโอนเป็นผู้รับผิดชอบในภาระภาษีด้วย ซึ่งหากมิได้มีข้อตกลงดังกล่าวกันไว้ วว. ในฐานะผู้โอนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในภาระภาษีดังกล่าว

                      4. หลักฐานที่ต้องมีต่อกันระหว่าง วว. กับหน่วยงานผู้รับโอน

                             เมื่อ วว. ได้ดำเนินการส่งมอบพัสดุหรือครุภัณฑ์ให้แก่หน่วยงานผู้รับโอนตามข้อ 2 แล้ว ให้จัดทำหลักฐานการส่งมอบไว้ต่อกันด้วย (ระเบียบข้อ 215(3) ซึ่งหลักฐานการส่งมอบดังกล่าวจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีรายละเอียดที่ระบุอย่างชัดแจ้งว่าหน่วยงานผู้รับโอนได้รับมอบพัสดุใดไว้บ้าง และผู้แทนของหน่วยงานต้องลงลายมือชื่อการรับมอบไว้เป็นหลักฐาน

                       ตามที่ได้กล่าวมาเห็นว่าผู้อ่านบทความโดยเฉพาะนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการต่างๆ น่าจะพอมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาพบว่าผู้ดำเนินโครงการบางส่วนที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ว่าพัสดุโครงการที่หมดความจำเป็นภายหลังโครงการเสร็จสิ้นนั้นสามารถที่จะโอนให้แก่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือแม้แต่การโอนให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้ใช้ร่วมกันต่อไป

      เครื่องตัดกล้วยกวน

      Featured

      Contactless Payment ประสบการณ์การสนุกๆ ที่ปลอดภัย

      Featured

      โดย ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา และ ธันยกร อารีรัชชกุล

      วันนี้อยากจะมาเล่าถึงประสบการณ์การใช้ Contactless Payment  ซึ่งเหมาะกับช่วงเวลา Covid 19 Outbreak เช่นนี้มาก เนื่องจากเราไม่ต้องสัมผัสกับปากกาหรือแผ่นรองเซ็นชื่อจากสถานประกอบการ และไม่ต้องจับเงินสดที่อาจมีเชื้อ Covid 19 ปนเปื้อนอีกด้วย  ซึ่งประสบการณ์การใช้ Contactless Payment นั้น จริงๆ แล้วเกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีโรคระบาดหลายปี ด้วยความที่การจ่ายเงินด้วยระบบนี้ มันมีความสะดวกและรวดเร็ว แถมยังปลอดภัยเพราะจำกัดยอดอยู่ที่ 1,500 บาท เท่านั้น  ทำให้เราใช้ค่อนข้างบ่อย เพราะมั่นใจในความปลอดภัยของระบบ เนื่องจากเราไม่สะดวกใจในการยื่นบัตรไปให้คนแปลกหน้ารูด เพราะกังวลในการถูก copy ข้อมูล เพื่อไปทำบัตรปลอม ดังนั้นระบบนี้จึงตอบโจทย์คนเช่นเราได้เป็นอย่างดี

      สำหรับประสบการณ์ในการใช้  Contactless Payment ของเรา มีทั้งการใช้ในรูปแบบของบัตรเครดิตธรรมดา และในโทรศัพท์ผ่านระบบ Samsung Pay  ในส่วนของระบบที่ผ่านทางบัตรเครดิตธรรมดานั้นไม่มีอะไรแปลกใหม่ เราเพียงแค่นำไปทาบกับเครื่องรับชำระ (Electronic Data Capture:EDC) เมื่อเครื่องอ่านเรียบร้อย บัตรก็จะถูกตัดไปตามยอดชำระ  หากบังเอิญมี error เกิดขึ้น พนักงานที่รับชำระสามารถทำการยกเลิกยอดให้เราได้ทันทีเช่นเดียวกับแบบที่เราต้องเซ็นชื่อ หรือใส่หมายเลข PIN แต่เท่าที่ใช้มาหลายครั้งนั้น ไม่เคยมียอดชำระที่ตัดเกินไป 2 ครั้งเกิดขึ้นเลย  สำหรับยอดชำระนั้น สามารถชำระได้ในหลักสิบบาท เพราะเราเคยนำไปใช้ชำระค่าโดยสารรถเมล์ได้ ซึ่งเราได้ทดลองมาแล้วกับรถเมล์สาย 522 ตอนที่นั่งกลับมาจากอนุเสาวรีย์ฯ ซึ่งตอนนั้นเราได้เห็นประกาศทางสื่อต่างๆ ว่า รถเมล์ไทยรองรับ Contactless Payment แล้ว เรากับเพื่อนจึงได้ขอลองจ่ายดูด้วยบัตรคนละใบ ซึ่งคุณพี่กระเป๋ารถเมล์ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร รับชำระอย่างเต็มใจ คาดว่าทาง ขสมก. คงได้อบรมพนักงานมาแล้วเป็นอย่างดี เราและเพื่อนจึงชำระค่าโดยสารผ่านทางระบบดังกล่าวได้อย่างสะดวกสบาย 

      สำหรับในส่วนของ Contactless Payment ผ่านโทรศัพท์มือถือนั้น iPhone ของประเทศไทยยังไม่เปิดให้ใช้ระบบดังกล่าว แต่ Sumsung นั้นมีแล้ว ซึ่งนั่นก็คือ Sumsung Pay นั่นเอง แต่ก่อนจะใช้งานนั้น เราต้องทำการ add บัตรเครดิตของเราเข้าไปในระบบของ Sumsung Pay ก่อน เมื่อทำตามขั้นตอนต่างๆ ครบถ้วน และได้ virtual card ของเราปรากฏในระบบของ Sumsung Pay แล้ว เราก็สามารถชำระเงิน โดยเปิดระบบ และนำหน้าจอโทรศัพท์ที่เปิดระบบไว้ไปทาบกับเครื่องรับชำระ EDC ได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิตปกติ ระบบนี้ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่าง Magnetic Secure Transmission (MST) และ Near Field Communication (NFC) ของ Sumsung นั่นเอง ซึ่งการชำระเงินผ่านทาง Sumsung Pay นั้น แม้ว่าจะไม่ต่างจากบัตรจริงก็ตาม แต่ว่าจากประสบการณ์ของเราและเพื่อนนั้น ค่อนข้างไม่ราบรื่นนัก ไม่ใช่เพราะระบบที่ทำให้ไม่ราบรื่น แต่เป็นพนักงานรับชำระต่างหาก  เพราะทุกครั้งที่เราและเพื่อนบอกว่า จะชำระด้วยบัตรเครดิต แต่เรายกโทรศัพท์ขึ้น พนักงานมักจะเปิดระบบ QR Code (Quick Response Code) ขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากคิดว่าเราจะจ่ายด้วยการสแกน QR code จนทำให้พวกเราต้องบอกซ้ำว่า ชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่งก็ต้องรอให้พนักงานเปลี่ยนเครื่อง EDC mode รับชำระผ่านบัตคเครดิตอีกครั้ง จึงเอาโทรศัพท์ไปทาบได้ ซึ่งสร้างความงุนงงให้พนักงานบ่อยครั้ง จนหากไปร้านที่มีคนเยอะๆ เราจึงไม่กล้าที่จะชำระด้วย Contactless Payment ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะกลัวจะช้า ในการที่ต้องมาเสียเวลาอธิบายให้พนักงานฟัง เรามักจึงมักจะเลือกจ่ายด้วยวิธีนี้กับร้านประจำที่มีสัญลักษณ์ Samsung Pay เท่านั้น 

      จากประสบการณ์ ที่ผ่านมา จึงพอสรุปได้ว่า เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านเพื่อจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Soceity) โดย Covid 19 อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เราเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเร็วขึ้น เพราะผู้คนจะเริ่มกลัวการติดเชื้อไวรัสจากการสัมผัสเงินสด และหันมาชำระเงินผ่าน Contactless Payment กันมากขึ้น ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ และเปิดใจยอมรับกับ Contactless Payment ให้มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้น ก็คือ ผู้ให้บริการ ที่จำเป็นต้องอบรมพนักงานให้เข้าใจถึงเทคโนโลยี Contactless Payment ให้ดี เพื่อที่จะได้ให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็ว ดังเช่นคุณพี่กระเป๋ารถเมล์สาย 522 ท่านนั้น ที่สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาให้บริการได้อย่างน่าประทับใจ

      วินัย 5 ประการ สู่องค์กรแห่งการเรียนรู้

      Featured

      การที่จะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ ต้องทำใน 5 สิ่งดังต่อไปนี้

      • Share vision หรือ การมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
      • Mental models หรือ การมีกระบวนการทางความคิดที่มองต่อสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างเป็นระบบ
      • Personal mastery หรือ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองจนสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการได้
      • Team learning หรือ กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้คนในทีมงานซึ่งมีความรู้ความสามารถที่แตกต่างกัน สามารถเรียนรู้ร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนเกิดการสร้างผลลัพธ์ตามที่ทีมงานต้องการ
      • System thinking หรือ ความคิดเชิงระบบ การมองความสัมพันธ์ ความเชื่อมโยง เหตุและผล ของสิ่งต่างๆในภาพรวม

      เครื่องสไลด์กล้วยพร้อมทอด

      Featured

      Texture ของหน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้า

      Featured

      ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา

      คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ในช่วงต้นปี 2020  ประเทศไทยเรา ประสบทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 และโรคระบาดจากเชื้อไวรัส Covid19 ดังนั้นจึงทำให้หน้ากากอนามัย PM 2.5 เป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง ในภาวะเช่นนี้ และด้วยความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ก็ส่งผลให้หน้ากากอนามัย PM 2.5 กลายเป็นสิ่งที่หายากสุดๆ ในช่วงนี้ แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์เองก็ยังแทบจะไม่มีพอใช้ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว  หน้ากากผ้าจึงเป็นทางออกสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ป่วย ที่กรมอนามัยแนะนำ เนื่องจาก สามารถใส่ไว้เพื่อป้องกันละอองฝอยจากการไอหรือจามได้ 54-59%  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ 100%  แต่ก็ยังดีกว่าที่เราไม่ป้องกันอะไรเลย 

      ในบทความนี้เรามาทำความรู้จักกับ texture ของหน้ากากอนามัย กับหน้ากากผ้ากันดีกว่า เริ่มจากหน้ากากอนามัยแบบรองรับ PM 2.5 กันก่อน ซึ่งหน้ากากชนิดนี้ไม่ใช่แบบ N95 แต่เป็นหน้ากากที่มีลักษณะคล้ายกับหน้ากากอนามัยปกติทั่วไป แต่จะมีแผ่นกรองหลายชั้น และคุณสมบัติในการดักจับฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ตามที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ให้ข้อมูลไว้ “มีการใส่ ‘สารเคลือบชนิดพิเศษ’ ที่ป้องกันจุลินทรีย์ได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีการผลิตแบบ ‘อิเล็กโตรสปินนิ่ง’ ในการพัฒนาเส้นใยนาโนสมบัติพิเศษที่ทำให้ได้เส้นใยขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก และมีสมบัติสามารถดักจับอนุภาคฝุ่นละออง PM2.5 ได้” 

      หน้ากากอนามัยรองรับPM 2.5ที่มีขายตามท้องตลาด
      ภาพถ่ายขยายหน้ากากอนามัยรองรับ PM 2.5 จากกล้อง SEM (Sanning Electron Microscope) โดย กฤษ เหลืองโสภาพันธ์ นักวิชาการ ประจำ ศพว. วว.

      ในส่วนของหน้ากากผ้านั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์แนะนำว่า หน้ากากผ้า ฝ้ายมัสลินมีความเหมาะสมในการนำมาใช้ทำหน้ากากผ้ามากกว่าผ้าชนิดอื่น ซึ่งผ้าฝ้ายมัสลินนั้น ผศ. นันทนา บุญลออ จาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้อธิบายไว้ว่า “มัสลิน เป็นชื่อเรียกกลุ่มผ้าฝ้ายลายขัดกลุ่มใหญ่ๆ  มีโครงสร้างหลวมกว่าผ้าฝ้ายที่ทำเป็นเสื้อเชิ้ต ทำให้ระบายอากาศดี ไม่อึดอัด แห้งเร็ว น้ำหนักเบา และไม่ระคายเคืองผิวหนัง มัสลิน สามารถทำจากเส้นด้ายไหมหรือวิสโคส ก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ้ายอย่างเดียว และหากนำมาทำหน้ากากควรใช้ผ้าสัก 2-3 ชั้น ”  

      ภาพถ่ายขยายของหน้ากากผ้า จากกล้อง SEM (Sanning Electron Microscope) โดย กฤษ เหลืองโสภาพันธ์ นักวิชาการ ประจำ ศพว. วว.
      กล้อง SEM โดยคุณ Arkham Suvannakita

      ดังนั้น หากเราต้องเลือกหน้ากากมาใส่ป้องกันตัวในช่วงนี้ ขอให้นำบทความนี้ไปใช้พิจารณาในการเลือกหน้ากากกันนะคะ สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ คุณกฤษ เหลืองโสภาพันธ์ นักวิชาการ ประจำ ศพว. วว.ที่ให้ความอนุเคราะห์ในการถ่ายภาพหน้ากากทั้ง 2 ชนิด และคุณ Arkham Suvannakita สำหรับภาพประกอบกล้อง SEM ที่ใช้ถ่ายภาพค่ะ

      ข้อมูลอ้างอิง

      https://www.nstda.or.th/th/news/13002-20200128-pm2-5
      https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/02/139778/
      https://www.hfocus.org/content/2020/03/18632

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep2: Multiexperience (มัลติเอ๊กซพีเรียซ)

      Featured

      เครื่องคลุกผสมปรุงรสกล้วยฉาบ

      Featured

      ช่องทางการขอรับบริการ กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) ในกรณี Work from home

      Featured

      ขั้นตอนการขอรับบริการ กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) ในกรณี Work from home

      Featured

      วิธีเข้าสู่ระบบ Intranet วว. หรือ TISTR INTRANET

      Featured

      วิธีเข้าสู่ระบบขอรับบริการ กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

      Featured

      ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตข้าวกล้องพร้อมดื่ม

      Featured

      ผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตข้าวกล้อง

      Featured

      ชุดผลิตไอน้ำด้วยชีวมวลเพื่อฆ่าเชื้อในก้อนเห็ด

      Featured

      วิธีทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำ เพิ่มวีดีโอแนะนำวิธีทำเจลล้างมือ ทำเองง่ายๆ สูตรจาก Lab วว.

      Featured

      หลังจากที่ วว. ได้ดำเนินการเผยแพร่วิธีทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำ พบว่ายังมีผู้สอบถามถึงวิธีและเทคนิคในการทำเพื่อให้ได้ตามผลตามสูตรที่ได้เผยแพร่ไว้ ทาง วว. จึงได้รวบรวมปัญหาและดำเนินการปรับปรุงวีดีโอแนะนำวิธีให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้

      วีดีโอแนะนำวิธีทำเจลล้างมือ ทำเองง่ายๆ สูตรจาก Lab วว.[ปรับปรุงล่าสุด เมื่อ 6 มีนาคม 2563]

      เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ องค์ความรู้ดีๆ ปีค.ศ. 2009 หรือ พ.ศ.2552 ที่ยังใช้ได้ในช่วงนี้

      วีดีโอที่เคยจัดทำขึ้นเพื่อแนะนำวิธีทำ เจลล้างมือไม่ใช้น้ำ ซึ่งจะเห็นวิธีทำที่ละเอียดและชัดเจนขึ้นได้โดยคลิกที่นี่ [เผยแพร่เมื่อ 23 กรกฎาคม 2557]

      สูตร 1 : สูตรพื้นฐาน เพื่อการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ 500 มล. [เผยแพร่เมื่อ 2552]

      1 Carbopol 940 (คาร์โบพอล 940) 1.5 กรัม
      2 Ethyl alcohol 95% (เอทิล แอลกอฮอล์ 95%) 370 มล.
      3 Triethanolamine (ไตรเอทาโนลามีน) 1.5 กรัม
      4 น้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) 128 มล.

      วิธีการเตรียม

      1. ตวงเอทิลแอลกอฮอล์ ผสมกับ น้ำบริสุทธิ์
      2. ค่อยๆ โปรย คาร์โบพอล 940 และใช้เครื่องกวนให้กระจายตัว
      3. ใส่ ไตรเอทาโนลามีน จะได้เจลแอลกอฮอล์

      สูตร 2 : สูตรเพิ่มสารให้มือนุ่มลื่น เพื่อการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ 500 มล. [เผยแพร่เมื่อ 2552]

      1 Carbopol 940 (คาร์โบพอล 940) 1.5 กรัม
      2 Ethyl alcohol 95% (เอทิล แอลกอฮอล์ 95%) 370 มล.
      3 Triethanolamine (ไตรเอทาโนลามีน) 1.5 กรัม
      4 น้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) 123 มล.
      5 Propylene glycol (โพรไพลีน ไกลคอล) 5 มล.

      วิธีการเตรียม

      1. ตวงเอทิลแอลกอฮอล์ ผสมกับ น้ำสะอาด และเติมโพรไพลีน ไกลคอล
      2. ค่อยๆ โปรย คาร์โบพอล 940 ซึ่งเป็นสารประกอบให้เกิดเจล
      (Gel forming agent) และใช้เครื่องกวนให้กระจายตัว (พักทิ้งไว้ 1 คืน)
      3. ใส่ ไตรเอทาโนลามีน (สารประกอบให้เกิดเจล) เติมสี/กลิ่น จะได้เจลแอลกอฮอล์

      ข้อควรระวัง!

      1. ห้ามใช้ Methyl alcohol (เมทิล แอลกอฮอล์) แทนเอทิลแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
      2. แอลกอฮอล์ จะติดไฟง่าย ต้องระวังการเกิดเปลวไฟ ในส่วนของน้ำที่นำมาใช้ควรเป็นน้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) เท่านั้น ห้ามใช้น้ำบาดาลเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดตะกอน

      ข้อมูลเพิ่มเติม

      • สำหรับแหล่งซื้อวัตถุดิบในการทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำนั้นมีจำหน่ายที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ และร้านขายเครื่องเคมี
      • เจลล้างมือไม่ใช้น้ำที่ดีนั้นเมื่อเปิดใช้ต้องมีกลิ่นแอลกอฮอล์ สามารถใช้เจลล้างมือได้บ่อยครั้งตามต้องการ
      • อายุการเก็บรักษาของเจลล้างมือจะอยู่ที่ประมาณ 2 ปี นับจากวันที่ผลิต

      สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

      ที่มา:

      เภสัชกรอรรคชัย ตันตราวงศ์ นักวิชาการ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), 2009

      นวัตกรรม สําหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน: เครื่องลำเลียงทะลายปาล์มน้ำมัน

      Featured

      รู้ทันโรคโควิด-19 (COVID-19) ตอน 2

      Featured

      Tools for KM

      Featured

      บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปีงบประมาณ 63) ปรับปรุงล่าสุด ก.พ. 63

      Featured

      สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

      ถังอบถ่านแนวตั้งประสิทธิภาพสูง

      Featured

      นวัตกรรม สำหรับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย: ตู้อบลมร้อน

      Featured

      กระบวนการจัดการความรู้ 7 ขั้นตอน

      Featured

      เตาอบลมร้อน

      Featured

      เครื่องตัดหญ้าด้วยพลังงานไฟฟ้า

      Featured

      พญาเล็บครุฑ ( Seed of Power )

      Featured

      เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต (The Seed of Life)

      Featured

      กิจกรรมชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องการทำ KM ประจำปี 2563

      Featured

      แอลกอฮอล์ กับ ประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อโรค

      Featured

      10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep1: Hyperautomation (ไฮเปอร์ออโตเมชัน)

      Featured

      เครื่องชุบเคลือบถุงมือผ้าด้วยยางพาราแบบจานหมุนเป็นจังหวะ

      Featured

      เครื่องคัดแยกขนาดเมล็ดสารกาแฟ (Coffee Bean Separator Machine)

      Featured

      เครื่องปั่นแบบเหวี่ยงแยกเมล็ดและน้ำผลไม้ (Blender centrifuge seeds and juice)

      Featured

      หน้ากาก…ใครคิดว่าไม่สำคัญ

      Featured

      ปรับปรุงล่าสุด 24 ม.ค. 63

      โมเดลธุรกิจสำหรับอนาคต แบบเศรษฐกิจหมุนเวียน

      Featured

      ใช้ชีวิตอย่างไรเมื่องดแจกถุงพลาสติก

      Featured

      อะไรคือ BCG

      Featured

      ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพจากถั่วซิกพี

      Featured

      การพัฒนากาวติดฟันปลอม

      Featured

      ข้อคิดจาก Storytelling ในโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ผู้เกษียณ 62

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

                เมื่อวันพุธที่ 14 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) ได้จัดกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรมขึ้นในรูปแบบของ storytelling  ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการเล่าเรื่องของดร. ธีรภัทร ศรีนรคุตร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ของ วว. เป็นครั้งที่ 2 (ครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2561) ในหัวข้อ เทคโนโลยีการผลิตเอทานอล กระบวนการ การนำไปใช้งาน และผลพลอยได้จากการผลิต ซึ่งภายในงาน ท่านผู้เชี่ยวชาญได้ เล่าถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตเอทานอล เน้นไปที่วัตถุดิบ กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของการผลิต รวมไปถึงเรื่องของผลพลอยได้จากของเสียที่เกิดจากการผลิตเอทานอลอีกด้วย ซึ่งนับได้ว่าครบถ้วนกันเลยทีเดียว

                การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากองค์ความรู้ด้านเอทานอลที่เราได้รับจากท่านผู้เชี่ยวชาญแล้ว สิ่งที่เราได้รับเพิ่มเติมก็คือ ประสบการณ์ของการจัดทำ storytelling ของกจค. เอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี หรือสิ่งที่เรายังต้องปรับปรุง  ซึ่งนั่นก็จะได้มาจากการทำ AAR  หรือ After Action Review นั่นเอง  การทำ AAR หรือ ชื่อภาษาไทยเรียกว่า “การทบทวนหลังกิจกรรม” นั้น เป็นการทบทวนกิจกรรมหรืองานที่เราด้ทำไปแล้ว ซึ่งสำหรับงานนี้ก็คือ กิจกรรม storytelling  จาก ท่านผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ดร. ธีรภัทร ศรีนรคุตร นั่นเอง กระบวนการทำ AAR นั่น เป็นถือได้ว่าขั้นตอนหนึ่งในของกระบวนการทำงาน เป็นการทบทวนการทำงานของทีม ไม่ว่าจะเป็นในด้านความสำเร็จ ปัญหา หรืออุปสรรค ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อหาคนรับผิด หรือรับชอบ แต่เป็นการทบทวนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เพื่อปรับปรุง แก้ ไข ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการจัดกิจกรรม หรือการดำเนินงานครั้งต่อไป  และในขณะเดียวกันส่วนที่ดีอยู่แล้วก็คงไว้ และอาจบันทึกไว้เพื่อพัฒนาเป็น best practice  ได้อีกด้วย

                สำหรับการทำ AAR ในกิจกรรมครั้งนี้ สิ่งที่ดีอยู่แล้ว คือ

      • การเชิญผู้เข้าร่วมฟังที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งก็คือ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับด้านการผลิตเอทานอลนั่นเอง
      • การจำกัดกลุ่มผู้ฟังไม่ให้ใหญ่เกินไป ทำให้ผู้ฟังกับผู้เล่า มีความรู้สึกเป็นกันเอง
      • การจัดโต๊ะในรูปแบบโต๊ะกลม ไม่ใช่ห้องบรรยาย ทำให้ผู้ฟังและผู้เล่า มีความรู้สึกใกล้ชิดกัน ไม่เป็นทางการ
      • การแจกอาหารว่างก่อนเริ่มเล่า ทำให้ผู้เล่าไม่ถูกขัดจังหวะ ในระหว่างการเล่า และผู้ฟังสามารถนั่งฟังได้อย่างผ่อนคลาย
      • มีการบันทึกกิจกรรมในรูปแบบวิดีโอ ซึ่งทำให้สามารถนำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม ไปเผยแพร่ต่อในคลังความรู้ขององค์กรได้ต่อไป

      ผลของสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้น ผู้ฟังมีความรู้สึกผ่อนคลายพอที่จะถามถึงสิ่งที่ตนเองอยากรู้เพิ่มเติม มีการแชร์มุมมองเพิ่มเติม ในส่วนของผู้เล่านั้น ก็มีความรู้สึกผ่อนคลายมากเพียงพอที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างลื่นไหล บรรยายของกิจกรรมเป็นไปในเชิงบวกเอื้อต่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นลักษณะ tacit knowledge หรือองค์ความรู้ที่ฝังลึกในตัวบุคคล ให้ออกมา

                อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสิ่งที่เราต้องทำการปรับปรุงนั้น ทางกจค. ก็ได้เล็งเห็นว่า กิจกรรมนี้ยังสามารถประบปรุงให้ดีขึ้นได้ ในครั้งต่อไป ซึ่งก็มีเรื่องต่างๆ ดังนี้

      • การประชาสัมพันธ์กิจกรรม มีความกระชั้นชิดเกินไป ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างน้อย 1 อาทิตย์ และควรมีความถี่ในการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพื่อย้ำเตือนผู้สนใจเข้าร่วมฟัง
      • ควรจัดให้มี คุณอำนวย หรือ Facilitator ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้กิจกรรมราบรื่น สร้างบรรยากาศของความชื่นชม ความคิดเชิงบวก และเพิ่มการซักถามด้วยความชื่นชม (Appreciative Inquiry) ทั้งนี้เพื่อช่วยกระตุ้นให้มีการถ่ายทอดความรู้ที่ฝังลึกออกมามากขึ้น
      • ควรมีการสรุปประเด็นจากสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดในช่วงท้ายของกิจกรรม เพื่อให้ผู้เล่าและผู้ฟังให้ทบทวนองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้กิจกรรม
      • ควรมีการนำองค์ความรู้ที่ได้เผยแพร่ในคลังความรู้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และน่าสนใจ ทั้งนี้ควรจะทำภายหลังจบกิจกรรมอย่างช้าไม่เกิน 1 อาทิตย์ และควรมีการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ดังกล่าวผ่านสื่อต่างๆ ขององค์กรด้วย

                ทั้งหมดนี้ ก็คือ ข้อคิดที่ได้รับจากกิจกรรม storytelling  ของ ท่านผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ดร. ธีรภัทร  ศรีนรคุตร  โดยได้มาจากการทำ AAR นั่นเอง  

      SEMI-AUTOMATIC GLOVE COATING MACHINE เครื่องชุบถุงมือผ้าเคลือบยางแบบกึ่งอัตโนมัติ

      Featured

      Palm fruit thresher เครื่องแยกผลปาล์ม

      Gallery

      This gallery contains 1 photo.

      ข้อควรระวังในการใช้สารสกัดกัญชา

      Featured

      เก็บตกการบรรยาย “การสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

                  การบรรยายในหัวข้อ การสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดย อาจารย์บุญเลิศ อรุณพิบูลย์  ผู้อำนวยการฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการ เรื่อง เสริมพลังการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การบริการความรู้แบบเสรี (Empowering S&T Research with the Openness Revolution)  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ หลักสี่  

                  หลังจากการวนหาที่จอดรถอยู่ราวๆ 20 นาที ซึ่งเราก็ไม่ได้ที่จอดจึงต้องอ้อนวอน คุณรปภ. หน้าอาคารช่วยจัดหาที่จอดให้ จึงจะได้ขึ้นไปที่ห้องประชุมซึ่งอยู่ชั้น 2 ของอาคารดังกล่าว  ทำให้พลาดพิธีเปิด แต่ก็ทันฟังอาจารย์บุญเลิศ บรรยายสาระน่ารู้เพื่อในการเตรียมเข้าสู่การสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งก่อนการบรรยายจะเริ่มนั้น อาจารย์บุญเลิศก็ได้ให้ link เพื่อเข้าไปดูสไลด์การบรรยายผ่านทางโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ซึ่งก็คือ https://padlet.com/boonlerta/opened  ในการบรรยายครั้งนี้ อาจารย์ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนที่เราจะสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนั้น เราต้องพิจารณาว่า องค์กรของเรามีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ขนาดไหน มีความพร้อมในด้าน human resources และ infrastructure แล้วหรือยัง เพราะการสร้างองค์ความรู้ในยุคนี้จำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ที่อยู่ในลักษณะพร้อมใช้งาน กล่าวคือ ข้อมูลที่มีการเผยแพร่หรือเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัลนั้น จะต้องนำมาใช้ต่อได้ทันที ไม่ใช่อยู่ในรูปไฟล์ PDF  เท่านั้น แต่จะต้องอยู่ในรูปแบบที่ programmer หรือ end user  สามารถนำไปเชื่อมโยงเข้าระบบของตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการนำมาแปลงหรือพิมพ์ใหม่  ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในด้านการวางแผนทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ให้พร้อมจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านบุคคลกร จำเป็นที่จะต้องมีทักษะดิจิทัล (digital literacy) เป็นอย่างดี ต้องรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้ได้เต็มประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังต้องวิเคราะห์พร้อมทั้งประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นได้  และยังสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาในรูปแบบของสื่อหรือสร้างเป็นข้อมูลพร้อมใช้ผ่านเครื่องมือดิจิทัลได้อีกด้วย  

                  นอกจากนี้อาจารย์ยังได้กล่าวถึงแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมียุทธศาสตร์ชาติ 2561-2580 ที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งในยุทธศาสตร์ที่ 1 ก็คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  โดยเป้าหมายหลักก็คือ การพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของไทยให้มีคุณภาพและครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 2 เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการนำเอานวัตกรรมและความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีมาในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การสร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกล สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ โดยเน้นไปในเรื่องของการศึกษา การสาธารณสุข การบริการสาธารณะต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็ยังต้องให้ส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐให้มีการจัดเก็บบริหารข้อมูลแบบบูรณาการ ไม่ซ้ำซ้อน และรองรับการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานได้ เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัว และโปร่งใส  ยุทธศาสตร์ที่ 5 เป็นเรื่องของการพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์เน้นตั้งแต่แรกว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากแม้ว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใด แต่หากบุคลากรไม่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ ก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นในยุทธศาสตร์นี้จึงมีแผนงานในการพัฒนาทักษะดิจิทัลในทุกสาขาอาชีพ และยังมุ่งเน้นพัฒนาความเชี่ยวชาญดิจิทัลเฉพาะด้านอีกด้วย นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่ฉับไวในอนาคต ยุทธศาสตร์ที่ 6 เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยจะเน้นไปที่การปรับปรุงกฎหมายดิจิทัลให้ทันสมัย ครอบคลุม และรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล มีการสร้างมาตรฐานข้อมูลที่เป็นสากลเพื่อรองรับการเชื่อมโยงและการทำธุรกรรมพร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ

                  นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ อาจารย์ยังย้ำในเรื่องของความฉลาดทางดิจิทัล ซึ่งได้แก่

      1. ทักษะในการรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองในโลกออนไลน์และโลกความเป็นจริง
      2. ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว
      3. ทักษะในการจัดสรรเวลาหน้าจอ
      4. ทักษะในการคิดวิเคราะห์ข้อมูล
      5. ทักษะในการับมือภัยคุมคามทางออนไลน์
      6. ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้ทิ้งไว้บนโลกออนไลน์
      7. ทักษะในการในการรักษาความปลอดภัยของตนเอง
      8. ทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม

                  ซึ่งทักษะทั้ง 8 ทักษะนี้มีความสำคัญที่บุคลากรผู้ที่จะสร้างสรรค์สร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องมี ซึ่งรวมไปถึงผู้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่ว ๆ ไปด้วย

                  และสุดท้าย ก่อนที่จะจบการบรรยายนั้น อาจารย์ได้ทิ้งท้ายด้วยแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า การที่เราจะก้าวเข้าสู่ ยุคดิจิทัลระบบเปิดอย่างมั่นคงยั่งยืน เราจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการคิดใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ และเกิดกระบวนการทำงานใหม่ ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ และเกิดวิถีชีวิตใหม่ในยุค Thailand  4.0

      การจัดการความรู้ในงานบริการ

      Featured

      โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

                  การจัดการความรู้ในสายงานบริการนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะช่วยให้องค์กรมีศักยภาพในการให้บริการลูกค้าไม่ว่าจะเป็นลูกค้าภายนอกที่เป็น customer หรือลูกค้าภายในซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่เราจำเป็นต้องให้การบริการสนับสนุนเพื่อให้งานต่างๆ ในองค์กร ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และคล่องตัว อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้ที่อยู่ภายในสายงานบริการนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติการและทักษะความเข้าใจ หรือสารสนเทศที่ได้รับ ได้ยินได้ฟังจากแหล่งต่างๆ ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้จัดเป็น tacit knowledge หรือเป็นความรู้อย่างไม่เป็นทางการ ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล ยากจะอธิบายด้วยคำพูด เพราะเกิดจากการกระทำ ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ที่ผ่านการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ซึ่งองค์ความรู้ประเภทนี้นับว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้งานประสบความสำเร็จ แต่การจะเข้าถึงและจัดเก็บความรู้ประเภทนี้เป็นเรื่องที่ยาก

                  การจัดการความรู้ในสายงานบริการหรือสายงานสนับสนุนที่องค์ความรู้ส่วนใหญ่เป็น tacit knowledge นั้น จำเป็นต้องมีการกำหนดจุดมุ่งหมายในการจัดการความรู้ที่ชัดเจน และเลือกใช้การจัดการความรู้ในรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งเป้าหมายในการจัดการความรู้ในสายงานนี้ จะไม่มุ่งเป้าหมายการจัดการความรู้ในเชิงวิชาการ แต่มุ่งเป้าหมายที่การพัฒนาคนในด้านพฤติกรรม เช่น เช่น พฤติกรรมการบริการ พฤติกรรมการอยู่ร่วมกัน พฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ หากได้รับการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนในทางที่เหมาะสม จะส่งผลให้เกิดจิตบริการ (service mind)  อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการประสานงาน การวางแผน การเตรียมการล่วงหน้า การเตรียมความพร้อม และสร้างมาตรฐานในการปฏิบัติงานในให้บริการที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้น เพราะสามารถให้บริการต่างในด้านๆ ได้อย่างคล่องตัว ราบรื่น และถูกต้อง

                  สำหรับกระบวนการในการจัดการความรู้ในสายงานบริการอันจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาคนนั้น จำเป็นต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ซึ่งได้แก่

      1. กระบวนการค้นหา รวบรวมความรู้ที่มีอยู่หรือที่กระจัดกระจายในตัวบุคคล หรือจากเอกสาร มาวิเคราะห์ และสังเคราะห์
      2. กระบวนการจัดระบบการจัดเก็บ โดยผ่านการประมวลกลั่นกรอง ตรวจสอบ ให้บุคคลในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองได้
      3. กระบวนการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อยอดความรู้สำหรับนำไปเผยแพร่ รวมทั้งนำไปใช้ในการพัฒนาการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ

                  ซึ่งกระบวนการทั้ง 3 ข้อนี้ จำเป็นจะต้องใช้เครื่องมือในการขับเคลื่อนที่ถูกต้อง เหมาะสมสำหรับองค์ความรู้       ประเภท tacit knowledge ที่เป็นองค์ความรู้ที่ฝั่งอยู่ในตัวบุคคล ดังนั้น เครื่องมือที่เหมาะสม จึงต้องเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้นั้นๆ ออกมาจากตัวบุคคลให้ได้ เช่น กิจกรรมเรื่องเล่า (story tell), ชุมชนผู้ปฏิบัติ (CoP) และเพื่อนช่วยเพื่อน (peer assist) เป็นต้น   เพื่อที่เราจะสามารถรวบรวมความรู้ที่กระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลมาจัดเก็บให้อยู่ในรูปของ explicit knowledge หรือองค์ความรู้ที่ถูกบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และจัดเก็บไว้ในที่ซึ่งบุคลากรที่เกี่ยวข้องในองค์กรสามารถเข้าถึงได้สะดวก เช่น ในระบบ intranet  ขององค์กร หรือกลุ่ม social  media ภายในขององค์กร เพื่อให้บุคลากรสามารถนำความรู้เหล่านั้น ไปใช้ในการปฏิบัติงาน และแลกเปลี่ยนต่อยอดองค์ความรู้นั้นๆ ต่อไป จนเกิดเป็น best practice หรือแบบปฏิบัติที่เป็นเลิศได้ในที่สุด จะเห็นได้ว่า กระบวนการจัดการความรู้ในสายงานด้านการบริการนั้น จะเกี่ยวข้องกับการจัดการคน เพราะความรู้ในสายงานนี้ส่วนใหญ่อยู่ในตัวบุคล ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้มีจิตบริการนั้น จำเป็นต้องดำเนินการโดยใช้กิจกรรมต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ เช่น เรื่องเล่า (story tell) หรือชุมชนผู้ปฏิบัติ (CoP) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างวัฒนธรรมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม เหมาะสมกับบริบทขององค์กร และเป็นมิตรกับบุคลากร ทำให้รู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่ภาระหน้าที่ใหม่ แต่เป็นสิ่งพื้นฐานทั่วๆ ไปในการทำงานในชีวิตประจำวันของงานทุกระดับ เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

      ประโยชน์ของสารพรีไบโอติกในการเลี้ยงสุกร

      Featured

      แผ่นประคบร้อนเพื่อสุขภาพ

      Featured

      เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพรตังกุยสดและแห้ง

      Featured

      ขยะพลาสติก มหันตภัยของสัตว์ทะเล

      Featured

      นวัตกรรม คืออะไร

      Featured

      เชิญร่วมเก็บบันทึกและแบ่งปันภาพสื่อประวัติศาสตร์ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562

      Featured

      บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปีงบประมาณ 62) ปรับปรุงล่าสุด มี.ค. 62

      Featured

      สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

      นกเขียวก้านตองหน้าผากสีทอง, Golden-fronted Leafbird

      Featured

      มิติใหม่ของระบบการเลือกตั้ง ปี 2562

      Featured

      เคล็ดลับสำหรับการแปรรูปอาหาร

      Featured

      กระบวนการจัดการความรู้ของ วว. ประจำปีงบประมาณ 2562

      Featured

      PM 2.5 คืออะไรหนอ

      Featured

      กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากขยะพลาสติกด้วย เทคโนโลยี Pyrolysis

      Featured

      รอบรู้ข้อบังคับ วว. ว่าด้วย การลาคลอดบุตร

      Featured

      การอัดเม็ดเชื้อเพลิงชีวมวล

      Featured

      ร่วมสนุกตอบแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้สื่อดิจิทัลของ วว.

      Featured

      ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลจากการร่วมตอบแบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้สื่อดิจิทัลของ วว. จากผู้ร่วมตอบแบบสำรวจจำนวน 51 ท่านค่ะ
        ผู้ได้รับรางวัลพวงกุญแจคือ คุณ ek–  (ได้จัดส่งเรียบร้อยแล้ว)
        ผู้ได้รับรางวัลกระเป๋าเครื่องเขียนคือ คุณ By_n—–  (ได้จัดส่งเรียบร้อยแล้ว)
        ผู้ได้รับรางวัลแก้วน้ำคือ คุณ Mew—– (รอการติดต่อกลับ เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมไปยังอีเมลแล้วนะคะ)

      ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมสนุกค่ะ วว. จะนำข้อเสนอแนะของท่านไปปรับปรุงการทำสื่อดิจิทัลของ วว. ต่อไปค่ะ

      การผลิตอาหารสัตว์จากขยะอินทรีย์ของชุมชน

      Featured

      TISTR Service Tracking : การติดตามงานวิจัยและพัฒนา และการติดตามงานบริการวิจัย

      Featured

      สารพิษในอาหารทะเล

      Featured

      Functional Food ตัวช่วยเรื่องสุขภาพ

      Featured

      9 ประโยชน์ของวิตามินซี

      Featured

      การประยุกต์ใช้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับมะขามหวานสีทอง

      Featured

            มะขามหวานสีทอง มีถิ่นกำเนิดที่ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ฝักกลม มีทั้งโค้งมากน้อยไปจนถึงเกือบตรง เนื้อสีน้ำตาลทอง รถชาติหวาน เปลือกหนา เนื้อหนา เมล็ดโต โดยมีมูลค่าการส่งออกราว 500 – 800 ล้านบาท

            ทั้งนี้ปัญหาที่มักพบโดยทั่วไป คือ โรคราจุดสีดำ มักเกิดช่วงฤดูฝน และโรคราแป้ง มักเกิดช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาว สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ทำการศึกษาและทดลองนำการประยุกต์ใช้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มาเพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลมะขามหวานพันธุ์สีทองหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีวิธีการทดลอง ดังนี้

      • คัดเลือกมะขามหวานพันธุ์สีทอง
      • ชั่งน้ำหนักคัดแยก
      • ดูด SO2 ความเข้มข้น 5%,10%, 20%
      • ปิดฝาทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด
      • ทำการไตเตรทหาปริมาณ SO2
      • เก็บรักษาในกล่องนาน 75 วัน

            จากการทดลองพบว่า มะขามหวานพันธุ์สีทองที่รมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ความเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ดีที่สุด โดยคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวมีสภาพความเสียหายน้อยที่สุด หลังจากทำการทดลองครบ 75 วัน และเมื่อเก็บรักษาต่ออีก 20 วันพบว่า ความชื้น รสชาติ กลิ่น สี เชื้อรา มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมน้อยที่สุดตั้งแต่วันแรกที่เก็บรักษา

       

      กระบวนการรมควันลำไยด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

      Featured

            ลำไยเป็นผลไม้ที่นิยมปลูกมากทางภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดลำพูด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น โดยมีปริมาณการส่งออกลำไยสดในปี 2559 จำนวน 25,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท โดยมีตลาดนำเข้าที่สำคัญได้แก่ ไต้หวัน, ฮ่องกง และ สิงคโปร์  เนื่องจากลำไยเป็นผลไม้ที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เน่าเสียได้ง่ายในระหว่างการขนส่ง ทั้งนี้สัดส่วนการส่งออกอยู่ในรูปลำไยสด 59% ลำไยแห้ง 13% และลำไยกระป๋อง 28%   เพื่อแก้ปัญหาลดการเน่าเสียระหว่างการขนส่งของผลลำไยสด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว,) ได้ทำการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยืดอายุลำไยสด โดยการรมควันด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคเน่าหลังการเก็บเกี่ยว โดยการรมควันในอัตราที่เหมาะสมจะสามารถป้องกันการเน่าเสียที่เกิดจากเชื้อรา ช่วยยับยั้งปฏิกิริยาการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลของเปลือกได้ โดยลำไยที่ผ่านการรมควันจะมีสีเปลือกที่สวยงาม และอายุในการวางจำหน่ายนานยิ่งขึ้น

            วว. ได้ออกแบบพัฒนาห้องรมควันลำไย ดังนี้

      • พัฒนาระบบกำจัด SO2 ที่เหลือทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาการปล่อย SO2 ออกสู่บรรยากาศ
      • พัฒนาระบบผลิต SO2 ที่สามารถควบคุมปริมาณความเข้มข้นของ SO2 ที่ใช้ในห้องรมควันอย่างมีประสิทธิภาพ
      • พัฒนาห้องรมควันลำไยแบบต่อเนื่อง ที่มีระบบลำเลียงลำไยเข้าห้องรมควันอย่างต่อเนื่องขณะที่ภายในห้องมี SO2 รออยู่ก่อนแล้ว และระยะเวลาที่ลำไยอยู่ภายในห้องรมควันคงที่ มีการควบคุมปริมาณ SO2 ค้างอยู่ในเปลือกและเนื้อลำไยไม่เกินตามที่กำหนด ก่อนออกจากห้องรมควันจะมีระบบดูดอากาศ ทำการดูด SO2 จากภายในตะกร้าที่บรรจุลำไยไปบำบัด ส่วน SO2 ที่อยู่ภายในห้องจะถูกนำไปใช้รมควันลำไยชุดใหม่ที่เคลื่อนที่เข้ามาแทนชุดเก่าที่ออกไปแล้ว ทั้งนี้ถ้าความเข้มข้น SO2 ภายในห้องทดลองลดลง จะมีระบบทำการผลิต SO2 เข้ามาทดแทน เพื่อให้มีความเข้มข้นตามที่ต้องการ

            ทั้งนี้ระบบห้องรมควันแบบต่อเนื่องนี้ จะสามารถควบคุมปริมาณ SO2 ที่ตกค้างที่เปลือกและเนื้อลำไยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยลดปริมาณ SO2 ที่ต้องระบายออกสู่บรรยากาศภายนอกอีกด้วย

      การสกัดแยกสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี จากสมุนไพร

      Featured

      การสกัดสารสำคัญจากพืชทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของสารสกัด  คุณสมบัติของสารในการทนต่อความร้อน  ชนิดของตัวทำละลายที่ใช้  ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัด  วิธีเหล่านี้ได้แก่

      1. การหมัก (Maceration) เป็นวิธีการสกัดสารสำคัญจากพืชโดยวิธีหมักสมุนไพรกับตัวทำละลายในภาชนะปิด เช่น  ขวดปากกว้าง  ขวดรูปชมพู่ หรือโถถังเสตนเลส  เป็นต้น  ทิ้งไว้  7  วัน  หมั่นเขย่าหรือคนบ่อยๆ  เมื่อครบกำหนดเวลาจึงค่อยๆ รินเอาสารสกัดออก  พยายามบีบเอาสารละลายออกจากกาก (marc)  ให้มากที่สุด รวมสารสกัดที่ได้นำไปกรอง  การสกัดถ้าจะสกัดให้หมดจด  (exhausted) อาจจำเป็นต้องสกัดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง วิธีนี้มีข้อดีที่สารไม่ถูกความร้อน  แต่เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองตัวทำละลายมาก
      2. การไหลซึม (Percolation) เป็นวิธีการสกัดสารที่สำคัญแบบต่อเนื่องโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า percolation  นำผงสมุนไพรมาหมักกับสารละลายพอชื้นทิ้งไว้  1  ชม.  เพื่อให้พองตัวเต็มที่แล้วค่อยๆ บรรจุทีละน้อยเป็นชั้นๆ ลงใน  percolator เติมตัวทำละลายลงไปในระดับตัวทำละลายสูงเหนือสมุนไพร (solvent  head) ประมาณ 0.5 ซม. ทิ้งไว้  24  ชม.  จึงเริ่มไขเอาสารสกัดออก  โดยค่อยเติมตัวทำละลายเหนือสมุนไพรอย่าให้แห้ง  เก็บสารสกัดจนสารสกัดสมบูรณ์บีบกากเอาสารสกัดออกให้หมด  นำสารสกัดที่เก็บได้ทั้งหมดรวมกันนำไปกรอง
      3. การสกัดด้วย Soxhlet  extractor  เป็นวิธีการสกัดแบบต่อเนื่อง  โดยใช้ตัวทำละลายซึ่งมีจุดเดือดต่ำ  การสกัดทำได้โดยใช้ความร้อนทำให้ตัวทำละลายใน  flask  ระเหยไป  แล้วกลั่นตัวลงใน  thimble  ซึ่งบรรจุสมุนไพรไว้   เมื่อตัวทำละลายใน   extracting  chamber  สูงถึงระดับ  สารสกัดจะไหลกลับลงไปใน  flask  ด้วยวิธีการ  กาลักน้ำ  flask  นี้ได้รับความร้อนจาก  heating  mantle  หรือหม้ออังไอน้ำ   ตัวทำละลายจึงระเหยไป   ทิ้งสารสกัดไว้ใน  flask  ตัวทำละลายเมื่อกระทบ  condenser  จะกลั่นตัวกลับลงมาสกัดใหม่วนเวียนเช่นนี้จนกระทั่งการสกัดสมบูรณ์  การสกัดด้วยวิธีนี้ใช้ความร้อนด้วย  จึงอาจทำให้สารเคมีบางชนิดสลายตัว
      4. Liquid-liquid Extraction  เป็นการสกัดสารจากสารละลายซึ่งเป็นของเหลวลงในตัวทำละลายอีกตัวหนึ่ง  ซึ่งไม่ผสมกับตัวทำละลายชนิดแรก  แบ่งเป็น  2  ชนิดคือ Extractant  lighter  เป็น  liquid-liquid extractor  ซึ่งตัวทำละลายที่ใช้สกัดเบากว่าตัวทำละลายที่ใช้ละลายสาร Reffinate  lighter  เป็น  liquid-liquid  extractor  ซึ่งตัวทำละลายที่ใช้สกัดหนักกว่าตัวทำละลายที่ใช้ละลายสาร
      5. Supercritical  fluid  extraction  ที่จุดซึ่งอุณหภูมิและความดันเหมาะสม  สารที่อยู่ในภาชนะจะไม่กลั่นตัว  (condense)  หรือไม่ระเหย  แต่อยู่ในลักษณะเป็นของเหลว  เรียกสภาวะนี้ว่า  critical  state  เช่น  carbondioxide มี critical state    ที่ 1oC และ 72.9 atm/7.39 MPa ในทางปฏิบัติถ้าสารอยู่เหนือ  critical  temperature  และ  pressure  สารจะอยู่ในสภาวะที่มีคุณสมบัติระหว่างของเหลว และก๊าซ  จึงทำให้สามารถกระจายตัวได้ดี เช่น ก๊าซ และละลายสารได้ดี เช่น ของเหลวจึงทำให้สามารถสกัดสารออกจากพืชได้ดีกว่าปกติ  ก๊าซที่ใช้ในการสกัดสารจากพืชที่ นิยมกัน คือ CO2  ซึ่งเมื่อสกัดสารเรียบร้อยแล้ว  การเปลี่ยนสภาวะอุณหภูมิ และแรงดัน จะทำให้  CO2  เปลี่ยนเป็นก๊าซ  ทิ้งสารสกัดไว้  ข้อดี คือ ทำให้ลดมลภาวะจากตัวทำละลายอินทรีย์  และลดอันตรายที่เกิดจากตัวทำละลายอินทรีย์ต่อสุขภาพ   เช่น   คลอโรฟอร์ม  แต่จะมีข้อจำกัดคือเหมาะสำหรับสารไม่มีขั้ว   การจะเพิ่มความมีขั้วขึ้น  ทำได้โดยเติมเมธานอลลงไปผสมด้วย   นอกจากนี้แล้ว  CO2  ที่บริสุทธิ์ในบ้านเรายังมีราคาแพง   และการสกัดสารสกัดเบื้องต้น  มักมี resin ซึ่งอาจจะตกตะกอน และอุดตันที่ช่องที่สารสกัดจะไหลออกมา   แม้จะมีการแก้ปัญญาโดยใช้ความร้อนช่วยก็ตาม ในทางอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องออกแบบให้เหมาะสมกับการสกัดสารแต่ละชนิด

      IoT กับสมาร์ทฟาร์ม

      Featured

      ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

      ขอบคุณภาพจาก https://dzone.com/articles/iot-in-agriculture-five-technology-uses-for-smart

      แนวคิด Internet of things (IoT) ถูกคิดขึ้นโดย Kevin Ashton ในปี 1999 จากโครงการ Auto-ID Center ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT จากเทคโนโลยี RFID ที่จะทำให้เป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับ RFID Sensors ต่างๆ ที่จะเชื่อมต่อกันผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งการเชื่อมต่อเหล่านั้นเอง กลายมาเป็นแนวคิดของการทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ สื่อสารกันได้โดยอาศัยตัว Sensor ในการสื่อสารถึงกัน

      ในปัจจุบัน IoT ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับหลายสิ่งหลายอย่างทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ภาคเกษตรกรรม เพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพโดย ใช้แรงงานคนให้น้อยที่สุด ซึ่งนี่จึงเป็นที่มาของคำว่า เกษตรอัจริยะ หรือสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) ซึ่งได้นำเทคโนโลยี RFID Sensors เข้ามาใช้ในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านั้น สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ควบคุมหลักได้ เช่น การใช้เซ็นเซอร์วัดข้อมูลต่างๆ อย่าง เซ็นเซอร์ตรวจอากาศ (Weather Station) เซ็นเซอร์วัดดิน (Soil Sensor) เซ็นเซอร์ตรวจโรคพืช (Plant Disease Sensor) เซ็นเซอร์ตรวจวัดผลผลิต (Yield Monitoring Sensor) เป็นต้น เซ็นเซอร์เหล่านี้สามารถนํามาวางเป็นระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless Sensor Network) โดยนําไปติดตั้งหรือปล่อยในพื้นที่ไร่นา เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ได้แก่ ความชื้นในดิน อุณหภูมิ ปริมาณแสง และสารเคมี เพื่อที่จะทราบว่าควรมีการให้ปุ๋ย น้ำ ยาฆ่าแมลง เมื่อใด และเท่าใดตามสภาพความแตก ต่างของพื้นที่ ซึ่งการให้ปุ๋ย น้ำ และยาฆ่าแมลงก็จะใช้เทคโนโลยีการให้ปุ๋ย/น้ำ/ยาฆ่าแมลง หรือที่เรียกว่า Variable Rate Technology (VRT) โดยเทคโนโลยีนี้จะใช้ระบบเซ้นเซอร์ในการวิเคราะห์ข้อมูลว่าแปลงใดควรจะมีการให้ปุ๋ย น้ำ และย่าฆ่าแมลงเท่าใดในช่วงเวลาใด ซึ่งเทคโนโลยีจะใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Global Positioning System (GPS) นั่นเอง

      สิทธิตามกฏหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร

      Featured

      เคยสงสัยไหมคะว่า เรามีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารอะไรบ้าง ถ้าอยากรู้ ท่านสามารถเข้าไปอ่านบทความความรู้ดีๆได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  อาทิ

      ลองคลิกดูสิคะ

      ไมโครพลาสติก….ภัยมืดในทะเล

      Featured

      ชาญชัย คหาปนะ
      ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
      ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

      บรรจุภัณฑ์พลาสติกหรืออุปกรณ์พลาสติกจัดเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน การผลิตพลาสติกจากทั่วโลกมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2493 ที่อัตราการผลิต 1.5 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็นมากกว่า 330 ล้านตันต่อปี ทำให้ในปัจจุบันมีพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวนถึง 9 พันล้านเมตริกตัน ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นผลกระทบระยะยาวในระบบนิเวศน์ทั้งทางบกและทะเล

      ในแต่ละปีขยะพลาสติกจากทั่วโลกมากกว่า 8 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงมหาสมุทร มีเพียงร้อยละ 5 ที่เห็นเป็นชิ้นส่วนลอยในทะเล ส่วนที่เหลือนั้นจมอยู่ใต้มหาสมุทร ประเทศไทยติดอันดับ 6 ของโลกที่มีขยะพลาสติกมากที่สุดในทะเล จากที่ทราบกันดีว่าพลาสติกเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ยาก มีความคงสภาพสูง จึงส่งผลให้ขยะพลาสติกที่ตกค้างในทะเลใช้เวลาในการย่อยสลายอยู่ในช่วง 10 – 600 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของพลาสติก

      ไมโครพลาสติก หมายถึง พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ซึ่งมาจากกระบวนการผลิตเม็ดพลาสติกขนาดเล็กโดยตรง เช่น เป็นองค์ประกอบในเครื่องสำอางที่เป็นเม็ดสครับ (microbeads) ใยเสื้อผ้า หรือในการผลิตอุตสาหกรรมพลาสติก ไมโครพลาสติกเหล่านี้สามารถแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเลได้โดยการทิ้งของเสียโดยตรงจากบ้านเรือนสู่แหล่งน้ำและไหลสู่ทะเล เช่น กรณีของสครับที่ใช้ในโฟมล้างหน้า หรือเส้นใยจากผ้าใยสังเคราะห์จากการทิ้งน้ำซักผ้า เป็นต้น ส่วนอีกรูปแบบหนึ่ง มาจากพลาสติกที่ใช้อยู่ทั่วไป เกิดการฉีกขาดจากปัจจัยต่างๆ เช่น แสง ความชื้น พลังงานจากคลื่น หรือสิ่งมีชีวิตในทะเล จนเป็นเศษพลาสติกขนาดเล็กและตกค้างสะสมในสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุที่ไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กมาก ยากต่อการเก็บและการกำจัด ประกอบกับมีคุณสมบัติที่คงสภาพย่อยสลายได้ยาก จึงง่ายที่จะปนเปื้อน แพร่กระจาย สะสม และตกค้างในสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การทิ้งขยะพลาสติกขนาดใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปก็สามารถเกิดการย่อยสลาย มีการแตกหักเป็นอนุพันธ์ของไมโครพลาสติก ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นเดียวกัน

      ในปัจจุบัน โลกตื่นตัวกับปัญหาและภัยอันตรายจากการแพร่กระจายของไมโครพลาสติกในทะเล ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทั้งในกรณีเป็นตัวนำสารพิษเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร การเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ และการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต เนื่องจากมีรายงานถึงผลการสำรวจขยะที่ถูกทิ้งลงในทะเลทั้งในมหาสมุทรลึกไปจนถึงแผ่นน้ำแข็งทวีปอาร์กติกที่ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก มีความเสี่ยงสูงมากที่สัตว์น้ำกว่า 700 สายพันธุ์ในทะเลจะกินขยะพลาสติกและไมโครพลาสติกเหล่านั้นเข้าไป ยิ่งไปกว่านี้ มีรายงานการตรวจพบสารก่อมะเร็งปนเปื้อนอยู่ในไมโครพลาสติก อาทิ สารกลุ่มพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) พอลิคลอริเนตไบฟีนิล (PCBs) ดีดีที (DDT) และไดออกซิน เป็นต้น สำหรับประเทศไทย ปิติพงษ์และคณะ (2559) ตรวจพบไมโครพลาสติกในหอยเสียบและหอยกระปุก ในลักษณะที่เป็นเส้นใยมากที่สุด คาดว่ามาจากอุปกรณ์การทำประมง เช่น อวน ตาข่าย เอ็น และเชือก ดังนั้น การที่เรารับประทานสัตว์น้ำที่มีการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกเข้าไปก็อาจมีโอกาสที่จะได้รับสารที่ปนเปื้อนเข้าไปได้ แม้ว่ายังไม่มีรายงานทางวิชาการที่ยืนยันถึงไมโครพลาสติกที่ตกค้างในสัตว์น้ำก่อให้เกิดผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์โดยตรงจากการได้รับผ่านทางห่วงโซ่อาหาร แต่จากผลการศึกษาที่กล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าได้มีการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมทางทะเลและในสัตว์ทะเลของประเทศไทยแล้ว ดังนั้น ถึงเวลาที่เราต้องกำหนดมาตรการหรือตระหนักในการลดปัญหาเหล่านี้ อาทิ ลดปริมาณขยะทะเลจากแหล่งต่างๆ เช่น ชุมชนชายฝั่ง การประมง การท่องเที่ยว และกลุ่มวิสาหกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น โดยมีการบังคับใช้กฎหมาย การส่งเสริมผู้ประกอบการในการผลิตวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ คือ การรณรงค์สร้างจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน

      ไมโครพลาสติกที่อยู่ภายในตัวของปลา

      ที่มา:

      PlasticsEurope Market Research Group (PEMRG) / Consultic Marketing & Industrieberatung GmbH

      IUCN (International Union for Conservation of Nature). Marine Plastics. 2018.

      Laura Parker. 2015. ‘Eight Million Tons of Plastic Dumped in Ocean Every Year’ เข้าถึงได้จาก http://news.nationalgeographic. com/news/2015/02/150212-ocean-debris-plastic-garbage-patches-science/

      Katsnelson, K. 2015. New feature: microplastics present pollution puzzle. Proc Natl Acad Sci 112 (18): 5547–5549. Published online 2015 May 5. doi: 10.1073/pnas.1504135112

      Rochman CM, Hoh E, Hentschel BT, Kaye S. Long-term field measurement of sorption of organic contaminants to five types of plastic pellets: Implications for plastic marine debris. Environ Sci Technol. 2013;47(3):1646–1654.

      https://www.european-bioplastics.org/market/applications-sectors/

      http://ecowatch.com/2016/06/03/microplastics-kill-baby-fish/

      ปิติพงษ์ ธาระมนต์ และคณะ. (2559).การปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในหอยสองฝาบริเวณชายหาดเจ้าหลาวและชายหาดคุ้งวิมาน จังหวัดจันทบุรี.แก่นเกษตร 44 ฉบับพิเศษ 1.738-744.

      ถอดบทเรียนจากหนังสือ : กระดาษ 1 ใบ เข้าใจประเด็น

      Featured

      สูตรตำรับผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย

      Featured

      อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการประหยัดค่าใช้จ่าย และสุขภาพดีไปในตัว สวยด้วย ประหยัดด้วย มาดูกันค่ะ เพียงคลิกที่ ชื่อสูตรตำรับผลิตภัณฑ์น้ำมันหอมระเหย ก็จะเห็น Clip สื่อความรู้น่ารักๆ

       

      บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปีงบประมาณ 61) ปรับปรุงล่าสุด พ.ค. 61

      Featured

      สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้ (สำหรับฉบับปีงบประมาณล่าสุดไปที่ บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ ปีงบประมาณ 62 ปรับปรุงล่าสุด ธ.ค. 61)

      สถานีวิจัยลำตะคองกับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

      Featured

      โดย นายทศวรรษ แผนสมบูรณ์
      สถานีวิจัยลำตะคอง

            การอนุรักษ์เชื้อพันธุกรรมพืชมีความสำคัญต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของประชากรโลกในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง      พันธุกรรมพืชถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการผลิตและการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต ความหลากหลายทางพันธุกรรมของทรัพยากรเหล่านี้อาจจะสูญหายไป เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการหรือการขาดความตระหนักของมนุษย์ในการใช้ทรัพยากรเหล่านี้วิทยาการสำหรับการอนุรักษ์และการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพืชจึงมีบทบาทสำคัญที่จะดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายของทรัพยากรนี้ให้ยั่งยืนถูกต้องตามหลักวิชาการและมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

            ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะชนิดพันธุ์พืชที่มีจำนวนมากกว่า 15,000 ชนิด ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีการค้นพบพืชชนิดใหม่ของโลกจากพื้นที่ป่าในหลายจังหวัดของประเทศไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบัน ถิ่นอาศัยของพืชหลายแห่งในประเทศไทยลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลายกิจกรรม เช่น การทำลายพื้นที่ป่า การเกษตร การท่องเที่ยว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก จึงมีการคาดการณ์ว่าหากไม่มีการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง อาจมีพืชอย่างน้อย 60,000 ชนิด ที่จะสูญพันธุ์ภายใน 50 ปี ข้างหน้า

            ดังนั้น  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาและทราบถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพืชหายาก พืชที่ถูกรุกราน พืชใกล้สูญพันธุ์โดยศึกษาวิธีการเก็บตัวอย่างเชื้อพันธุกรรมพืชให้ได้วิธีการที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุกรรมของพืชหายาก พืชที่ถูกรุกราน พืชที่มีศักยภาพในการพัฒนานำไปใช้ประโยชน์และพืชใกล้สูญพันธุ์ของประเทศไทย

            จากข้อมูลในหนังสือพรรณไม้หายากในประเทศไทย ซึ่งได้ยกตัวอย่างรายชื่อพืชที่หายากไว้ เช่น

      • กุหลาบแดง (Rhododendron arboretum)
      • รางจืดภูคา (Thunbergiacolpifera)
      • เต่าร้างดอยภูคา (Caryotaobtusa)
      • ก่อสามเหลี่ยม (Trigonobalanusdoichangensis)
      • กฤษณาน้อย(Gyrinopvidalii)
      • โมกราชินี (Wrightiasirikitiae)
      • โมกเขา (Wrightialanceolata)
      • นกกระจิบ (Aristolochiaharmandiana)
      • มหาพรหม (Mitrephorakeithii)
      • กระเพราหินปูน (Plectranthusalbicalyx)
      • ส้านดำ (Dilleniaexcelsa)
      • ก่วมภูคา (Acer wilsonii)
      • ชมพูภูคา (Bretschneiderasinensis)
      • เทียนกาญจนบุรี (Impatiens kanbuiensis)
      • เทียนคำ (Impatiens longiloba)
      • เทียนเชียงดาว (Impatiens chiangdaoensis)
      • เทียนนกแก้ว (Impatienspsittacina)
      • เหยื่อกุรัม(Impatiens mirabilis)
      • ปาล์มบังสูรย์ (Johammesteijsmanniaaltifrons)
      • โพอาศัย (Neohymenopogonparasiticus)
      • โมฬีสยาม (Reevesiapubescens)

            รวมถึงกล้วยไม้ป่าต่างๆ อีกหลายสกุลที่จะสามารถพบได้เพียงถิ่นเดียว (endemic species) เท่านั้น

            ปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของพืช ส่วนมากเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อมซึ่งสามารถระบุสาเหตุสำคัญๆ ได้ดังนี้ เช่น

      1. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิตและบริโภคเพื่อทำการเกษตรแบบมุ่งเน้นการค้า มีการผลิตสายพันธุ์เดียวโดยละทิ้งสายพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม มีการใช้สารเคมีมากขึ้นในการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลงและยาปราบศัตรูพืช เกิดสารพิษตกค้างในดินและแหล่งน้ำ กระทบต่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในดิน และสัตว์น้ำ รวมถึงกระทบต่อสภาพดั้งเดิมของพื้นที่การเจริญของพืช
      2. การเติบโตของประชากรและการกระจายตัวของประชากร ทำให้เกิดการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศ
      3. การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์นานาพันธุ์   เช่น  การทำลายป่า  การล่าสัตว์  การอพยพหนีภัยธรรมชาติของสัตว์ ทำให้เกิดการขาดสมดุลทางธรรมชาติ
      4. มีการนำมาทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์มากเกินไป
      5. การตักตวงผลประโยชน์จากชนิดพันธุ์ของพืชและสัตว์ป่า  เพื่อผลประโยชน์ทางการค้า โดยการค้าขายสัตว์และพืชป่าแบบผิดกฎหมาย
      6. การนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่น ซึ่งมีผลกระทบต่อการเข้าทำลายสายพันธุ์ท้องถิ่นดั่งเดิม
      7. การสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ และขยะ เป็นต้น
      8. การเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจ  และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมของโลก  เช่น  อุณหภูมิโลกสูงขึ้น การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล  ภัยแล้งทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ การเกิดไฟป่า ในช่วงฤดูฝน  เกิดปัญหาน้ำท่วม โคลนถล่ม เป็นต้น
      9. การอ้างสิทธิบัตร เช่น ประเทศญี่ปุ่นได้จดสิทธิบัตรการผลิตสารแก้โรคกระเพาะจากต้นเปล้าน้อย ซึ่งเป็นพันธุ์พืชที่มีในประเทศไทย (สรุปข่าวสิ่งแวดล้อม ปี 2543)
      10. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)ด้านการตัดต่อพันธุกรรมหรือ  จีเอ็มโอ (GMO; Genetically Modified Organisms) หรือพันธุวิศวกรรม(genetic  engineering) อาจทำให้เกิดการรุกรานที่รุนแรงขึ้นและมีโอกาสในการเปลี่ยนแปลงของประชากรพืช

            ทางสถานีวิจัยลำตะคองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรพืชที่หายาก พืชที่ถูกรุกราน พืชใกล้เคียงพืชปลูก และพืชใกล้สูญพันธุ์จึงได้มีการสำรวจ รวบรวมข้อมูล เก็บตัวอย่างพืชเพื่อศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยา การระบุชนิดของพืชด้วยสัณฐานวิทยา และการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพืช ทั้งการเก็บรักษาในแบบสภาพแปลง (field gene bank) การเก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำ (cryopreservation) การขยายพันธุ์ด้วยวิธีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช (in vitro tissue culture) รวมถึงการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช (seed banks)ซึ่งอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นศึกษาวิจัยและหาวิธีการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสถานีวิจัยลำตะคองมีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ทางด้านการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ห้องพิพิธภัณฑ์พืช อาคารเรือนกระจกสำหรับจัดแสดงพรรณไม้ และโรงเรือนเพาะชำและขยายพันธุ์พืช เพื่อใช้ในการทดลอง รวบรวม และวิจัยวิธีการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพืช ให้สามารถเป็นต้นแบบในการจัดการระบบการบริหารทรัพยากรชีวภาพพืช เพื่อใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศต่อไป

            ซึ่งตัวอย่างพืชที่ทางสถานีวิจัยลำตะคองได้มีการรวบรวมศึกษาไว้แล้ว ได้แก่ พืชวงศ์ขิง(Zingiberaceae) พืชวงศ์กล้วยไม้ (Orchidaceae) และพืชเขาหินปูนในประเทศไทยโดยเฉพาะกล้วยไม้ป่าในประเทศไทยที่มีความหลากหลายสูงแต่ก็ถูกทำลายโดยการลดลงของพื้นที่ป่า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก

      ภาพตัวอย่างการบุกรุกพื้นที่ป่าในประเทศไทย

         

       

      งานด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชของสถานีวิจัยลำตะคอง

            สถานีวิจัยลำตะคอง ได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และอาคารเทคโนโลยีการเกษตรเสมือนจริงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในพื้นที่ของสถานีวิจัยลำตะคอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาหรือวิวัฒนาการการใช้ประโยชน์จากพืช ความสัมพันธ์ของวิวัฒนาการระหว่างพืชกับสัตว์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านพฤกษศาสตร์ ด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์ชีวภาพ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และความหลากหลายทางชีวภาพด้านแมลงที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับเด็กนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการวิจัยและพัฒนาด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

      อาคารอนุรักษ์พันธุกรรมพืชเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

      การเก็บรวบรวมเชื้อพันธุกรรมพืชในโรงเรือนและในสภาพแปลงปลูก

            นอกจากนี้ยังมีห้องปฏิบัติการในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชที่มีความสำคัญต่อประเทศทั้งในด้านการนำไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช และเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ดีของพืชอาหารของประเทศไทยที่สำคัญ รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชสายพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม และได้มีการศึกษาวิจัยการเก็บรักษาให้เหมาะสมของพืชแต่ละชนิดไว้มากกว่า 400 ชนิด รวมถึงการวางแนวทางในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ด้วยไนโตรเจนเหลว (Cryopreservation)ภายในห้องปฏิบัติมีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช

      ตัวอย่างพืชที่มีการเก็บรวบรวมและเก็บรักษาไว้ภายในห้องปฏิบัติมีการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช

      Musa acuminata(กล้วยป่า)
      Zingibersmilesianum
      Paraboeatakensis
      Oryzameyeriana(ข้าวนก)
      Oryzaofficinalis(หญ้าข้าวทาม)
      Vignadalzelliana(ถั่วแฮผี)
      Vignagrandiflora(ถั่วขนดอกใหญ่)
      Spiranthessinensis
      Dioscoreafiliformis(มันเทียน)
      Monolophus alba
      Saccharumarundinaceum(แขม)
      Amaranthusviridis(ผักขม)
      Paraboeachiangdaoensis
      Impatiens spectabilis
      Impatiens phuluangensis
      Kaempferia sp.(เปราะ)
      เป็นต้น

       

      การดำเนินงานรวบรวมและวิจัยภายในห้องปฏิบัติการเมล็ดพันธุ์พืช

            อีกทั้ง ทางสถานีวิจัยลำตะคองได้มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพื่อศึกษาวิธีการเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพืชในรูปแบบการเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ มีการศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้ป่าในประเทศไทย กว่า 40 ตัวอย่าง รวมถึงเชื้อพันธุ์กรรมของพืชหายากใกล้สูญพันธุ์ต่างๆ และมีการวางแนวทางการวิจัยด้านการเก็บรักษาเชื้อพันธุ์ในสภาพเยือกแข็งทั้งพืชหายากและพืชพื้นเมืองต่าง ๆ เช่น กล้วย เป็นต้น

      แผนผังและภาพแสดงตัวอย่างพืชที่มีการรวบรวมเพื่อการอนุรักษ์ ภายในห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของสถานีวิจัยลำตะคอง

          
         
       
       

            สำหรับการสำรวจและรวบรวมพันธุ์ไม้หายากของไทยที่ทางทีมงานของสถานีวิจัยลำตะคองได้รวบรวมและเก็บรักษาเชื้อพันธุกรรมพืชไว้ ยังมีปริมาณเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความหลากหลายทางชีวภาพพืชที่มีอยู่ทั้งหมดของประเทศไทย ทั้งที่เป็นพืชหายากและพืชใกล้สูญพันธุ์ โดยพืชที่ยังอยู่ในพื้นที่การเจริญเติบโตตามธรรมชาติก็ยังคงถูกคุกคามอย่างหนักและต่อเนื่อง จึงยังคงมีแนวโน้มที่พืชจำนวนมากจะเผชิญต่อความเสี่ยงในการสูญพันธุ์เพิ่มขึ้น ดังนั้น การที่จะทำให้การอนุรักษ์พันธุกรรมของพืชสามารถประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น คงต้องอาศัยการปลูกจิตสำนึกแห่งการอนุรักษ์ให้เยาวชนและประชาชนคนทั่วไปได้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างถูกวิธีและเหมาะสม ทั้งการควบคุมดูแล การอนุรักษ์ การปกป้องถิ่นที่อยู่ของพืชรวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องและเหมาะสม อีกทั้ง การบูรณาการร่วมกันระหว่างองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดต่องานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรพืชของไทย และดำรงอยู่เป็นมรดกแก่อนุชนรุ่นหลังให้ได้เรียนรู้และศึกษา อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

       

      การผลิตน้ำมะนาวพร้อมดื่ม

      Featured

       

      มะนาวเป็นพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากในน้ำมะนาวนั้นมีกรดซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพซึ่งได้แก่ กรดซิตทริค (Citric acid) กรดมาลิค (Malic acid) และแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี และอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซีอีกด้วย น้ำมะนาวจึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในสังคมไทย ดังนั้นการผลิตน้ำมะนาวพร้อมดื่มที่ปิดสนิทจึงเป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ และควรมองการผลิตแบบเป็นองค์รวม เชื่อมโยงกัน ตามแนวทางของศาสตร์พระราชา โดยควรพิจารณาตั้งแต่การเลือกพันธุ์มะนาวที่ให้น้ำเยอะ เทคนิคการปลูกและดูแล ขั้นตอนการผลิต และขั้นตอนการฆ่าเชื้อ เพื่อความสดสะอาดและยืดอายุการเก็บรักษาให้ยาวนานขึ้น

      สำหรับการผลิตน้ำมะนาวพร้อมดื่ม ขั้นแรกคือ การทำความสะอาดมะนาว จากนั้นผ่าผลมะนาว นำเมล็ดมะนาวออก บีบน้ำมะนาวลงใส่ในแก้ว เมื่อได้น้ำมะนาวในปริมาณที่ต้องการแล้ว จึงเติมน้ำตาลทรายประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ และเทน้ำร้อนลงไปในปริมาณครึ่งถ้วยต่อน้ำมะนาว 1 แก้ว ใส่เกลือป่นครึ่งช้อนชา คนให้เข้ากัน และชิมรสตามชอบ แต่เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมตามสูตรของศูนย์เชี่ยวชาญอาหารสุขภาพของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ควรควบคุมความหวานที่ 15.5 บริกซ์ ค่าความเป็นกรดร้อยละ 0.46-0.57 และค่าความเป็นเบส 3.2

      เมื่อได้น้ำมะนาวที่ปรุงรสแล้ว จึง นำภาชนะบรรจุมาผ่านการฆ่าเชื้อด้วยวิธีWater Spray Retort หรือการฆ่าเชื้อแบบใช้น้ำร้อนสเปรย์ ซึ่งเครื่องนี้เป็นเครื่องที่ใช้งานในระดับโรงงานอุตสาหกรรม เครื่องนี้ มีหลักการทำงานโดยการฉีดพ่นน้ำร้อนผ่านหัวฉีดที่ติดตั้งในตำแหน่งและองศาที่เหมาะสม เพื่อให้การฉีดพ่นเป็นไปอย่างทั่วถึง ซึ่งเครื่องนี้จะเหมาะสำหรับภาชนะบรรจุที่เป็นขวดแก้ว ถุง pouch และบรรจุภัณฑ์ชนิดกึ่งอ่อนตัว

      อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ผลิตน้ำมะนาวที่ไม่มีเครื่อง Water Spray Retort ก็สามารถทำการพาสเจอร์ไรส์ภาชนะบรรจุได้โดยการนึ่งที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส ที่ความดัน -200 มิลลิเมตรปรอท กับที่ 75 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาในการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิดังกล่าว 27 วินาที โดยใช้เวลาในการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิดังกล่าว 27 วินาที ซึ่งจะทำให้ได้จะได้ผลิตภัณฑ์ปลอดจากจำนวนจุลินทรีย์ ยีสต์ และรา และปลอดภัยต่อผู้บริโภคนานถึง 6 เดือน

      ทำไมเปลือกไข่จึงไล่มดได้

      Featured

      ภาพประกอบจาก https://kesehatan.babe.news/9e77bf/makan-kulit-telur/

      หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องเปลือกไข่ไล่มดมาบ้าง แต่อาจสงสัยว่าเหตุใด เจ้ามดน้อยจึงไม่ชอบเปลือกไข่ จนต้องหนีห่าง  นั่นก็เป็นเพราะเปลือกไข่มีส่วนประกอบคือ แคลเซียมคาร์บอเนต แมกนีเซียมคาร์บอเนต แคลเซียม ฟอสเฟต สารอินทรีย์อื่นๆ  รวมทั้งยังมีกรดกำมะถันอีกด้วย ดังนั้นเมื่อนำไปผ่านการให้ความร้อนเช่น การตากแดด หรือเผาไฟ และจะทำให้แคลเซียมคาร์บอเนตเปลี่ยนไปเป็นแคลเซียมไฮดรอกด์ที่มีฤทธิ์เป็นเบส ทำให้สามารถไล่มดได้นั่นเอง นอกจากนี้กรดกำมะถันในเปลือกไข่เมื่อโดนความร้อนก็จะทำให้มีกำมะถันระเหยออกมาจึงสามารถไล่เพลี้ยไฟได้อีกด้วย

      สำหรับวิธีการทำเปลือกไข่ไล่มดก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยวิธีแรก คือ นำเปลือกไข่ไปตากแดดหรือเผาไฟจนแห้ง และนำมาตำให้ละเอียด จากนั้นจึงเติมน้ำเปล่าลงไป ทิ้งไว้ 20-30 นาที และทำไปเทราลงในบริเวณที่มีมดหรือรังของมดโดยตรง วิธีที่สอง คือ นำเปลือกไข่ไปตากแดดหรือเผาไฟจนแห้ง และนำมาตำให้ละเอียด จากนั้นบดผงเปลือกไข่กับดินสอพอง ปูนปลาสเตอร์ และน้ำ ผสมให้เข้ากัน แล้วเติมน้ำส้มสายชูเล็กน้อย จากนั้นนำไปอัดใส่หลอดดูดน้ำที่มีขนาดใหญ่ และนำไปตากแดดจนแห้ง เมื่อแห้งแล้วจึงนำหลอดมาตัดหัวตัดท้าย เท่านี้ก็จะได้ชอล์กไล่มดเก็บไว้ใช้

      การไล่มดโดยใช้เปลือกไข่นี้เป็นวิธีที่ประหยัด เพราะทำจากเศษวัสดุเหลือใช้ในครัวเรือน ซึ่งตรงตามแนวทางของศาสตร์พระราชาในเรื่องของการประหยัดนั่นเอง

      หลักการผลิตน้ำพริกให้ได้มาตราฐาน

      Featured

      ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

      น้ำพริกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการบริโภคสูงภายในประเทศ และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการเป็นสินค้าส่งออกอีกด้วย ดังนั้นการผลิตน้ำพริกเพื่อจำน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงควรต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นสำคัญ  และจากการยึดแนวทางการทำงานตามศาสตร์พระราชาในเรื่องของการมีส่วนร่วมนั้น ทำให้ศูนย์เชี่ยวชาญอาหารสุขภาพของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย     (วว.) ได้เข้าไปรับฟังปัญหาการผลิตน้ำพริกเพื่อจำน่ายจากกลุ่มประกอบการ จนทราบถึงปัญหาของการผลิตนั้นเกี่ยวเนื่องกับด้านต่างๆ ได้แก่  ด้านวัตถุดิบ คือ วัตถุดิบมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากผู้ขายเป็นรายย่อยหลายแหล่งจึงทำให้วัตถุดิบที่ได้มีคุณภาพต่างกัน หรือการตรวจพบสารตกค้างในวัตถุดิบ ด้านกระบวนการผลิต ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในด้านกระบวน  การผลิตที่ดี ไม่ทราบถึงมาตรฐานการผลิต หรือไม่ทราบถึงสาเหตุของการปนเปื้อน และส่วนใหญ่จะผลิตโดยใช้แรงงานคน เนื่องจากเครื่องจักรในการผลิตมีต้นทุนสูง รวมทั้งยังประสบปัญหาในด้านบรรจุภัณฑ์ เช่น  บรรจุภัณฑ์มักเปลี่ยนสีเมื่อสัมผัสอากาศ การแตก หักเสียหายในระหว่างการขนส่ง รวมทั้งเกิดการมักเกิดการปนเปื้อนในระหว่าขนส่ง   ด้านการรับรองคุณภาพ ผู้ประกอบการมักขาดความรู้ในเรื่องมาตรฐานคุณภาพ เช่น มผช., มอก., ISO ฯลฯ และค่าใช้จ่ายในด้านคุณภาพส่วนใหญ่มีราคาสูง จึงทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้

      จากปัญหาด้านต่างๆ ที่พบจึงทำให้สรุปได้ว่า ความปลอดภัยในการผลิตน้ำพริก สามารถแยกได้เป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้ คือ

      1. ความสะอาดของวัตถุดิบ ควรรับจากแหล่งผลิตที่ปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี จากนั้นต้องมีการล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เพื่อขจัดสิ่งสกปรกและสารปนเปื้อนออก และมีการตัดแต่งหรือเล็มส่วนที่เสียหาย เน่า หรือขึ้นราออก สำหรับน้ำที่ใช้ล้างทำความสะอาดวัตถุดิบควรใช้เฉพาะน้ำที่บริโภคได้เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนที่มีผลต่อความปลอดภัยของอาหาร
      2. ความสะอาดของเครื่องมือและสถานที่ในการผลิต เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตควรมีความทนทานและสามารถเคลื่อนย้ายหรือถอดออกได้เอื้อต่อการซ่อมบำรุง การทำ ความสะอาด การฆ่าเชื้อ และการตรวจสอบ นอกจากนี้จะต้องมีการทำความสะอาดและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย ส่วนสถานที่การผลิต ควรทำจากวัสดุกันน้ำ ผนังและฝากั้น ควรมีผิวหน้าเรียบ สูงพอเหมาะต่อการปฏิบัติงาน พื้น มีความลาดเอียงเพียงพอต่อการระบายน้ำ และทำความสะอาด เพดานและอุปกรณ์ที่ยึดติดอยู่ด้านบน ควรอยู่ในสภาพที่ช่วยลดการเกาะของสิ่งสกปรก ฝุ่น จากกระบวนการผลิต หน้าต่างควรใช้วัสดุที่ทำความสะอาดได้ง่าย สามารถลดการเกาะของสิ่งสกปรก ควรติดมุ้งลวดที่ถอดออกและล้างทำาความสะอาดได้ง่าย เพื่อป้องกันสัตว์และแมลงเข้ามาในสถานที่ผลิต ส่วนพื้นผิวบริเวณที่ต้องสัมผัสกับวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์โดยตรง ควรอยู่ในสภาพดี ทนทานและทำความสะอาดได้ง่าย มีการบำรุงรักษาและฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ และต้องทำจากวัสดุที่เรียบ ไม่ดูดซับน้ำ และไม่ทำปฏิกิริยากับพริกหรือพริกป่น
      3. ความสะอาดของกระบวนการผลิต ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการจะผลิตโดยใช้แรงงานคน เนื่องจากเครื่องจักรในการผลิตมีต้นทุนสูง ดังนั้นวัตถุดิบ ส่วนผสมและภาชนะบรรจุต่างๆ ต้องมีการควมคุมและจัดเก็บอย่างเหมาะสมในระหว่างการผลิต เพื่อไม่ให้เกิดการปนเปื้อนในระหว่างการผลิต และในระหว่างการผลิตต้องมั่นใจว่ามีสัตว์หรือแมลงเข้ามารบกวน นอกจากนี้จะต้องมีการใชัวัตถุปนเปื้อนต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
      4. ความสะอาดของผู้ผลิต ผู้ผลิตต้องมีการล้างทำความสะอาดร่างกายก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ไม่ไว้เล็บยาวและควรสวมถุงมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อในระหว่างการผลิต ต้องสวมหมวกเพื่อป้องกันเส้นผมร่วงไปปนเปื้อนกับผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องมีความสะอาดและกระชับ เพื่อความปลอดภัยในระหว่างการกระบวนการผลิต ล้างมือทุกครั้งก่อนปฏิบัติงาน หลังการใช้สุขา และเมื่อมือสกปรก
      5. ความสะอาดของภาชนะบรรจุ วัสดุที่ใช้ต้องผ่านการฆ่าเชื้อและอยู่ในสภาพ ดี ไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำพริก และมีความเหมาะสม โดยสามารถเก็บรักษาอาหารภายใต้สภาพการเก็บรักษาสะอาดที่ระบุไว้ สามารถป้องกันผลิตภัณฑ์จากการปนเปื้อนและความชื้นได้ ไม่แตกหักเสียหายขณะขนส่ง มีการแสดงฉลากอย่างเหมาะสม

       

      รู้ไหม มะพร้าวใช้ฆ่าลูกน้ำยุงได้อย่างไร?

      Featured

      ภาพประกอบจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Coconut_water

         มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นในวงศ์ปาล์ม (ARECACEAE)  มีชื่อสามัญว่า coconut มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera L.  มะพร้าวนั้นนิยมปลูกอยู่แทบจะทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะมันถือได้ว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ เนื่องจากส่วนต่างๆ ของมันสามารถนำมาทำประโยชน์ได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการนำผลและน้ำมาทำอาหารคาวหวาน หรือนำลำต้น กะลา ก้าน และใบ มาทำเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือของใช้ต่างๆ  แต่ ความสารพัดประโยชน์ของมะพร้าวยังหมดแค่นั้น  เพราะน้ำมะพร้าวจากผลมะพร้าวแก่  ยังสามารถนำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียบีทีไอ (Bacillus thuringiensis subsp. israelensis: BTI) ซึ่งเป็นศัตรูทางธรรมชาติของลูกน้ำยุงโดยเฉพาะ แต่ไม่เป็นพิษภัยต่อคนและสัตว์อื่นๆ

         การทดลองนำน้ำมะพร้าวมาเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียบีทีไอนี้ ถูกทดลองโดยนักวิทยาศาสตร์หญิงชาวเปรูชื่อ พาลมิลา เวนโตซิลลา (Palmira Ventosilla) เธอได้ทดลองนำวัตถุดิบพื้นเมืองต่างๆ ของเปรูมาทำการเพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียบีทีไอแบบง่ายๆ  โดยได้ทดลองกับกล้วย สับปะรด  ธัญพืชต่างๆ รวมถึงมะพร้าว และในที่สุดก็พบว่า มะพร้าวแก่สามารถใช้เพาะเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียบีทีไอได้ดีที่สุด โดยเธอได้ทดลองนำเชื้อแบคทีเรียบีทีไอ 100 ตัว ฉีดเข้าไปในผลมะพร้าว ผลปรากฏว่าภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 วัน ปริมาณเชื้อแบคทีเรียบีทีไอได้เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าที่อุณหภูมิห้องปกติ เธอค้น พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีสารอาหารที่ดีต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบีทีไอ  และผลมะพร้าวเองก็ทำหน้าที่เสมือนถังบ่มเพาะเชื้อชั้นเลิศ จากการผลทดลองนี้ พาลิมาจึงได้ นำแบคทีเรียที่เพาะในผลมะพร้าวไปทดลองฆ่าลูกน้ำยุงในบ่อ ซึ่งมันก็ผลที่ได้น่าพอใจ อย่างยิ่ง เพราะเชื้อที่เพาะในผลมะพร้าวสามารถฆ่าลูกน้ำยุงได้หมดภายในครั้งเดียว อีกทั้งยังสามารถควบคุมการเกิดใหม่ของลูกน้ำยุงได้นานถึง  45 วันอีกด้วย จากผลการทดลองที่ประสบความสำเร็จดังกล่าว พาลมิลาจึงได้ทำการประดิษฐ์ชุดกำจัดลูกน้ำยุงพร้อมใช้จากผลมะพร้าวขึ้น ซึ่งวิธีใช้ก็ไม่ยาก เพียงแค่ผ่าผลมะพร้าวและโยนลงบ่อ 2-3 ลูก ก็สามารถควบคุมปริมาณยุงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์อื่นๆ  ในบ่อ

       แม้นักวิทยาศาสตร์หญิงท่านนี้จะไม่ใช่คนไทย แต่การทดลองของเธอก็นับเป็นตัวอย่างที่ดีในการประยุกต์ใช้วัสดุของใช้จากธรรมชาติมาแก้ไขปัญหาแบบประหยัดไม่ยุ่งยาก และมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็ตรงกับศาสตร์พระราชาในเรื่องของการทำให้ง่ายนั่นเอง

      อ้างอิงจาก หนังสือเทคโนโลยีสำหรับชาวชนบท

      “รู้หรือไม่ สัตว์เป็นดรรชนีบ่งชี้มลพิษได้นะ?”

      Featured

      ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

      ภาพประกอบจาก https://www.eisn-institute.de/fields-of-teaching-research-and-management/bioindicators-biomonitors/

              ในปัจจุบันสภาพอากาศเสีย น้ำเสีย และดินปนเปื้อนด้วยมลพิษกำลังคุมคามผู้คนในเมืองใหญ่ๆ หลายแห่งทั่วโลก แม้เทคโนโลยีในการบ่งชี้มลพิษที่คอยเตือนให้มนุษย์เราระวังอันตรายจากมลพิษต่างๆ จะก้าวหน้าขึ้น แต่เราก็ไม่ควรที่จะละเลยสิ่งเตือนภัยทางธรรมชาติจากมลพิษที่มีมาช้านานอย่างเจ้าสัตว์ตัวจ้อยต่างๆ เพราะเจ้าสัตว์จ้อยเหล่านี้ คือ ดรรชนีทางชีวภาพ (bio-indicators หรือ bio-monitors) ที่แท้จริง เพราะมันมีข้อ  ดีที่จะใช้เป็นตัวดรรชนีบ่งบอกระดับมลพิษในสิ่งแวดล้อมหลายประการ เนื่องจากพวก มันได้รับมลพิษเข้าสู่ร่างกายได้ตลอดเวลาและมันยังไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ในขณะที่การวิเคราะห์ทางเคมีนั้น ต้องทำโดยการเก็บตัวอย่างที่ถูกเวลาและสถานที่เท่านั้น จึงจะสามารถวิเคราะห์มลพิษได้ แต่สำหรับพวกสัตว์ทั้งหลาย เมื่อได้รับมลพิษในระดับที่เป็นอันตราย พวกมันจะแสดงพฤติกรรมหรืออาการที่เกิดจากมลพิษให้เห็นภายนอกลำตัวได้ง่าย อีกทั้งการประเมินการสะสมของมลพิษในสิ่งแวดล้อมโดยผ่านทางห่วงโซ่อาหารของพวกมันก็ยังสามารถทำได้เช่นกัน นอกจากนี้ปริมาณมลพิษที่สะสมอยู่เนื้อเยื่อของพวกมันจะมีปริมาณสูงเพียงพอที่จะตรวจได้นาน แม้ว่าบางครั้งมลพิษในสภาพแวดล้อมจะสูญหายไปแล้ว

               สำหรับตัวอย่างของสัตว์ที่เคยมีการทดลองใช้และพบว่าได้ผลดีในการตรวจหาปริมาณสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม ก็ได้แก่

      • แมลงน้ำ ปลา และลูกอ๊อด ถูกใช้วิเคราะห์หาจุดกำเนิดของมลพิษในลำน้ำและหาโลหะหนักบางชนิดที่ถูกปล่อยลงในแหล่งน้ำ เช่น ตะกั่ว โมลิบดีนัม
      • ไส้เดือน ใช้บ่งชี้มลพิษปนเปื้อนในดิน โดยมันจะแสดงอาการผิดปกติให้เห็น ชัดบนผิวหนัง
      • ผึ้ง จะถูกใช้ในการหามลพิษและสารกัมมันตภาพรังสีที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ น้ำ อาหาร และบนพืช เพราะมันมีขนละเอียดบนลำตัวที่มีคุณสมบัติเป็นไฟฟ้าสถิต ทำให้ดึงดูดฝุ่นละอองและมลพิษให้ติดอยู่บนลำตัวได้ดี ทั้งยังสะดวกในการเก็บตัวอย่างวิเคราะห์ได้ทีละเป็นจำนวนมาก
      • หอย ถูกใช้ในการวิเคราะห์หาธาตุรอง (trace element) เช่น แคดเมียม โครเมียม และทองแดง รวมทั้งยากำจัดศัตรูพืชต่างๆ และปริมาณแบคทีเรียในน้ำ โดยเฉพาะหอยสองฝาที่อยู่กับที่บนพื้นน้ำและกินอาหารโดยการกรองผ่านเหงือก
      • ปลา ถูกใช้ในการวิเคราะห์ความเข้มข้นของมลพิษในแหล่งน้ำ โดยสังเกตจากการผิดปกติบนผิวลำตัว หรือจากพฤติกรรมในการดำรงชีวิต หรือวิเคราะห์จากเนื้อเยื่อของมันโดยตรง
      • นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก ถูกใช้ตรวจสอบปริมาณมลพิษในสิ่งแวดล้อม โดยการตรวจเลือด มูลและอวัยวะภายใน เช่น ตับ หัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกและสัตว์ที่กินแมลงเป็นอาหาร ซึ่งมีอัตราการเผาผลาญในร่างกายสูง จึงกินอาหารจุกว่าสัตว์ขนาดใหญ่กว่ามาก

             นอกจากสัตว์แล้วพืชหลายก็ชนิดสามารถใช้เป็นดรรชนีบ่งชี้ปริมาณและชนิดของมลพิษในสิ่งแวดล้อมได้ดีเช่นเดียวกัน เช่น ไลเคนส์ ใช้วัดปริมาณมลพิษในอากาศ และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการศึกษาธรรมชาติเพื่อช่วยในการปกป้องธรรมชาติด้วยกัน

      อ้างอิงจาก https://www.eisn-institute.de/fields-of-teaching-research-and-management/bioindicators-biomonitors/

      ไมโครบีดส์ภัยเงียบต่อสิ่งแวดล้อม

      Featured

      ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

      ขอบคุณภาพประกอบจากhttps://intothegloss.com/2015/12/microbeads-in-beauty-products/

      ไมโครบีดส์ (Microbeads) หรือเม็ดพลาสติกขนาดเล็ก ซึ่งผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดต่างๆ เช่น ครีมอาบน้ำ เจลหรือโฟลล้างหน้า ยาสีฟัน โดยอ้างว่าใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดนั้น เป็นภัยเงียบต่อสิ่งแวดล้อมมาช้านาน เนื่องจากพวกมันมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลิเมตร หรือแทบจะเล็กกว่าเม็ดทรายเสียอีก ดังนั้นพวกมันจึงถูกชะล้างลงไปตามท่อระบายน้ำและสามารถเล็ดลอดจากการระบบบำบัดน้ำเสียลงไปสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติเช่น แม่น้ำ ลำคลอง หรือแม้แต่ท้องทะเลได้อย่างไม่ยากนัก

      เมื่อเจ้าไมโครบีดส์จำนวนมหาศาลหลุดรอดไปยังแหล่งน้ำตามธรรมชาติแล้ว ก็จะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร โดยพวกมันจะถูกกินเข้าไปโดยสัตว์น้ำต่างๆ เนื่องจากถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร  และสัตว์น้ำก็อาจถูกกินโดยสัตว์อื่นๆ เช่น นก ซึ่งนั่นก็ทำให้ไมโครบีดส์ต่างๆ เหล่านี้ถูกสะสมอยู่ในตัวสัตว์ต่างๆ และเมื่อเรารับประทานสัตว์น้ำที่กินไปไมโครบีดส์เข้าไป เจ้าไมโครบีดส์ก็จะย้อนกลับเข้ามาสะสมในร่างกลายของเราในที่สุด และสิ่ง  ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ ระหว่างทางที่เจ้าไมโครบีดส์ เดินทางผ่านท่อระบายน้ำลงสู่แหล่ง น้ำ ตัวมันจะดูดซับสิ่งสกปรกและเชื้อโรคหลากหลายชนิดเอาไว้ ซึ่งทำให้มันสกปรกและมีเชื้อโรคมากกว่าในแหล่งน้ำรอบตัวมันเสียอีก ซึ่งเมื่อร่างกายของเรามีปริมาณไมโครบีดส์ที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคมากขึ้น ก็จะทำให้เราเจ็บป่วยในที่สุด

      นอกจากนี้งานวิจัยจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ไมโครบีดส์นั้น ไม่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาดเลย และการหลุดรอดของเม็ดไมโครบีดส์สู่แหล่งน้ำในรัฐนิวยอร์กเพียงรัฐเดียว คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 19 ตันต่อปี และเมื่อไมโครบีดส์อยู่ในแหล่งน้ำ มันจะดูดซึมสารเคมีเป็นพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะพอลิคลอริเนตไบฟีนิล (PCBs) ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีอินทรีย์ที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ สารเคมีเหล่านี้จะส่งผลต่อร่างกายโดยไปขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อและเป็นสารก่อมะเร็ง  เห็นไหมว่า ไมโครบีดส์นี้นับได้ว่า เป็นภัยเงียบอย่างแท้จริง ซึ่งหลายประเทศได้มีการยกเลิกการใช้ไมโครบีดส์เหล่านี้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ แล้ว  สำหรับในประเทศไทย แม้ว่าจะยังไม่มีการยกเลิกการใช้ไมโครบีดส์อย่างจริงจัง แต่เราในฐานะผู้ซื้อก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ไม่เป็นอันตรายกับสัตว์และสิ่งแวดล้อมรอบตัว

      อ้างอิงจาก https://intothegloss.com/2015/12/microbeads-in-beauty-products/

      การแยกขยะพลาสติก

      Featured

      ประเภทของขยะพลาสติก

      Featured

      ความรู้เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์

      Featured

      📌ติดตามเรื่องสาระความรู้เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์📦ที่เหมาะสมกับอาหารประเภทต่างๆ 🥡🍯🍿🍦🍫🍟ได้ที่นี่👇👇👇ค่ะ

      การผลิตอาหารตามหลัก GMP

      Featured

      📌การผลิตอาหาร🥙🥗🥩ที่ดีตามหลัก GMP ต้องทำอย่างไรติดตามได้จาก Clip👇👇นี้ค่ะ

      เทคโนโลยีการยืดอายุอาหาร

      Featured

      📌เทคโนโลยีการยืดอายุอาหาร 🥗🍯🥩🍟 มีอะไรบ้างนะ 🤔หาคำตอบได้จากคลิปด้านล่างนี้เลยค่ะ 👇👇👇

      สารพิษในอาหาร

      Featured

      เส้นใยอาหารมีประโยชน์อย่างไร

      Featured

      รู้ไหมว่า นมแต่ละชนิด ต่างกันอย่างไร มาเรียนรู้ร่วมกันดีกว่าค่ะ

      Featured

      คิด(ส์)คิดวิทย์ โครงการดีๆจากนักเรียนและอาจารย์ที่หลงใหลในวิทยาศาสตร์

      Featured

      คิด(ส์)คิดวิทย์ โครงการดีๆจากนักเรียนและอาจารย์ที่หลงใหลในวิทยาศาสตร์

      บำบัดความเสื่อมของกระดูกสันหลังด้วยเครื่องดึงหลังและคออัตโนมัติ

      Featured

      น้ำนมถั่วชิกพี ทางเลือกสำหรับผู้แพ้นมวัว

      Featured

      SDI – คุณแนะ เราจัดให้

      Featured

      Selective Dissemination of Information : SDI

      คือ บริการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศแบบเจาะจง ที่ให้ คุณ สามารถแนะนำความต้องการสารสนเทศเพื่อการศึกษาและการวิจัยที่ตอบสนองต่อความต้องการของคุณ ผ่าน Leave a Reply ที่นี่ เพื่อเราจะดำเนินการจัดหาสารสนเทศมาแบ่งปันให้คุณได้อย่างเหมาะสม ตรงใจ

      มารู้จักเรา :

      เรา คือ ทีมงาน ของ กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกองภายใต้ สำนักดิจิทัลและสารสนเทศ (สทส.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) รัฐวิสาหกิจในสังกัด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เพื่อเราสามารถเป็นที่ต้องการ และเป็นที่พึ่งของคุณได้ เพียง คุณแนะ ผ่าน Leave a Reply ด้านล่าง เราจัดให้

      ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสำหรับไก่

      Featured

      กาวติดฟันปลอม

      Featured

      โครงการตามแนวพระราชดำริ : การพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปลองกอง

      Featured

            ลองกองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นพืชหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจและนิยมปลูกกันมากแหล่งปลูกที่สำคัญของไทยคือ ภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ยะลา นครศรีธรรมราช ชุมพร ปัตตานี ระนอง สงขลา พังงา และภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง ตราด ที่เหลือเป็นส่วนภาคอื่นๆ เช่น อุตรดิตถ์ เป็นต้น ส่วนใหญ่มักนิยมปลูกเพื่อบริโภคภายในประเทศ จะมีการส่งออกต่างประเทศบ้างเล็กน้อย เนื่องจากสภาพปัญหาผลผลิตคุณภาพต่ำและการหลุดร่วงของผลจากช่อ รวมทั้งการเสื่อมคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวเร็ว โดยสีผิวจะเปลี่ยนจากสีเหลืองนวลเป็นสีน้ำตาลไหม้ ตลอดจนมีอาการผลเน่าเร็ว

            ลองกองเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี และฟอสฟอรัส มีสรรพคุณในการลดความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ การรับประทานลองกองเป็นประจำก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้เป็นไข้ ตัวร้อน ป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนในขึ้นภายในปากอีกด้วย ลองกองมีเมล็ดน้อยหรืออาจจะไม่มีเมล็ดเลย แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ ลองกองแห้ง ลองกองน้ำ ลองกองปาลาแม หรือลองกองแปร์แมร์

            แม้ว่าลองกองจะจัดเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งสารอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ที่จะนำไปสู่สุขภาพที่ดี แต่เพราะประสบปัญหาราคาตกต่ำเนื่องจากล้นตลาด จึงมีแนวคิดในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปลองกอง โดยต้องการให้เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มความหลากหลายและเพิ่มมูลค่าให้กับลองกอง เนื่องจากการบริโภคสดหรือการแปรรูปโดยการทำแห้ง ทำให้ลองกองมีมูลค่าไม่สูงมากนักแต่ถ้านำมาแปรรูปจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

            ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการตามแนวพระราชดำริเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลองกอง ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูกาล และช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตนอกฤดูกาลให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตลอดจนเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย อันจะช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งกิจกรรมได้ดังนี้

      1. วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง โดยควบคุมคุณภาพวัตถุดิบให้ตรงตามข้อกำหนด  GAP จนได้ออกมาเป็น น้ำลองกองเข้มข้น, น้ำลองกองพร้อมดื่มเสริมสุขภาพ , ลองกองในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง และลองกองแช่อิ่มอบแห้ง
      2. วิจัยและพัฒนาเครื่องจักรต้นแบบแปรรูปการผลิตภัณฑ์และ/ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง จนได้ เครื่องล้างและปลิดขั้วลองกอง และเครื่องสกัดน้ำลองกอง
      3. วิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ  บรรจุผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง ในลักษณะของบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาคุณภาพด้าน  สี  กลิ่น รส และคุณค่าทางโภชนาการให้คงอยู่กับผลิตภัณฑ์
      4. ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์และ/หรือลองกองสำเร็จรูปเพื่อการศึกษาทดลองผลิตภัณฑ์  ทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์
      5. ศึกษาประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์  เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชน   เกษตรกรชาวสวนที่ปลูกลองกอง

      โครงการตามแนวพระราชดำริ : การผลิตกล้วยไม้สกุลวานิลลาเชิงพาณิชย์

      Featured

           

           วานิลลาเป็นพืชวงศ์กล้วยไม้ (ORCHIDACEAE) ฝักเมื่อนำไปบ่มมีกลิ่นหอมของวานิลลิน มีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก และประเทศในแถบตะวันออกของทวีปอเมริกากลาง มีรายงานว่า มีมากถึงกว่า 200 สายพันธุ์ การกระจายพันธุ์อยู่ในเขตเส้นรุ้งที่ 20 องศาเหนือ-ใต้ของเส้นศูนย์สูตร สายพันธุ์ที่มีคุณค่าทางการค้ามีอยู่เพียง 3 สายพันธุ์คือ

      1. Vanilla planifolia (Andrews.)
      2. วานิลลอน Vanilla pompona
      3. วานิลลาตาฮิติ Vanilla tahaitensis

           ที่นิยมปลูกเป็นการค้ามากที่สุดคือ Vanilla planifolia (Andrews.) เรียกกันว่า วานิลลาพันธุ์การค้า

           ประเทศไทยมีวานิลลาพื้นเมืองขึ้นกระจายอยู่ 4 สายพันธุ์คือ

      1. พลูช้าง หรือตองผา Vanilla siamensis Rolfe ex Kownie
      2. เอาะลบ Vanilla albida Blume
      3. สามร้อยต่อใหญ่ หรือ งด Vanilla pilifera Holttum
      4. เถางูเขียว Vanilla aphylla Blume.

           ประเทศไทยรู้จักนำวานิลลาพันธุ์การค้าเข้ามาปลูกกว่า 30 ปีแล้ว โดยได้ปลูกทดลองในสถานีทดลองต่างๆของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร์และสหกรณ์

           สำหรับ มูลนิธิโครงการหลวงนั้น ได้ศึกษาทดลองการปลูกวานิลลาพันธุ์การค้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 โดยสนับสนุนทุนวิจัยแก่นักวิชาการของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ให้ศึกษาทดลองครั้งแรกที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง ตำบลเทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งพบว่า มีการเจริญเติบโตของวานิลลาพื้นเมือง (พลูช้าง) Vanilla simensis Blumes. ขึ้นอยู่ในป่าธรรมชาติ จึงได้นำวานิลลาพันธุ์การค้า (Vanilla planifolia Andrews.) มาทดลองปลูกเพื่อศึกษาการเจริญเติบโต ภายใต้ร่มเงาต้นไม้ป่าธรรมชาติ และซาแรนพรางแสง 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ พบว่าสามารถเจริญเติบโตได้ดีและสามารถให้ดอกในปีที่ 3 ของการปลูกด้วยต้นกล้าจากการปักชำต้น และจะออกดอกประมาณปลายเดือนมีนาคม ถึง เมษายน โดยจะเร็วกว่าสายพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 1 เดือน เนื่องจากวานิลลาเป็นพืชเลื้อยสามารถมีอายุข้ามปีได้หลายปี จึงมีการศึกษาถึงวัสดุที่ใช้ทำค้างเกาะ ทั้งค้างมีชีวิต คือ ต้นไม้ที่ใบสามารถพรางแสงได้ 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ (ต้น Facultalia ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว) และค้างเกาะซีเมนต์ พบว่าการใช้ค้างซีเมนต์น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีทีสุดในการปลูกวานิลลาเชิงการค้า นอกจากนี้การเปรียบเทียบการใช้วัสดุคลุมดินด้วยกาบมะพร้าวสับ พืชตระกูลถั่ว และหญ้า นั้นไม่พบความแตกต่างในการเจริญเติบโตของวานิลลา

           สำหรับการศึกษาการบ่มฝักวานิลลาพบว่าการประยุกต์วิธีการบ่มฝักของประเทศมาดากาสก้าร์โดยผ่านกระบวนการบ่มหลักๆ 4 ขั้นตอน คือ

      1. Killing
      2. Sweating
      3. Slow drying
      4. Conditioning

           สามารถทำให้ฝักวานิลลามีกลิ่นหอม สีของฝักเป็นสีช็อคโกเล็ตเข้ม ฝักมีความนุ่ม ความชื้นประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์ เมื่อนำไปวิเคราะห์ปริมาณสารวานิลลิน พบว่ามีประมาณ 2.21 เปอร์เซ็นต์ ทัดเทียมกับต่างประเทศ ที่ผิวฝักพบผลึกสีขาวใสของวานิลลิน หรือเรียกกันว่า frost เกาะอยู่ ซึ่งบางประเทศใช้เป็นตัวบ่งบอกถึงคุณภาพฝักวานิลลาที่ดี

           ในปี 2549 ได้มีการศึกษาทดลองปลูกในโรงเรือนพลาสติกที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ระดับความสูง 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล พบวาสามารถให้ผลผลิตสูง และให้ผลผลิตต่อเนื่องทุกปี ฝักที่บ่มมีปริมาณสารวานิลลิน สูงถึงประมาณ 2.40 เปอร์เซ็นต์ แต่การสุกแก่ของฝักจะประมาณ 12 เดือน ซึ่งนานกว่าที่ศูนย์ป่าเมี่ยงประมาณ 2 เดือน ทำให้คาบเกี่ยวกับการออกดอกรุ่นใหม่ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธุ์ ทำให้ไม่สามารถตัดแต่งทรงต้นหลังเก็บเกี่ยวได้

           จากการศึกษาดังกล่าว มูลนิธิโครงการหลวงได้ขยายผลการวิจัยสู่การผลิตเชิงการค้าโดยส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูง 8 ราย ปลูกในระบบโรงเรือนพลาสติก ผ่านการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และเกษตรกร 4 รายปลูกในระบบโรงเรือนพรางแสงที่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

          สำหรับผลผลิตจากการศึกษาทดลองวานิลลานั้นได้ส่งจำหน่ายในรูปฝักวานิลลาบ่มผ่านฝ่ายตลาดของมูลนิธิโครงการหลวง และทดลองผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ในเมนูอาหาร เช่น น้ำเชื่อมวานิลลา น้ำเลมอนผสมวานิลลา และฟักทองวานิลลา ที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ภายใต้แนวคิดว่าการส่งเสริมให้เกษตรกรได้ผลิตมากขึ้นจะทำให้มีผลผลิตฝักวานิลลาบ่มที่ผ่านกระบวนการบ่มที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นต่อไป โดยได้ขยายงานการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตไปยังศูนย์ต่างๆ ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง (เป็นศูนย์เรียนรู้ศึกษาการผลิตวานิลลา) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ และพื้นที่ขยายผลโครงการหลวง บ้านโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน เป็นต้น

          ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยเพื่อลดระยะเวลาการบ่มฝัก หรือ การพัฒนาสายพันธุ์ที่ต้านทานโรคเน่าจากเชื้อรา และพัฒนาสายพันธุ์ที่สามารถให้ดอกผสมตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้แรงงานคนช่วยผสมดอก นับว่ามีความจำเป็นในการปลูกวานิลลาเชิงการค้าของประเทศไทยและของโลก

      โครงการตามแนวพระราชดำริ : การเพาะเห็ดเขตหนาว

      Featured

           สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวหลายชนิดมากขึ้น จากการนำเข้าสายพันธุ์เห็ดเขตหนาวจากต่างประเทศ เช่นเห็ดชิเมจิ เห็ดนางรมหลวง เห็ดนาเมโกะ เห็ดซึงิตาเกะ เห็ดนางรมดอย เห็ดปุยฝ้าย เห็ดนางรมทอง เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดหูหนูเผือก และเห็ดไมตาเกะ มาศึกษาทดลองการเพาะเลี้ยงที่ ศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาวดอยปุย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมูลนิธิโครงการหลวงมอบหมายให้ วว. ดำเนินการวิจัย พัฒนา ทดสอบการเพาะเห็ดในระบบควบคุม หรือระบบปิดโดยควบคุมอุณหภูมิด้วยเครื่องทำความเย็น เพื่อทดลองตลาดผ่ายฝ่ายตลาดมูลนิธิโครงการหลวง เห็ดเขตหนาว และกึ่งเขตหนาว เห็ดบางชนิดได้ขยายผลสู่เกษตรกรของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงต่างๆ เช่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง (ระบบปิดแบบประยุกต์) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะเรียง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม และสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นต้น ซึ่งระบบการผลิตด้วยระบบปิดแบบประยุกต์นี้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการเปิดดอกได้ดีกว่าการเพาะเห็ดระบบเปิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดอุณหภูมิในโรงเรือนเปิดดอกให้ต่างจากอุณหภูมิภายนอกได้ถึง 5-6 องศาในฤดูร้อน ทำให้ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง สามารถผลิตเห็ดกระดุมนอกฤดูกาลได้ จากการใช้เทคโนโลยีการลดอุณหภูมิด้วยน้ำ

           งานพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดของมูลนิธิโครงการหลวง เน้นการผลิตในระบบคุณภาพมาตรฐานสากล หรือระบบ GAP หรือ Global GAP การวิจัยและพัฒนาการเพาะเห็ดชนิดใหม่ๆ และการนำเห็ดจากป่าธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรปลูกป่าเพื่อใช้สอยและสร้างรายได้จากการเพาะเห็ดในป่าธรรมชาติ รวมทั้งเน้นการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านบรรจุภัณฑ์ที่เน้นการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอินทรีย์ เพื่อส่งออกไปต่างประเทศและตลาดในประเทศ

      แนวทางการจัดการความรู้ และ การสร้างนวัตกรรม ของ วว. ประจำปี 2561

      Featured


      งานบริการภาคอุตสาหกรรม

      Featured

      บริการรมลำไยด้วยเทคโนโลยีซัลเฟอร์ไดออกไซด์

      Featured

      ลักษณะ ธงไตรรงค์ ตาม พ.ร.บ.ธง พ.ศ. 2522

      Featured

      การทดสอบระบบขนส่งทางรางและยานยนต์ขนส่ง

      Featured

      พบกับกิจกรรมวิทยาศาสตร์ดีๆ ในวันเด็ก ปี 2561 จาก วว. ที่ทำเนียบรัฐบาล และ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

      Featured

      ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ สู่ความมั่งคั่งยั่งยืน กับ วว.

      Featured

      มาร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับ การใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์

      Featured

      ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids)

      Featured

      คลิกเล่นที่ ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) เพื่อทำความรู้จักกับคุณประโยชน์ของไบโอฟลาโวนอยด์และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำผักผลไม้รวมเสริมไบโอฟลาโวนอยด์ของ วว. กันได้ที่นี่ค่ะ

      บัวตอง…พืชต่างถิ่น ณ ดอยปุยหลวง

      Featured

      นายวรพล บรรณจิต
      ลูกจ้างทั่วไป
      สถานีวิจัยลำตะคอง
      ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์

      ประวัติความเป็นมา

          บัวตอง (Mexican Sunflower Weed) เป็นไม้ประจำถิ่นของอเมริกากลางแถบเม็กซิโก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tithonia diversifolia (Hemsl.) A. Gray. เป็นไม้ดอกที่มีอายุการเจริญเติบโตหลายปี ลำต้นสามารถสูงได้ถึง 5-6 เมตร ลักษณะการออกดอกเป็นช่อเดียว บริเวณปลายกิ่ง ดอกมีสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวัน แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกวงนอกเป็นหมัน กลีบเรียวมีประมาณ 12–14 กลีบ ดอกวงในสีเหลืองส้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ใบของบัวตองเป็นใบเดี่ยว รูปไข่หรือแกมขอบขนาน มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย ปลายใบเว้าลึก 3–5 แฉก ชอบขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น กระจายพันธุ์มากบนยอดดอยที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป โดยจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนมกราคม พบการกระจายพันธุ์ครั้งแรกในประเทศไทยบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจริญเติบโตอย่างกว้างขวางจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนถึงปัจจุบัน

         

      ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien species)

          บัวตอง จัดเป็นพืชชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Alien Species-IAS) เรียกกันโดยทั่วไปว่า เอเลียนสปีชีส์ เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาในประเทศไทยแล้ว และสามารถเจริญเติบโตและมีการแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ เป็นชนิดพันธุ์เด่นในสิ่งแวดล้อมใหม่ (dominant species) และเป็นชนิดพันธุ์ที่อาจทำให้ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นหรือชนิดพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์ รวมถึงส่งผลคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และมีผลทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล

      กรณีศึกษา…..การปลูกบัวตองบนยอดดอย “ลงทุนน้อยเสียหายมาก”

          บัวตอง ณ ดอยปุยหลวง หมู่บ้านห้วยฮี้ ตำบลห้วยปูลิง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากในอดีตได้มีความคิดที่จะทำให้ดอยปุยหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงคิดวิธีหาทางทำให้ดอยปุยหลวงนั้นมีจุดโดดเด่นขึ้นเพื่อให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว จึงได้ทำเลียนแบบที่ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม โดยนำเมล็ดบัวตองมาปลูก บนยอดดอยปุยหลวง โดยบัวตองเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในธรรมชาติและยิ่งในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตด้วยแล้วจะทำให้บัวตองสามารถเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยปกติแล้วบัวตองมีความสามารถในการแก่งแย่งสูง ขึ้นเป็นกอแน่นในที่โล่ง เพียงเวลาแค่ไม่นานบัวตองก็เริ่มปกคลุมดอยปุยหลวงเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งทำให้พืชถิ่นเดิมที่ดอยปุยหลวงเริ่มมีการกระจายพันธุ์น้อยลง และประชากรลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด โดยรากของบัวตองสามารถปล่อยสารพิษยับยั้งพืชอื่น (Allelopathy) จึงทำให้พืชอื่นไม่สามารถขึ้นได้ ต้นแตกหน่อได้ดี ภายใต้ชั้นเรือนยอดของบัวตองไม่ปรากฏว่ามีกล้าของไม้ต้นหรือไม้พุ่มชนิดอื่นขึ้นเลย โอกาสที่พื้นที่เปิดโล่งจะมีการทดแทนของลูกไม้และกล้าไม้ที่อยู่โดยรอบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ถึงเริ่มมีทุ่งดอกบัวตองแล้วดอยปุยหลวงก็ยังไม่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากนัก ซึ่งต่างจากทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างมาก……ในช่วงเวลานั้นดร.ปราโมทย์ ไตรบุญ นักวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้มีโอกาสไปทำงานวิจัยที่ดอยปุยหลวง และเห็นสภาพดอยปุยหลวงที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยเห็นพันธุ์ไม้แปลกๆ หายาก แต่ตอนนี้กลับเริ่มหายไปและมีดอกบัวตองขึ้นมาแทนเป็นจำนวนมาก จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพืชถิ่นเดิมและความหลากหลายทางชีวภาพของดอยปุยหลวง ว่าจะเกิดการเสื่อมโทรมและเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่ยากจะแก้ไข จึงได้สร้างเครือข่ายการกำจัดบัวตองร่วมกับนักวิจัยจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อที่จะได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบต่างๆ ของบัวตองต่อการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพของท้องถิ่น และร่วมกันหาทางออกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของดอยปุยหลวง ซึ่งชาวบ้านก็เห็นสมควรแล้วให้ความร่วมมือที่จะให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยในขั้นต้นได้ดำเนินการให้ชาวบ้านหยุดการนำเมล็ดไปเพาะขยายพันธุ์เพื่อลดปริมาณของต้นบัวตอง ส่วนบัวตองที่กระจายพันธุ์บนดอยปุยหลวงนั้น ยังกินพื้นที่ไม่มากนักก็สามารถควบคุมโดยวิธีเชิงกลได้ เพื่อที่จะลดการใช้สารเคมีอันตรายต่างๆ โดยการถาง ตัดลำต้นและขุดรากทำลายทิ้งก่อนที่จะมีการออกดอก ติดเมล็ด และทำการสำรวจพื้นที่ประมาณ 4 เดือน/ครั้ง ว่าปริมาณของต้นบัวตองลดจำนวนลงมากน้อยเพียงใด ควบคุมดูแลจนกว่าปริมาณของต้นบัวตองจะลดลงไปจนหมดพื้นที่ดอยปุยหลวง และให้ดอยปุยหลวงคืนสภาพกลับมาเป็นดอยที่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชดั้งเดิมและเกิดการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนของชุมชนและธรรมชาติ ซึ่งความสวยงามของดอยปุยหลวงไม่ได้ขึ้นอยู่กับบัวตองอย่างที่ชาวบ้านคิด แต่จริงๆ แล้วความสวยงามที่แท้จริงของดอยปุยหลวงอยู่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาให้นั่นเอง

        สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของบัวตองในปริมาณมากแล้วนั้น หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ ที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่แห่งนั้น ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของบัวตองที่สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับชุมชนได้ ทั้งนี้ในพื้นที่ดังกล่าวก็ควรมีการควบคุมจำกัดขอบเขตการกระจายพันธุ์ให้ชัดเจน และไม่ควรให้มีการแพร่พันธุ์เข้าสู่พื้นที่อื่นๆ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ เพื่อลดและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดในอนาคต

        รวมถึงนักวิชาการและนักวิจัยเองก็ควรมีวิธีการในการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ถึงผลกระทบและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนมีวิธีการจัดการกับพื้นที่ที่มีการกระจายพันธุ์แล้วให้สามารถควบคุมและจำกัดขอบเขตการกระจายพันธุ์ให้ชัดเจน เพื่อความยั่งยืนของความหลากหลายทางทรัพยากรชีวภาพของไทย ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมแล้วใช้ประโยชน์ต่อไป

      • ความหลากหลายทางชีวภาพจังหวัดเชียงใหม่. 2552. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive alien species). [Online]. Available:
        http://chm-thai.onep.go.th/chm/data_province/Chiangmai/alien_spp.html (25 พฤษภาคม 2560)
      • จริยา แสวงทรัพย์สกุล. 2549. ดอกบัวตอง. [Online]. Available: http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/ 2549/m6-3/no12/flower/sec01p07.htm (25 พฤษภาคม 2560)
      • ฟ้าใสวันใหม่. 2557. วัชพืชแสนสวย เอเลียนสปีชีส์. [Online]. Available: https://www.bloggang.com/m/viewdiary. php?id=fasaiwonmai&month=11-2014&date=24&group=2&gblog=631 (25 พฤษภาคม 2560)

      พรีไบโอติกและโพรไบโอติก

      Featured

      คลิกเล่นที่ พรีไบโอติกและโพรไบโอติก เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับพรีไบโอติกและโพรไบโอติกไปกับทีม KM ของ วว. กันค่ะ

      สูงสุดประเทศไทย เส้นทางชมความงามกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์

      Featured

      นายทศวรรษ แผนสมบูรณ์
      สถานีวิจัยลำตะคอง
      ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์

           กล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum) ได้ตั้งสกุลนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2429 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน มาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ Paphia หมายถึง เทพธิดาแห่งความรักและความงาม และ pedilon หมายถึง รองเท้าของผู้หญิง ซึ่งหมายถึงลักษณะกลีบดอกที่เป็นถุงลึกคล้ายรองเท้า พบทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล้วยไม้รองเท้านารี มีชื่อสามัญคือ Lady’s Slipper จัดไว้ในวงศ์กล้วยไม้ (Family Orchidaceas) ชื่อสกุล (Genus) Paphiopedilum โดยลักษณะเด่นของกล้วยไม้ในสกุลนี้ คือ ส่วนกลีบปากลักษณะคล้ายถุง (saccate) หรือทั่วไปดูว่าคล้ายส่วนหัวของรองเท้าสุภาพสตรี จึงทำให้มีชื่อสามัญว่า“Slipper Orchid” ซึ่งคนไทยรู้จักกันดีในชื่อว่า “กล้วยไม้รองเท้านารี”

      ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงกล้วยไม้สกุลรองเท้านารีชนิดหนึ่ง คือ กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ Paphiopedilum villosum (Lindl.) Stein ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่มีความเสี่ยงใกล้ที่จะสูญหายไปจากประเทศไทย

      โดยช่วงต้นปี ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปสำรวจพรรณไม้และจัดเก็บตัวอย่างพรรณไม้ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และได้มีโอกาสเดินสำรวจในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ “กิ่วแม่ปาน” ซึ่งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีวงรอบระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หลังจากเดินสักพัก ก็ได้พบกับกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่สวยงามและกำลังออกดอก พอสังเกตดูพบว่า มีการทำตะกร้าและใส่วัสดุรองปลูกมาติดไว้ตามต้นไม้ ทำให้เข้าใจว่าได้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ และนำมาปลูกคืนป่า ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้เบื้องต้นได้ว่า กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์เป็นกล้วยไม้ที่หายาก และ ใกล้ที่จะสูญพันธุ์ และอีกเหตุผลที่สำคัญคือมีลักษณะดอกที่สวยงาม โดยสาเหตุของการสูญพันธุ์อาจมาจากการที่ชาวบ้าน หรือนักลงทุนมีการบุกรุกเข้าพื้นที่ป่าเพื่อเก็บกล้วยไม้ป่าไม่ว่าจะเป็นรองเท้านารีหรือกล้วยไม้ป่าชนิดอื่นๆ เพื่อนำไปขาย ทั้งการขายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์และกล้วยไม้ชนิดอื่น ๆ มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย

      กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ มีถิ่นการกระจายพันธุ์ตั้งแต่รัฐอัสสัม สาธารณรัฐอินเดีย จนถึงทางตอนใต้ของประเทศจีน มีลักษณะ พุ่มต้นกว้างประมาณ 25-30 ซม. ใบกว้าง 3.5-4 ซม. ยาว 30-40 ซม. ใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ใต้ใบบริเวณโคนกาบใบ มีจุดประสีม่วง แตกหน่อได้ดี มักเจริญเติบโตเป็นกอใหญ่ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ขนาดประมาณ 10-12 ซม. ก้านดอกตั้งตรงยาว 10-12 ซม. กลีบดอกหนาเป็นมันเงา พื้นดอกสีเหลืองปนน้ำตาล กลีบบนบริเวณขอบมีสีเหลืองหรือขาว โคนกลีบบนสีน้ำตาลเข้ม กลีบในมีเส้นสีน้ำตาลเข้มแบ่งกึ่งกลางตามความยาวกลีบ กระเป๋าสีน้ำตาลเป็นมันเงา มีเส้นร่างแหสีน้ำตาล ออกดอกในช่วง มกราคม – มีนาคม ในธรรมชาติพบในทำเลที่เป็นป่าดิบภเขา ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่หนา โดยขึ้นอยู่สูงประมาณ 1200-1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล รองเท้านารีอินทนนท์เป็นกล้วยไม้แบบอิงอาศัย โดยพบขึ้นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ที่มีลักษณะเปลือกหนา มีการผุพังของเปลือกไม้ง่าย ปกคลุมด้วย มอส เฟิร์น ตะไคร่น้ำ อุ้มความชื้นได้ดี โดยหยั่งรากไปตามเปลือกไม้ ตามดอยสูงทางภาคเหนือ เช่น ดอยอินทนนท์ และดอยเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ ดอยแม่อูคอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน บริเวณภูหลวงจังหวัดเลย รวมถึงในฝั่งประเทศพม่า อินเดีย และตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

           และหลังจากที่ผู้เขียนลงมาจากการสำรวจพรรณไม้ ณ กิ่วแม่ปาน ก็ได้สำรวจและเดินศึกษาธรรมชาติตรงจุดอื่น ๆ จนพระอาทิตย์ใกล้ที่จะตกดิน และก่อนที่จะเข้าที่พักก็ได้มีโอกาสไปที่ “ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์” แต่น่าเสียดายเมื่อไปถึงศูนย์อนุรักษ์กำลังจะปิดและปิดในส่วนของโรงเรือนเพาะชำไปหมดแล้ว แต่ในส่วนของสวนสาธารณะยังไม่ปิดตัวลง จึงได้เข้าไปเดินชมกล้วยไม้รองเท้านารีนานาชนิดที่ได้ทำการจัดแสดงไว้ภายในสวน

           ในพื้นที่ศูนย์อนุรักษ์ฯ มีการรวบรวมและจัดแสดงกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี ในประเทศไทยซึ่งพบทั้งหมด 17 ชนิด ทำรูปปั้นเสมือนดอกกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี ชนิดต่างๆ ไว้โดยมีขนาดที่ขยายขึ้นมาให้เห็นดอกและจุดเด่นของแต่ละชนิดไว้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาศึกษาได้ชมและแยกแต่ละชนิดออกได้

           โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ ตามพระราชดำริ ในพื้นที่ภาคเหนือ (ดอยอินทนนท์) อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้งขึ้น “ เพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี เพื่อการศึกษาวิจัยและการท่องเที่ยว ขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและจำหน่ายกล้วยไม้ที่ได้จากการขยายพันธุ์ สร้างจิตสานึกและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีหายาก ขจัดปัญหาการลักลอบนำกล้วยไม้ออกจากป่าธรรมชาติซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ของกล้วยไม้”

           โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีสายพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ โดยสามารถขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีที่หายากเพื่อนำกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติ เพื่อจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของกล้วยไม้รองเท้านารีและรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ ประชาชนในพื้นที่โครงการฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการปลูกจิตสานึกและกระตุ้นความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอย่างยั่งยืนต่อไป ช่วยลดปัญหาการลักลอบนำกล้วยไม้จากป่าธรรมชาติออกมาจำหน่าย

           การขยายผลการดำเนินงานในอนาคต คือ ทำการศึกษาวิจัยถิ่นที่อยู่อาศัยของกล้วยไม้รองเท้านารีแต่ละชนิดว่าขึ้นอยู่ในระดับความสูงเท่าไหร่ อิงอาศัยกับพืชพรรณชนิดใด ในทิศทางใด เพื่อให้การดำเนินการปล่อยกล้วยไม้คืนสู่ป่า มีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูงสุด

           ทั้งนี้ผู้เขียนได้เขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ เพื่อให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมกันในการอนุรักษ์พันธุ์พืชของไทย โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่าที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ของไทย ที่มีความหลากหลายและความงามอย่างโดดเด่น เพื่อให้คงอยู่สำหรับอนุชนรุ่นหลังที่จะได้เห็น ชื่นชมและได้รู้จักกันสืบต่อไป และให้เป็นมรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่าของประเทศตราบนานเท่านาน

      จะอ่านข้อมูลข่าวสาร วว. ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ได้จากไหนกันนะ

      Featured

      Invitation of International Workshop on Tea Cultivation and Processing Technology for South and Southeast Asian Counties

      Featured

      นายพงศกร นิตย์มี
      นักทดลองวิทยาศาสตร์วิจัย
      ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์

           วว. ได้มีความร่วมมือกับ Yunnan Academy of Science and Technology Development (YASTD) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีกำหนดจะจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ เรื่อง Invitation of International Workshop on Tea Cultivation and Processing Technology for South and Southeast Asian ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม – 10 พฤศจิกายน 2560 ณ เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน

           ผู้เขียนในฐานะนักทดลองวิทยาศาสตร์วิจัย ประจำสถานีวิจัยลำตะคอง ซึ่งอยู่ภายใต้ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ได้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ เรื่อง Invitation of International Workshop on Tea Cultivation and Processing Technology for South and Southeast

           ซึ่งเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เดินทางไปต่างประเทศเพียงคนเดียว ต้องขอยอมรับเลยว่า ตอนแรกก็มีอาการกลัวมาก เกี่ยวกับการเดินทางและการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร เพราะระยะเวลาในอบรมใช้เวลาถึง 20 วัน ในความรู้สึกที่ต้องไปเข้าอบรม นอกจากกลัวแล้วคือ ทำไมนานจังและประสบการณ์แบบนี้มีน้อยมาก แต่เนื่องจาก มีรุ่นพี่ที่ทำงานค่อยช่วยเหลือทางด้านการติดต่อสื่อสารกับทางสาธารณรัฐประชาชนจีน และคอยแนะแนวทางในการใช้ชีวิตระหว่างที่อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้ผู้เขียนเกิดความมั่นใจในการที่จะออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ยังต่างประเทศ ต้องขอขอบพระคุณ ดร. ปราโมทย์ ไตรบุญ ซึ่งเป็นรุ่นพี่ค่อยให้การช่วยเหลือกระผมตลอดมา

           จากรายชื่อผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม พบว่า ประเทศไทยได้มีผู้เขียนเพียงคนเดียวที่มาอบรมในครั้งนี้ ทำให้รู้ว่าโดดเดียวมากครับ เพราะว่า ประเทศอื่น ๆ มากันเป็นทีม แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป เรามีการทำกิจกรรม มีการออกมาพูดตามหัวข้อที่ทางผู้จัดได้กำหนด และมีการรวมกลุ่ม ทำให้ทุกคนเริ่มสนิทกันมากขึ้น


      กระผมได้บรรยายในหัวข้อ The research condition of tea industry and situation in Thailand. ซึ่งเป็นหัวข้อที่ทางสาธารณรัฐประชาชนจีนให้ความสนใจมาก เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการทำตลาดชามาก และประกอบกับธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่มีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องจากทางภาครัฐและเอกชน ทำให้อนาคตอาจมีความร่วมทางด้านการวิจัยและการพัฒนาทางด้านการผลิตชา

      ภาพบรรยากาศ หลังจากการฝึกปฏิบัติการตรวจสอบคุณสมบัติของชาในแต่ละประเภท ซึ่งมีให้ตรวจสอบมากมาย

      การทดสอบคุณสมบัติของชาแต่ละประเภท เช่น กลิ่น รสชาติ ลักษณะภายนอก เป็นต้น
      ซึ่งได้แบ่งกลุ่มและร่วมกันตรวจสอบ

      การฝึกทำชา แบบลักษณะก้อนเค้ก ซึ่งกระผมได้ทำเองกับมือทุกขั้นตอน และทางผู้จัดได้ให้กลับบ้านเป็นของที่ระลึก

      การบรรยายในแต่ละหัวข้อในแต่ละวัน

      เพื่อนใหม่ที่สนิทในกลุ่ม เช่น มาเลเซีย เนปาล เป็นต้น

      การกล่าวความรู้สึกสำหรับการฝึกอบรมในครั้งนี้
      สำหรับพิธีการ ปิดการฝึกอบรม ผมก็ได้รับโอกาสเช่นกัน

           ประสบการณ์ที่ได้ไปเข้าอบรมครั้งนี้ จากความกลัว ตื่นเต้น กังวล กลายเป็นความรู้สึกที่ดี ประทับใจ ขอบคุณ วว. พี่ๆ ผู้สนับสนุนทุกท่าน เพราะสิ่งที่ได้รับ… นอกจากความรู้เกี่ยวกับเรื่องการวิจัยและการพัฒนาของชาแล้ว ความร่วมมือในอนาคตระหว่างนักวิจัยและหน่วยงานต่างๆคงจะเกิดขึ้นในอนาคต

           โดยส่วนตัว ผู้เขียนยังได้มีการพัฒนาตนเองทั้งเรื่องภาษา การปรับตัว การนำเสนอผลงาน และที่สำคัญได้คำว่า “ มิตรภาพและความร่วมมือ” ตลอด 20 วัน มีการช่วยเหลือกันและกัน ความผูกพันค่อยๆสานต่อจนเรียกได้ว่ามีเพื่อนจากหลากหลายประเทศที่ต่างวัฒนธรรม เพื่อนแต่ละคนมีสัญญาใจกันว่า ถ้าเพื่อนคนไหนมาเยือนประเทศตัวเอง ต้องมีการดูแลกันอย่างดี การติดต่อสื่อสารในยุคนี้ ไม่ยากเลยที่จะทำให้ความสัมพันธ์ยืนนาน

      ทั้งหมดนี้คือความประทับใจที่คนทำงานตัวเล็กๆ ได้ถ่ายทอดจากใจ

           ขอบคุณ วว. ที่ให้โอกาสเปิดหู เปิดตา และเปิดใจ

      เก็บตกการสัมมนา SOE Digital Transformation for Thailand 4.0…มุมมองจากคนนอกวงการ IT

      Featured

      ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา
      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

          เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา SOE Digital Transformation for Thailand 4.0 ที่จัดขึ้นโดยชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ในฐานะคนนอกวงการ IT เพราะส่วนใหญ่บุคลากรที่มีโอกาสได้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นคนในแวดวง IT ไม่ว่าจะเป็น Programmer, System analyst และ Network engineer ซึ่งแต่ละคนก็จะมีการใช้คำพูดด้วยคำศัพท์ที่เป็น Technical terms ที่ผู้เขียนไม่ค่อยคุ้นหู และไม่เข้าใจความหมายเท่าไรนัก เพราะผู้เขียนเป็นแค่ End user หรือผู้ใช้ระบบที่เขาเหล่านั้นได้พัฒนาขึ้นมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะ End user ที่เข้าร่วมในการสัมมนาในครั้งนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่านับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้เขียนได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยที่มุ่งมั่นจะพัฒนาระบบ Infrastructures, program และบุคลากร เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างเต็มรูปแบบ

        ในงานสัมมนา ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดและได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง SOE Digital Transformation for Thailand 4.0 ซึ่งท่านได้กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวข้ามผ่านความล้าหลังแล้ว และกลุ่มรัฐวิสาหกิจของไทยก็มีศักยภาพทั้งในเรื่องเงินทุน กำลังคน และเทคโนโลยีที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่ 4.0 และหากกลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยสามารถวางเป้าหมายร่วมกันได้ ท่านก็เชื่อว่ากลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนประเทศไทยความเป็นสู่ 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ ท่านยังเน้นย้ำว่าทุกรัฐวิสาหกิจควรที่จะตั้งเป้าร่วมกันคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยต้องไม่ลืมถึงความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการคมนาคม ระบบ logistic และการทำธุรกรรมการเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต ในส่วนของรัฐบาลเองก็กำลังดำเนินการอยู่ 5 เรื่องหลักๆ เพื่อการขับเคลื่อน Digital 4.0 ซึ่ง ก็คือ SIGMA แปลว่า S = Security (ความปลอดภัย), I = Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน), G = Government (รัฐบาล), M = Manpower (กำลังคน) และ A = Application (การประยุกต์ใช้) โดยทั้งหมดนี้ก็หมายความถึง การคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการในโลกออนไลน์และความมีเสถียรภาพของระบบต่างๆ การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายให้ครอบคลุม การทำระบบ e-government เพื่อให้ประชาชนมีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ของรัฐบาลได้อย่างทั่วถึง การพัฒนากำลังคนหรือบุคลากรที่จำเป็นเพื่อใช้พัฒนา วิเคราะห์ และวางระบบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และการนำเอาระบบต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเหล่านี้ก็เชื่อมโยงกับการเสวนาของ คุณเทวินทร์ วงวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คุณชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และคุณมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้งสามท่านได้กล่าวถึง ความพร้อมในด้าน Manpower และ Infrastructure ของหน่วยงาน นอกจากนี้ท่านทั้งสามยังยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ รวมไปถึงการเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเตรียมพร้อมเกี่ยวกับใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยบนระบบเครือข่ายความเร็วสูงที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ

       

       นอกจากนี้ในการเสวนาช่วงบ่ายของ ดร. ณัฐพล นิมมานพัชริทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล และ นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้ง RISE และ CEO บริษัท MCFIVA ทั้งสองท่านยังได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมของบุคลากรของภาครัฐให้มีความเป็นนักนวัตกร (Innovator) คือ การที่บุคลากรภาครัฐสามารถนำเอาผลงานวิจัยมาต่อยอดหรือสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้นี้ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเปลี่ยนวิถีชิวิตของผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สร้างความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา หรือประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้น นวัตกรจำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงมุมมองของนักลงทุนและสามารถสื่อสารกับนักลงทุนให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความแปลกใหม่และตอบสนองชีวิตในยุค digital 4.0 ได้ ซึ่งบุคลากรภาครัฐควรได้รับการฝึกฝนและพัฒนาทัศนคติ รวมถึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ และหลุดออกจากกรอบความคิดเดิมๆ เพื่อสร้างสรรค์งานที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่สังคม

       สำหรับในเรื่องของ Security นั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ก็ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ Cyber Security for New Generation ซึ่งในการบรรยายท่านก็ได้เน้นย้ำถึง การโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จำเป็นจะต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับเป้าหมายในการปฏิรูปธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานของระบบจำเป็นต้องเข้มแข็ง และสามารถตรวจจับเครือข่ายแปลกปลอมต่างๆ ที่แทรกซึมเข้ามาในระบบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เรื่องนี้นับว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่งของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ

        ในช่วงท้ายของงานซึ่งเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง Challenging to change in digital era โดย พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทำให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง ดังนั้นในยุคที่ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา บุคลากรภาครัฐจึงจำเป็นต้องพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแลงที่รวดเร็วเช่นนี้ เพราะคลื่นลูกใหม่แห่งความเปลี่ยนแปลงอาจจะถาโถมลงมาได้อีกในไม่กี่ปีข้างหน้า

       ท้ายสุดนี้ ข้อคิดที่ได้จากเข้าร่วมสัมมนาในฐานะ End user ผู้เขียนได้ตระหนักถึงสิ่งที่ End user ต้องเตรียมรับมือเพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ Digital literacy หรือความตระหนักรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

      มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมปี 2560

      Featured

      ร่วมเรียนรู้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 กับ วว.

      Featured

      พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มีผลบังคับ 180 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 โดยเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา เรามาเรียนรู้ร่วมกันเพื่อจะได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องจากการชมวีดีทัศน์การเสวนาให้ความรู้ได้ที่นี่ ทั้งนี้ มีทั้งหมด 17 ตอน

      ท่านสามารถอ่านเอกสารเพิ่มเติมประกอบที่นี่ ประกอบด้วย

      การยืดอายุการเก็บรักษาจุลินทรีย์โพรไบโอติกในน้ำผลไม้ด้วยการกดดันด้วยกรด

      Featured

      Russula เครื่องดื่มจากเห็ดน้ำแป้ง

      Image

              เห็ดน้ำแป้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Russula  alborealata Hongo เป็นเห็ดพื้นเมืองในภาคอีสานของไทย ซึ่งจากผลการวิจัยของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พบว่า เห็ดชนิดนี้ มีสารสำคัญ คือ 4,5-dicaffeoylquinic acid มีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาที่สามารถช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ ลดภาวะเสี่ยงโรคมะเร็ง ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจดังกล่าว วว. จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากเห็ดชนิดนี้ขึ้น เพื่อถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการได้นำไปผลิตและจัดจำหน่ายกันค่ะ

      หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
      สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38  หรือ
      Call  center วว. โทร.0 2577 9300  ในวันและเวลาราชการ 
      E-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      สูตรการผสมปุ๋ยอินทรีย์เคมีละลายช้าสำหรับการผลิตข้าวแบบใช้ปุ๋ยครั้งเดียว

      Image

      สูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมีละลายช้าสำหรับการผลิตข้าวแบบใช้ปุ๋ยครั้งเดียวที่ วว. ผลิตขึ้นนั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง เราลองมาดูกันค่ะ และหากท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.), สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเะทศไทย (วว.) โทร. 0-2577 9300
      e-mail : tistr@tistr.or.th



      สร้างสื่อที่น่าสนใจกว่าด้วย Gifographic

      Featured

      อทิตยา วังสินธุ์ 
      กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

           เมื่อกล่าวถึงสื่อ Infographic หลายคนคงจะรู้จักดีไม่มากก็น้อย ว่าเป็นสื่อที่มีการนำรูปภาพกราฟิกและข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ แผนผัง ตัวเลข ฯลฯ นำมาสรุปย่อและออกแบบให้ดูเข้าใจง่ายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากมนุษย์สามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อมูล เหมาะสำหรับคนยุคใหม่ที่ต้องการรับสารที่สั้นกระชับในเวลาจำกัด และกำลังเป็นที่นิยมในโลก Social Network แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีสื่อที่สามารถนำเสนอได้น่าสนใจและดึงดูดกว่านั่นก็คือ Gifographic

           Gifographic จะเรียกว่าเป็นสื่อที่พัฒนามาจาก Infographic ก็ว่าได้ ซึ่งมีการเพิ่มรูปแบบให้มีความน่าสนใจขึ้นด้วยภาพเคลื่อนไหว Gif (Graphics Interchange Format) Gifographic ประกอบด้วย ข้อมูล กราฟิก และภาพเคลื่อนไหว เราสามารถใช้โปรแกรมในการสร้างสื่อ Gifographic ได้หลากหลายโปรแกรม อาทิเช่น Adobe Photoshop, Adobe Illustrator หรือ Inkscape

      Gifographic มีขั้นตอนในการผลิตดังนี้

      1. กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย ต้องการจะสื่ออะไรกับคนกลุ่มไหน เพื่อให้สามารถเลือกรูปแบบและเนื้อหาการนำเสนอได้ง่ายและเหมาะสมกับกลุ่มคนที่ต้องการสื่อสารด้วยมากที่สุด
      2. เลือกเนื้อหาในการนำเสนอ ในสื่อ Gifographic แต่ละชิ้นงานนั้น ควรเลือกเรื่องที่จะนำเสนอเพียงเรื่องเดียว หัวข้อเดียวเท่านั้น และกำหนดใจความสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารให้ชัดเจน
      3. สำรวจและรวบรวมข้อมูล ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่สำรวจและรวบรวมมาอย่างดีทุกครั้ง สามารถตรวจสอบที่มาที่น่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ ได้ เพื่อให้มีความถูกต้องของข้อมูลที่ต้องการจะสื่อสาร
      4. สร้างหัวเรื่อง (Topic) ที่น่าสนใจ คิดประเด็น สร้างหัวเรื่องให้น่าดึงดูดชวนให้ติดตามเนื้อหาต่อไป
      5. ออกแบบและผลิต ออกแบบ Gifographic ให้โดดเด่น สวยงาม สร้างกราฟิกสะดุดตา สีสันชวนมอง นอกจากจะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาดูแล้ว การจัดวางที่ดี จะช่วยให้ผู้อ่านทำความเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น และสื่อสารตรงประเด็น สั้น และกระชับใจความ จบภายในหน้าเดียว

      ข้อดีของ Gifographic คือ

      • สร้างความน่าสนใจได้มากกว่า Infographic ด้วยการแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหว
      • แสดงผลได้บน Twitter และ Google+ เพียงแค่อัพโหลดภาพไฟล์ .gif ก็สามารถแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ทันที
      • มีคำอธิบายที่กระชับ เข้าใจได้โดยง่าย เพราะมนุษย์สามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อมูลที่ซับซ้อน
      • มีเอกลักษณ์ทำให้ง่ายต่อการจดจำ มีการใช้สีสันที่สะดุดตา พร้อมกับภาพกราฟิกที่สามารถเคลื่อนไหวได้
      • รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน

      ข้อด้อยของ Gifographic คือ

      • ไม่แสดงผลทันทีบน facebook ทั้งนี้เพราะฟีเจอร์ของเว็บไซต์ facebook นั้นยังไม่รองรับภาพ gif แบบเคลื่อนไหว จึงต้องใช้วิธีฝากไฟล์กับเว็บไซต์อื่นก่อน เช่น giphy.com, pinterest.com ฯลฯ และไม่แสดงผลโดยอัตโนมัติ จะต้องทำการคลิกที่ภาพก่อนภาพจึงจะเคลื่อนไหว
      • ใช้เวลาดาวน์โหลดนานกว่า Infographic เนื่องจากเป็นภาพเคลื่อนไหว จึงทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ภาพปกติ
      • ใช้เวลาในการผลิตนานกว่า Infographic ถึงแม้ว่าขั้นตอนการออกแบบจะเหมือนกัน แต่ในขั้นตอนการผลิตนั้นจะใช้เวลามากกว่า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกแบบชิ้นงานจำนวนมากขึ้น และมีขั้นตอนของการทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหวเพิ่มมาอีกด้วย

           ด้วยเหตุผลนี้ Gifographic จึงถือเป็นสื่อใหม่ที่อาจจะได้รับความนิยมมากขึ้นต่อจาก Infographic เป็นตัวเลือกในการนำเสนอข้อมูลที่กระชับ ฉับไว สามารถเข้าใจได้ง่ายอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความสวยงามและมีรูปแบบที่ไม่น่าเบื่ออีกด้วย

      กิจกรรมดีๆ CSR พัฒนาครูวิทย์ ตามแนวคิด Thailand 4.0

      Featured

      เพ็ญศรี สมประจบ

      กองสื่อสารภายใน

             ครู นับเป็นทรัพยากรบุคคลอันสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นเยาวชนที่ดี มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต การส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โครงการ “กิจกรรมดีๆ CSR พัฒนาครูวิทย์ ตามแนวคิด Thailand 4.0” จึงเกิดขึ้น โดยดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานคณะทำงาน CSR วว. กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการ คือ

      • เพื่อพัฒนาศักยภาพครูวิทยาศาสตร์ให้มีแนวคิด ทัศนคติ และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชนต่อไป
      • เพื่อส่งเสริมให้ครูวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยตรง เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์โดยตรงให้แก่ครูผู้สอน
      • เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงาน วว. กับชุมชนและสถานศึกษาในจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียง
      • เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วว. ไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการเผยแพร่ผลงาน วว. ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

      วันที่เริ่มโครงการ วว. ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล กรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นประธานการเปิดงานท่านกล่าวว่า “ฐานรากสำคัญของความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากบุคลากรที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ คือ “ครูวิทยาศาสตร์” ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเยาวชนให้เกิดความรู้ ความสนใจและใฝ่รู้ด้านวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น”

       การดำเนินโครงการและการเยี่ยมชม ศึกษา ดูงาน

             ผู้บริหารและคณะทำงานโครงการ CSR ได้ศึกษาข้อมูลและพิจารณาคัดเลือกครูที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คลองห้า จังหวัดปทุมธานี โรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงสถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา รวมครูที่เข้าร่วมกิจกรรม CSR ในครั้งนี้จำนวน 25 ท่าน โดย วว. ได้นำคณะครูเข้าเยี่ยมชม ศึกษา ดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อต่างๆ จากฐานเรียนรู้ของ วว. ได้แก่

      • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรม
      • ศึกษาดูงานห้องปฏิบัติการต่างๆ

         นอกจากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในห้องเรียนแล้ว    คณะครูยังได้ไปเยี่ยมชม ศึกษา  และดูงาน ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เป็นหน่วยงานอีกแห่งหนึ่งของ วว. ที่ส่งเสริมความรู้เชิงวิชาการเกี่ยวกับสมุนไพร การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรหลากหลายชนิด โดย วว. ได้ทำการศึกษา ค้นคว้าคุณสมบัติและการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดต่างๆ อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สถานที่ๆ ไปเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน ณ สถานีวิจัยลำตะคอง ได้แก่

      1. แปลงสาธิตการปลูกพืชเชิงระบบ
      2. แปลงรวบรวมพันธุ์มะขามป้อม
      3. บล็อกประสาน วว.
      4. กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
      5. แปลงผักพื้นบ้าน
      6. อาคารสมุนไพร

       ประโยชน์ที่ได้รับ

      ครูวิทยาศาสตร์ได้รับการพัฒนาศักยภาพ เพิ่มองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยตรง ครูสามารถนำความรู้ไปต่อยอดและถ่ายทอดให้แก่เยาวชน ได้เรียนรู้เรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์จากประสบการณ์จริง ส่งเสริมครูให้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้น เด็กก็ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงาน วว. กับชุมชนและสถานศึกษาบริเวณใกล้เคียงเทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานีอีกด้วย จากการติดตามผลเบื้องต้นพบว่า ครูหลายโรงเรียนได้นำประสบการณ์ไปถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ ทำให้เด็กมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลายมากขึ้นจากในตำรา

      Good Knowledge : มารู้จัก Functional Foods กันเถอะ

      Featured

      คลิกเล่นที่ Good Knowledge : มารู้จัก Functional Foods กันเถอะ เพื่อมาทำความรู้จักกับ Functional Foods กันว่า คืออะไร ต่างจากอาหารปกติไหม มีประโยชน์กับเราอย่างไร เราจำเป็นต้องกินหรือไม่ ได้จาก Good Knowledge เลยค่ะ

      การระบุเชิงอรรถในรายงานวิชาการของ วว.

      Featured

           เชิงอรรถ หรือ Footnote คือ ข้อความที่อยู่ส่วนข้างล่างท้ายกระดาษของแต่ละหน้า เพื่ออธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ของคำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่คัดลอกมาใช้ในรายงานที่อยู่ในหน้านั้นๆ

           ประเภทของเชิงอรรถ

      • เชิงอรรถอ้างอิง หรือ Citation Footnote เพื่อใช้แสดงถึงแหล่งที่มา
      • เชิงอรรถเสริมความ หรือ Content Footnote เพื่อใช้อธิบายขยายความ เสริมความ เพิ่มเติม
      • เชิงอรรถโยง หรือ Cross-reference Footnote เพื่อให้ผู้อ่านไปอ่านเพิ่มเติมในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดนั้นๆ ที่อยู่ในหน้าอื่นของรายงานฉบับเดียวกัน หรือ ในแหล่งอื่น ซึ่งมีรายละเอียดไว้แล้วและไม่ต้องการกล่าวซ้ำอีก

           วิธีการเขียนเชิงอรรถ

           ใช้ “ตัวยก” เป็นลำดับหมายเลข ระบุไว้ในหน้ากระดาษ 2 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ โดย

      • ตำแหน่งแรกใส่ไว้ต่อท้ายสุดของ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่ใช้ในรายงาน
      • อีกตำแหน่งใส่หมายเลขเดียวกันไว้หน้า คำ ข้อความ หรือ ประโยค ที่ใช้อธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ในรายการเชิงอรรถที่ส่วนข้างล่างของหน้าแต่ละหน้าที่อ้างถึง

           ทั้งนี้ การเรียงลำดับเลขของเชิงอรรถ ให้เริ่มเชิงอรรถแรกของแต่ละบทด้วยเลย 1 ต่อเนื่องกันไปจนจบบท เมื่อขึ้นบทใหม่หมายเลขเชิงอรรถจะเริ่มที่ 1 ใหม่เสมอ

           สำหรับเชิงอรรถระบุหน่วยงานของผู้วิจัย นอกจากจะระบุไว้ที่ส่วนข้างล่างของหน้ากระดาษแล้ว ต้องระบุไว้ที่หน้าบทคัดย่อในภาษาที่จัดทำรายงานดังนี้

      • รายงานที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า ABSTRACT
      • รายงานที่เป็นภาษาไทยทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า บทคัดย่อ

      ตัวอย่างการเขียนเชิงอรรถ

      การศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

      Featured

      นางวรรณวิภา กาญจนไวกูณฐ์
      นักประชาสัมพันธ์
      กองสื่อสารภายใน

            การศึกษาดูงานครั้งนี้ สืบเนื่องจาก วว. ได้กำหนดให้ ปี 2559-2560 เป็นปี “วัฒนธรรมนวัตกรรม” ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการ I Talk for TISTR Innovator 2017 ได้จัดการบรรยายถ่ายทอดความรู้ด้านนวัตกรรมจากวิทยากรภายนอก และภายในหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง และเห็นความสำคัญของการนำบุคลากรเยี่ยมชม ศึกษาดูงานหน่วยงานภายนอกด้านนวัตกรรม เพื่อเปิดโลกทัศน์ สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัย ต่อยอดความรู้ด้านนวัตกรรม ทำให้บุคลากรเกิดความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมใหม่ๆ สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ทั้งนี้ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ได้จัดการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center        และ บริษัท ศูนย์ วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมีผู้บริหารและพนักงานเข้าเยี่ยมชมจำนวน 32 คน

      สรุปเนื้อหา

            การศึกษาดูงาน ณ SCG Open Innovation Center  และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด นั้น ได้รับการต้อนรับและการบรรยายจาก น.สพ. สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายขายและบริการคีย์แอคเคานต์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่สนใจมาเช่าพื้นที่ทำการ คณะผู้ร่วมศึกษาดูงานได้สรุปเนื้อหาที่เป็นประเด็นสำคัญ พอสรุปได้คือ สวทช. มีแนวคิด นโยบายการบริหารงานที่เปิดกว้าง แต่มุ่งวัตถุประสงค์เดียวกัน โดยเน้นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเป็นเพื่อนร่วมทาง สู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจ เน้นการเชื่อมโยงสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ร่วมวิจัยงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมกับหน่วยงานต่างๆที่หลากหลาย มีการแบ่งงานที่เป็นระบบ ชัดเจน ตลอดจนการสื่อสาร และการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ นับเป็นองค์กรวิจัยหลักของประเทศ เป็นหน่วยงานที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมจำนวนหลายล้านคนต่อปี ทั้งนี้มีหน่วยงานจำนวนมากเช่าพื้นที่ สวทช. โดยหน่วยงานต่างๆนั้น จะมีสภาพแวดล้อม การออกแบบห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่สร้างสรรค์และสวยงาม สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน

      ประโยชน์ที่ได้รับและการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน

            การดูงานในครั้งนี้ ผู้ร่วมศึกษาดูงานได้รับประโยชน์มากมาย ได้แก่

      • ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้น การมองโลก กับมุมมองที่กว้างขึ้น
      • ทำให้เห็นบรรยากาศการทำงานที่เป็นระบบ มีความเป็นมืออาชีพ
      • การให้ความสำคัญกับการวิจัย มุ่งเน้นผลงานสู่เชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับบริษัทเอกชน และเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับหน่วยงานของรัฐ โดยทุกๆ อย่างเน้นการพัฒนางานวิจัย และต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการและตลาด
      • ได้แนวคิดการคัดกรองลักษณะงานวิจัย และแนวคิดใน Product แบบใหม่ๆ ที่มุ่งสู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงถ่ายทอดได้ รวมทั้งการคิดค้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำจากทรัพยากรชีวภาพ วัสดุรีไซเคิล วัสดุเพื่อโลกร้อน นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ครบทุกด้าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และตอบสนองการใช้งานของลูกค้า เช่น ต่อยอดวัสดุเพื่อ Smart home ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ SCG และเบทาโกร เช่น ซีเมนต์น้ำในทะเล ซีเมนต์ที่เป็น Insulator, ตัวอย่างซีเมนต์ที่ใช้ในกับงานทันตกรรม
      • ทำให้ได้เห็นมุมมองการทำงานที่หลากหลายของหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ต้องมีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์ และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และหาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ถ้าไม่สามารถพัฒนาตนเองในด้านนี้ได้แล้ว สิ่งที่แต่ละคนทำจะมีมูลค่าน้อย
      • การทำงานที่จะให้ได้ผลงานที่ดีและประสบความสำเร็จนั้น การพัฒนาทีมงานเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

      สร้างงานเขียน..จาก “ค่ายสารคดี”

      Featured

      ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน
      นักประชาสัมพันธ์
      กองสื่อสารภายใน

             รูปแบบการจัดค่ายมีให้เห็นอยู่หลากหลาย เช่น ค่ายเยาวชน ค่ายอนุรักษ์พลังงาน ค่ายรักษ์ธรรมชาติ ค่ายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานค่ายเยาวชน “ค่ายสารคดี” ซึ่งจัดโดย นิตยสารสารคดี ทำให้ได้มุมมองที่น่าสนใจมาถ่ายทอดให้ทุกท่าน

      ค่ายสารคดีคืออะไร

          ค่ายสารคดีคือค่ายสำหรับเยาวชนที่จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์คือ ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการเขียนบทความทั้งในแง่ของการเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ รวมถึงภาพประกอบเรื่องที่มีความสอดคล้องกันกับเนื้อหา จัดโดย นิตยสารสารคดี เป็นการบ่มเพาะนักเขียน และช่างภาพมือใหม่ ถ่ายทอดความรู้โดยนักเขียนมืออาชีพ และ ช่างภาพของนิตยสารสารคดี พร้อมกับ การลงพื้นที่จริง สัมภาษณ์จริง ในการได้ไปมีส่วนร่วมในครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 13 นิตยสารสารคดีเลือกลงพื้นที่ในตลาดหัวตะเข้ ชุมชนหลวงพรตท่านเลี่ยม เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่ผมอยู่ มีความโดดเด่นในเรื่อศิลปะ เพราะอยู่ใกล้วิทยาลัยช่างศิลป และ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมเป็นคนในชุมชน และได้เข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนของวิทยากรชุมชน พบว่าเป็นค่ายที่ได้ทั้งสาระความรู้และความสนุก ที่สำคัญได้ “นักเขียน” “นักถ่ายภาพ” รุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นหลายคน

      การบริหารจัดการค่าย

             ในด้านการเตรียมงาน มีการลงพื้นที่ก่อนการจัดงานประมาณ 4 เดือน บุคลากรในนิตยสารสารคดีต้องสืบค้น กลั่นกรองข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ค้นคว้าลงสัมผัสพื้นที่และสัมภาษณ์ผู้รู้จากคนในชุมชน เพื่อเป็นแบบฝึกหัดในการปฏิบัติการเก็บข้อมูลอย่างเข้มข้นแบบเสมือนจริง โดยมีครูคอยประกบ ท่ามกลางการปฏิบัติจริงพร้อมรับสมัครและคัดเลือกเยาวชนระดับอุดมศึกษา จำนวนประมาณ 50 คน เพื่อทำกิจกรรมค่ายสารคดี


      การประชาสัมพันธ์เชิญชวน

        ในด้านการประชาสัมพันธ์ นิตยสารสารคดีใช้ช่องทางการประกาศรับสมัครทั้งในนิตยสาร และสื่อทางโซเชียล เช่น Facebook, YouTube อย่างต่อเนื่อง มีหลากหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรการเขียนบทความแบบมืออาชีพ สำหรับบุคคลทั่วไป  วิธีการเข้าถึงง่ายมาก เมื่อค้นหาในกูเกิล พิมพ์ข้อความ ค่ายสารคดี ก็เจอกิจกรรมมากมาย

      สาระที่ได้ในวันงาน

          วันงานห้องเรียนค่ายสารคดีที่ตลาดหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันกับอีกสัปดาห์ เพื่อกลั่นกรอง ร้อยเรียงเรื่องราวที่เก็บมา ให้กลายเป็นงานเขียน แต่ในระหว่างขั้นตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญในการทำหนังสือและภาพประกอบ คัดประโยคเด็ด ซึ่งเป็นวรรคทองและภาพประกอบที่มีการนำเสนอที่น่าสนใจ แบ่งปัน แลกเปลี่ยน แนะนำ วิธีคิดต่างๆ เช่น

      “ตลาดหัวตะเข้ ขายความเงียบอันเรียบง่าย”  – ป้าอ้อย จิตอาสาหนึ่งในทีมฟื้นฟูตลาดหัวตะเข้

      “ชีวิตนอกกรอบ เป็นสุขได้เพราะมีกรอบ”  สรุปภาพชีวิตของคนทำกรอบรูปที่ตลาดหัวตะเข้

      “แท้ ไม่แท้ เก่าใหม่ ได้หมด มันอยู่ที่ใจ พระอยู่ไหนก็ไม่เสื่อม”คำพูดของ จี๊ด (ณรงค์ศักดิ์) เซียนพระใต้สะพาน กล่าวถึงพระเครื่องบนแผง

         คำพูดบางประโยคที่คัดมาของนักศึกษาในค่ายสารคดี มีท่วงทำนองที่น่าสนใจ สามารถพัฒนาไปเป็นนักเขียนในอนาคตได้เป็นอย่างดีเป็น”วรรคทอง” เหมือนดอกไม้สีแดงสด ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว เป็นจุดเด่นที่ทำให้ตื่นตา ตื่นใจ อยากอ่านบทความต่อไป (รายละเอียดต่างๆ ได้จากบทความของนายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสารสารคดี)

      นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

      ภาพถ่ายโดย นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นิตยสารสารคดี บรรยากาศระหว่างบรรยายเรื่อง “กราฟฟิตี้”

      สถานที่ที่น่าสนใจในตลาดหัวตะเข้มีมากมาย คัดมาในส่วนที่น่าสนใจ เช่น ร้านเอเฟรม รับทำกรอบรูป (มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9), หมอนวดตาบอด, กราฟฟิตี้กับชุมชนเก่า  ความลงตัวกับวิถีที่แตกต่าง,การทำผักกาดดอง,การทำขนมใบไม้  ฯลฯ ผลลัพธ์ของการดูงานค่ายสารคดี ทำให้ได้เห็น นักเขียน นักสร้างจินตนาการ นักถ่ายภาพที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากสิ่งที่เห็นและเผยแพร่ถ่ายทอดให้สาธารณชนรับรู้ นับว่าเป็นค่ายที่ “สร้างคน” สร้างผลงานด้านการเขียนที่คุ้มค่าและมีประโยขน์จริงๆ

      ภาพถ่ายโดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล นิตยสารสารคดี

      เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ยวกับ เทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว.

      Featured

           เนื่องจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ที่ดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา และบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 50 ปี ดังนั้นจึงมีการระดมความคิดกันภายในจนได้ข้อสรุปเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว. ที่อยากมาแบ่งปัน พอสรุปได้ดังนี้

      • ภาษาที่ใช้ ควรระวังไม่นำภาษาพูดที่เข้าใจกันเองในห้องปฏิบัติการมาใช้ในการเขียน
      • ความสม่ำเสมอของรายงาน ควรระวังการใช้คำที่อาจเขียนได้หลายแบบ โดยเลือกแบบหนึ่งแบบใดและเขียนให้เหมือนกันทั้งฉบับ เช่น หน่วยวัดอุณหภูมิ หรือ สัดส่วนทางคณิตศาสตร์

      ควรเลือกเขียนแบบหนึ่งแบบใด เป็นต้น

      • การระบุปี ควรใส่ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ไว้หน้าตัวเลขของปีด้วย เช่น พ.ศ.2558 หรือ ค.ศ.2015 แทนการใส่ว่า ปี 2558 หรือ ปี 2015 เฉยๆ เพื่อป้องกันการสับสนและคลาดเคลื่อน
      • ชื่อเฉพาะที่มาจากภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอื่น ปกตินิยมเขียนเป็นภาษาไทย และ ภาษานั้นๆ ร่วมกัน เช่น ไบโอดีเซล (อังกฤษ: biodiesel) ในครั้งแรกที่ปรากฏในรายงานวิชาการ จากนั้นควรใช้ชื่อเฉพาะนั้นเป็นภาษาไทยต่อไป เช่นในที่นี้ใช้ ไบโอดีเซล ต่อไปให้เหมือนกันทั้งรายงาน ไม่ควรใช้สลับภาษากันไปมา
      • การทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ ให้ยึดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสภา โดยศึกษาได้จาก เว็บไซต์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา หรือ หนังสือศัพท์วิทยาศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสภา

      รูปแบบโครงสร้างการจัดทำรายงานวิชาการของ วว.

      Featured

           สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานวิชาการของ วว. เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ประกอบด้วยรายละเอียดเนื้อหาสาระสมบูรณ์ครบถ้วนตามหลักของการจัดทำรายงานวิชาการที่มีคุณภาพ

           โดยในส่วนของรูปแบบการจัดหน้าของรายงานวิชาการ วว. ได้กำหนดไว้ดังนี้

           ทั้งนี้ในการจัดเก็บรายงานวิชาการในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล วว. ได้กำหนดให้จัดเก็บแต่ละส่วนแยกเป็นไฟล์ดังนี้

             สำหรับโครงสร้างเนื้อหาของการจัดทำรายงานวิชาการ วว. ประกอบด้วย

       

      เก็บตกจากการประเมินโครงการ : การสร้างนวัตกรรมและข้อเสนอโครงการที่ดี

      Featured

             ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมประเมินโครงการวิจัยพัฒนากับ ดร.เสริมพล รัตสุข, อ.อัครพงศ์ ผ่องสุวรรณ, Innovation Developer จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ ผู้เชี่ยวชาญ จาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องของมุมมองในการคิดงานวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ผลผลิตสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงขอนำความรู้ดังกล่าวมาแบ่งปันเพื่อนักวิจัยรุ่นใหม่และผู้ที่กำลังคิดสร้างนวัตกรรมสามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

             ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง นวัตกรรม กับ สิ่งประดิษฐ์ ในมุมมองของการตลาดอย่างง่ายๆกันดีกว่า

             นวัตกรรม (Innovation) คือ การสร้างสิ่งใหม่ที่ขายได้ ถ้าขายไม่ได้ ถือว่าเป็นแค่ การประดิษฐ์ (Invention)

             นวัตกรรมที่น่าสนใจในมุมมองของการตลาดจำเป็นต้องตอบโจทย์ในประเด็นดังนี้

      • Fixing Pain Point คือ การแก้ปัญหา หรือข้อจำกัด ที่ผู้ใช้ได้รับจากบริการหรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้ยังไม่รู้สึกพอใจหรือได้ประโยชน์สูงสุดตามที่ได้ลงทุนไป
      • Market Impact คือ ผลที่ได้เมื่อเรานำสิ่งที่เราคิดไปจัดจำหน่ายในท้องตลาด เช่น เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและน่าสนใจจนสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการนวัตกรรมนั้นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ลงทุนน้อยกว่าคู่แข่ง ราคาถูกกว่าคู่แข่ง มีคุณค่าที่แตกต่างจากคู่แข่ง
      • Disrupt Industry คือ การเปลี่ยนมุมมองการผลิตและการบริการที่ออกนอกกรอบกฏเกณฑ์ที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือ อุตสาหกรรม จนสามารถสร้างพื้นที่ใหม่ของผลิตภัณฑ์และบริการ ในฐานะของการเป็นเจ้าแรกที่มีความแตกต่างจากของเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาดเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้แนวความคิดที่เรียกว่า Disruption นั้นจะไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัว สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมและบริบทที่เปลี่ยนไป

             จากนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการ หัวใจสำคัญของข้อเสนอโครงการที่ดี อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

      • ชื่อโครงการ ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อดำเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้ว อะไรคือนวัตกรรมที่จะได้ โดยสามารถตอบโจทย์ในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้การจะได้มานั้นซึ่งนวัตกรรมที่เราต้องการจะสร้างนั้น เราจำเป็นต้องศึกษา ค้นคว้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ในท้องตลาด รวมถึงงานวิจัยทั้งที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ที่กำลังดำเนินการอยู่ และที่มีการวางแผนจะดำเนินการ ไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะแค่ในประเทศแต่ต้องรวมถึงที่มีในต่างประเทศด้วย เพื่อจะได้เกิดความแน่ใจว่าสิ่งที่เราคิดจะสร้างนั้น มีใครทำแล้วหรือคิดเหมือนเราไหม ถ้าเหมือนก็ไม่ควรที่จะทำ ถ้าต่างเราก็ต้องตอบได้ว่าต่างกันตรงไหน ระหว่างเรากับเขาใครดีกว่ากัน ถ้าดีกว่าก็ลุย
      • มีการระบุกลุ่มลูกค้า หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์ จากโครงการที่ชัดเจน ยิ่งถ้าสามารถแสดงให้เห็นว่ามีคนรอใช้ผลผลิตของโครงการเราอยู่จำนวนไม่น้อย โอกาสที่ข้อเสนอโครงการจะผ่านก็ยิ่งมีมาก
      • มีแผนและงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการที่ครอบคลุมทุกกิจกรรม รวมทั้งมีระยะเวลาในการดำเนินงานที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ การศึกษา กฏระเบียบ ข้อกำหนด และมาตรฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เราจะดำเนินการ เช่น ถ้าจะทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสักชนิด เราจำเป็นต้องรู้ว่าการที่เราจะผลิตออกขายในท้องตลาดได้นั้น เราต้องได้รับการรับรองหรืออนุญาตจากใครบ้าง และระยะเวลาตลอดจนค่าใช้จ่ายในการขอการรับรองและการอนุญาตนั้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะทำให้เราสามารถกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการและงบประมาณที่ต้องใช้ได้อย่างครบถ้วนเหมาะสม
      • มีแบบจำลองธุรกิจ หรือ Business Model  ที่แสดงให้เห็นว่า ผลของโครงการจะสามารถทำเงินให้กับลูกค้า หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ อย่างไร โดยแสดงให้เห็นวิธีการ ทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ และต้นทุนในการดำเนินงานในโครงการนั้นๆประกอบด้วย
      • ระยะเวลาการคืนทุนไม่ควรเกิน 2 ปีครึ่ง

             เพียงแค่นี้ ไม่ยากใช่ไหมคะที่เราจะคิดสร้างนวัตกรรม และทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนในการดำเนินงาน มาร่วมกันสร้างนวัตกรรมที่มี Impact กันเถอะค่ะ

      การสื่อสารวิทยาศาสตร์ในบริบทนักวิทย์ไทย

      Featured

      ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

      (กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

                  การสื่อสารเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของมนุษย์ เรามีการสื่อสารกันทุกวันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การพูด การเขียน การแสดงสีหน้า ท่าทางต่างๆ มนุษย์เราสื่อสารกันก็เพราะต้องการสื่อความหมาย ต้องการอธิบายสิ่งต่างๆ ต้องการให้ความรู้ ต้องการโน้มน้าว ต้องการพูดคุยเพื่อความบันเทิง หรือเพียงแค่ต้องการบอกความรู้สึก   การสื่อสารนั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ คือ

      • ผู้ส่งสาร (sender) ซึ่งหมายถึง แหล่งกำเนิดสารหรือข้อมูลที่ต้องการจะสื่อ ผู้ส่งสารจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมหรือบรรยากาศการสื่อสารในสถานการณ์นั้นๆ
      • สาร (message) หมายถึง ตัวข้อมูลข่าวสารที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อ สารสามารถอยู่ในรูปแบบของข้อมูล องค์ความรู้ อารมณ์ หรือทัศนคติก็ได้
      • ผู้รับสาร (encoder) หรืออาจเรียกว่าผู้ถอดรหัสสาร เนื่องจากผู้รับสารนี้จำเป็นต้องมีการตีความสารหรือข้อมูลที่ได้รับโดยใช้ประสบการณ์ความรู้ของตนเอง เพื่อให้ตนเองเข้าใจความหมายของสารที่ตนได้รับมาจากผู้ส่งสาร
      • ช่องทางการสื่อสาร (channel) ซึ่งก็คือ ตัวกลางที่ทำหน้าที่นำพาสารไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งในรูปแบบที่เป็นคลื่นแสง คลื่นเสียง คลื่นไฟฟ้า เช่น สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

      ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและมีความสำคัญในชีวิตมนุษย์มาก  และเราก็มักจะใช้การสื่อสารเพื่อพูดคุยเรื่องทั่วไปๆ ในชีวิตประจำวัน แต่การสื่อสารส่วนใหญ่ของเรามักจะไม่พาดพิงไปในแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ยาก และอาจดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของประชาชานทั่วไป แต่ในความเป็นจริงวิทยาศาสตร์มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวดในชีวิตของเรา เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมถึงทำให้เรามีอายุยืนยาวขึ้น และทำให้เราสามารถสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรมให้แก่ประเทศต่างๆ ในโลกได้  ดังนั้นการช่วยให้ประชาชนรู้จักใกล้ชิดกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น จึงควรเป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

      ตัวอย่างของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ง่ายๆ และใกล้ตัว ก็คือ การที่หมออธิบายผู้ปกครองถึงความจำเป็นของการฉีดวัคซีนในเด็ก  การที่หมอให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตัวเมื่อเกิดโรคไข้หวัดระบาด  การที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับกำจัดยุงลายป้องกันไข้เลือดออก  เรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่มานานในสังคมไทย เนื่องจากหมอหรือเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขนั้นทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและจำเป็นต้องสื่อสารองค์ความรู้ที่จำเป็นทางด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน ในทางกลับกันนักวิทยาศาสตร์ในสาขาอื่น ที่ไม่ได้ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญแก่การสื่อสารวิทยาศาสตร์มากนัก การเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อนก็จะเป็นเพียงการสัมมนาเชิงวิชาการและการเขียนบทความวิชาการลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเฉพาะทางเท่านั้น ภาษาที่ใช้สื่อสารในงานสัมมนาและการเขียนบทความก็จะเป็นภาษาเชิงวิชาการและมีศัพท์ทางเทคนิคมากมายที่ประชาชนทั่วไปยากที่จะเข้าใจ ทำให้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ถูกจำกัดอยู่ในแวดวงของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น  ดังนั้นช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับประชาชนทั่วไปจึงเกิดขึ้น  และเมื่อช่องว่างนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ประชาชนจะไม่เข้าใจกระบวนการและแนวคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ ส่งผลเสียต่อความร่วมมือกันระหว่างประชาชนกับนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น กรณีการพบบ่อน้ำสีดำที่จังหวัดนาราธิวาส ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ ด้วยการดื่มหรืออาบ แต่แท้จริงแล้วบ่อน้ำดังกล่าวมีเชื้อโรคและอุจจาระปนเปื้อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  แม้นักวิทยาศาสตร์จะออกมายืนยันถึงผลการทดสอบสารปนเปื้อนของน้ำในบ่อดังกล่าว แต่เนื่องจากช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์และประชาชนมีมาก อีกทั้งประชาชนบางส่วนยังขาดหลักการวิเคราะห์ตามกระบวนการและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้ประชาชนหลายคนยังคงเลือกที่จะดื่มและอาบน้ำจากบ่อน้ำดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นมาดูแลในส่วนนี้

      อีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหาช่องว่างของนักวิทยาศาสตร์กับประชาชนทั่วไปก็คือ การสื่อสารเรื่องภาวะโลกร้อน แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะมีการพยายามสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาของภาวะโลกร้อน แต่ด้วยภาษาที่ใช้สื่อสารนั้นเข้าใจยาก ทำให้ประชาชนหลายคนก็ยังมีความรู้สึกว่า ปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัว และไม่สนใจที่จะร่วมมือแก้ไขปัญหา ทำให้รัฐบาลต้องพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหา  ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณและออกมาตรการเพื่อให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้า แต่ในทางกลับกันหากนักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยสื่อสารด้วยภาษาที่ง่ายขึ้น และสามารถทำให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและผลกระทบใกล้ตัวที่จะตามมา เช่น ผลกระทบในเชิงสังคม เศรษฐกิจ อุตสาหกรมการท่องเที่ยว ต่างๆ เหล่านี้ ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจและใส่ใจที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วยตนเอง รัฐบาลจึงอาจไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณไปในเรื่องนี้มากเกินความจำเป็น

      จากที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การลดช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์และประชาชนทั่วไป ด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์นั้น จะส่งผลกระทบในเชิงบวกแก่ประเทศอย่างเป็นองค์รวม เพราะหากประชาชนทั่วไปมีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง มีกระบวนการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ รู้จักคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ประเทศชาติก็จะสามารถพัฒนาไปได้ในทิศทางที่ดีขึ้น ดังเช่นประเทศในแถบเอเชียที่พัฒนาแล้ว อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน  ซึ่งประเทศเหล่านี้นับได้ว่า เป็นประเทศต้นแบบในเอเชียที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีกระบวนการทางความคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ ทำให้มีความพร้อมในการปรับตัวและประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนประเทศ

      สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับประชาชนนั้น ยังคงมีอยู่มาก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ของไทย ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ และอาจคิดว่า เรื่องการสื่อสารเป็นเรื่องของนักสื่อสารมวลชน  ซึ่งเรื่องนี้ถือได้ว่า เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ผู้ถ่ายทอดสารหรือองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงจำเป็นต้องรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองต้องการจะสื่อสาร เพราะไม่เช่นนั้นข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดออกไปจะไม่ครบถ้วน หรืออาจผิดพลาด คลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากสารที่นักสื่อสารมวลชนเลือกที่จะนำเสนอนั้น อาจแตกต่างไปจากสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการจะสื่อ เพราะต้องไม่ลืมว่า นักสื่อสารมวลชนต้องการนำเสนอข่าวที่มีสีสัน น่าตื่นเต้น เพื่อสร้างจุดขายของข่าวสารที่จะนำเสนอ นอกจากนี้ในโลกปัจจุบันข้อมูลที่ถูกแชร์กันในสื่อออนไลน์นั้น มีทั้งจริงและเท็จ หรือไม่ครบถ้วน เช่น การโฆษณาสรรพคุณผลิตภัณฑ์บางอย่างเกินจริงใน Facebook ที่สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งผลเสียอันเกิดจากการแพ้สารเคมีบางอย่างที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ก็มีให้เห็นกันอยู่เสมอๆ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรที่จะละเลยถึงปัญหาเช่นนี้ในสังคม และหันมาให้ความสนใจในการสื่อสารเพื่อให้ความรู้ประชาชนให้มากขึ้น

      การสื่อสารวิทยาศาสตร์นั้น นอกจากจะมีประโยชน์ในการให้ความรู้กับสังคมแล้ว ยังมีประโยชน์กับตัวนักวิทยาศาสตร์เองด้วยเช่นกัน เพราะนักวิทยาศาสตร์มีความจำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนในการทำวิจัย หรือต่อยอดผลงานวิจัย  ทำให้บางครั้งนักวิทยาศาสตร์มีความจำเป็นต้องไปนำเสนอผลงานวิจัยให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ (pitch) ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อาจจะไม่มีความคุ้นเคยในการนำเสนองานรูปแบบนี้ เพราะมันจะมีความแตกต่างจากการนำเสนองานผลงานวิชาการในงานสัมมนาเชิงวิชาการอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มีเวลาจำกัดในการรับฟัง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการนำเสนองาน โดยมุ่งไปที่ประเด็นสำคัญของความสำคัญของงานวิจัยของตนว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร หรือตอบโจทย์อะไรในสังคม  นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลที่นักลงทุนต้องการจะทราบ และพูดเฉพาะในประเด็นนั้นๆ ส่วนเรื่องของขั้นตอนวิจัยต่างๆ อาจจะกล่าวเพียงสั้นๆ เท่านั้น  เทคนิคต่างๆ เช่น การเลือกใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์ การใช้การเปรียบเทียบ ต่างเหล่านี้ๆ จะทำให้การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ประสบผลสำเร็จมากขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการระดมทุนจากภาคธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ก็จะมีแหล่งเงินทุนที่จะมาต่อยอดงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

      ในต่างประเทศที่มีการระดมทุนระหว่างภาคธุรกิจกับนักวิทยาศาสตร์นั้น  การสื่อสารวิทยาศาสตร์ถูกจัดให้เป็น professional skill ที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ควรจะมี ในมหาวิทยาลัยดังๆ หลายแห่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย เริ่มมีการฝึกนักศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ให้ฝึกนำเสนองานวิจัย (thesis) ของตนในระยะเวลาที่กำหนดราวๆ 3-7 นาที  ด้วยภาษาที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย โดยมหาวิทยาลัยต่างๆ เหล่านี้จะจัดประกวด การนำเสนอ thesis ของนักศึกษาที่หอประชุมใหญ่เป็นประจำทุกปี นอกจากการนำเสนองานวิจัยแล้ว ยังมีโครงการที่เกี่ยวกับการสื่อสารวิทยาศาสตร์อีกโครงการหนึ่งของต่างประเทศที่น่าสนใจคือ โครงการ FameLab  ซึ่งก็คือ การแข่งขันการนำเสนอทางด้านวิทยาศาสตร์ประจำปี ซึ่งจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก และได้สร้างทักษะการสื่อสารงานวิจัยที่เป็นประโยชน์แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จำนวนมาก โครงการ FameLab นี้จัดขึ้นในรูปแบบของการแข่งขันการบอกเล่าเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้ใช้เวลา 3 นาทีในการบอกเล่าเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ถูกต้อง กระชับและได้ใจความ ต่อหน้าคณะกรรมการและผู้ฟัง โดยผู้เข้าแข่งขันจะมีโอกาสเป็นตัวแทนการแข่งขันในระดับนานาชาติและสร้างเครือข่ายจากคนในแวดวงการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์  ผู้ชนะเลิศการประกวดในระดับนานาชาติจะมีโอกาสได้เข้าฝึกงานในสถานีวิจัยหรือห้อง lab ชั้นนำของโลกอีกด้วย ซึ่งโครงการนี้มีนักศึกษาและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ให้ความสนใจเข้าร่วมประกวดมากมาย เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ในส่วนของประเทศไทยนั้น การจัดกิจกรรม FameLab นี้ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดร่วมกับ British Council และหน่วยงานภาคเอกชน ร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  ซึ่งนับได้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นใหม่ให้สามารถสื่อสารกับประชาชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เหล่านี้ก็จะสามารถช่วยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักลงทุนกับนักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศ และยังอาจสามารถช่วยให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายแก่ผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศวางนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศได้อีกด้วย

      อย่างไรก็ตาม เวทีการประกวดการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในหมู่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในไทยก็ยังมีน้อยและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพราะสำหรับในประเทศไทยนั้น การสื่อสารวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกจำกัดอยู่ในแวดวงของการศึกษา เราสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อให้ความรู้แก่เยาวชนเท่านั้น เช่น การจัดนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์ การสร้างสื่อการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ คนไทยส่วนใหญ่จึงมักมองการสื่อสารวิทยาศาสตร์เป็นเพียงเรื่องของการสอนวิทยาศาสตร์แก่เยาวชน  ซึ่งการมองเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะการสื่อสารวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งก็คือ การให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยผ่านกระบวนการขั้นตอนและเทคนิคต่างๆ แต่การสื่อสารวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์คือ สิ่งที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับประชาชน ช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีหลักคิดตามแนววิทยาศาสตร์ รู้จักตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จได้ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานเบื้องต้นของพลเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว และบุคลากรที่จะช่วยให้ประชาชนในประเทศไทยมีคุณสมบัติเหล่านั้นได้ก็คือ นักสื่อสารวิทยาศสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์นั้นเอง ดังนั้นในยุคนี้ ยุคที่ทุกคนให้ความสำคัญกับการสื่อสารและข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลในโลกออนไลน์ นักวิทยาศาสตร์จึงต้องปรับตัวและตระหนักถึงบทบาทใหม่ในการสื่อสารองค์ความรู้และงานวิจัยของตนเอง เพื่อช่วยในการพัฒนาคุณภาพของประชาชนในประเทศ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆ โดยการใช้ social media อย่าง  Facebook  และ Twitter เผยแพร่องค์ความรู้หรืองานวิจัยของตน หรืออาจจะเป็นการเขียนบันทึกความรู้ลงใน Blog ส่วนตัว หรืออาจจะพูดผ่าน Podcasts หรือ Youtube ก็ได้ การเริ่มต้นสื่อสารวิทยาศาสตร์ด้วยช่องทางต่างๆ เหล่านี้ นอกจากนักวิทยาศาสตร์จะได้ฝึกทักษะด้านการสื่อสารให้แก่ตนเองแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่ประชาชนอีกด้วย  ถือเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เป็น win-win situation ซึ่งทำให้ประเทศชาติสามารถขับเคลื่อนไปด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างแท้จริง และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งต่อไป

      วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการขยะชุมชน

      Featured

      เครื่องบีบน้ำมันมะพร้าวคุณภาพสูง

      Featured

      การจัดการข้อร้องเรียนของ วว.

      Featured

           วว. ได้มีการทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนในการจัดการข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์และบริการของ วว. ตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าและความต้องการของตลาดสูงสุด

      กระบวนการสร้างนวัตกรรม

      Featured

      อรุณี ชัยสวัสดิ์
      นักวิจัย
      ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.)

           การพัฒนานวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาด  มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ สามารถขายและสร้างเป็นธุรกิจได้นั้น  ต้องมีองค์ประกอบหลายประการ  เช่น ความใหม่ (Newness)   ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำ หรือเลียนแบบ สามารถใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefit) หรือสามารถขยายผลสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องได้

           กระบวนการสร้างนวัตกรรม เกิดขึ้นหลากหลายวิธี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ความต้องการแก้ปัญหา (Problem) การจัดการและต่อยอดองค์ความรู้ (Knowledge Management) และการปรับปรุงและพัฒนา (Improvement) ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยม เนื่องจากประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ อีกทั้งมีโอกาสสำเร็จสูง สามารถนำไปใช้ได้ทั้ง นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) วิธีการโดยการระดมความคิด เพื่อค้นหาจุดบกพร่องของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการเดิม ประกอบกับการประเมินความต้องการหรือความพึงพอใจของผู้ใช้ นำมาใช้เป็นข้อมูลป้อนเข้า (Input) เพื่อใช้วิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่แท้จริงของปัญหา ดังนั้น การวางแผนเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้วยวิธีนี้ จึงต้องมีการกำหนดแผนและวิธีการดำเนินงาน ในรูปแบบของกระบวนการ (Process Approach) โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน รูปแบบนี้สามารถใช้ได้กับ งาน กระบวนการ และ กิจกรรมทุกประเภท นั่นคือ พิจารณาจาก ส่วนปัจจัยนำเข้า (Input) คือ ทรัพยากร วัตถุดิบ ประกอบด้วย ชนิด ประเภท สัดส่วน ปริมาณ น้ำหนัก ความชื้น ฯลฯ ส่วนกระบวนการ (Process) คือ วิธีการ ขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนการผลิต ได้แก่ กระบวนการ เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ ระยะเวลาการผลิต อุณหภูมิ ความดัน ระบบควบคุม ระบบ IT การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลผลิต (Output) คือ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ บริการใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ตามต้องการ

           หลักการ Process Approach เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยนำเข้า (Input) เช่น เปลี่ยนวัตถุดิบ สัดส่วนหรือปริมาณฯลฯ ก็จะทำให้ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับกระบวนการ (Process) สามารถจำแนกเป็น กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนหรือวิธีการ เช่น เปลี่ยนเทคโนโลยี/เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนเครื่องมือ ระยะเวลา อุณหภูมิ ความดัน ฯลฯ ทำให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน สำหรับกระบวนการทำงานในภาคธุรกิจบริการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น การบริหารงานคุณภาพ การนำระบบ IT มาใช้ สามารถลดขั้นตอน การซ้ำซ้อน ใช้คนน้อยลง ลดความผิดพลาด รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น เกิดเป็นกระบวนการใหม่ ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่นี้ หากสามารถสร้างรายได้ หรือมูลค่าเชิงพาณิชย์ ก็จะกลายเป็นนวัตกรรมใหม่นั่นเอง

           อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดำเนินงานในภาคธุรกิจ หรือภาคอุตสาหกรรมการผลิตนั้น ประกอบด้วย กิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆมากมาย เมื่อนำมาเชื่อมโยงกัน จะทำให้ Output ของ Process หนึ่งไปเป็น Input ของอีก Process หนึ่ง เกิดความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) จนเกิดเป็นระบบ (System Approach) ดังนั้น หาก Input เริ่มต้นดี จะส่งผลให้ได้ Output ดี เช่นกัน แต่หาก Input ไม่ดี ก็จะส่งผล Output ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพ ซึ่ง Output ที่ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพนี้จะกลายเป็น Input ของกระบวนการต่อไปอีก ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลลัพธ์ด้อยคุณภาพ ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่โดยใช้ Process Approach และ System Approach จะช่วยให้นวัตกร (Innovator) สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของกระบวนการ และค้นหาจุดบกพร่อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นเครื่องมือดำเนินการ ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลาย สามารถตอบสนองความคาดหวัง และความต้องการของผู้บริโภค มีความทันสมัย โดดเด่นและแตกต่าง สร้างเป็นธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างไม่สิ้นสุด

      การทำความเคารพธงชาติไทย

      Featured

      วิธีประดับ ธงชาติไทย ที่ถูกต้อง

      Featured

      การเชิญ การชัก ธงชาติไทย

      Featured

      TISTR E-BOOK

      Featured


      tistr e_book

      ความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหาร

      Featured

      ศิโรรัตน์  ตั้งสถิตพร
      นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
      ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
      ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

             ปัจจุบันมีปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อห่อหุ้มและรักษาคุณภาพของอาหารเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการออกแบบรูปร่างที่หลากหลายและมีสีสันที่สวยงาม ซึ่งอาจส่งผลให้มีสารอันตรายปนเปื้อนในอาหารและส่งผลต่อร่างกายเมื่อได้รับการสะสมในปริมาณมาก ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านความปลอดภัย และกำหนดมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารขึ้น เพื่อใช้เป็นระเบียบในการควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยสำนักงานอาหารและยา (US Food and Drug Administration) หรือระเบียบสหภาพยุโรป (Commission Regulation) เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับอาหารที่ปลอดภัย ดังนั้นบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารที่ผ่านระเบียบข้อบังคับนี้ จึงได้รับการยอมรับในมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์

      1

             ประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของประชาชนภายในประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันการปนเปื้อนในอาหาร จึงออกระเบียบข้อบังคับ เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทําจากพลาสติก ฉบับที่ 295 ซึ่งกำหนดให้ภาชนะบรรจุที่ผลิตจากพลาสติกต้องมีคุณภาพ เช่น

      1. สะอาด ไม่มีสารอื่นออกมาปนเปื้อนกับอาหารในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และไม่มีสีออกมาปนเปื้อนกับอาหาร
      2. ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสีสัมผัสอาหาร ยกเว้นพลาสติกชนิดลามิเนต (laminate) ที่พลาสติกชั้นในสุดต้องไม่มีสี หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นผ่านการเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
      3. ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำขึ้นจากพลาสติกที่ใช้แล้วบรรจุอาหาร เว้นแต่ใช้เพื่อบรรจุผลไม้ ชนิดที่ไม่รับประทานเปลือก
      4. ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกที่เคยใช้บรรจุหรือหุ้มห่อปุ๋ย วัตถุมีพิษ หรือวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นภาชนะบรรจุอาหาร
      5. ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกซึ่งใช้บรรจุนมหรือผลิตภัณฑ์นม ต้องเป็นพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีน, เอทิลีน 1-แอลคีน โคพอลิเมอร์ไรซด์เรซิน, พอลิพรอพีลีน, พอลิสไตรีน หรือพอลิเอทิลีนเทเรฟ-ทาลเลต
      6. ปริมาณสารตะกั่ว สารแคดเมียม สารหนู สารฟอร์มัลดีไฮด์ และสารสไตรีน เป็นต้น ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

      2

             นอกจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทางการค้าทั่วไปแล้ว ยังมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ ตามมาตรฐานสากล ISO17088-2012  ซึ่งประเทศไทยโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ออกประกาศกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมข้อกำหนดพลาสติกสลายตัวได้ เลขที่ มอก. 17088-2555 เพื่อให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของไทยได้คุณภาพตามกฎระเบียบในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ของประเทศคู่ค้าที่สำคัญและเป็นการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค

      เกณฑ์กำหนดตามมาตรฐานสากล ISO 17088-2012 (หน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

      table1

             ถึงแม้ว่าภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค ด้วยการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ออกมา หากแต่ผู้บริโภคยังเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสมบัติไม่เหมาะสม ก็มีโอกาสได้รับสารอันตรายเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

      ที่มา:

      สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. 2558. การศึกษาข้อมูลกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพ

      ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 295) พ.ศ. 2548 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก

      International Organization for Standardization. ISO 17088: Specifications for compostable   plastics. 8 pp.

      จุลินทรีย์ผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก

      Featured

      นิตยาพร  สมภักดีย์
      นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
      ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
      ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

                ขยะพลาสติกจากการใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงใส่อาหาร ขวดเครื่องดื่ม กล่องโฟม จัดเป็นปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอันดับต้นๆของโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นพลาสติกที่ผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีปริมาณความต้องการใช้งานที่สูงมากแต่ระยะการใช้งานสั้น ก่อให้เกิดปัญหาปริมาณขยะพลาสติกล้นเมืองขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความคงทนสูง เมื่อถูกทิ้งให้เป็นขยะจะต้องใช้เวลาในการสลายตัวตามธรรมชาติไม่ต่ำกว่า 20 ปีไปจนถึงมากกว่า 1,000 ปี

       

      image001
      ขยะในบ่อฝังกลบของไทย

                จุลินทรีย์…สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นประโยชน์ในการผลิตและถนอมอาหาร ตลอดจนการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ การเกษตร เป็นต้น สำหรับด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ จุลินทรีย์จัดเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก  กล่าวคือ นอกจากการสลายตัวของพลาสติกที่เกิดขึ้นได้โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในธรรมชาติที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานแล้ว จุลินทรีย์บางชนิดสามารถที่จะผลิตพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ นำมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  แต่สลายตัวได้ง่ายในธรรมชาติ หรือที่เรียกกันว่า “พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งในปัจจุบันพลาสติกชีวภาพที่นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ได้แก่

                1. Polylactic acid (PLA) เป็นพลาสติกชีวภาพชนิดแรกที่มีงานวิจัยรองรับและได้รับความสนใจในเชิงพาณิชย์มากที่สุด ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึงร้อยละ 54 โดยทั่วไป กระบวนการผลิต PLA เริ่มจาก การผลิตกรดแลคติกจากกิจกรรมของจุลินทรีย์กลุ่มแลคติกแอซิดแบคทีเรียในกระบวนการหมักวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ แป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น จากนั้น นำกรดแลคติกมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นสารใหม่ที่มีโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนเรียกว่า แลคไทด์ แล้วนำมากลั่นในระบบสุญญากาศเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างได้เป็นพอลิเมอร์ของแลคไทด์ ที่เป็นสายยาวขึ้น (Polymerization) เรียกว่า PLA ผลิตภัณฑ์จาก PLA มีหลากหลายชนิด อาทิ แก้วน้ำ กล่องบรรจุอาหาร ถุงใส่ของ เป็นต้น หลังสิ้นสุดการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกย่อยสลายได้ง่ายด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ

      PLA-1

      Polylactic acid รูปแบบ pellets
      (http://www.alibaba.com/product-detail)

      PLA-2

      ผลิตภัณฑ์จาก Polylactic acid
      (http://www.nkrpackage.com/site/bioplastic.html)

       

               2. Polyhydroxyalkanoates (PHAs)  เป็นโพลิเมอร์ที่จุลินทรีย์ เช่น Ralstonia eutropha, Rhodobacter shaeroides, Pseudomas putida   สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะสมในเซลล์ การสร้าง PHAs จะเกิดขึ้นเมื่อแหล่งอาหาร เช่น ไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสขาดแคลน ในขณะที่มีแหล่งคาร์บอนอื่นๆ อยู่มากเกินความจำเป็น การผลิต PHA เริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ในอาหารเลี้ยงเชื้อที่เหมาะสมต่อสะสม PHA เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดูที่เซลล์ของจุลินทรีย์จะเห็น PHAs เป็นแกรนูลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.5 ไมโครเมตร กระจายอยู่ทั่วไปในไซโทพลาซึม เมื่อสิ้นสุดการเพาะเลี้ยงจะนำเซลล์จุลินทรีย์มาสกัดและทำบริสุทธิ์ให้ได้ PHA  ปัจจุบันมีการนำพลาสติกชีวภาพในกลุ่ม PHA มาใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น แก้วน้ำ ฝาขวดน้ำ ฝาแก้ว รวมทั้งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีกลุ่ม Fire chemical และวัสดุเคลือบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

      PHA-2

      PHAs ภายในเซลล์ของ Rhodobacter shaeroides
      (http://www.biotechnologyforums.com/thread-2280.html)                        

      PHA-7

      ผลิตภัณฑ์จาก PHAs
      (https://www.biooekonomie-bw.de/en/articles/news/bacteria-to-produce-bioplastics/)

       

                อย่างไรก็ตาม วัสดุใดๆในโลกต้องมีวันเสื่อมสลาย หรือเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นรูปแบบอื่น โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยที่ไม่มีชีวิต เช่น แสง ความร้อน ความชื้น ความเป็นกรด ด่าง เป็นต้น และปัจจัยที่มีชีวิต คือ จุลินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ “ย่อยสลายทางชีวภาพ”

                การย่อยสลายทางชีวภาพของวัสดุทั่วไปหลังจากทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ทั้งบนดิน ในแหล่งน้ำ หรือในทะเล เมื่อได้รับแสง ความร้อน ความชื้น กรด ด่างในระยะเวลาหนึ่ง วัสดุเหล่านั้นจะมีการเสื่อมของโครงสร้างทางเคมี จากวัสดุที่มีขนาดใหญ่จะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ และเมื่อมีขนาดเล็กกว่า  0.2 ไมโครเมตร จุลินทรีย์จะสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการเจริญเติบโต ทั้งนี้ ถ้าเป็นการย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย ในขณะที่การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และก๊าซมีเทน กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม กล่าวได้ว่าการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เป็นกระบวนการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

       

      เอกสารอ้างอิง

      สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ. 2556. INNOVATION TREND: พลาสติกชีวภาพ. http://www.nia.or.th/innolinks/page.php.

      ประดินันท์ เอี่ยมสะอาด. 2560. โพลีไฮดรอกซีอัลคาโนเอตซ พลาสติกชีวภาพจากแบคทีเรีย. วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. ปีที่ 27. ฉบับที่ 1. หน้า 147-158.

      จตุพร วุฒิกนกกาญจน์และคณะฯ. 2556.  การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ จากพลาสติกชีวภาพชนิด PLA. คณะพลังงานสิ่งแวดและวัสดุ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี.
      http://www.seem.kmutt.ac.th/research/pentec/interestingarticle.php.

      ภัยมืด….ปัญหาสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในสิ่งแวดล้อม

      Featured

      ชาญชัย คหาปนะ
      นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
      ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
      ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ, วว.

       

                ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในการเพิ่มผลผลิตและกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งจากข้อมูลของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ปี 2560 (ตารางที่ 1) ที่แสดงให้เห็นถึงปริมาณและมูลค่าการนําเข้าสารกําจัดศัตรูพืช นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้แล้ว ยังสะท้อนภาพให้เห็นถึงปริมาณการใช้สารกําจัดศัตรูพืชของประเทศไทยในแต่ละปีว่ามีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากมีราคาถูก เห็นผลชัดเจนและรวดเร็วในการควบคุมการระบาดของโรคและศัตรูพืช

      Environmental Impacts_01

                อย่างไรก็ตาม วัตถุอันตรายทางการเกษตรเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงอาจส่งผลให้ศัตรูพืชดื้อยาได้อีกด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถเข้าถึงสารเคมีได้ง่ายและมีการใช้มากเกินความจำเป็น ประกอบกับการใช้สารที่ผิดวิธี และพฤติกรรมการใช้สารของเกษตรกรไทยที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสม เป็นปัญหาที่สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของเกษตรกรรวมถึงผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

                จากข้อมูลโครงการวิจัยโดยห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ (2558) ที่ตรวจพบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างหลายชนิดในตัวอย่างดินและน้ำของพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจแบบยกร่อง ที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี อาทิ สารกำจัดเชื้อรา Carbendazim, Copper oxychloride, Ethion สารกำจัดวัชพืช Glyphosate สารกำจัดแมลง Imidacloprid โดยพบปริมาณตกค้างในดินมากกว่าในน้ำกว่า 100 เท่า (ตารางที่ 2) ซึ่งจากการรายงานของ Pimentel (1995) ได้อธิบายว่า ร้อยละ 99.9 ของสารกำจัดศัตรูพืชจะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม มีเพียงแค่ร้อยละ 0.1 ที่จะไปถึงแมลงศัตรูพืชที่เป็นเป้าหมาย นอกจากนี้ การใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ฉีดพ่นลงในพื้นที่เกษตรกรรมมีการสะสมในดินได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ซึ่งตามปกติจะพิจารณาจากค่าครึ่งชีวิต (Half Life) ของสารชนิดนั้นว่าใช้ระยะเวลาการสลายตัวจนเหลือความเข้มข้นร้อยละ 50 ถ้าหากสลายตัวได้ช้าโอกาสที่สารนั้นจะแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำย่อมเป็นไปได้สูง

      Environmental Impacts_02

      IMG_0138-1  IMG_0141-1  IMG_0861-1

                แนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คือ การใช้กระบวนการทางชีวภาพที่เรียกว่า Bioremediation ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมของกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสารอันตรายให้อยู่ในรูปของสารที่มีค่าความเป็นพิษน้อยลงหรือสลายตัวได้อย่างสมบูรณ์เป็นกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ จากผลการดำเนินงานในหัวข้อนี้มากว่า 10 ปี วว. ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีด้าน Bioaugmentation ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งของกระบวนการ Bioremediation มาใช้ในการบำบัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนในน้ำ ทั้งในพื้นที่ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการมีส่วนช่วยลดปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้น เป็นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

       

      เอกสารอ้างอิง:

      สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร. 2560. รายงานสรุปการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

      Pimentel, D. 1995. Amounts of Pesticides Reaching Target Pests: Environmental Impacts and Ethics, Journal of Agricultural and Environmental Ethics, 8(1), 17-29.

      รู้รอบธงชาติไทย จากกิจกรรม 100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย

      Featured

      ดร. คนึงนิจ  บุศราคำ
      ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์, วว.

       

           เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมโครงการ “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย”  ที่จัดขึ้น ณ วว. เทคโนธานี คลอง 5 ซึ่ง วว. ได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย คุณพฤติพล  ประชุมพล และทีมงาน นำของสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธงชาติไทยมาจัดแสดง พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจเกี่ยวกับประวัติของธงชาติไทยของเราให้ชาว วว. ได้ฟังกัน ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับฟังการบรรยายของท่านผู้อำนวยการฯ ผู้เขียนรู้สึกประทับใจและอยากถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวประวัติของธงชาติไทยให้ผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมฟังในวันนั้นได้อ่านใน TISTR Blog นี้ค่ะ

      AOR

      กำเนิดธงไตรรงค์

       

           อดีตที่ผ่านมาเนเธอร์แลนด์ได้เข้ามาทำการค้าในแดนสุวรรณภูมิเป็นประเทศแรกๆ  ซึ่งเส้นทางการคมนาคมขนส่งคือทางน้ำ  ครั้นเมื่อเรือรบฝรั่งเศสได้เดินทางเข้ามาในน่านน้ำ ณ ดินแดนสยาม และมีความประสงค์ในการให้เกียรติประเทศเรา  จึงได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ป้อมปราการให้แสดงธงประจำชาติเพื่อการยิงปืนทำความเคารพตามอารยธรรมของชนชาติตะวันตก   แต่ด้วยความที่ประเทศเราไม่มีวัฒนธรรมดังกล่าวจึงได้เชิญธงของประเทศเนเธอร์แลนด์ขึ้นสู่ป้อมปราการดังกล่าว  ยังความขุ่นเคืองให้กับทหารฝ่ายฝรั่งเศส  จนทำให้ฝ่ายไทยต้องเชิญธงประเทศเนเธอร์แลนด์ลง แต่ด้วยความรีบระคนกับตกใจทหารประจำป้อมจึงได้เปลี่ยนไปใช้ธงเดินเรือแทนธงชาติเนเธอร์แลนด์   นี่จึงเป็นการใช้ธงชาติครั้งแรกของไทย    ส่วนสาเหตุที่ธงเดินเรือในสมัยก่อนเป็นสีแดงเนืองจากสีแดงเป็นสีที่เห็นชัดที่สุด

           ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีการอาศัยกันแบบบ้านพี่เมืองน้องไป   ประชาชนของแต่ละประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันตามอัธยาศัย  ต่อมาเมื่อถึงยุคล่าอาณานิคม    การแบ่งแยกดินแดนโดยประเทศผู้ล่าฯ ทำให้วิถีชีวิตของคนในแถบนี้เปลี่ยนไป   คือ มีการกำหนดเขตแดนกันชัดเจนระหว่างประเทศนักล่าอาณานิคม คือ อังกฤษ และฝรั่งเศส    ย้อนกลับมาที่ความเชื่อของคนไทยในอดีตที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้นคือ องค์อวตารของพระนารายณ์  ซึ่งพระนารายณ์มีหัตถ์ 4 กร ถือ จักร สังข์ คทา และดอกบัว  ซึ่งจักรนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรี  ดังนั้นจึงมีการนำสัญลักษณ์จักรใส่ไว้ตรงกลางธงสีแดง   อย่างไรก็ตาม ธงพื้นแดงกับจักรนั้นเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์และพระมหากษัตริย์   ซึ่งประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถนำไปใช้ได้

           สมัยรัชกาลที่ 2   เป็นยุคที่บ้านเมืองสงบสุข  และมีการจับช้างเผือกได้ทั้งสิ้น 3 ตัว  ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่หายาก  นำไปสู่การใช้รูปช้างลงไปบนธง  ทำให้สมัยนี้ธงชาติประกอบไปด้วย ธงพื้นแดง จักร และช้างเผือก กลางจักร  กลางธง   ซึ่งธงนี้ประชาชนทั่วไปนั้นไม่สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน     ดังนั้นในหลวงรัชกาลที่ 3  จึงทรงให้มีการจัดทำธงที่ราษฎรสามารถนำไปใช้ได้   โดยการนำเอาสัญลักษณ์จักรออกจากธง     ดังนั้นในรัชกาลที่ 3 นี้ ธงประจำชาติมี 3 แบบ คือ ธงสำหรับพระมหากษัตริย์ (ธงพื้นขาบ (น้ำเงินอมม่วง) ตรงกลางธงธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  ธงสำหรับราชวงศ์ (ธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  และธงสำหรับราษฎร (ธงพื้นแดงและตรงกลางมีรูปช้างเผือก)

           สมัยรัชกาลที่ 4  เป็นยุคที่สยามประเทศทำการค้ากับชาติตะวันตกหลายประเทศ  โดยประเทศนั้นๆ ได้มีการตั้งสถานทูตขึ้นและมีการเชิญธงประจำประเทศตัวเองที่สถานทูตนั้นๆ  ทำให้ชาวบ้านเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าสยามประเทศตกเป็นเมืองขึ้นของชาติยุโรป   ส่งผลให้เกิดความแตกตื่นของราษฎรที่เกรงกลัวการโดนชาวต่างชาติทำร้ายและจับกุมตัวไป     ร้อนถึงในหลวงรัชกาลที่ 4 ต้องทรงแก้ปัญหาโดยการให้เอาธงเรือ (ธงพื้นสีแดง และช้างเผือกตรงกลางธง) ขึ้นมาปักตามบ้านเรือนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรายังคงมีอธิปไตย   โดยที่ชาวต่างชาตินั้นไม่มีสิทธิในการทำร้ายคนไทย   จึงนับเป็นการใช้ธงบนบกเป็นครั้งแรกในสยามประเทศ   อย่างไรก็ตาม การทำธงในสมัยก่อนนั้นต้องอาศัยการวาดรูปช้างบนผืนธง  ทำให้รูปช้างนั้นมีหลายลักษณะและไม่สง่างาม

           สมัยรัชกาลที่ 5  เนื่องจากปัญหาความไม่สง่างามของรูปช้างบนผืนธง  ส่งผลให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 นั้นมีการออกพระราชบัญญัติธงในปี พ.ศ. 2434  ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายธงฉบับแรกของสยามประเทศ  โดยมีข้อกำหนดให้สัญลักษณ์ช้างเผือกบนผืนธงนั้นมีลักษณะไปในทางเดียวกัน    ต่อมาในรัชสมัยของในหลาวงรัชกาลที่ 6  พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ในการนำเอารูปช้างเผือกออกจากผืนธงเพื่อความเป็นสากล  แต่โดนทัดทานจากเสนาบดีต่างๆ    จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2459 ทรงเสด็จพระราชดำเนินยังจังหวัดอุทัยธานี   ราษฎรได้ประดับธงเพื่อรอรับเสด็จ แต่เกิดความผิดพลาดในการขึ้นธงคือเกิดโดยขาช้างนั้นชี้ขึ้นข้างบนซึ่งเป็นการมิบังควร   ประกอบกับธงชาติดังกล่าวหาได้ยากชาวบ้านจึงมีการดัดแปลงใช้ผ้าริ้วแดงและขาว  โดยสีขาวนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนช้างเผือก  ใช้ประดับเพื่อรอรับเสด็จ   ในหลวงรัชกาลที่ 6  ทรงพระราชบัญญัติลงในหนังสือวชิราวุธานุสรณ์ในปี 2459  ว่าด้วยเรื่องธง  คือ กำหนดให้ธงที่ใช้ในการรับเสด็จนั้นเป็นธงริ้วขาวแดง  และธงที่ใช้ตามสถานที่ราชการคือ ธงพื้นแดงและมีรูปสัญลักษณ์ช้างเผือกตรงกลาง   โดยประกาศให้มีการใช้ธงทั้งสองดังกล่าวในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2459

           การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของสยามประเทศในรัชกาลที่ 6   นั้นก็นับเป็นอีกหนึ่งสามาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นของธงชาติ   เนื่องจากฝ่ายพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา  ซึ่งธงชาติของทั้ง 3 ประเทศประกอบไปด้วยสีแดง น้ำเงิน และขาว   เพื่อเป็นการสอดคล้องกับประเทศดังกล่าว  ในหลวงรัชกาลที่ 6  จึงรับสั่งให้นำสีน้ำเงินมาใช้ในธงชาติ   โดยสีน้ำเงินนี้เรียกว่าสีขาบ ซึ่งมีเฉดน้ำเงินอมม่วง)  ซึ่งเป็นที่มาของธงไตรรงค์   โดยมีการประกาศให้ใช้ธงไตรรงค์ครั้งแรก ในวันที่ 24 กันยายน 2460

           ดังนั้นที่มาของธงไตรรงค์แต่ละสี ได้แก่ สีแดง มาจากสีของธงเรือที่ใช้ในสมัยก่อน  สีขาวมาจากสีของช้างเผือก และสีน้ำเงินมาจากสีของธงชาติพันธมิตร   โดยความหมายของแต่ละสีนั้นในหลวงรัชกาลที่  6  ทรงเป็นผู้พระราชทานความหมายดังนี้ คือ  สีแดง หมายถึงสีของโลหิตของบรรพบุรุษที่ปกป้องผืนแผ่นดินสยามให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม  สีขาว หมายถึงธรรมที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี  และสีน้ำเงิน หมายถึงสีของพระมหากษัตริย์ อันหมายถึงสีประจำวันพระชนมวาร ของในหลวงรัชกาลที่ 6

           พระราชบัญญัติธงชาติฉบับที่ใช้ อยู่ปัจจุบันคือฉบับประกาศในปี 2522 โดยมีการกำหนดสัดส่วนชัดเจนคือ กว้าง คูณ ยาว เท่ากับ 6 คูณ 9 ส่วน  แบ่งเป็น แดง/ขาว/น้ำเงิน/ขาว/แดง เท่ากับ 1/1/2/1/1 ตามลำดับ   ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการประกาศใช้ธงไตรรงค์คือ การนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่  1 ปัจจุบันตามพระราชบัญญัติธงปี 2522 ธงชาติไทย มี 2 แบบ คือ

      1. ธงไตรรงค์
      2. ธงราชนาวี คือ ธงไตรรงค์ที่มีรูปช้างเผือกกลางธง

           สาเหตุที่ต้องมีธงชาติชนิดที่ 2 คือ  ในข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเดินทะเล  คือ เรือหนึ่งลำนั่นหมายถึง อธิปไตย ของเรือลำนั้นๆ   ดังนั้นเท่ากับเป็นการประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ   ดังนั้นเรือรบหลวงจึงต้องมีธงประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ

           ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการประกาศให้วันที่ 28 กันยายน เป็นวันประดับธงชาติไทย และในปี 2560 นี้ ก็จะครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ไตรรงค์ธงชาติไทยค่ะ

           และทั้งหมดนี้ก็คือ ประวัติคร่าวๆ เกี่ยวกับธงชาติไทย จากกิจกรรม “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย” ที่ผู้เขียนเก็บมาฝากค่ะ

      พัฒนาการของธงชาติไทย

      Featured

      02_Thai flag timeline_edit_190760

      โครงการพัฒนา เกษตรกร ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

      Featured

      โครงการพัฒนา เกษตรกร ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

      การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

      Featured

      Infographic_Mushroom_180760


      การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

      Halal Food Navigator

      Featured


      Halal Food Navigator โดย ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว.

      เห็ดเมืองหนาว (Mushroom Cultivation)

      Featured


      เห็ดเมืองหนาว Mushroom Cultivation

      ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุ (Elderly Food)

      Featured


      ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุ Elderly Food

      ก๊าซชีวภาพในระดับชุมชนและครัวเรือน (Biogas Production)

      Featured


      ก๊าซชีวภาพในระดับชุมชนและครัวเรือน Biogas Production

      ฐานข้อมูลพืชน้ำมันหอมระเหย (Thai Aroma)

      Featured


      ฐานข้อมูลพืชน้ำมันหอมระเหย Thai Aroma

      การถ่ายภาพให้สวยด้วยกล้องและสมาร์ทโฟนด้วยตนเอง ไม่ยากอย่างที่คิด

      Featured

       

      นายสุรพล  ตนานนท์ชัย (นักประชาสัมพันธ์อาวุโส)

                การสื่อสารในยุคดิจิทัล  การถ่ายภาพเป็นความนิยมของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในการบันทึกภาพเพื่อประโยชน์ในการทำงานและชีวิตส่วนตัว  กองสื่อสารภายใน (กสน.) สำนักสื่อสารองค์กร (สสอ.) จึงจัดการอบรมหลักสูตร Introduction Photo Class for TISTR :   การถ่ายภาพให้สวยงามด้วยกล้องและสมาร์ทโฟนด้วยตนเอง ตามโครงการ TISTR Photo’s Stock ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพนักงาน และลูกจ้าง วว. เกินเป้าหมาย   นับเป็นการอบรมเชิงถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างดียิ่ง

      การอบรมถ่ายภาพให้สวยด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การถ่ายภาพด้วย Smart Phone โดย วิทยากรจากภายนอก นายญาณพัฒน์  บุญเกตุ วิทยากรที่มีชื่อเสียงในการโฆษณาแบบ Emotional Communication มีประสบการณ์ในวงการนักสร้างสรรค์งานโฆษณาโดยตรง ปัจจุบันทำงานที่บริษัท Creative Juice  และเป็นช่างภาพอิสระ   มี Facebook ที่แบ่งปันภาพถ่ายสวยๆ ชื่อ facebook.com/Nickplus    วิทยากรท่านนี้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับมุมมองการถ่ายภาพ เทคนิคการใช้ Smart Phone  function หลักของ Smart Phone ทั้ง 2 ค่าย คือ iphone และ Samsung ที่ใช้ในการถ่ายภาพให้สวยงาม

      Pic1

      หลายคนได้รับความรู้ที่ได้จากการถ่ายภาพด้วย Smart Phone ด้วยแนวคิด “ภาพ 1 ภาพ คือการเล่าเรื่องราว” ดังนั้น จึงควรรู้สิ่งที่พึงปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ 20 ประการสำหรับการจัดองค์ประกอบภาพ ได้แก่

      • ไม่ไกลเกินไป : ในการถ่ายภาพควร Focus วัตถุที่จะถ่ายไม่ไกลเกินไป เพื่อจะได้รูปคน รูปวัตถุ ที่เราต้องการจะสื่อให้ทราบว่าเป็นภาพอะไร ทำอะไร ที่ไหน
      • ไม่บัง : ก่อนถ่ายภาพควรสำรวจหน้ากล้องทุกครั้ง เปิดหน้ากล้องหรือยัง หรือขณะที่ถ่ายภาพนิ้วมือไม่ควรบังหน้ากล้อง
      • ไม่มืด : หากถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ เราควรเปิด Flash ตามความเหมาะสม
      • ไม่เอียง : การถ่ายภาพคน หรือสถาปัตยกรรม ไม่ควรเอียงกล้องถ่ายภาพ แต่ควรถ่ายแบบตั้งตรงตามที่เรามองเห็นก่อนถ่าย
      • ไม่น้อย : การถ่ายภาพคน หรือวัตถุ ไม่ควรถ่ายเพียงนิดเดียว ควรถ่ายให้เต็มวัตถุนั้น เพื่อจะได้รู้ว่าวัตถุนั้นคืออะไร ถ้าเป็นภาพคนจะได้ทราบใครทำอะไร ที่ไหน
      • ไม่เบลอ : เราควร Focus วัตถุที่จะถ่ายภาพ เพื่อเล่าเรื่องสื่อให้คนดูทราบว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร
      • ไม่ซ้าย/ไม่ขวา : ในการถ่ายภาพไม่ควรหนักด้านซ้าย หรือด้านขวามากเกินไป ควรจัดภาพให้สมดุล ภาพจะออกมาสวยงาม
      • อย่ากระพริบตา : ขณะถ่ายภาพควรสำรวจด้วยว่าคนที่เราถ่ายกระพริบตาหรือไม่
      • ไม่ใกล้เกินไป : ไม่ควรถ่ายภาพวัตถุที่ต้องการใกล้เกินไป เพียงถ่ายให้รู้ว่าวัตถุนั้นคือภาพอะไร
      • ไม่รก : การถ่ายภาพควรพิจารณาว่าสิ่งที่ตั้ง หรือวาง นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราจะถ่ายเพื่อเล่าเรื่องนั้นหรือไม่
      • ถ่ายในระดับสายตา : ควรถ่ายภาพให้พอดีกับวัตถุนั้น เพื่อบอกเล่าเรื่องในสิ่งที่เรามองเห็น
      • ไม่แบ่งแยก : ภาพที่ถ่ายไม่ถ่ายแบ่งแยกเป็นส่วน เพราะจะทำให้ไม่รู้ว่าวัตถุที่ถ่ายนั้นคืออะไร
      • ไม่ถ่ายภาพหมู่ : ในการถ่ายภาพหมู่ควรจัดให้กระจาย โดยจัดสัดส่วนของภาพ เพื่อให้มองเห็นทุกคน
      • ไม่ถ่ายเท้า : ควรจัดระดับกล้องไม่สูง หรือต่ำเกินไป เพื่อได้ภาพครบทุกส่วนตามต้องการ
      • ไม่สั่น : ไม่ควรถ่ายภาพมือเดียว ควรจับกล้องสองมือ โดยใช้นิ้วโป้งกด Shutter
      • ไม่เงา : หลีกเลี่ยงเงาตกกระทบภาพ ขณะถ่ายภาพไม่ควรหันหลังให้แสง
      • ดูเพื่อนด้วย : ควรดูความพร้อมของเพื่อนก่อนถ่ายภาพ
      • เป็นธรรมชาติ : ควรตกแต่งภาพหลังถ่ายให้เป็นตามธรรมชาติ
      • ไม่แตก : ควรเลือกภาพถ่ายที่คมชัด
      • ไม่เปิดFlash : การเปิด Flash ถ่ายภาพบางครั้งก็ไม่สามารถเล่าเรื่องได้ เพราะแสงของ Flash จะสะท้อนเข้ามา เช่นการถ่ายภาพกับกระจกในห้องน้ำ เป็นต้น

      นอกจากนี้ยังมีการฝึกแต่งภาพด้วย Snapseed ซึ่งเป็น Free Application บนมือถือที่ใช้งานง่ายและสะดวก เสริมด้วยการแนะนำเว็บไซต์ Pixabay ซึ่งเป็นแหล่งรวมภาพ วีดีโอ ภาพประกอบให้เลือก Download มากมายจากช่างภาพทั่วโลก สามารถ Download ภาพสวยๆ มาใช้งานได้ฟรีไม่มีลิขสิทธิ์ มีการแนะนำวิธีการตรวจสอบที่มาของภาพ บรรยากาศในการอบรมจากการฟังบรรยายในช่วงแรก จะเป็นช่วงตื่นเต้น สนใจ ภายหลังครึกครื้น เพราะมีการถ่ายภาพนางแบบจริงมาอธิบาย มีการนำภาพของแต่ละคนมาให้ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ทำให้มีความเป็นกันเองมากขึ้น

      Pic2

      สรุปได้ว่า  การถ่ายภาพ  ต้องขึ้นอยู่กับแสง   การจัดองค์ประกอบของภาพ และที่สำคัญ คือภาพต้องบรรยายเรื่องราวที่ต้องการสื่อได้อย่างชัดเจน

      ช่วงบ่าย นางสาวศศิกานต์ แต่งเสร็จ จาก สสอ.  แบ่งปันความรู้และประสบการณ์การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล DSLR เทคนิคการถ่ายภาพแบบ Manual การล็อกค่ารับแสง และFocus ทำให้ได้ความรู้ว่า การตั้งค่าการถ่ายภาพสำคัญมาก ต้องมีความรู้เรื่องการจัด Frame ภาพ การตั้งค่ารูปรับแสง ความเร็ว Shutter ค่า ISO ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับความไวต่อแสง ซึ่งการตั้งค่า ISO สูงๆ ทำให้ถ่ายภาพในที่มืดได้ โดยวิทยากรได้แสดงการสาธิตการถ่ายภาพที่ปรับรูปรับแสง ความเร็ว Shutter และค่า ISO ที่ค่าต่างๆ แสดงให้เห็นเปรียบเทียบจนเกิดความเข้าใจได้ง่าย

      การอบรมในครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เหมาะสำหรับผู้ที่ยังใช้งานกล้องไม่เป็น หรือ มือใหม่หัดถ่ายภาพ  เทคนิค  ลูกเล่น  มุมมอง  การจัดองค์ประกอบภาพ  การใช้แสง เวลาที่เหมาะสมในการถ่ายภาพ ล้วนเป็นการถ่ายภาพที่ช่วยให้ได้ภาพที่สวยงามนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

      ทุกคนเริ่มสนุกกับการถ่ายภาพ และคงได้เล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายที่จะเก็บไว้ในความทรงจำ  เหมือนการได้เรียนรู้ในวันนี้  …สนุกแบบลืมไม่ลงทีเดียว

       

      นักวิทยาศาสตร์กับการสื่อสารวิทยาศาสตร์

      Featured

               ปฐมสุดา อินทุประภา (กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

           ในปัจจุบันศาสตร์แห่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์นั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการ หรือช่วยในการจัดการข้อมูลสินค้าและบริการ ดังนั้นการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์จึงมีมากขึ้น จนบางครั้งทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนในข้อมูลข่าวสารซึ่งมีทั้งที่เป็นจริงและที่เป็นเท็จปะปนกันอยู่ในโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงเริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเพจ Jessada Denduangboripant เพจที่ให้ข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนั้น และนักเทคนิคการแพทย์ภาคภูมิ เดชหัสดิน เจ้าของเพจหมอแล็บแพนด้า เพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และสุขภาพ ซึ่งบุคคลทั้งสองท่านนี้ถือ เป็นต้นแบบของนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน โดยทั้งสองท่านนี้จะให้มุมมองและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่กำลังเป็นกระแสแก่ประชาชนทั่วไป ผ่านทาง Facebook ส่วนตัว ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าติดตาม จนมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกออนไลน์

      Jess1Jess2

       drLab Drlab2

                  การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ เกิดจากความอยากช่วยให้ประชาชนไทยได้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความตระหนัก รู้จักคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อไม่ให้หลงเชื่อสิ่งต่างๆ ที่มีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ให้รู้เท่าทันมิจฉาชีพที่แฝงตัวอยู่ในโลกออนไลน์ สิ่งเล็กๆ ที่ทั้งสองท่านทำนี้ เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารวิทยาศาสตร์คือ การเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ รู้จักคิดวิเคราะห์  นอกจากนี้นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ยังจำเป็นต่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะสื่อสารความจำเป็นของการใช้วิทยาศาสตร์ในแต่ละสาขา เพื่อใช้ขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ยังต้องมีความสามารถในการชี้ให้นักวางแผนนโยบายเห็นถึง ความจำเป็นในการลงทุนงบประมาณในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ที่จำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย

                  นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรละเลยความสำคัญของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ เพราะบุคคลที่สามารถสื่อสารวิทยาศาสตร์ได้ดีที่สุดก็คือ ตัวนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงควรที่จะเรียนรู้ศาสตร์ของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสสร้างเนื้อหาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับกลุ่มบุคคลต่างๆ การเลือกสื่อที่ทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัยและกลุ่มเป้าหมาย การเลือกเทคนิคหรือกลวิธีและระดับภาษาในการนำเสนอองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ดีนอกจากจะทำให้ประชาชนเข้าใจองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ยังทำให้ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย อันจะส่งผลให้เกิด Innovation ecosystem ในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

      Logo…(สัญลักษณ์ บอกตัวตน)

      Featured

      โดย ปุณณภพ โผผิน (กองประชาสัมพันธ์)

                 หลายคนคงคุ้นหู กับ คำว่า โลโก้ (logo) คุ้นตา กับ ภาพกราฟฟิกแปลกๆ รูปคนบ้าง รูปสัตว์บ้าง หรือลายเส้น ตัวอักษรไม่กี่ตัวหรือคำสั้นๆ ก็มี รูปแบบเหล่านี้เรียกว่า โลโก้ (logo) หรือตราสัญลักษณ์ ซึ่งบางคนนำตัวอักษรตัวหน้าของบริษัท หน่วยงานมาเป็นโลโก้ แล้วอ่านใหม่ให้กระชับ จำง่ายขึ้น   จึงทำให้โลโก้ (logo)  มี 2 รูปแบบใหญ่ๆ

      1. 1. โลโก้แบบตัวอักษร (word mark) ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ไม่นาน หรือเป็นบริษัทที่ต้องการให้ลูกค้าจดจำชื่อ คุ้นหู ติดปาก ไปพร้อมๆกัน แต่การใช้โลโก้แบบนี้หากไปอักษรภาษาไทย จะต้องปรับเป็นภาษาอังกฤษด้วย ถ้าต้องการนำบริษัทเข้าสู่ระดับสากล
      2. coke1-Uw3dXdNSkWBfd_edot3pNw
      3. 2. โลโก้แบบกราฟฟิก (symbol) ปัจจุบันบริษัทน้อยใหญ่นำมาใช้กันเป็นจำนวนมาก แต่ในบริษัทใหญ่ๆที่เปิดตัวมานานแล้วจะทำการพัฒนาจากโลโก้ตัวอักษรมาป็นโลโก้กราฟฟิกแทน ทำให้โลโก้ดูทันสมัย ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ลักษณะของโลโก้แบบกราฟฟิกนี้จะทำการตัดทอนรูปแบบ หรือสร้างเป็นรูปสัตว์ รูปอุปกรณ์ ที่ไม่ให้ยุ่งยาก ทำให้จดจำง่าย
      4. symbolic-logo logo (1)

      โลโก้ดีๆ เค้าเป็นกันอย่างไร?

      หลักการเบื้องต้นของการสร้างโลโก้ใน 1 ชิ้น ต้องสร้างรูปแบบที่ไม่ยุ่งยาก จดจำง่าย นำไปใช้ได้หลากหลายสถานะ สีที่ใช้ไม่ควรเกิน 3 สี  (จำนวนสียิ่งน้อย ยิ่งเป็นการดี) เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้กับเนื้องานหรือวัสดุรองรับอื่นๆ และไม่สิ้นเปลืองค่าทำเพลทสีในระบบการจัดพิมพ์ สังเกตได้ว่าบางบริษัทใช้แค่สีเดียว เพื่อให้มีจุดเด่น จดจำง่าย

      158_20110201115650z8

      แม้ปัจจุบัน การนำโลโก้ไปใช้ไม่ได้อยู่แค่บนสิ่งพิมพ์หรือบนผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังนำไปใช้บนสื่อมัลติมีเดียต่างๆ อาทิเช่น  เว็บไซต์  เฟสบุ๊ก  ไลน์  หรือระบบสื่อสารต่างๆ แต่ก็ยังใช้แนวคิดหรือหลักการในการออกแบบโลโก้ที่เหมือนๆ กัน

      afd-19215

      จำเป็นหรือไม่…ที่ต้องยึดหลักในการออกแบบโลโก้

      การออกแบบงานที่ดีควรอยู่บนหลักการที่ดี แต่ในบางครั้งการออกแบบโลโก้ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดหลักการทั้งหมด เพราะหลักการไม่ใช่เหตุผล ในบางคราวผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงความต้องการของเจ้าของสินค้าเป็นเหตุผลหลัก คือ ความต้องการจากเจ้าของนั่นคือเหตุผลหลัก… ทั้งเรื่องรูปแบบ การจัดวางองค์ประกอบ เรื่องของสี รายละเอียดที่ต้องการใส่ และอีกหลายๆอย่าง ซึ่งในบางครั้งอาจมีอิทธิพลมาจากความเชื่อโชคลาง การถูกโฉลกของสี มีโชคลาภ เงินทอง เป็นต้น จึงทำให้โลโก้บางชิ้นถูกออกแบบมาตรงกับความต้องการของเจ้าของ แต่ไม่ตรงตามหลักการของผู้ออกแบบ เราจึงได้พบเห็นโลโก้ที่ตรงหลักการบ้าง    ตรงใจเจ้าของบ้าง ใช้ปะปนกันไป  ซึ่งผู้ออกแบบต้องปรับตัวมากขึ้น เช่น ออกแบบโลโก้โดยอยู่บนพื้นฐานของ    โงวเฮ้ง ฮวงจุ๊ย หรือความเชื่อส่วนบุคคลเสริมเข้าไปในการทำงาน หรือการนำเสนอผลงาน จะเป็นการดีมากๆ

      googlechrome_logo

      การออกแบบโลโก้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์สักชิ้นหนึ่งกับผลิตภัณฑ์ของเรานั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า โลโก้นั้นตอบโจทย์กับผลิตภัณฑ์ของเราได้มากแค่ไหน ช่วยให้เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้มากแค่ไหน หรือทำให้ผู้คนรู้จักเราได้มากแค่ไหน

      ….แนวคิดดังกล่าว คือ ประโยชน์จากการใช้ “โลโก้”….

      อ้างอิง

      https://gengsittipong.com

      http://www.myhappyoffice.com/index.php/2012/06/logo-design-message/

      http://www.neutron.rmutphysics.com

      http://technologywisdom.com/es/logo-design-form.ph

      http://www.udondesign.com

      https://freedesignfree.wordpress.com

      เทรนด์กราฟฟิกดีไซน์ปี 2017 เพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0

      Featured

      โดย ปุณณภพ โผผิน 

                  เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยในปัจจุบันคือ ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่มีการนำเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการพัฒนาและช่วยในการขายสินค้า ดังนั้นในส่วนของงานกราฟิกดีไซน์จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคไทยแลนด์ 4.0 การออกแบบต่างๆ ต้องมีการศึกษาเทรนด์ที่มีความเป็นสากล เหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อให้งานการฟฟิกดีไซน์มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งเทรนด์ในงานกราฟฟิกดีไซน์ต่างๆ สามารถสรุปย่อๆ ได้ ดังนี้

              1. การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น วารสาร (magazine) จุลสาร (booklet) โปสเตอร์ (poster) แผ่นพับหรือใบปลิว (leaflet) เทรนด์งานกราฟิกดีไซน์สำหรับสื่อประเภทนี้ ปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่ความเรียบง่าย มีความเป็นธรรมชาติ มีการเลือกใช้สีที่สื่อถึงความสดใหม่ สดใส ตื่นตัว มีการใช้ลูกเล่นโดยการไล่เฉดสี สำหรับลักษณะการใช้ลายเส้นจะเป็นการเลียนแบบจากธรรมชาติรอบตัว เช่น คลื่นทะเล ลายหินอ่อน ใบไม้ ดอกไม้ ปีกนก นอกจากนี้การดีไซน์ยังมีกลิ่นไอของการออกแบบในยุค 80 ที่ผสมอยู่ในการใช้สีและการลักษณะเลือกใช้ตัวอักษร (font) อีกด้วย  ในส่วนของการใช้ภาพประกอบนั้น จะเน้นไปที่การสร้างกราฟฟิกแทนการใช้ภาพจริง หรือใช้ภาพวาดมือ (hand-drawn) ผสมผสานกับกับการใช้ภาพกราฟิก

          So-Schmeckt-2017-wpcf_700x454

      tpc_general_spring-summer_2017

              2.การออกแบบโลโก้ ยุคนี้ก็ยังคงยึดถือปรัชญาเดิมคือ การสร้างความน่าจดจำและสื่อถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท โดยการออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ความเรียบง่าย ลายเส้นไม่ซับซ้อน ดูสบายตา ใช้การออกแบบที่เป็นแบบแบน (flat design) และมีการใช้การออกแบบที่ว่างรอบวัตถุให้เกิดภาพซ้อนอีกภาพหนึ่ง (negative space) สำหรับลักษณะลายเส้นที่ใช้ในการสร้างโลโก้ก็จะเน้นไปที่เส้นหนาทึบเสมอกันวางอยู่พื้น (background) สีเดียว นอกจากนี้หลายแบรนด์ยังเลิกใช้ตัวอักษรในโลโก้ เพื่อให้โลโก้ดูเรียบง่าย สะอาดตา สำหรับภาพที่ใช้ในการสร้างโลโก้หากไม่ได้สร้างจากลายเส้นก็จะนิยมใช้เป็นภาพวาดมือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการให้ดูมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์

                                              003-logo590 winelogo

                            2011-logo-rebranding-starbucks Insta-1

            images cafeB

               3. การออกแบบสื่อออนไลน์ที่เป็นภาพนิ่ง การใช้ภาพนิ่งเพื่อเป็นสื่อในการประกาศ โฆษณา หรือแจ้งข่าวสาร ผ่านทางโซเซียลมีเดีย มีความสำคัญอย่างมากในยุคนี้ ดังนั้นการออกแบบสื่อออนไลน์จึงต้องมีความทันสมัยไม่ตกเทรนด์ ซึ่งเทรนด์ของปีนี้ก็ยังเน้นไปที่ความเรียบง่ายเช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์และโลโก้ แต่จะต่างกันตรงที่สื่อออนไลน์ยุคนี้จะนิยมใช้ cinemagraphy หรือการสร้างภาพเคลื่อนไหวเฉพาะจุด เพื่อให้ดูมีมิติ ดึงดูดสายตาและความสนใจของผู้อ่าน ซึ่งภาพเคลื่อนไหวนี้นิยมใช้ในการทำโลโก้ที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์เช่นกัน ตัวอย่างภาพนิ่งในลักษณะ cinemagraphy สามารถหาดูได้จาก ที่นี่

              4. การออกแบบสื่อออนไลน์ที่ภาพเคลื่อนไหว (motion graphic) ยุค 4.0 มีการใช้ motion graphic ในการสื่อสารโน้มน้าวใจ ให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเทรนด์ในยุคนี้จะมีการใช้ภาพกราฟฟิกในลักษณะ 2D และ 3D ผสมผสานกันในสื่อตัวเดียว การเปลี่ยนฉากในแต่ละฉากจะมีความต่อเนื่องกัน (seamless transitions) โดยสิ่งที่เห็นในฉากก่อนหน้าจะปรากฏ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงลักษณะในฉากต่อไป ซึ่งสร้างความรู้สึกต่อเนื่องให้แก่ผู้ชม สำหรับลักษณะเนื้อเรื่องที่นิยมใช้จะเป็นกึ่งสารคดีแอนนิเมชัน มีการใช้ตัวอักษรน้อย เน้นที่การบรรยายเล่าเรื่อง หรือเพลงประกอบที่เข้ากับเนื้อหาของเรื่อง ส่วนภาพแอนนิเมชันจะใช้ไม่กี่สีและมีการไล่เฉดสี ลายเส้นในการสร้างภาพจะไม่ซับซ้อน หนักแน่น เรียบง่าย และสะอาดตา เช่นเดียวกับสื่ออื่นๆ ตัวอย่าง motion graphic ของปี 2017 สามารถหาดูได้จาก https://envato.com/blog/best-motion-graphics-trends-design-2017/

      จะเห็นได้ว่าเทรนด์ในการออกแบบกราฟิกของสื่อต่างๆ ยุคนี้จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย สะอาดตา เพื่อสร้างความสบายตาให้แก่ผู้ชม ดังนั้นการออกแบบสื่อต่างๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์เอง จึงควรจะมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความน่าสนใจและไม่ตกเทรนด์ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยเช่นกัน

      อ้างอิงจาก

      https://webdesignledger.com/9-graphic-design-trends-need-aware-2017/

      http://www.indesignskills.com/inspiration/2017-graphic-design-trends/

      http://justcreative.com/2017/01/01/2017-logo-design-trends-forecast/

      https://envato.com/blog/best-motion-graphics-trends-design-2017/

      ขอบคุณภาพประกอบจาก Google Image 

       

      เล่าประสบการณ์การสนทนาระหว่างนักวิจัยรุ่นเยาว์กับผู้ทรงเกียรติที่ได้รับรางวัลโนเบล

      Featured

      โดย ดร. นารินทร์  จันทร์สว่าง ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศคช.)

              ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ วว. ที่ได้ให้โอกาสนารินทร์ได้เข้าร่วมประชุม 13th Science and Technology in Society forum (STS forum) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม 2560 ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ทำให้นารินทร์ได้เปิดโลกทัศน์แลกเปลี่ยนความรู้  จากการได้สนทนาหรือฟังการบรรยายจากผู้ทรงเกียรติที่ได้รับรางวัลโนเบล นักวิจัยผู้มีประสบการณ์สูง นักธุรกิจ นักการเมือง และนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มาจากทั่วโลก  วัตถุประสงค์ของงานประชุม STS forum คือ การจัดหากลไกใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยการเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นและการสร้างเครือข่ายเพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากการประยุกต์ใช้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้งานประชุมยังให้ความสำคัญกับจริยธรรม ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการจัดการอย่างชาญฉลาดและเหมาะสมจะทำให้มนุษย์ในศตวรรษที่ 21  อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  ก่อนการเริ่มงานอย่างเป็นพิธีการในวันถัดไป ทางผู้จัดงานได้จัดกลุ่มนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มีลักษณะงานใกล้เคียงกันประมาณ 7-8 ท่าน จากนั้นเชิญผู้มีชื่อเสียงและนักวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลเข้าร่วมสนทนากับนักวิจัยรุ่นเยาว์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเกิดความสำเร็จในอาชีพการทำงาน โดยกลุ่มของนารินทร์ ได้รับเกียติจากนักวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบล 2 ท่าน คือ คุณหมอ Peter Agre และ ดร. Tim Hunt มาร่วมสนทนา

      Narin
      Peter Agre

              เริ่มแรกขอกล่าวถึงประวัติของคุณหมอ Peter Agre   คุณหมอเป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษาสาขาวิชาแพทยศาสตร์จาก Johns Hopkins School of Medicine และมีประสบการณ์ด้านงานวิจัยและการสอนหนังสือจนกระทั่งคุณหมอได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถึง 19 ใบจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น นอร์เวย์ กรีซ เม็กซิโก ฮังการี และจากสหรัฐอเมริกา คุณหมอได้วิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรียมาเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นเขาได้ค้นพบ Aquaporins ซึ่งเป็นช่องทางเฉพาะที่โมเลกุลน้ำผ่านเข้าออกระหว่างเซลล์ และเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2546 (ค.ศ. 2003) ทางด้าน “discoveries concerning channels in cell membranes” คุณหมอเล่าว่าเขาชอบทำงานวิจัย ชอบการเรียนรู้ ชอบทำประโยชน์เพื่อสังคมโดยเขาได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรียในประเทศกำลังพัฒนา  นอกเหนือจากความสำเร็จทางด้านหน้าที่การงาน เขายังมีครอบครัวที่อบอุ่น ลูกสามคนของเขา จบการศึกษาที่ดีและมีความเจริญก้าวหน้าในบริษัทที่มั่นคงและขนาดใหญ่ระดับโลก  คุณหมอยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “การทุ่มเท ตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจะทำให้เกิดความสำเร็จและเกิดความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง”

      Tim Hunt
       Tim Hunt

              ท่านผู้ทรงเกียรติลำดับถัดมา คือ ดร. Tim Hunt เป็นชาวอังกฤษ จบการศึกษาปริญญาเอกจาก University of Cambridge ท่านและทีมงานได้ทำงานวิจัยแล้วพบว่ากลูต้าไธโอน (glutathione) ปริมาณเพียงเล็กน้อยสามารถยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังไม่เจริญเต็มที่ และยังพบว่าสาย RNA ใช้เป็นตัวเริ่มต้นการสังเคราะห์ haemoglobin (สารสีแดงในเม็ดเลือดเป็นโปรตีนที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย)  ดร. Tim Hunt ได้รับรางวัลโนเบลสาขา Physiology or Medicine ปี 2544 (ค.ศ. 2001) ร่วมกับนักวิจัยอีกสองท่านทางด้าน “for their discoveries of key regulators of the cell cycle” ในการการค้นพบ Cyclins ซึ่งเป็นกลุ่มโปรตีนสำคัญที่ควบคุมการแบ่งเซลล์   ดร. Tim Hunt กล่าวว่าเขาชอบทำงานวิจัย จะรู้สึกความตื่นเต้นที่ได้ทราบผลการทดลองจากลูกศิษย์ และท่านยังบอกถึงเคล็ดลับในการประสบผลสำเร็จว่า การที่เขามีลูกศิษย์มากมาย ทำให้งานวิจัยนั้นมีปริมาณมากและมีองค์ความรู้มาก ซึ่งจะทำให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

              จากการสนทนากับผู้ทรงเกียรติทั้งสองท่านนี้ ทำให้นารินทร์ได้ทราบว่าความสำเร็จไม่ได้มาง่ายๆ สิ่งนั้นมาจากการทุ่มเท ตั้งใจทำงาน สะสมประสบการณ์และองค์ความรู้ การทำงานเป็นทีมทำให้ได้งานที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น  รวมทั้งไม่ลืมที่จะใส่ใจครอบครัว จะทำชีวิตเรามีความสุขและความสมดุล….:)

      วว. กับงาน CSR

      Featured

      โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง

                   CSR หรือ Corporate Social Responsibility หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยมีความรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

      CSR1             สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้มีการจัดกิจกรรม CSR ในลักษณะ After process หรือกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง เช่น การปลูกป่า, การบริจาคทุนการศึกษา, การรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด วว. ได้จัดโครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกในการรักษาสัตว์ป่า ธรรมชาติ และสร้างความตระหนักในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดย วว. ได้เชิญโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงอันได้แก่ โรงเรียนคลองห้า พฤกษชัฏราษฎร์บำรุง, โรงเรียนบึงเขาย้อน คงพันธุ์อุปถัมภ์ และโรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ เข้าร่วมโครงการ ซึ่งโครงการค่ายนี้ ได้รับการตอบรับจากคณะครู อาจารย์เป็นอย่างดี โดยทั้ง 3 โรงเรียนได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 87 คน เพื่อเดินทางไปร่วมกิจกรรมค่ายเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยนักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นสถานีวิจัยภายใต้การกำกับดูแลของ วว.  ตั้งอยู่บนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ของอำเภอวังน้ำเขียว และยังเป็น 1 ใน 4 ของพื้นที่สงวนชีวมณฑลของประเทศที่ได้รับการประกาศจัดตั้งจากองค์กรยูเนสโกอีกด้วย

      CSR3

       

             สำหรับกิจกรรมภายในค่ายนั้น ประกอบไปด้วย กิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ดูนก ดูไก่ฟ้าพญาลอ นกประจำชาติของไทยที่หายาก การฝึกใช้กล้อง Binocular และ Telescope กิจกรรมดูดาว กิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ การฝึกคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ (Think out of the box & Creative thinking) การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) การใช้ศิลปะ ประดิษฐ์งานศิลปะในเชิงวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมนันทนาการต่างๆ แต่กิจกรรมที่เป็นกุญแจสำคัญในการปลูกจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่เยาวชน คือ “Conservative Role Play” เป็นการนำให้เยาวชนตระหนักถึงทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไปถ้ามนุษย์เราไม่ร่วมมือช่วยกันรักษา ซึ่งกิจกรรมนี้จะเริ่มต้นจากการใช้คลิปวีดีโอสั้นๆ ในการสร้างความตระหนัก จากนั้นจึงมีการพูดคุย อธิบาย ถามตอบ เพื่อประเมินความเข้าใจของเยาวชน และปิดท้ายด้วยการให้เยาวชนออกมาแสดงบทบาทสมมติ เรื่องความไม่สมดุลของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ว่า หากความสัมพันธ์กันของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ขาดลง จะก่อให้เกิดผลเสียมหาศาลมากมายถึงประการใด ซึ่งเยาวชนมีความสนุกสนานอย่างมากในการร่วมกิจกรรมทุกๆ กิจกรรม เพราะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ได้รับความรู้ในรูปแบบ “Learning by Playing” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้เยาวชนได้เรียนรู้ในสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ด้วยความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ซึมซับความรู้ที่แฝงอยู่กิจกรรมต่างๆ ระหว่างเข้าร่วมโครงการฯ อย่างไม่รู้ตัว อันเป็นผลดีต่อการสร้างทัศนคติและจิตสำนึกที่ดีต่อตนเองและสังคมต่อไป

      CSR2

             โครงการค่ายครั้งนี้ นับว่าเป็นงาน CSR ที่ วว. ตั้งใจดำเนินการเพื่อเยาวชน  และได้รับการตอบรับที่ดีจากชุมชน โดยต่อจากนี้ วว. จะมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัย และการช่วยเหลือสังคมควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีและน่าอยู่อย่างยั่งยืน

      เยี่ยมชมหอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ และศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

      Featured

      โดย  ปฐมสุดา อินทุประภา

                  เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 คณะทำงานการจัดการความรู้ของ วว. นำโดย ดร.นฤมล รื่นไวย์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลและสารสนเทศได้เข้าเยี่ยมชมหอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ และศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่มหาวิทยายาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งได้รับการต้อนรับจากทางเจ้าหน้าที่ของหอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ และศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เป็นอย่างดี

       

      18191062_10210667408055195_430297375_n18197701_10210667409175223_479245732_n

                หอสมุดป๋วย อึ้งภาภรณ์ ที่ศูนย์รังสิตแห่งนี้ มีพื้นที่ถึง 18,699  ตร.ม. มีพื้นที่นั่งอ่านหนังสือถึง 2, 310 เครื่องคอมพิวเตอร์ 142 เครื่อง มี Wifi และเครื่อง printer ให้นักศึกษาได้ใช้งาน หอสมุดป๋วยเปิดให้บริการแก่นักศึกษาทุกวันไม่เว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และในช่วงสอบยังเปิดให้บริการถึงเที่ยงคืนอีกด้วย ในส่วนของทรัพยากรสารสนเทศนั้น ทางหอสมุดมีหนังสือในรูปแบบสิ่งพิมพ์จำนวน 278,647 เรื่อง ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 34,275 เรื่อง มีวารสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์จำนวน 217 เรื่องในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ถึง 106,542 เรื่อง วิทยานิพนธ์ในรูปแบบสิ่งพิมพ์จำนวน 19,500 เรื่อง ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 20,995 เรื่อง หนังสือพิมพ์ในรูปแบบสิ่งพิมพ์จาก 10 สำนักพิมพ์ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 5,000 สำนักพิมพ์ และยังมีโสตทัศนวัสดุจำนวน 14,937 เรื่อง ให้นักศึกษาได้เข้ามาศึกษาค้นคว้า นอกจากนี้ทางหอสมุดยังมีระบบการยืม-คืนทรัพยากรสารสนเทศระหว่างหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตต่างๆ อีกด้วย และหากนักศึกษาต้องการทรัพยากรสารสนเทศจากมหาวิทยาลัยอื่นที่อยู่ในเครื่องข่ายของหอสมุด ก็สามารถกรอกแบบฟอร์มผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยื่นความจำนงในการขอยืมทรัพยากรสารสนเทศเหล่านั้นมาใช้ได้อีกด้วย  นับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี สมกับยุคไทยแลนด์ 4.0

      18191709_10210667411655285_730606875_n

                ในส่วนของศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2558 ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด  Active learning หรือการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีพื้นที่ 15,300 ตร.ม. ที่นั่งอ่าน 1,200 ที่นั่ง เครื่องคอมพิวเตอร์ 228 เครื่อง พร้อม Wifi และเครื่อง printer ไว้คอยให้บริการ นักศึกษาสามารถเข้ามาทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ติวหนังสือ ทำรายงาน หรือประชุมหารือในเรื่องต่างๆ ได้ตลอดเวลา

      18190857_10210667411935292_177824556_n

                ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ริเริ่มศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ให้แนวคิดในการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ฯ นี้ไว้ว่า ท่านต้องการสร้างที่นี่ให้เป็นห้องสมุดแนวใหม่ ที่ไม่มีหนังสือ ไม่มีผนัง ไม่มีเจ้าหน้าที่  เป็นห้องสมุดเปิดโล่ง ไม่เข้มงวดเหมือนห้องสมุดทั่วไป แต่ให้มีที่อ่านหนังสือ มีที่นั่งเล่น มีบรรยายกาศที่เป็นกันเอง สำหรับพื้นที่ในการให้บริการนั้น ทางศูนย์ฯ ได้จัดแบ่งไว้เป็นสัดส่วน คือชั้น 1  Business Zone ซึ่งจะมีร้านกาแฟให้บริการ ชั้น 2 Tutoring Zone ซึ่งห้องจะกั้นด้วยกระจกใส เพื่อให้นักศึกษารวมกลุ่มกัน เพื่อติวหนังสือ หรือประชุมหารือเรื่องต่างๆ โดยสามารถจองห้องผ่านระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยได้ล่วงหน้า ในส่วนของชั้น 3 Reading Zone นักศึกษาสามารถนำหนังสือ เข้ามาอ่านหรือทำรายงานได้ ส่วนชั้น 4 Multimedia Service จะให้บริการคอมพิวเตอร์ และเป็นห้องฝึกฝนทักษะทางด้านภาษา รวมถึงให้บริการห้องชมภาพยนตร์

      18191060_10210667412135297_597594491_n

                นอกจากนี้ทางที่บริเวณชั้น 2 ของศูนย์การเรียนรู้ฯ ยังแบ่งพื้นที่ไว้จัดนิทรรศการ โดยจัดนิทรรศการที่เกี่ยวของกับการบริหารจัดการทรัพยากรห้องสมุด บทเรียนออนไลน์ การจัดการความรู้เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านห้องสมุดและบริการที่เป็นประโยชน์ต่างๆ

                หอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ และศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นี้ นับได้ว่าเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาในยุค 4.0 นี้ ได้เป็นอย่างดี

      วว. สนับสนุน OTOP พัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว

      Featured

      วว. สนับสนุน OTOP พัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว

      ผลงานวิจัย วว. ในอดีตเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในการพัฒนาประเทศ

      Featured

      ผลงานวิจัย วว. ในอดีตเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในการพัฒนาประเทศ

      ขั้นตอนการขอรับคูปองวิทย์เพื่อโอทอปกับ วว.

      Featured

      ขั้นตอนการขอรับคูปองวิทย์เพื่อโอทอปกับ วว.

      การประเมินผลพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve)

      Featured

      การประเมินผลพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve)

      >>โดย รุจีภรณ์ นาคขุนทด <<<

      ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

       

                การกัดกร่อน (corrosion) ของโลหะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเพราะเป็นพฤติกรรมธรรมชาติของโลหะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้เกิดความเสียหายได้ทั้งในด้านทรัพย์สิน เศรษฐกิจ ถ้าเราสามารถประเมินความเสียหายจากการกัดกร่อนของโลหะได้ก่อนก็จะช่วยยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การประเมินอัตราการกัดกร่อนของโลหะ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทดสอบการกัดกร่อนโดยการผึ่งในบรรยากาศ การทดสอบความทนละอองน้ำเกลือ การใช้คูปองการกัดกร่อน การทดสอบด้วยเทคนิคเคมีไฟฟ้าโดยประเมินผลการกัดกร่อนจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ที่ช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

             การทดสอบการกัดกร่อนของโลหะโดยเทคนิคเคมีไฟฟ้า (electrochemical technique) เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยประเมินอัตราการกัดกร่อนได้ดีและเร็ว และเป็นการจำลองการเกิดกระบวนการการกัดกร่อนของโลหะ โดยปกติแล้วการเกิดการกัดกร่อนเป็นปฏิกิริยาทางกายภาพของโลหะกับสภาพแวดล้อมรอบๆ โลหะ ซึ่งเกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าหรือแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนในสารละลายของน้ำ เรียกว่า ปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า (electrochemical reaction) การเกิดปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าของการกัดกร่อนเป็นปฏิกิริยาออกซิเดชันและรีดักชัน เมื่อน้ำหรือสารละลายที่สัมผัสกับโลหะ หลักการของการทดสอบการกัดกร่อนโลหะโดยใช้เทคนิคทางเคมีไฟฟ้า คือการป้อนศักย์ไฟฟ้าเร่งการกัดกร่อน โดยใช้เครื่อง potentiostat/galvanostat ในสภาวะที่มีสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ทำหน้าที่เป็นทางเดินของอิออน และเป็นการเชื่อมต่อเซลล์เคมีไฟฟ้า (electrochemical cell) ดังรูปที่ 1 ทำให้เราสามารถคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนได้

                เซลล์เคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการทดสอบการกัดกร่อนของโลหะประกอบไปด้วย

      • ขั้วทำงาน (working electrode หรือ specimen electrode) เป็นขั้วอาโนด ก็คือชิ้นตัวอย่างทดสอบ เป็นขั้วที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและให้อิเล็กตรอน
      • ขั้วมาตรฐานอ้างอิง (standard reference electrode) เป็นขั้วแคโทด (cathode) ที่เกิดปฏิกิริยารีดักชันและรับอิเล็กตรอน เช่น SCE (saturated calomel electrode) หรือ Ag/AgCl ที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าคงที่
      • ขั้วอิเล็กโทรดกระแส (counter electrode) มักจะใช้โลหะที่เสถียร เช่น แพลตินัม หรือ กราไฟต์ หรือ เหล็กกล้าไร้สนิม
      • สารละลายอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ซึ่งเป็นทางเดินของอิออน

      Microsoft Word - paper-58

      รูปที่ 1  เซลล์เคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการทดสอบการกัดกร่อน

       

                ค่าที่วัดได้จากการทดสอบ ได้เป็นเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าศักย์ไฟฟ้าและค่ากระแสไฟฟ้า เมื่อป้อนศักย์ไฟฟ้าจนกระทั่งโลหะเริ่มเกิดการกัดกร่อนเราเรียกว่าค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) ที่จุดนี้ก็จะได้ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) ด้วย ซึ่งนำไปคำนวณหาอัตราการกัดกร่อน แสดงดังรูปที่ 2 ในขณะเดียวกันถ้าโลหะที่มีฟิล์มพาสซีพ (passive film) ที่ทนต่อการกัดกร่อน เช่น เหล็กกล้าไร้สนิม ถ้าป้อนศักย์ไฟฟ้าต่อไปอีกโลหะนั้นสร้างฟิล์มพาสซีพ (passive film) เพื่อป้องการการกัดกร่อนทำให้ค่ากระแสไฟฟ้าคงที่หรือลดลง ในขณะเมื่อที่ป้อนศักย์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งที่ทำให้ค่ากระแสไฟฟ้าเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง  แสดงว่าเกิดการแตกของฟิล์มพาสซีพ (passive film) เป็นรูเข็ม (pitting) นั่นคือค่าศักย์ไฟฟ้าที่เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) และค่ากระแสไฟฟ้าพาสซีพ (passive current density, Ip) แสดงดังรูปที่ 3

      Polarization curve_02

      รูปที่ 2 เส้นโค้งโพลาไรเซชันสำหรับการกัดกร่อน แบบทั่วผิวหน้าของโลหะ (ASTM G 3)

       

      Polarization curve_03

       

      รูปที่ 3 เส้นโค้งโพลาไรเซชันสำหรับการกัดกร่อนที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) คลุมทั่วผิวหน้าโลหะ (ASTM G 3)

       

                ลักษณะของเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) แสดงพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะมีรายละเอียดดังนี้

      • ค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเริ่มเกิดการกัดกร่อน ซึ่งถ้าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนต่ำจะไวต่อการกัดกร่อนมากกว่าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนสูง
      • ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) เป็นค่าความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นที่จุดเกิด Ecorr โดยค่า Icorr แสดงถึงการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า (uniform corrosion) และสามารถนำมาคำนวณหาค่าอัตราการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้าต่อปีของตัวอย่างทดสอบได้ จากสูตรดังนี้

                          อัตราการกัดกร่อน (corrosion rate) =(k x Icorr x EW)/(A x D)

                             –  k คือ ค่าคงที่ของการคำนวณเปลี่ยนหน่วยต่างๆ เช่น มีค่า 13 ถ้าอัตราการกัดกร่อนมีหน่วย มิลต่อปี (mil per year, mpy) หรือมีค่า 0.00327 ถ้าหน่วย มิลลิเมตรต่อปี (millimeter per year, mm/y)

                            –  Icorr คือ ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density) หน่วยเป็นไมโครแอมป์ต่อตารางเซนติเมตร (µA/cm2)

                             –  EW คือ ค่ามวลสมมูล (equivalent Weight) ของโลหะตัวอย่างที่ผ่านการทดสอบ ถ้าโลหะผสมต้องคำนวณตามสัดส่วน

                             –  A คือ พื้นที่ผิวของโลหะตัวอย่าง หน่วยเป็นตารางเซนติเมตร (cm2)

                             –  D คือ ความหนาแน่นของโลหะตัวอย่าง หน่วยเป็น กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm3)

      • ค่าศักย์ไฟฟ้าขณะที่เกิดฟิล์มที่ผิว (primary passivation potential, Epp) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) คลุมทั่วผิวหน้าโลหะ ซึ่งมีผลให้เกิดการกัดกร่อนน้อยลง
      • ค่าศักย์ไฟฟ้าที่เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting) ซึ่งพบในโลหะที่สามารถสร้างฟิล์มพาสซีพ (passive film) ที่ทนต่อการกัดกร่อน เช่น เหล็กกล้าไร้สนิม

       

                ตัวอย่าง เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) และประเมินผลของการทดสอบแผ่นอะลูมิเนียมในสารละลายกรดซัลฟิวริก (Sulfuric acid, 1N H2SO4) รายละเอียดแสดงดังรูปที่ 4

       

      Microsoft Word - paper-58

      จากเส้นโค้งโพลาไรเซซัน (polarization curve) ประเมินผลได้ดังนี้

      –  ค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) = – 0.142 V

      –  ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) =  81 µA/ cm2

      ข้อมูลของโลหะตัวอย่าง

      –  ค่ามวลสมมูล (equivalent weight) ของอะลูมิเนียม =  99 g.

      –  พื้นที่ผิวของโลหะตัวอย่าง =  1 cm2

      –  ความหนาแน่นของอะลูมิเนียม =  7 g/cm3

      คำนวณหาอัตราการกัดกร่อน (corrosion rate) =(k x Icorr x EW)/(A x D)

      –  อัตราการกัดกร่อนของอะลูมิเนียม  =  0.15 mm/y

       

       

      รูปที่ 4  เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ของการกัดกร่อนของแผ่นอะลูมิเนียมในสารละลายกรดซัลฟิวริก (Sulfuric acid,  1N H2SO4) และอัตราการกัดกร่อนของอะลูมิเนียม

       

                ตัวอย่างเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film)  และประเมินผลค่าศักย์ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการกัดแบบรูเข็ม จากการทดสอบแผ่นสแตนเลส ทดสอบในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (5%NaCl) แสดงดังรูปที่ 5

      Microsoft Word - paper-58

       

       

       

       

      จากเส้นโค้งโพลาไรเซซัน (polarization curve) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) ประเมินผลได้ดังนี้

      ค่าศักย์ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) =  0.12 V

       

       

       

       

       

      รูปที่ 5  เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ของการกัดกร่อนของแผ่นสแตนเลส ในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (5% NaCl) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film)

       

                ผลการประเมินการกัดกร่อนของโลหะจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ถ้าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (Ecorr ) ต่ำ จะไวต่อการกัดกร่อนมากกว่าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (Ecorr ) สูง และคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนของโลหะต่อปีได้จากค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (Icorr) ดังนั้นการทดสอบการกัดกร่อนโลหะโดยเทคนิคเคมีไฟฟ้า (electrochemical test) เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถศึกษาพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะได้ ใช้เวลาน้อย เพื่อช่วยให้การเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับงานหรือสามารถหาวิธีป้องกันการกัดกร่อนได้ดี

       

      เอกสารอ้างอิง

      การกัดกร่อนและการเลือกใช้วัสดุ โดย รศ. ศิริลักษณ์ นิวิฐจรรยงค์ ภาควิชาเคมีอุตสาหการ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือพิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2545

      Standard Practice for Convention Applicable to Electrochemical Measurements in Corrosion Testing1, ASTM G 3 – 89 (reapproved 2004)

      Standard Practice for Calculation of Corrosion Rate and Related information from Electrochemical Measurements1, ASTM G 102 – 89 (reapproved 2004)E1

      คู่มือการใช้เครื่อง Potentiostat/Galvanostat

      แมลงปอเข็มน้ำตก อัญมณีแห่งลำธาร

      Featured

      แมลงปอเข็มน้ำตก อัญมณีแห่งลำธาร

      >>> เรื่องและถ่ายภาพโดย วิศรุต สุขะเกตุ และ ภาวินี เขตร์นนท์ <<<

      >>> สถานีวิจัยลำตะคอง <<<

      damsel_01

                “เขาใหญ่” อุทยานแห่งชาติผืนใหญ่มรดกแห่งประเทศอาเซียนที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด และด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากสถานีวิจัยลำตะคองมากนัก เราจึงเลือกที่จะมาสำรวจกันที่นี่ การมาครั้งนี้ทำให้เราได้พบกับแมลงที่มีความสวยงามน่าทึ่งชนิดหนึ่ง บินโฉบเฉี่ยวตามซอกหินที่มีน้ำเซาะในลำธาร ปีกและลำตัวสีเขียวมันวาว ดั่งมรกตสะท้อนรับกับแสงอาทิตย์ บ้างก็สีฟ้าอมม่วงประดุจไพลิน อัญมณีมีชีวิตแห่งลำธารนั้นคือ “แมลงปอเข็มน้ำตก (damselfly)”

                แมลงปอเข็มน้ำตก เป็นแมลงที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ Odonata อันดับรอง Zygoptera  ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแมลงปอ (dragonfly) แต่ถ้าหากสังเกตให้ดีแล้ว เราสามารถจำแนกแมลงปอเข็มน้ำตกออกจากแมลงปอทั่วไปได้จากรูปร่างของพวกมันที่มีความผอมเพรียวกว่า และเมื่อเวลาแมลงปอเข็มน้ำตกเกาะพักตามโขดหินหรือกิ่งไม้ ปีกทั้ง 2 คู่จะพับเข้าหากันและเหยียดไปด้านหลัง

      damsel_03

                แมลงปอเข็มน้ำตกมีวงจรชีวิตช่วงหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำ ไข่จะถูกวางและรอการฟักอยู่ตามต้นพืชในลำธารที่มีน้ำไหลเวียนตลอดเวลา ตัวอ่อนของแมลงปอเข็มน้ำตกไม่มีปีกถูกเรียกว่า “Naiad” ใช้ชีวิตอยู่ในสายลำธารที่มีความใสสะอาดเท่านั้น อาหารของพวกมัน ได้แก่ ลูกอ๊อด ลูกปลาตัวเล็กๆ หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่มีขนาดเล็ก และใช้เวลาในการเจริญเติบโตก่อนเข้าสู่ตัวเต็มวัยประมาณ 2 เดือน หรือบางชนิดอาจยาวนานถึง 3 ปี ก่อนจะลอกคราบในครั้งสุดท้าย พวกมันจะคลานขึ้นมาเกาะบนต้นพืชหรือโขดหินตั้งแต่เช้าตรู่ ผิวหนังชั้นนอกสุดจะถูกลอกคราบออกเผยให้เห็นสีสันสวยงามภายในของตัวเต็มวัย ของเหลวในร่างกายจะค่อยๆ ถูกสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้งปล้องท้อง และปีกที่สวยงามทั้ง 2 คู่ โดยมีความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จนกว่าอวัยวะทุกส่วนแข็งแรงพอที่จะโบยบิน อาหารในระยะตัวเต็มวัยของแมลงปอเข็มน้ำตกได้แก่ แมลงขนาดเล็กชนิดต่างๆ หรือแม้กระทั่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดเล็ก

      damsel_08

                ที่เขาใหญ่ คุณสามารถพบแมลงปอเข็มน้ำตกนี้ได้ตามลำธารที่มีน้ำไหลเซาะตามโขดหิน การบินฉวัดเฉวียนระเรี่ยผิวน้ำวนไปมากับพวกพ้องคืองานอดิเรกของมัน และนอกจากพฤติกรรมที่บินค่อนข้างเร็วแล้ว ยังเป็นแมลงที่ขี้อายมากอีกด้วย จึงเป็นสิ่งท้าทายมากสำหรับการถ่ายภาพแมลงปอเข็มน้ำตกเหล่านี้ พวกเราต้องใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง ตั้งแต่แดดแรกเริ่มจนคล้อยบ่ายเพื่อเก็บภาพ

      damsel_07

                เป็นที่น่าสังเกตว่า เราสามารถพบแมลงปอเข็มน้ำตกที่สวยงามนี้ได้เฉพาะบริเวณลำธารที่มีน้ำสะอาดไหลเวียนตลอดเวลาเท่านั้น ทำให้แมลงปอเข็มน้ำตกกลายเป็นดัชนีชีวภาพ (Bio-indicator) ชนิดหนึ่งที่บ่งชี้ถึงคุณภาพของน้ำได้เป็นอย่างดี (BULANKOVA 1997)  และถึงแม้ว่ายังไม่พบการวิจัยเกี่ยวกับประชากรของแมลงปอเข็มน้ำตกนี้อย่างชัดเจน แต่ก็นับว่าเป็นแมลงอีกชนิด ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ในการมาเยือนตามแหล่งน้ำลำธารครั้งหน้าของทุกคน ลองมองหาสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่แสนสวยงามนี้ให้ดี โดยเฉพาะตามต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมลำธารหรือโขดหิน อาศัยความอุตสาหะอีกสักเล็กน้อย คุณก็จะได้พบกับอัญมณีแห่งลำธารที่คุ้มค่ากับการเฝ้าชม

      damse_0l4

      เอกสารอ้างอิง

      BULANKOVA, E., 1997. Dragonflies (Odonata) as bioindicators of environment quality. Biologia, Bratislava, 52(2), pp.177–180.

       

      Infographic 6 กลุ่มเทคโนโลยี วว.

      Featured

      มลพิษในดิน

      Featured

      มลพิษในดิน

      >>> โดย  ปฐมสุดา อินทุประภา (กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

      และ ชลธิชา นิวาสประกฤติ  (ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์) <<<

                มลพิษในดินเกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมีและมลพิษต่างๆ ในปริมาณที่สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งพืช สัตว์ มนุษย์  และสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมลพิษในดินทำให้พื้นที่การเกษตรหลายแห่งในหลายประเทศประสบกับปัญหาหน้าดินแตกระแหง ซึ่งเกิดจากหลายหลากสาเหตุไม่ว่าจะเป็น การใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในการเกษตร การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่ผิวดิน การรั่วซึมของสารเคมีจากการฝังกลบขยะ การรั่วไหลของน้ำมันจากยานพาหนะและเครื่องจักรกลการเกษตร การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี และสภาวะฝนกรด ภาวการณ์ต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ดินมีสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน ทำให้ดินขาดธาตุอาหารและไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก

                มลพิษในดินที่เกิดขึ้นนั้น นอกจากจะส่งผลต่อการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

      toxic-waste-2089779_1920ผลกระทบต่อมนุษย์

                สารเคมีปนเปื้อนที่ตกค้างในดินสามารถถ่ายทอดสู่มนุษย์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งสารเคมีปนเปื้อนเหล่านี้หากสะสมในร่างกายในปริมาณหนึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงต่างๆ อย่างมะเร็งได้ การสัมผัสดินที่มีสารเคมีปนเปื้อนตกค้างอย่างเบนซินและพอลิคลอริเนตไบฟีนีลเป็นประจำ อาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งตับได้  ผลกระทบจากมลพิษในดินยังสามารถถ่ายทอดสู่มนุษย์ได้ทางอ้อมแม้ว่าเราจะไม่ได้สัมผัสกับดินโดยตรง ซึ่งเกิดจากการใช้ดินที่มีสารเคมีหรือโลหะหนักปนเปื้อนในการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร พืชจะดูดซับสารเคมีและโลหะหนักเหล่านั้นมาเก็บไว้ เมื่อเรานำพืชผลทางการเกษตรเหล่านั้นมาบริโภคก็จะทำให้สารเคมีและโลหะหนักเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย สารโลหะหนักส่วนใหญ่ที่พบตกค้างอยู่ในดินและก่อให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ได้แก่ สารตะกั่วและสารปรอท สารสองตัวนี้หากสะสมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตับและไตearthworm-686593_1280-2

      ผลกระทบต่อสัตว์  

               สารเคมีปนเปื้อนที่ตกค้างในดินทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มีลำตัวเป็นข้อปล้อง (arthropods)  และจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ ทำให้วงจรห่วงโซ่อาหารถูกทำลาย ผู้ผลิตไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ผู้บริโภคในแต่ละลำดับขั้นของห่วงโซ่อาหารขาดแหล่งอาหาร เป็นสาเหตุการตายและการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละลำดับชั้นของห่วงโซ่อาหารในที่สุด

      ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

      farmland-801817_1920          สารเคมีที่ตกค้างและปนเปื้อนอยู่ในดินนั้น สามารถก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำได้ การเกิดมลพิษทางอากาศจากสารเคมีที่ตกค้างในดินเกิดจากการระเหยตัวของสารประกอบต่างๆ เช่น ก๊าซไนโตรเจน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งสารสองชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก  นอกจากนี้การระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ยังก่อให้เกิดภาวะฝนกรด ซึ่งเมื่อตกลงสู่พื้นดินจะทำให้พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ได้รับผลกระทบทางด้านเคมี มีสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก  ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรด้อยคุณภาพลง การเกิดมลพิษทางน้ำจากสารเคมีจำพวกไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ตกค้างในดิน หากสารสองชนิดนี้มีในปริมาณมากเกินและถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้มากกว่าปกติ ส่งผลให้พืชน้ำขาดออกซิเจนและตายในที่สุด เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศในน้ำ สารปนเปื้อนในดินยังส่งผลให้สภาพความเป็นกรด-ด่างของดินเปลี่ยนแปลงไป จนเป็นสาเหตุทำให้ต้นไม้ยืนต้นตาย

                ปัญหามลพิษในดินนั้น เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยดินในการเพาะปลูก มีการคาดการณ์ว่าในอีก 40 ปีข้างหน้า ประชากรมนุษย์จะเพิ่มมากขึ้นอีกราว 2 พันล้านคน จึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรอย่างน้อยประมาณ 40% ให้เพียงพอต่อประชากรที่เพิ่มขึ้น  แต่เนื่องจากพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมแก่การเพาะปลูกนั้นเหลืออยู่ประมาณ 11% บนพื้นผิวโลกเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ดินและหันมาทำการเกษตรแบบยั่งยืนเพื่อลดการเกิดมลพิษทางดิน

      แปลและเรียบเรียงจาก บทความเรื่อง Soil Pollution http://www.everythingconnects.org/soil-pollution.html

      เทคนิคการสร้าง EQ สำหรับผู้บริหาร

      Featured

      เทคนิคการสร้าง EQ สำหรับผู้บริหาร

      >>> โดย ดร. วรุตม์ ทวีศรี <<<

      Boss Man Angry

                หลายต่อหลายปีที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง Chief Executive Officer หรือ CEO ต้องทนกับความกดดันในการบริหารงานและดูแลองค์กรให้พัฒนาก้าวหน้า จนทำให้ผู้บริหารหลายต่อหลายคนกลายเป็นคนที่มีพฤติกรรมโมโboredom1หง่ายหรือขาด Emotional-Intelligence Quotient (EQ) ซึ่งหมายความง่ายๆ ก็คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ในสภาวการณ์ต่างๆ ผู้บริหารระดับสูงหลายคนรับความกดดันจากภายนอกมา และไม่สามารถทนต่อสภาวะกดดันต่างๆ เหล่านั้นได้ ส่งผลต่อจิตใจของตนเอง ทำให้เกิดความเครียด ความขุ่นมัว หรือความระแวงต่อความล้มเหลวมากเกินไป จนทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองลดต่ำลง ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทนกับอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่คงที่ของผู้บริหาร จนส่งผลเกิดความเบื่อหน่ายต่อผู้บริหาร และอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ เช่น การขาดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน เนื่องจากเกิดความเบื่อหน่ายในการจะนำเสนอความคิดใหม่ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงที่จะสนทนากับผู้บริหาร ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การควบคุมอารมณ์ของผู้บริหารนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการบริหารงานอย่างยิ่ง เพราะการมีความรอบรู้ในการบริหารงานแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถจะนำพาองค์กรไปสู่จุดสูงสุดได้หากขาด EQ

                ดังนั้นผู้บริหารที่ดีจึงควรจะมีการจัดการบริหาร EQ ของตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังจะช่วยสร้างความสัมพันธที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ส่งผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกเคารพ และพร้อมที่จะทุ่มกายและใจในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ สำหรับเทคนิคง่ายๆ ในการเริ่มสร้าง EQ บริหารนั้น สามารถเริ่มต้นทำได้จาก 5 เทคนิค ดังนี้

      ให้ความสำคัญกับความรู้สึกผู้อื่น

      meeting1         ผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จ ต้องไม่ละเลยที่จะรับรู้หรือเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น การที่มีความเข้าใจ และใส่ใจเพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชานั้น ก็เพื่อที่จะทำให้อารมณ์ต่างๆ เหล่านั้นของเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน การทำความเข้าใจอารมณ์ของเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชา อาจสามารถทำได้โดยการพูดคุย การแสดงความเห็นอกเห็นใจ การรับฟัง การปลอบโยน ให้กำลังใจ ถึงแม้บางครั้งผู้บริหารอาจจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ แต่การแสดงความเห็นอกเห็นใจนั้น ก็สามารถทำให้เพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกไม่โดดเดี่ยว และมีความเข้มแข็งในการก้าวข้ามปัญหาที่เขาเหล่านั้นกำลังเผชิญไปได้ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถกลับมาปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยเร็ว

      ชมเชยผู้ใต้บังบัญชา

               ผู้บริหารที่ดีจะต้องมองเห็นความดีและความทุ่มเทของผู้ร่วมงานและผู้บังคับบัญชา หากผู้บริหารเห็น ความดีและความทุ่มเทในการปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ทำให้ผลงานออกมาดี ทันต่อเวลา ผู้บริหารที่ดี จะต้องไม่ละเลยที่จะแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในตัวเพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา โดยการกล่าวชมเชยเป็นคำพูด หรือเขียนอีเมลชมเชยเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง นอกจากนี้การชมเชยของผู้บริหารจะสร้างความรู้สึกภักดีให้กับพวกเขา ทำให้รู้สึกว่าตนได้รับการยกย่อง เชิดชู จึงพร้อมที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถเมื่อถูกร้องขอในโอกาสต่อไป

      ระมัดระวังอารมณ์ของตนเอง

      angryboss1         ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพต้องมีการเฝ้าระมัดระวังอารมณ์ของตนเองหรือมีการควบคุมอารมณ์ของตนอยู่เสมอ โดยต้องตระหนักถึงอารมณ์ของตนเองที่จะไปกระทบกับผู้อื่น ต้องระมัดระวังคำพูด ในขณะที่อารมณ์ของตนเองขุ่นมัว ต้องเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องเผชิญ การฝึกฝนการเฝ้าระวังอารมณ์อาจสามารถทำได้โดยการหยุดเพื่อจดบันทึกอารมณ์ ความคิดต่างๆ ในสถานการณ์ที่พบเจอ เพื่อที่จะช่วยให้ตนเองไม่ด่วนตัดสินใจกระทำพฤติกรรมในใดๆ ไปอย่างหุนหันพลันแล่น และเพื่อตรวจสอบดูว่า อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของตนเองอย่างไร

      การนอนหลับพักผ่อน

                การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอทำให้ร่างกายและสมองได้รับการพักผ่อนไปด้วย และการที่สมองได้รับ การพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้สมองได้รับการรีชาร์จ (recharge) ทำให้มีการจัดเรียงข้อมูลที่รับมาในแต่ละวัน ความทรงจำที่ดีมีประโยชน์ก็จะถูกเก็บไว้ในพื้นที่ที่สามารถเรียกใช้ต่อไป ส่วนที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ก็จะถูกสมองจัดเก็บไว้ในส่วนลึก และในที่สุดก็จะกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ และเมื่อสมองได้จัดเก็บข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นแล้ว เราก็จะตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น ไม่ขุ่นมัว พร้อมที่จะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารหลายคนประสบปัญหาการพักผ่อนไม่เพียงพอ หลับไม่สนิทหรือไม่เต็มที่ ทำให้สมองไม่ได้รับการรีชาร์จ เมื่อตื่นนอนมาจึงไม่รู้สึกสดชื่น และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้เมื่อพอเจอปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ  ที่เพิ่ม เข้ามาในแต่ละวัน

      เลิกคิดและพูดในเชิงลบ

                การเลิกคิดและเลิกพูดในเชิงลบถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา EQ ของผู้บริหาร เพราะยิ่งผู้บริหารมีความคิดในเชิงลบมากเท่าใด พฤติกรรมการแสดงออกหรือคำพูดที่ออกมาก็จะเป็นไปในเชิงลบในลักษณะของอคติ มากกว่าที่จะเป็นข้อเท็จจริง ดังนั้นจึงควรหมั่นฝึกฝนตนเองโดยการควบคุมความคิดในเชิงลบด้วยการหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจทำได้โดยการหยุดการกระทำต่างๆ ไว้ก่อนหากตนเองเริ่มเกิดความคิดในเชิงลบกับสิ่งต่างๆ จากนั้นจึงเขียนบันทึกความคิดต่างๆ เหล่านั้นเอาไว้ เพื่อที่จะชะลอตนเองไม่กระทำพฤติกรรมในเชิงลบออกไปก่อนที่จะไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จากนั้นอ่านทบทวนสิ่งที่ตนเองบันทึกไว้ และพิจารณาอย่างรอบคอบว่าสิ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงแค่ทัศนคติในเชิงลบที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ หากมีการสื่อออกมา

                เทคนิคทั้ง 5 ข้อที่นำเสนอมานี้ เป็นเพียงเทคนิคในการเริ่มต้นของการสร้าง EQ ของผู้บริหาร ซึ่งคนทั่วไปก็อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง

      แปลและเรียบเรียงจาก Why Your Boss Lacks Emotional Intelligence จากนิตยสาร Forbes โดย Travis Bradberry

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

      Featured

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

      >> เรียบเรียง โดย นพวรรณ  หาแก้ว <<<

       

       

                ในทางการเกษตรเห็ดจัดเป็นอาหารประเภทผักชนิดหนึ่ง  แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้น เห็ดจัดเป็นราชนิดหนึ่ง  เห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง  เนื่องจากมีโปรตีนกากใยอาหารสูง  ปราศจากไขมัน  ปริมาณน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ  รวมทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิดรวมทั้งวิตามินบีรวม  และสารไนอาซิน ซึ่งช่วยควบคุมระบบย่อยอาหาร  นอกจากนี้อะมิโนหลายชนิดในเห็ดทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรู้รสอาหารของลิ้นให้ไวกว่าปกติ ดังนั้นเห็ดจึงจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพของมนุษย์มีคุณสมบัติเป็นยาป้องกันและรักษาโรค  นอกจากนี้เห็ดบางชนิดยังสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางเพื่อความงามด้วยตัวอย่างประโยชน์ของเห็ดทางการแพทย์  เช่น  เห็ดนางรมและเห็ดนางฟ้า  สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและช่วยการไหลเวียนเลือด  เห็ดเข็มทองช่วยบำรุงตับกระเพาะและลำไล้  เห็ดหอมช่วยลดไขมันในเสนเลือด  เพิ่มภูมิคุ้มกัน  บำรุงกระดูกและฟัน  เห็ดฟางมีวิตามินสูง  ช่วยลดความดัน  และช่วยเร่งสมานแผล  เห็ดหลินจือที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  เห็ดเข็มทองช่วยบำรุงตับ กระเพาะและลำไส้  และเห็ดหูหนูที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน  รักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง  เป็นต้น

                ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  เล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของเห็ด  จึงได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งการดำเนินวิจัยและพัฒนาเห็ดของ วว. นั้นประกอบด้วยการวิจัยหลักๆ ทั้งสิ้น 4 สาขาคือ เทคโนโลยีก่อนการเก็บเกี่ยว (preharvest)  เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (postharvest)  การวิจัยและพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเห็ด (R&D product)  และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transferring, consultancy and training services)  หนึ่งในงานที่ประสบผลสำเร็จของฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรกับการวิจัยด้านเห็ดทางด้านเทคโนโลยีก่อนการเก็บเกี่ยวคือ การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดยานางิ (เห็ดโคนญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นเห็ดเมืองหนาว  ให้สามารถเพาะได้ในพื้นที่ราบหรือภาคกลางได้ โดยดั้งเดิมนั้นเห็ดสายพันธุ์นี้สามารถเปิดดอกในที่อุณหภูมิต่ำเท่านั้น  หรือเพาะได้เฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย    ส่งผลให้ผลิตผลของเห็ดดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการตลอดทั้งปี    ซึ่ง ดร.ธนภักษ์ อินยอด และคณะ ได้ริเริ่มดำเนินโครงการวิจัยการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดเมืองหนาว สำหรับกลยุทธ์ที่นำมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้คือ การกระตุ้นให้เห็ดยานางิสายพันธุ์เดิมนั้นเกิดการกลายพันธุ์ด้วยรังสีแกมมา  โดยเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการคือ เห็ดยานางิที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนเดิมทุกประการ  แต่สามารถเพาะในพื้นที่ราบซึ่งมีอุณหภูมิสูงได้  จากการวิจัยและพัฒนานี้ทำให้สามารถได้เห็ดยานางิสายพันธุ์ที่สามารถเปิดดอกในที่อุณหภูมิสูงได้ทั้งหมด 5 สายพันธุ์  จึงนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของ วว. อีกครั้งหนึ่ง

       

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
      การเปิดดอกเพื่อทดสอบสายพันธุ์เห็ดเทียบกับสายพันธุ์ควบคุม

       

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
      การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดโคนญี่ปุ่น ด้วยรังสีแกมมาเพื่อเพาะในเขตพื้นที่ราบ

                นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรได้จัดงานสัมมนาวิชาการภายในขึ้น โดยมีนักวิจัยในฝ่ายมาแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรกันอย่างหลากหลาย ดร.คนึงนิจ บุศราคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บรรยาย ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินงานวิจัยทางด้านเห็ดขอวง วว. ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512   โดยแต่เดิมนั้น ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรมีศูนย์ประสานงานเกษตรที่สูงที่รับผิดชอบในการนำเข้าเห็ดเมืองหนาวเข้ามาเพาะในพื้นที่ภาคเหนือของไทย  ซึ่งเห็ดที่นำเข้ามาเพาะได้แก่ เห็ดหอม  เห็ดกระดุม  เห็ดภูฐาน  เห็ดเข็มทอง  เห็ดเป๋าฮื้อ  และเห็ดยานางิ  โดยระหว่าง พ.ศ. 2512-2540 ซึ่งเป็นระยะแรกของการดำเนินงานด้านเห็ดนั้น วว. มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิธีการและการพัฒนาวัสดุปลูกให้เหมาะสมต่อเห็ดแต่ละชนิดเพื่อให้สามารถเพาะปลูกได้บนพื้นที่ภาคเหนือของไทย การศึกษาและทดลองในระยะนั้น ทำให้ วว. มีพันธมิตรในการทำวิจัยหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มหาวิทยาลัยนเรศวร  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  มหาวิทยาลัยศิลปากร  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือหน่วยงานราชการอย่างกรมวิทยาศาสตร์บริการ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  กรมอนามัย  กรมวิชาการเกษตร  กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานเอกชน เช่น บริษัท สหฟาร์มเห็ด  สวนเห็ดบ้านอรัญญิก  และบริษัทปิยะพรเทคโนโลยีจำกัด เป็นต้น

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
      เห็ดเมืองหนาว ที่นำเข้ามาผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ในอดีต

                ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นระยะที่สองของการดำเนินงาน  แนวทางในการวิจัยของ วว. ได้ปรับเน้นไปทางด้านการศึกษาสารสำคัญของเห็ดชนิดต่างๆ ในการป้องกันรักษาโรค  ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าเห็ดเศรษฐกิจอย่างครบวงจรและยั่งยืน  โดยในปี พ.ศ. 2548- 2550 วว. มีโครงการบูรณาการด้านวิจัยและพัฒนาการเพิ่มมูลค่าเห็ดเศรษฐกิจอย่างครบวงจรและยั่งยืน และในปีพ.ศ. 2557-2559 ได้ดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดความเสี่ยงโรคเกาต์  ต่อมา วว. ได้เริ่มทำการวิจัยการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดเมืองหนาว อันได้แก่ เห็ดหอม  เห็ดยานางิหรือเห็ดโคนญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถเพาะปลูกในบริเวณภาคกลางหรือพื้นที่ราบได้ โดยในปี พ.ศ. 2556-2558 ได้เริ่มดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์เห็ดและระบบการผลิตเห็ดเมืองหนาวในพื้นราบเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูกเห็ดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร  ในระหว่างปี พ.ศ. 2560-2562  วว. ได้เริ่มดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ดพื้นบ้านแบบธรรมชาติในป่าชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน และในปีพ.ศ. 2561-2562 ยังริเริ่มโครงการเทคโนโลยีการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นแบบอินทรีย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศขึ้นอีก

      วว. กับการวิจัยด้านเห็ด
      โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ดพื้นบ้านแบบธรรมชาติในป่าชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน

                ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็ดเพื่อส่งเสริมสุขภาพนั้น ดร.ตันติมา กำลัง และคณะ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเห็ดเพื่อลดความเสี่ยงโรคเกาต์  เนื่องจากองค์ประกอบหลักของเห็ดคือ สารเบต้ากลูแคน (b-glucan) ซึ่งเป็นสารพอลิแซคคาไรด์ (polysaccharide) ที่ลดการอักเสบ  โดยงานวิจัยนี้จะเป็นการพัฒนาเห็ดที่มีสารเบต้ากลูแคนให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการบริโภค  นอกจากนี้ ดร.ตันติมา และคณะ ยังการพัฒนากระบวนการผลิตโดยใช้ถังหมัก (fermenter) เพื่อลดระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเห็ดให้ผลิตสารดังกล่าวในระยะเวลาที่สั้นลง

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
      โครงการวิจัยและพัฒนาเห็ดเพื่อลดความเสี่ยงโรคเกาต์

       

                สำหรับงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว  ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรร่วมกับศูนย์บรรจุหีบห่อไทย วว. ได้ทำการศึกษาและพัฒนาการใช้กล่อง รวมทั้งศึกษาชนิดของพลาสติกต่างๆ ในตลาด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของเห็ดสดหลังจากการเก็บเกี่ยว  ซึ่งปกติแล้วการเสื่อมคุณภาพของเห็ดนั้น เกิดจากการทำงานของเอนไซม์กลุ่มพอลิฟีนอลออกซิเดส (polyphenol oxidase, PPOs) และเพอร์ออกซิเดส (peroxidase)  ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในสภาวะที่มีออกซิเจน (aerobic oxidation) ของสารประกอบฟีนอล (phenolic compound) เกิดเป็นสารควิโนน (quinone)  ที่มีสีน้ำตาล  ซึ่งทำให้เห็ดกลายเป็นสีน้ำตาล (browning) นั่นเอง   ซึ่งการกลายเป็นสีน้ำตาลนั้น ทำให้เห็ดเสียราคา  และเก็บรักษาได้ไม่นาน

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
      ศึกษาและพัฒนาการใช้กล่อง รวมทั้งศึกษาชนิดของพลาสติกต่างๆ ในตลาด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของเห็ดสดหลังจากการเก็บเกี่ยว

                ในส่วนของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การบริการที่ปรึกษา รวมถึงการฝึกอบรม  ทางฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรได้ทำการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกร  กลุ่มแม่บ้าน และชุมชนต่างๆ มากมาย  เช่น การให้คำปรึกษากระบวนการผลิตเห็ดตามมาตรฐาน GMP โดยผู้รับการถ่ายทอด คือ พี.เจ. ฟาร์ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  การถ่ายทอดการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาเห็นล้นตลาด เช่น ข้าวเกรียบเห็ด  แหนมเห็ด เป็นต้น โดยผู้รับการถ่ายทอดคือ สวนเห็ดกรรณิการและผลิตภัณฑ์แสนสมัย  การอบรมการเพาะเห็ดตีนแรด เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งมีผู้เข้าอบรมคือ เกษตรกร จ.ยโสธร  และการอบรมการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยมีเกษตรกรผู้สนใจผู้เข้ารับการอบรม ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

      การให้คำปรึกษากระบวนการผลิตเห็ดตามมาตรฐาน GMP ผู้รับการถ่ายทอด คือ พี.เจ. ฟาร์ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

       

      วว. กับงานวิจัยทางด้านเห็ด
      การถ่ายทอดการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาเห็นล้นตลาด ผู้รับการถ่ายทอดคือ สวนเห็ดกรรณิการและผลิตภัณฑ์แสนสมัย

       

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
      การอบรมการเพาะเห็ดตีนแรด เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ผู้เข้าอบรมคือ เกษตรกร จ.ยโสธร

       

      วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
      การอบรมการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยมีเกษตรกรผู้สนใจผู้เข้ารับการอบรม ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

                งานวิจัยและพัฒนาด้านเห็ดของฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร วว. นั้น นับว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยให้การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

      ——————————————————

      พื้นฐานการเลือกกระดาษสำหรับงานพิมพ์

      Featured

      โดย วรวิทย์ อินทร์กง กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

      ในปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัลความต้องการในการใช้กระดาษและงานพิมพ์ได้ลดลงมาก หนังสือ นิตยสาร และสำนักพิมพ์ต่างๆ ทยอยปิดตัวลง เนื่องจากความนิยมในการอ่านของผู้อ่านเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เพราะ e-book, e-journal, e-magazine ได้เข้ามาแทนที่ แต่อย่างไรก็ตาม กระดาษและงานพิมพ์ก็ยังไม่ถึงกับสูญหายไปเสียทีเดียว เนื่องจากความต้องการในการพิมพ์งานจิปาถะต่างๆ ยังคงมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น การพิมพ์นามบัตร การพิมพ์บัตรเชิญ การพิมพ์รายงานสำหรับนักเรียน นักศึกษา การพิมพ์รายงานสำหรับนักวิจัย การพิมพ์โปสเตอร์สำหรับการนำเสนองานในการประชุมและงานโฆษณา เป็นต้น  ดังนั้น เราจึงควรมีความรู้ในเรื่องของการเลือกกระดาษที่เหมาะกับงานพิมพ์ เพื่อให้งานของเราออกมาดีและสวยงามยิ่งขึ้น  pa1

      หลักการพื้นฐานในการเลือกกระดาษให้เหมาะกับบงานพิมพ์มี 4 สิ่งที่ต้องคำนึง คือ

      1. ความสว่างของกระดาษ (brightness) ในที่นี้หมายถึงความขาวสว่างของกระดาษ ซึ่งยิ่งกระดาษมีความขาวสว่างมากเท่าใด ก็จะทำให้เกิดมิติและความเข้มของสีมากขึ้นเท่านั้น ทำให้สีสันของงานพิมพ์ออกมาสวยงามชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน
      2. ความทึบแสงของกระดาษ (opacity) ความทึบแสงของกระดาษสามารถสังเกตได้จากการที่เราชูกระดาษขึ้นให้แสงส่องผ่าน แล้วเราสามารถมองเห็นสิ่งที่ถูกเขียนหรือถูกพิมพ์ไว้ในอีกด้านหนึ่งของกระดาษ ซึ่งหากเรามองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของกระดาษได้ชัดเจน ก็แสดงว่ากระดาษชนิดนั้น ไม่เหมาะสำหรับงานพิมพ์สองด้าน (double-sided printing)  ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว หากกระดาษพิมพ์คุณภาพดีจะมีความทึบแสงสูง ทำให้เหมาะกับงานพิมพ์หลากหลายประเภท และสามารถพิมพ์ได้ทั้งสองด้านpa2
      3. น้ำหนักกระดาษ (weight) ซึ่งบ่งบอกถึงความหนา ความบางของกระดาษ และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของกระดาษ เพราะหากกระดาษมีน้ำหนักมาก ย่อมมีหนามากและมีความทึบแสงมากขึ้น ดังนั้นการเลือกกระดาษที่มีน้ำหนักมาก ความสูง จะทำให้งานพิมพ์ที่ออกมาดูดี มีคุณค่าและดูมีราคา กว่าการเลือกใช้กระดาษที่มีความบางและโปร่งแสง
      4. เนื้อกระดาษ (texture) หมายถึง พื้นผิวหรือความเรียบของเนื้อกระดาษ ซึ่งเนื้อกระดาษมีความสำคัญมากในการพิมพ์ เนื่องจากส่งผลต่อการกระจายตัวของหมึกพิมพ์ ซึ่งหากเลิกใช้เครื่องพิมพ์ inkjet และ laser เราควรเลือกใช้กระดาษที่มีความเรียบมากกว่ากระดาษที่มีพื้นผิวขรุขระpa3

      จากหลักการพื้นฐานในการเลือกกระดาษทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ จึงสรุปได้ว่า การเลือกกระดาษที่เหมาะสมกับงานพิมพ์แต่ละชนิดจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพงานพิมพ์ที่ผลิตออกมา ผลงานออกแบบต่างๆ ที่ดูสวยงามจอคอมพิวเตอร์จะถูกลดความสวยงามลงไปในทันที หากผู้ผลิตไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการเลือกกระดาษในเหมาะสมกับออกแบบนั้นๆ

      เอกสารอ้างอิง                                                                                                                                   

      ไม่ปรากฏผู้แต่ง .2559. Printing Basics: How to Choose the Right Kind of Paper. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.computershopper.com/feature/printing-basics-how-to-choose-the-right-kind-of-paper/(page)/2, [เข้าถึงเมื่อ 9 กันยายน 2559].

      วว. กับงานด้านการเก็บรักษาและอนุรักษ์เห็ด

      Featured

      วว. กับงานด้านการเก็บรักษาและอนุรักษ์เห็ด

      >>> บรรยาย โดย ลาวัลย์ ชตานนท์

      >>> เรียบเรียง โดย นพวรรณ หาแก้ว

       

      การวัดและประเมินผลการ

             ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วว.) รับผิดชอบงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่าย ผลิต และเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์  และยังได้ร่วมในโครงการ การเก็บรวบรวมเชื้อพันธุ์เห็ดในประเทศไทย โดยทำการแยกเชื้อเห็ดและเก็บเชื้อพันธุ์ด้วยวิธีเก็บในเมล็ดข้าวฟ่างไว้ที่อุณหภูมิเยือกแข็ง ซึ่งในการร่วมโครงการนี้คุณลาวัลย์ ชตานนท์ นักวิจัยจากฝ่ายชีวภาพ ได้กล่าวถึงวิธีการ พร้อมทั้งแนวทางการเก็บรักษาและการอนุรักษ์เห็ดในลักษณะโครงสร้างที่แห้ง (Herbarium) รวมไปถึงเชื้อพันธุ์ในด้านพันธุกรรมซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  คุณลาวัลย์แสดงความเห็นว่า การอนุรักษ์เห็ดในลักษณะโครงสร้างที่แห้งหรือ herbarium นั้น มีการจัดการดูแลในลักษณะพิพิธภัณฑ์ เช่นที่ พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือในลักษณะเชื้อพันธุ์เห็ด ก็มีการจัดการดูแลรักษาในรูปแบบของศูนย์เก็บรวบรวมเห็ดในประเทศไทย ที่กรมวิชาการเกษตร ในส่วนของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยนั้น ทางศูนย์จุลินทรีย์  โดยฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการอนุรักษ์สายพันธุ์เห็ดพื้นเมืองภาคอีสานกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำ herbarium ของเห็ดพื้นเมืองภาคอีสานมาเก็บไว้ที่ศูนย์จุลินทรีย์ วว. เพื่อเป็นคลังสำรองให้แก่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากนี้ศูนย์จุลินทรีย์ วว. ยังมีความพร้อมในการรับเก็บรักษาเชื้อพันธุ์เห็ดที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในเมล็ดข้าวฟ่าง จากนั้นจึงนำไปเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิเยือกแข็งเพื่อใช้เป็นคลังสำรองและ เพื่อความปลอดภัยของเชื้อพันธุ์เห็ดในอนาคต

               สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการเก็บรักษาเห็ดนั้น คุณลาวัลย์ ได้กล่าวไว้ 2 ประการ คือ

      1. เพื่อคงโครงสร้างธรรมชาติ โดยมีวิธีการเก็บรักษา คือ การดอง การตากแห้ง และการอบ

      วิธีการดอง

      การวัดและประเมินผลการ

       

       

       

       

       

       

      สูตรน้ำยาดองเห็ด น้ำยาฟอร์มาลิน (เข้มข้น) 40 มิลลิลิตร เอทิลแอลกอฮอล์ ( 95 %) 300 มิลลิลิตร น้ำกลั่น 2000 มิลลิลิตร

      วิธีตากแห้ง

      การวัดและประเมินผลการ

       

       

       

       

       

      ตากแดด 1-3 วัน

      วิธีการอบ

      การวัดและประเมินผลการ

       

       

       

       

       

       

      อบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส 1-3 วัน และเก็บใส่ภาชนะให้มิดชิด

      การเก็บรักษาตัวอย่างเห็ดลักษณะแห้งหรือ herbarium

      • เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้เก็บรักษาที่ถาวร
      • ใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิง ศึกษารายละเอียด และการเปรียบเทียบ
      • ห้องเก็บ herbarium ควรรมด้วยด่างทับทิมและฟอร์มาลิน และวางลูกเหม็นตามชั้นตัวอย่างเห็ด เพื่อป้องกันแมลงมารบกวน

       

      1. เพื่อรักษาพันธุกรรม

      โดยใช้วิธีการแยกเชื้อพันธุ์จากดอกเห็ด สามารถทำได้  2 วิธี คือ

      การวัดและประเมินผลการ

       

       

       

       

       

       

      1. การทำรอยพิมพ์สปอร์ (spore print ) เลือกดอกเห็ดที่โตเต็มที่ผลิตสปอร์สามารถที่จะ

      พิมพ์รอยได้

      การวัดและประเมินผลการ

       

       

       

       

       

       

      1. การแยกเชื้อบริสุทธิ์จากดอกเห็ด เลือกดอกเห็ดที่เจริญเต็มที่ โดยการเขี่ยเนื้อเยื่อ

      นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์หลักๆ 2 ข้อ ข้างต้น คุณลาวัลย์ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า การเก็บ รักษาเชื้อพันธุ์เห็ดนั้น ยังมีประโยชน์สำหรับผู้ค้นพบ ศึกษา เก็บไว้กับตนเอง และสำหรับหน่วยงาน เก็บเพื่อความปลอดภัย ฝากเก็บไว้กับสถานที่สำรอง

       

                สำหรับในส่วนของโครงการที่ วว.  ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในเรื่อง การจัดตั้งคลังเก็บรักษาสายพันธุ์เห็ดพื้นเมืองอีสานสำรอง (back-up ) ของพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เป็นระยะเวลา 5 ปี  (ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2554 ถึง กุมภาพันธ์ 2559)นั้น ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีการส่งตัวอย่างเห็ด : อบแห้ง จำนวนแต่ละชนิด : 3 ตัวอย่าง/ชนิด โดย วว. มีจำนวนตัวอย่างเห็ดที่รับเก็บรักษา ระยะเวลา 5 ปี จำนวน 7 ครั้ง รวมทั้งสิ้น  1,188 ชนิด 3,564 ตัวอย่าง

       รายการต่อไปนี้คือ ชื่อสกุลเห็ดจำนวน 10 ลำดับ ที่ วว.นำมาเก็บรักษา

      mushroom-7

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

       

                จำนวนเห็ดที่เก็บรักษารวมทั้งสิ้น 1,188 ชนิด  ในจำนวนชื่อสกุลเห็ด 10 ลำดับข้างต้น มีจำนวนทั้งหมด 589 ชนิด  นอกจากนั้นยังเหลือเห็ดชนิดอื่นๆ อีกจำนวน 599 ชนิด

             ก่อนที่จะจากกันคุณลาวัลย์ ยังได้ฝากเรื่องการอนุรักษ์เห็ดเอาไว้ เพื่อให้เห็ดสามารถเกิดขึ้นและเจริญเติบโตยังประโยชน์ให้แก่ธรรมชาติ และผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งแนวทางการอนุรักษ์เห็ดพื้นบ้านในชุมชน  ที่คุณลาวัลย์ฝากไว้มี 4 แนวทางหลักๆ  คือ

      แนวทางที่ 1 การให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเห็ด ว่าเห็ดเป็นฐานอาหาร ความสัมพันธ์ของเห็ดพื้นบ้านและป่าแต่ละชนิด รวมถึงการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

      แนวทางที่ 2 การปลูกป่าเพิ่มทุกปี ป่าเป็นที่อยู่อาศัยของเห็ด เมื่อป่าเพิ่มเห็ดจะเพิ่มตามมา ป่าใดเห็ดน้อยก็ส่งเสริมให้นำไปปลูกเพิ่มให้มีจำนวนมากขึ้น

      แนวทางที่ 3 ส่งเสริมอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่าและไม่เผาทำลายป่า เป็นการสร้างจิตสำนึกและรักษาระบบนิเวศน์ หากป่าคงความอุดมสมบูรณ์ เห็ดก็ยังคงอยู่ให้เป็นอาหารสืบไป

      แนวทางที่ 4 การเก็บเห็ดให้ถูกวิธี เพื่อเพิ่มการแพร่และการกระจายพันธุ์  โดยเก็บพอรับประทาน  เก็บในระยะที่เหมาะต่อการบริโภค เห็ดที่แก่แล้วไม่ต้องเก็บให้เหลือดอกไว้เป็นเชื้อพันธุ์ในพื้นที่ต่อไป

      การเสนองานในรูปแบบ Pitch Presentation

      Featured

      ปฐมสุดา อินทุประภา

      Pitch ในพจนานุกรมของ Cambridge มีหลายความหมาย แต่หากพูดถึงในด้านการนำเสนองานนั้น คำว่า Pitch จะหมายถึง a speech or act that attempts to  persuade  someone to buy or do something หรือแปลว่า การกระทำหรือคำพูดที่โน้มน้าวใจผู้ฟังให้ซื้อสินค้า บริการ หรือทำตามที่เราต้องการ ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม

      ในปัจจุบันการนำเสนองานในลักษณะนี้ มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจ Startup  ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุน เหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ (entrepreneur)  จะต้องนำเสนอผลงานหรือไอเดียธุรกิจให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง  Pitch Presentation   นั้น ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีทักษะในการดึงดูดผู้ฟังให้สนใจงานของตนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ยังต้องมีการฝึกซ้อมการนำเสนอให้เกิดความชำนาญ เพื่อการนำเสนอที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ และสามารถลดความรู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าลง

      Man Hosting A Show And Talking Into Microphone

      อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการนำเสนองานในรูปแบบนี้ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเลือกข้อมูลที่เหมาะสม เนื่องจากผู้นำเสนอมีข้อมูลจำนวนมากที่อยากจะนำเสนอ จึงอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำเสนอควรจะเน้นไปในเชิงใด ดังนั้นในบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยวางแผนในการเลือกข้อมูลที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

       การเริ่มต้นนำเสนอข้อมูลจากปัญหา

      ผู้นำเสนอควรจะชี้แจงถึงความสำคัญของผลงานวิจัยหรือธุรกิจของตนเองว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์อะไรในสังคม โดยข้อมูลที่เลือกมานำเสนอนั้นจำเป็นจะต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ เพราะการเริ่มต้นที่น่าประทับใจ (hook) จะทำให้ผู้ฟังสนใจและติดตามฟังไปจนจบ

      ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์มีการทำงานอย่างไรinvestor1

      ในส่วนนี้ผู้นำเสนอควรจะพูดถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจว่าเป็นอย่างไร มีการทำงานอย่างไร มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างไร วัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการดำเนินการธุรกิจเป็นอย่างไร มีการบริหารจัดการอย่างไร โดยอาจมีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซึ่งสามารถทำให้น่าสนได้โดยการร้อยเรียงเรียงราวในลักษณะการเล่าเรื่อง (story telling) หรืออาจยกตัวอย่างในสิ่งที่ใกล้ตัวผู้ฟัง เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

      investor2กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์

      ผู้นำเสนอจะต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่คาดหวังว่าจะมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจบริการ โดยอาจระบุไปอย่างละเอียดถึง เพศ อายุ อาชีพ ของกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว และหากเป็นไปได้ผู้นำเสนอควรจะมีการวิเคราะห์ส่วนแบ่งการทางการตลาดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน

      การรับมือกับความเสี่ยง

      การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนั้นผู้นำเสนอจึงควรนำเสนอแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแก่นักลงทุน ซึ่งอาจทำได้โดยการยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมโรงงานผลิต  หรือการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่างๆ ที่มีผลต่อการดำเนินการธุรกิจหรือการผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

      ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นในการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งหากผู้นำเสนอสามารถที่จะผูกเรื่องเป็นเรื่องราวให้น่าสนใจได้ และนำเสนอในลักษณะของการบอกเล่าเรื่อง ไม่ใช้ลักษณะของการบรรยาย ใช้โทนเสียงที่มีความสูงต่ำ ยิ้มแย้ม และมีการสบตาผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้นำเสนอสามารถดึงดูดผู้ฟังได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อม ดังคำกล่าวที่ว่า practice makes perfect

      อ้างอิง

      http://researchpark.illinois.edu/resources/how-make-pitch-presentation

      http://mashable.com/2011/06/24/startup-pitch-presentation/#buOYzxpRskqf

      http://www.forbes.com/sites/carminegallo/2013/07/31/5-must-have-presentation-tips-for-pitching-to-angel-investors/#17dfce173822

      วว. กับการสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน

      Featured

       วว. กับการสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน

      >>>>> โดย  วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง <<<<<

      15676352_10154973150273938_3643245635217486564_o (1)

       

                ในการเสวนา “วว….สืบสานงานพ่อ” ณ วว.เทคโนธานี คลองห้า เมื่อปลายเดือนธันวาคม ที่ผ่านมาดร.ธีรภัทร ศรีนรคุตร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้เล่าให้ชาว วว. ฟังว่า วว. ได้เริ่มดำเนินการโครงการเอทานอล ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นปีที่ท่านผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้เริ่มเข้ามาทำงาน ในตำแหน่งวิศวกร ท่านได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระราชดำริว่าวิกฤตด้านพลังงานกระทบกับชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นจากการเกิดวิกฤตพลังงานนับตั้งแต่ปี 2516 ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากสงคราม และต่อมาในปี 2523 ก็เกิดวิกฤตพลังงานขึ้น โดยประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ มีเนื้อเพียงแค่ที่ราวๆ 1 % ของโลกใบนี้ กลับต้องนำเข้าน้ำมันเป็นมูลค่านับล้านล้านบาท แต่ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าประเทศไทยเราตั้งอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมิซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมาย พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้นำเอาพืชผลทางเกษตรที่มีอยู่มาผลิตเป็นพลังงานทดแทนการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งเป็นพลังงานฟอสซิลเกิดจากการทับถมของซากพืช ซากสัตว์ใช้เวลาเป็นล้านๆ ปี มาทำทดแทนน้ำมัน โดยไม่ต้องใช้เวลาเป็นล้านล้านปีเพื่อที่จะรอน้ำมัน

                วว. จึงได้คิดโครงการสนองแนวพระราชดำริดังกล่าว ด้วยการนำเอาพืชผลทางการเกษตร ได้แก่ มันสำปะหลัง  และอ้อย มาผลิตเป็นเอทานอลใช้ทดแทนน้ำมัน โดยเริ่มทำโครงการวิจัยและพัฒนานี้ ตั้งแต่ปี 2522  ต่อมาในปี 2524 จึงเริ่มสร้างโรงงานต้นแบบ และเริ่มทดลองผลิตในปี 2526 จากนั้นจึงเริ่มทดลองตลาดครั้งแรกในปี 2528 ด้วยการเอาเอทานอลผสมน้ำมันเบนซินได้เป็นแก๊สโซฮอล์ (สมัยนั้นเรียก เบนโซฮอล์ หรือน้ำมันเบนซินพิเศษ) สุดท้ายเมื่อประสบความสำเร็จเราก็เสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไป 4 ครั้ง แต่เนื่องจากสมัยก่อนราคาน้ำมันอาจจะไม่แพงมาก ทำเป็นเชิงพาณิชย์อาจจะไม่คุ้ม ทำให้โครงการหยุดชะงัก

                จนกระทั่งในปี 2540 หลังจาก ดร.ธีรภัทร สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกกลับจากต่างประเทศ จึงเริ่มเสนอโครงการฯ ในระดับนโยบายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้พิจารณาเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี จึงได้ตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา โดย วว. สนับสนุนข้อมูลด้านเทคนิค และให้มีการไปศึกษาดูงานที่ประเทศบราซิล เนื่องจากเป็นประเทศแรกที่มีการใช้เอทานอลเป็นเชิงพาณิชย์ โดยยึดหลักการที่ว่า เมื่อเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ จากนั้นก็เริ่มทำการประชาสัมพันธ์โครงการฯ ผ่านสื่อโทรทัศน์ครั้งแรกในรายการท้าพิสูจน์ หัวข้อ “มันสำปะหลังนำมาทำน้ำมันได้จริงหรือ” ซึ่ง ดร.ธีรภัทร ได้ร่วมรายการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเอทนอล

                ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน 2543 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้นำเรื่องเอทานอลเข้าที่ประชุม ครม. ซึ่งครม. มีมติให้สนับสนุนและส่งเสริมการใช้เอทานอลในเชิงพาณิชย์ จากนั้นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมขณะนั้นได้ขอให้ย้ายโครงการฯ นี้ ไปอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งเป็น “คณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ” โดย ดร.ธีรภัทร ได้รับเกียรติให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดำเนินการเรื่องนโยบาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของการผลิตเอทานอลเชิงพาณิชย์ และในปัจจุบันมีโรงงานผลิตเอทานอล 22 โรงงาน ผลิตเอทานอลได้วันละประมาณ 4 ล้านลิตร

      15540914_10154973150638938_5038547393470841823_o (1)          อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนแล้ว ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่เชื่อว่าเอทานอลสามารถนำมาทดแทนน้ำมันได้จริง ดร.ธีรภัทร ได้ประสานความร่วมมือกับ ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ผู้อำนวยการอาวุโสของบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น ได้อนุมัติงบประมาณให้ วว. มา 7 แสนบาท สำหรับซ่อมแซมโรงงานต้นแบบผลิตเอทานอลของ วว. ที่บางเขน เพื่อให้ผลิตเอทานอลส่งให้บางจากนำไปทดลองตลาดระหว่างปีพ.ศ. 2544 – 2546 และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ จึงได้ขอความร่วมมือทดลองใช้แก๊สโซฮอล์กับรถยนต์ของทางราชการก่อน

                    ดร.ธีรภัทร กล่าวว่า “การใช้เอทานอล หรือแก๊สโซฮอล์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มี วว. ที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการดำเนินโครงการเอทานอลสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดชีวิตการทำงานได้ทำงานในโครงการเอทานอลประมาณเกือบ 50 โครงการ และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถึง 4 ครั้ง แต่ครั้งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตคือ ครั้งที่ได้ทูลเกล้าถวายหนังสือเฉลิมพระเกียรติ พลังงานทดแทนเอทานอลไบโอดีเซล เล่มนี้ถือเป็นคัมภีร์เล่มแรกสำหรับเอทานอลในเมืองไทย”

                โครงการเอทานอลของ วว. ถือเป็นความภาคภูมิใจของ วว. เป็นอย่างมาก ที่ได้สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่อง การลดการนำเข้าพลังงาน และช่วยเหลือเกษตรกรหลาย 10 ล้านครัวเรือน และช่วยประเทศไทยมีพลังงานสะอาดใช้ อย่างยั่งยืน

      —————————————————————————-

      เตาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานฟรี จากค่ายเยาวชนสะแกราช

      Featured

      เตาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานฟรี จากค่ายเยาวชนสะแกราช

      >>>>> โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง <<<<<

                “ไข่ต้มพลังงานแสงอาทิตย์ของเด็กๆ พร้อมทานแล้วค่ะ”

                 ไม่น่าเชื่อว่า เพียงระยะเวลาแค่ 3 – 4 ชั่วโมง กับแสงแดดจ้าในฤดูร้อนกลางป่าดิบแล้งสะแกราช จะทำให้เยาวชนสมาชิกค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์ ของ วว. ได้รับประทานไข่ไก่ที่สุกทั่วถึงกัน

                เราได้ให้น้องๆ เยาวชนทำการทดลอง ประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เลียบแบบตามหลักการทำเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ของมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา ด้วยหลักการง่ายๆ อันได้แก่ การใช้พื้นผิวโลหะที่รองรับและสะสมพลังงานแสงอาทิตย์ และเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน ก่อนที่จะถ่ายเทไปสู่พื้นผิวภาชนะที่รองรับอาหารที่ต้องการปรุงให้สุก

      image001image003

       

                ด้วยหลักการดังนี้ จะได้ เตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ภายในกล่องสี่เหลี่ยมมีผนัง 4 ด้าน และพื้น 1 ด้านที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่สามารถกักเก็บความร้อน ส่วนด้านบนของกล่องปิดด้วยกระจกใส เมื่อแสงแดดส่องผ่านกระจกเข้าไปในกล่อง จะถูกดูดซับไว้ด้วย แผ่นรองรับแสงสีดำและภาชนะใส่อาหารสีดำ พลังงานแสงที่ถูกดูดซับเอาไว้จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อนสะสมอยู่ภายในกล่อง

             น้องๆ เยาวชน แบ่งกลุ่มกันออกไปเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มช่วยกันสร้างเตาเลียนแบบเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ด้วยหลักการเดียวกัน จากวัสดุ อุปกรณ์ที่พอหาได้ ได้แก่ ลังกระดาษ A4 กระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์ ปกเอกสารแผ่นใส กระดาษโปสเตอร์สีดำ กรรไกร คัตเตอร์ แลกซิน ฯลฯ

               จากการสังเกตการณ์ของทีมงาน และพี่เลี้ยง พบว่าเยาวชนทุกคนตื่นเต้นมาก และร่วมมือร่วมใจช่วยกันประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นอย่างดี หลายกลุ่มทำได้เหนือความคาดหมายว่าเยาวชนชั้นประถมศึกษาตอนปลายจะสามารถทำได้ น้องๆ ใช้หลักการสังเกต พยายามประดิษฐ์เลียนแบบเตาต้นแบบให้ใกล้เคียงได้มากที่สุด มีการใช้หลักการดูดซับแสง-โดยใช้กระดาษสีดำ หลักการสะท้อนของแสง-ใช้อะลูมิ
      เนียมฟอยล์ หลักการกักเก็บความร้อน-ใช้แผ่นใสปิดหน้ากล่อง จนทำให้หลายกลุ่มประสบความสำเร็จในการทำไข่ให้สุก

       

      image008image004image006

       

                กิจกรรมนี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เยาวชนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่น้องๆ ได้ลงมือทำเอง ประดิษฐ์สิ่งของ และทำการทดลองเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ด้วยตัวเอง สร้างความรู้ (knowledge) ความภาคภูมิใจ (proudly) ให้กับเยาวชน และยังก่อให้เกิดความตระหนัก (awareness) ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งผลให้เยาวชนมีทัศนคติ (attitude) ที่ดีต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อโลกที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

      แรงบันดาลใจจากหลักการทรงงาน และพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9

      Featured

      แรงบันดาลใจจากหลักการทรงงาน และพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9

      ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน

      กองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

      k0

           ในช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2559 สิ่งที่พสกนิกรชาวไทยรู้สึกเสียใจมากที่สุด คือ การที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต สิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนี้ คือ ถวายความอาลัย และทำกิจกรรมตามพระราชปณิธานของพระองค์ ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน สิ่งที่ได้เห็นคือ ท่านทรงงานและมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน เช่น โครงการพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ฝนหลวง และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนมีประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย จนหาที่สุดมิได้ ยากที่จะอธิบายได้หมด ในส่วนของงานศิลปะก็เป็นส่วนหนึ่งที่พระองค์มีพระอัจฉริยภาพมาก เป็นแรงบันดาลใจให้รำลึกถึงท่านตลอดกาล

           วันที่ 9 ธันวาคม วิทยาลัยช่างศิลปะเปิดงานนิทรรศการศิลปกรรมในหัวข้อ แรงบันดาลใจจากหลักการทรงงาน และพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9  จนถึงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ถือเป็นกรณีศึกษาที่มีมุมมองในส่วนของความร่วมมือ ร่วมใจกันในการถวายความอาลัย แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำแต่ก็สูงค่าทางจิตใจเพราะได้ลงมือทำภาพในหลวง กว่า 200 ภาพ     ปรากฏสู่สายตามประชาชน

           ผลงานที่ทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์ คือ “ใจ” แห่งความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

           การดำเนินงานผ่านการเตรียมงานอย่างละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่การเขียนโครงการของงาน ผลที่ได้รับ และการนำไปต่อยอด

           ประธานในการจัดงาน คือ อาจารย์ศักดิ์ชาย บุญอินทร์ ซึ่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

      การเขียนโครงการ

           มีหลักการและเหตุผล กล่าวคือ 70 ปี ที่ในหลวงทรงงาน มีพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อประโยชน์สุขแก่พสกนิกร ปกครองแผ่นดิน โดยใช้ทศพิธราชธรรม ซึ่งประชาชนชาวไทยได้เห็นประจักษ์ พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา การถ่ายภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สามารถสร้างแรงบันดาลในในการดำเนินชิวิต เป็นแนวทางทั้งด้านหลักคิด
      k1

           ตัวอย่างการเขียนหลักการและเหตุผล

           ความยากในการเขียนคือการใช้คำและการเรียบเรียงให้เหมาะสม เพราะมีความละเอียดในเรื่องของราชาศัพท์ต่างๆ

      วัตถุประสงค์ของการจัดงาน มีประเด็นต่างๆดังนี้
      k2

      1. เพื่อเทิดพระเกียรติ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช
      2. เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริ หลักการทรงงานและทรงประกอบพระราชกรณียกิจ พระราชอุตสาหะวิริยะ พระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงอาทรห่วงใยในอาณาประชาราษฏร์ และพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ เป็นแบบอย่าง เป็นแนวทาง และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรม
      3. เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่มีคุณค่าทางศิลปะ ทั้งเนื้อหา รูปแบบ วิธีการที่แสดงออก การเทิดพระเกียรติ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช
      4. เพื่อให้เกิดความสามัคคี ของบุคลากรในองค์กร ทั้งครู อาจารย์ บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา เกิดความการร่วมมือ ร่วมใจในการทำงานร่วมกันในองค์กร
      5. เพื่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ชมผลงาน ทั้งด้านศิลปกรรม และเนื้อหาเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถ หลักการทำงาน พระอัจฉริยภาพ พระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตาทรงอาทรห่วงใยในอาณาประชาราษฏร์ และพระราชอุตสาหะวิริยะของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ที่ทรงสร้างคุณูปการแก่แผ่นดินไทยคนไทยอย่างอเนกอนันต์

      ตัวอย่างการเขียน

      ผลสำเร็จของงาน

           มีผู้เข้าร่วมโครงการ 250 คน (นักศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. 219 คน คณาจารย์ 31 ท่าน) ภาพทั้งหมดในการจัดงาน ครั้งนี้ 202 ภาพ โดยใช้เวลา 2 เดือน ในการผลิตผลงาน ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ตามแขนงวิชาเรียน เช่น วาดเส้น, องค์ประกอบศิลป์, ศิลปะไทย, PAINTING, ประติมากรรม งบประมาณ 2 หมื่นบาท “เรามีงบประมาณจำกัด เพราะเมื่อผลิตผลงานออกมา ต้องใส่กรอบให้เหมาะสม มีวิธีแก้ปัญหาคือ ต้องหางบสนับสนุนจากชมรมศิษย์เก่า แต่ก็สำเร็จจนได้ เพราะพระบารมีของในหลวง ของเราครับ” อาจารย์ศักดิ์ชายกล่าว

           เมื่อได้ผลงานพร้อมใส่กรอบแล้ว การติดตั้งจัดวางเป็นเรื่องสำคัญ ทุกอย่างต้องเหมาะสม ผู้รับผิดชอบคือ วิทยาลัยช่างศิลปะ และบ้านสามครู ในชุมชนตลาดไม้หัวตะเข้ ใช้เวลาจัดสถานที่แสดงผลงาน 3 วัน สิ่งที่ได้เห็น คือ ความร่วมมือของบุคลากร และชาวชุมชน ช่วยกันคิด ช่วยกันติด ช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ไขปัญหา ยืดหยุ่นตามความเหมาะสม

      ภาพการจัดแสดงงาน และพิธีเปิดในวิทยาลัยช่างศิลป

      ภาพพิธีเปิดที่บ้านสามครู

      วันเปิดงาน ชาวชุมชนร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เด็กๆ ในชุมชน มาร่วมกันร้องเพลงต้นไม้ของพ่อ พระราชาในนิทาน และเพลงสรรเสริญพระบารมี

       

      ผลที่ได้รับ

           ได้เห็นถึงความร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งคณาจารย์ นักศึกษา ประชาชน ในทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้งบประมาณจะจำกัด แต่งานก็สำเร็จ สวยงาม เหมาะสม ควรค่าแก่ความทรงจำ ผู้คนมากมายได้ชื่นชมพระบารมี ได้เห็นผลงานนักศึกษา ซึ่งจัดพิมพ์เป็นโปสการ์ดไว้เป็นที่ระลึก โดยไม่ได้จำหน่าย ผู้ที่สนใจถ้าจะช่วยเหลือกิจกรรมก็บริจาคได้ตามกำลัง งานนี้ เปิดแสดงถึงวันที่ 29 ธันวาคมนี้

      k5

       

      การต่อยอด

           นิทรรศการมีผู้สนใจเป็นอย่างมาก ผู้มาชมงานชื่นชอบ และชื่นชม ประทับใจในความงดงามของการแสดงออกทางศิลปะของนักศึกษา มีการเผยแพร่ผลงานทางสื่อออนไลน์ ยิ่งทำให้มีคนให้ความสนใจมากขึ้น ผู้สร้างสรรค์ผลงานก็ยิ่งมีกำลังใจ และมีแรงบันดาลใจในการผลิตผลงานศิลปะมากขึ้น นับว่าเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อหลายๆ ส่วน และคงต่อเนื่องต่อไป เพื่อสืบสานการทำความดีตามพระราชปณิธานของพระองค์

       

      ระบบสูบน้ำประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

      Featured

       

      โดย ดร. นิกร  แก้วแพรก

               ปัจจุบันการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ อาทิ พลังงานความร้อน (thermal energy) พลังงานลม (wind energy) และพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน และจากภาวะขาดแคลนพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลายประเทศได้ให้ความสนใจในการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานหลักจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างประเทศไทยได้เริ่มมีการใช้พลังงานทดแทนอย่างเช่น แก๊สโซฮอล์ และ  ไบโอดีเชล ที่เห็นเป็นรูปประจักษ์ เมื่อไม่นานมานี้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นจากโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์ภายในโครงการและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้ยังอ่างเก็บน้ำหนองเสือแล้วปล่อยน้ำลงมาเพื่อใช้ในด้านเกษตรกรรมของโครงการชั่งหัวมัน และยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสูบน้ำบาดาลด้วยโซลาเซลล์อีกมากมาย อาทิ โครงการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนเพื่อลดต้นทุนการผลิตระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3 กิโลวัตต์ ของกลุ่มเกษตรบ้านหางแขยง ตำบลหางน้ำสาคร อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นต้น

      ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบปัญหาภัยแล้งจากภาวะการขาดแคลนน้ำใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างมาก ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มีส่วนช่วยเหลืออย่างมากมายในการเป็นแหล่งพลังงานทดแทนด้านกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและประสบปัญหาภัยแล้ง แต่อาจยังไม่คลอบคลุมในหลายๆจังหวัดของประเทศไทย มีการคาดการณ์อีกว่าในปี 2560 อาจจะเกิดภัยแล้งขึ้นอีกครั้ง ระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จึงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากปัจจัยด้านราคาของวัสดุและอุปกรณ์มีราคาถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และจากการนำระบบผลิตไฟฟ้ามาใช้กับการสูบน้ำบาดาล บทความนี้จะกล่าวถึงการประยุกต์เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนสำหรับระบบประปาบาดาลเพื่อใช้อุปโภคและบริโภคสำหรับหมู่บ้านและลดต้นทุนด้านกำลังไฟฟ้าด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell) พร้อมระบบสำรองพลังงาน (battery backup)

       

      รูปที่ 1 ระบบประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

      หลักการทำงานของระบบ

      เทคโนโลยีระบบสูบน้ำประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (The Photovoltaic Systems) พร้อมระบบสำรองพลังงาน มีหลักการทำงานดังต่อไปนี้

      • ขณะสูบน้ำขึ้นหอถัง
        • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีเพียงพอ พลังงานไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังเครื่องสูบน้ำผ่านเครื่องควบคุมหรืออินเวอร์เตอร์ และประจุสะสมเข้าแบตเตอรีสำรองไฟฟ้า
        • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีไม่พอสำหรับเครื่องสูบน้ำ พลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะสมไว้ในแบตเตอรีจะถูกนำมาเสริมกับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์เพื่อให้ระบบเกิดการทำงานสมดุลแบบอัตโนมัติ
        • และในกรณีฉุกเฉิน เช่นพลังงานไฟฟ้าทั้งจากแสงอาทิตย์และไฟฟ้าจากแบตเตอรีสำรองมีไม่เพียงพอ หากมีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเชื่อมเข้ากับเครื่องควบคุม ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายพลังงานให้กับเครื่องสูบน้ำและสามารถประจุแบตเตอรีในเวลาเดียวกัน (เช่น ในช่วงเวลาที่มีฝนตกต่อเนื่อง)
        • พลังงานที่ถูกสะสมในแบตเตอรี ยังสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ได้ ในขณะเครื่องสูบน้ำทำงาน เช่น ระบบแสงสว่าง กล้องวงจรปิด หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพิ่มเติมตามความต้องการ

      การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ข้างต้นให้เข้ากับระบบสูบน้ำประปาบาดาลในปัจจุบัน

      ระบบสูบน้ำบาดาลสามารถพิจารณาได้จากเครื่องสูบน้ำในแต่ละรุ่นประกอบไปด้วยประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยของมอเตอร์อยู่ที่ประมาณ 55% ของประสิทธิภาพโดยรวมและเมื่อชดเชยกับค่าการสูญเสียทางไฟฟ้า 5% ดังนั้นกำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์แต่ละรุ่นจึงมีขนาดดังแสดงในตารางที่ 1

      ตารางที่ 1 กำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์

       

      การนำพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบสูบน้ำประปาบาดาลจะต้องมีความสัมพันธ์กับอัตราการสูบที่กำหนดไว้นั้น เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง หากคำนวณเฉพาะแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ สามารถสรุปได้ดังแสดงในตารางที่ 2

       

       ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบอัตราการสูบกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการ

       

      จากข้อมูลเชิงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทพบว่า ระบบมีความต้องการใช้น้ำสูงสุด (peak demand) 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า 06.00-08.00 น. และช่วงเย็น 16.00-18.00 น. ทั้งในกรณีประปาเพื่อการเกษตรและประปาหมู่บ้าน (ทั้งนี้เวลาอาจแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการ (peak demand) ได้

      ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบขนาดเครื่องสูบน้ำกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

       

      อย่างไรก็ตาม ระยะเวลานอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือเวลา 08.00-16.00 น. จะเป็นระยะเวลาที่พลังงานแสงอาทิตย์ที่ความเข้มของแสงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และยังเป็นช่วงเวลาที่ระบบประปาบาดาลสามารถสูบน้ำเข้าหอถังพักน้ำจนเต็ม จนกระทั่งระบบหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติในท้ายที่สุด หากนำปัจจัยด้านเวลามาพิจารณาจะพบว่า ระบบสูบน้ำจำเป็นจะต้องมีพลังงานส่วนเกิน (06.00-08.00 น. และ 16.00-18.00 น. รวม 4 ชั่วโมง) ที่สามารถชดเชยและนำมาประจุสะสมเข้าแบตเตอรีเพื่อนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่จำเป็น

      การประยุกต์เทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนอย่างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบประปาบาดาลทำให้เราสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าลงไปได้อย่างมากมาย มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี และเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้ทรัพยากรน้ำยามขาดแคลนในช่วงหน้าแล้ง

      ป่าพรุกับโอกาสของการเป็นแหล่งสารสำคัญทุติยภูมิ

      Featured

      ป่าพรุกับโอกาสของการเป็นแหล่งสารสำคัญทุติยภูมิ
      (Peat Swamp Soil and its opportunistic of secondary metabolite source)
      โดย คนึงนิจ บุศราคำ     นักวิจัยฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร
      email: kanungnid@tistr.or.th

      ลักษณะทั่วไปของป่าพรุ (Background)

           ป่าพรุจัดเป็นป่าไม่ผลัดใบชนิดหนึ่ง  และเป็นหนึ่งในสามของสังคมพืชที่มีระบบนิเวศน์แบบน้ำท่วมขังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ได้แก่ป่าชายเลน (mangrove forest) 2. ป่าพรุ (peat swamp forest) และ 3. ป่าบึงน้ำจืด (fresh water swamp forest)  บางครั้งอาจเกิดความสับสนไม่มากก็น้อยระหว่างป่าพรุและป่าบึงน้ำจืด   แต่สิ่งที่ทำให้สามารถแยกป่าทั้งสองชนิดออกจากกันได้คือ ป่าพรุนั้นไม่ติดต่อกับแหล่งน้ำจืดทางธรรมชาติโดยตรง  ในขณะที่ป่าบึงน้ำจืดนั้นเกิดจากการที่แหล่งน้ำตามธรรมชาติเอ่อล้นลงในที่ลุ่มจนทำให้เกิดการขังของน้ำในแอ่งดังกล่าว    เพื่อความเข้าใจป่าพรุให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำและทำความเข้าใจลักษณะที่สำคัญอื่นๆ ของป่าพรุ ดังต่อไปนี้    คำว่า “พรุ” นั้นเป็นภาษาถิ่นทางภาคใต้ซึ่งหมายความว่าบริเวณที่เป็นที่ลุ่ม  และมีน้ำแช่ขังติดต่อกันเป็นเวลานาน    และเนื่องจากพันธุ์ไม้ในป่าพรุจัดอยู่ในประเภทป่าไม่ผลัดใบ  ดังนั้นจึงมีความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี  และในแอ่งน้ำของป่าพรุนั้นจะมีการสะสมเศษซากอินทรียวัตถุ ได้แก่ซากพืช ซากสัตว์  แต่เนื่องจากการย่อยสลายของเศษซากอินทรีย์เหล่านี้มีอัตราต่ำกว่าการสะสมเศษซากฯ จึงทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่าดินอินทรียวัตถุ หรือดินเชิงอินทรีย์ (organic soil)

      p1

      รูปที่1    แสดงการขึ้นของพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ อย่างหนาแน่น   ในป่าพรุสองแห่งสวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) จ.ตรัง (ซ้าย)  และป่าพรุ อ.คันธุลี จ.นครศรีธรรมราช (กลางและขวา)

      (http://www.seub.or.th/index.php)กล่าวคือดินนั้นจะมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ  มีความหนาแน่นน้อย  ทำให้ดินดังกล่าวมีลักษณะ
      อ่อนยวบ  และอุ้มน้ำสูง   ป่าพรุมีดินอินทรีย์ปิดหน้าดินเดิมไว้หนาประมาณ 0.5 ถึง 5.0 เมตร   การไหลเวียนของน้ำในป่าพรุที่ค่อนข้างต่ำ หรือไม่ไหลเวียนเลย   จึงส่งผลให้ดินและน้ำในป่าดังกล่าวมีสีน้ำตาลคล้ายน้ำชา   รสชาติเฝื่อน   มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ที่ต่ำกว่า  7  โดยบางแหล่งพบว่าค่าความเป็นกรดด่างนั้นประมาณ 4.5-6  (https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/
      envi2/pu/pu.htm)

           พันธุ์ต่างๆไม้ที่ขึ้นในป่าพรุก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้สามารถแยกป่าพรุออกจากป่าบึงน้ำจืดได้  กล่าวคือพันธุ์พืชที่ขึ้นในป่าพรุนั้นจะมีระบบรากแก้วที่ค่อนข้างสั้น  และจะมีระบบรากแบบต่างๆ เข้ามาเสริมความแข็งแรง ได้แก่รากแขนง ที่แผ่กว้างและแข็งแรง  ระบบรากค้ำยัน (stilt root)  นอกจากนี้โคนต้นยังมีลักษณะแผ่ขยายเป็นพูพอน (buttress)  เพื่อป้องกันการล้มอันส่งผลมาจากลักษณะของดินในบริเวณดังกล่าวที่มีความหนาแน่นต่ำนั่นเอง   รวมทั้งระบบรากหายใจ (breathing root)    ดังนั้นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าพรุและป่าบึงน้ำจืดจึงไม่มีความเหมือนกันอย่างสิ้นเชิง  รวมทั้งลักษณะการขึ้นของต้นไม้นั้นก็ต่างกัน โดยต้นไม้ในป่าพรุนั้นจะขึ้นอย่างหนาแน่นและสูงใหญ่ซึ่งต่างจากต้นไม้ในป่าบึงน้ำจืดที่มีลักษณะโปร่ง  ในปีพ.ศ.2529 กรมป่าไม้ได้สำรวจจำนวนชนิดและพันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าพรุ  พบว่ามีทั้งสิ้น 68 วงศ์ (family)  223 ชนิด (species)  ตัวอย่างพันธุ์พืชที่ขึ้นอยู่ในป่าพรุ เช่น มะฮัง  สะเตียว  หลุมพี  สาคู  หลาวชะโอน  กะพ้อแดง  ตังหนใบใหญ่  ช้างไห้  หมากแดง เป็นต้น    ทั้งนี้มี 44 ชนิดที่เป็นรายงานว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ (new species)  เช่นสะท้อนบก  เทียะ  หมากแดง รัศมีเงินหรือริ้วเงิน เป็นต้น (https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/pu/pu.htm)

      p2

      รูปที่ 2   ป่าพรุควนเคร็ง  จ.นครศรีธรรมราช  ป่าพรุแห่งนี้เป็นป่าพรุที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม  โดยพืชส่วนใหญ่ที่ขึ้นในบริเวณนี้คือ ต้นเสม็ดขาวและหญ้ากระจูด

           ป่าพรุในประเทศไทยสามารถพบได้ ในแถบจังหวัดภาคใต้และภาคตะวันออก ฝนตกชุกเกือบตลอดปี  อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง ผลการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินในปี 2525    พบว่าพื้นที่ป่าพรุที่ใหญ่ที่สุดนันอยู่ในจังหวัดนราธิวาส 283,350 ไร่ นครศรีธรรมราช  76,875  ไร่   ชุมพร  16,900  ไร่  สงขลา  5,545  ไร่  พัทลุง  2,786  ไร่  ปัตตานี  1,127  ไร่ และตราด 11,980 ไร่
      และพบการกระจายตัวบ้างในจังหวัด สุราษฎร์ธานี  ตรัง  กระบี่  สตูล  ระยอง  จันทบุรี และเชียงใหม่ (http://www.forest.go.th/
      index.php?option=com_content&id=311
      )       อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพัฒนาที่ขาดความเข้าใจลักษณะทางธรรมชาติของป่าพรุ  ได้แก่การขุดร่องเพื่อระบายน้ำจากป่าพรุให้ลงแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น  ส่งผลให้น้ำที่ขังในป่าพรุเหือดแห้งลง  นอกจากจะส่งผลให้ระบบนิเวศฯของป่าพรุเปลี่ยนและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว  และไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นป่าพรุที่สมบูรณ์ได้อีกครั้ง (รูปที่ 2)  เมื่อเข้าสู่หน้าแล้งที่อากาศแห้งแล้งจัด  เหล่าอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายไม่หมดนั่นเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเมื่อเกิดไฟป่าทั้งโดยธรรมชาติและฝีมือของมนุษย์   ทำให้เกิดการลุกไหม้ติดต่อกันเป็นเวลานาน  ซึ่งการควบคุมการแพร่กระจายของไฟนั้นทำได้ยาก ทำให้ป่าพรุผืนนั้นกลายสภาพเป็นป่าพรุเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถฟื้นฟูกลับไปเป็นสภาพเดิมได้อีกต่อไป   จากการสำรวจของกรมป่าไม้ในปี 2528  พบว่าปัจจุบันป่าพรุที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ ป่าพรุสิรินธร หรือป่าพรุโต๊ะแดง  จังหวัดนราธิวาส  มีเนื้อที่ประมาณ 125,625 ไร่ (http://www.seub.or.th/index.php)

      ป่าพรุกับความหลากหลายของแบคทีเรียแกรมบวก

           แบคทีเรียแกรมบวก (Gram positive bacteria) ในบทความนี้ขอกล่าวถึง กลุ่มแอ๊คติโนแบคทีเรีย (actinobacteria)  เป็นแบคทีเรียแกรมบวกที่มีสัดส่วนเบส กัวนีน และไซโตซีนสูง    และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ  นับตั้งแต่การค้นพบสารปฏิชีวนะ (antibiotic) ที่ชื่อว่าเพนนิซิลิน (penicillin) ในปี ค.ศ.1929 โดย Alexander Flamming   ซึ่งทำให้อัตราการรอดชีวิตของคนในยุคก่อนจากการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากสาเหตุการติดเชื้อเพิ่มขึ้น    และนับจากนั้นเป็นต้นมาอีก 60 ปี  ซึ่งนับว่าเป็นยุคทองของการค้นพบสารปฏิชีวนะ (golden edge) เนื่องจากมีการค้นพบสารปฏิชีวนะ หรือสาระสำคัญทุติยภูมิจากแบคทีเรียกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น actinomycin, bacitracin, cephalosporin, erythromycin, kanamycin, novobiocin, streptomycin, tetracycline และ vancomycin เป็นต้น (http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic)   (รูปที่ 3)

      รูปที่ 3   แสดงชนิดของสารสำคัญทุติยภูมิที่ค้นพบในช่วงระยะเวลาต่างๆ  (ที่มา: http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic )

           ประโยชน์ของสารสำคัญทุติยภูมิเหล่านั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นสารปฏิชีวนะใช้รักษาคนและสัตว์เท่านั้น    แต่ยังนำไปใช้ในการเกษตรและสารต้านอักเสบ (agrochemical และ antitumor agents)     โดยกลุ่มที่เป็นแหล่งในการผลิตสารปฏิชีวนะที่สำคัญมากที่สุด คือ Streptomyces  หลังจากผ่านช่วงยุคทองของการค้นพบสารดังกล่าว  อัตราการค้นพบสารสำคัญทุติยภูมินั้นลดลงอย่างรวดเร็ว (รูปที่ 4)     เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงมีการพิจารณานำเอาดินหรือตัวอย่างวัสดุจากธรรมชาติที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ทั่วไป เช่น ดินจากทะเลทราย ที่ดินตะกอนดินจากทะเลลึก  หรือแม้กระทั่งดินจากบริเวณที่มีค่าความเป็นกรดสูงอย่างดินจากป่าพรุ  เป็นต้น  ในการนำมาใช้ค้นหาสารสำคัญทุติยภูมิชนิดใหม่จากจุลินทรีย์ชนิดใหม่หรือหายาก (Goodfellow & Fiedler (2010)

      รูปที่4    แสดงปริมาณสาระสำคัญทุติยภูมิที่ค้นพบลดลงในแต่ละช่วงปี (ที่มา: ดัดแปลงจาก Bassetti et al.,2011).

           จากสมมติฐานดังกล่าวทำให้สามารถค้นพบสารสำคัญทุติยภูมิได้จำนวนหลายชนิด เช่น สาร abyssomicins ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและต้านการอักเสบ จาก Verrucossispora maris AB-18-032T ที่แยกได้จากดินตะกอนบริเวณ Mariana Trench (ส่วนที่ลึกที่สุดของทะเล) จากมหาสมุทธแปซิฟิก  และสาร atacamicin ที่มีฤทธิธ์ต้านอักเสบ จาก Streptomyses leeuwenhoekii C34T จากทะเลทราย Atacama ประเทศชิลิ โดยทะเลทรายแห่งนี้ไม่มีฝนตกมาเป็นพันล้านปี (Hartley et al., 2005; Gómez-Silva et al., 2008)  จึงเป็นที่น่าสนใจมากที่สามารถค้นพบจุลินทรีย์จากแหล่งที่ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตหรือจุลินทรีย์
      อาศัยอยู่ได้   สำหรับประเทศไทยนั้นสภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่พอหาได้นั้นคือแหล่งที่มีดินและน้ำที่เป็นกรดจัดอย่างป่าพรุ จึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับใช้ในการแยกจุลินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอ๊คติโนแบคทีเรียเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งนี้มีรายงานว่าพบการแยกจุลินทรีย์ชนิดใหม่จากป่าน้ำขังในต่างประเทศเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Streptacidiphilus durhamensis และ Streptacidiphilus hamsterleyensis (Golinska et al., 2013a; Golinska et al., 2013b)

      p5
      รูปที่ 5    แสดงการเดินทางไปเก็บตัวอย่างดินจากป่าพรุที่ต่างๆ : บนซ้าย และขวา ป่าพรุที่สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) จ.ตรัง   ล่างซ้าย ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช  และ ล่างขวา  ป่าพรุจากสวนพฤกษศาสตร์พนางดง จ.พัทลุง

           ดังนั้นผู้เขียนและทีมงานวิจัยจึงได้ทำการสำรวจแหล่งป่าพรุที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นแหล่งในการศึกษาความหลากหลายของแอ๊คติโนแบคทีเรีย เพื่อศึกษาหาความสามารถในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค รวมทั้งการนำเอาไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร    จากการทดสอบศักยภาพเบื้องต้นของแอ๊คติโนแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่แยกได้จากดินป่าพรุพบว่าความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียสาเหตุโรค คือ Bacillus subtilis,  Pseudomonas fluorescens และ Saccharomyces cerevisiae   จึงเป็นที่น่าสนใจในการที่ศึกษาให้ลึกลงไปถึงกลไกการยับยั้งของสารสำคัญทุติยภูมิต่อแบคทีเรียสาเหตุเหล่านั้น ตลอดจนการจัดจำแนกชนิดของแอ๊คติโนแบคทีเรียด้วยเทคนิคชีวโมเลกุล (molecular technique) โดยใช้ 16S rRNA gene ต่อไป

      รูปที่ 6   แสดงลักษณะการยับยั้งของแอ๊คติโนแบคทีเรียที่แยกได้จากดินป่าพรุแหล่งต่างๆ ต่อแบคทีเรียสาเหตุโรค

      เอกสารอ้างอิง

      Available at: http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic [accessed 11 June 2013]

      Available at:  http://www.forest.go.th/index.php?option=com_content&id=311 [accessed 11 June 2016]   

      Available at:  https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/pu/pu.htm [accessed 11 June 2016]

      Available at: http://www.seub.or.th/index.php [accessed 11 June 2016]

      Betina, V., 1983.  The Chemistry and Biology of Antibiotics.  Elsevier Scientific Publishing Company, Amsterdam.

      Golinska, P., Kim, B.-K., Dahm, H.  and Goodfellow, M., 2013b.  Streptacidiphilus hamsterleyensis sp. nov., isolated from a spruce forest soil.  Antonie van Leeuwenhoek 104, 965-972.

      Golinska, P., Wang, D. and Goodfellow, M., 2013c.  Norcardia aciditolerans sp. nov., isolated from a spruce forest soil.  Antonie van Leeuwenhoek 103, 1079-1088.

      Gómez-Silva, B., Rainey, F.A., Warren-Rhodes, K.A., McKay, C.P. and Navarro-González, R., 2008.  Acatama Desert soil microbiology.  Soil Biology 13, 117-132.

      Goodfellow, M. and Fiedler, H.P., 2010.  A guide to successful bioprospecting: informed by actinobacterial systematics.  Antonie van Leeuwenhoek 98, 119-142.

      Hartley, A.J., Chong, G., Houston, J. and Mather, A.F. (2005). 150 million years of climatic stability: evidence from the Atacama Desert, northern Chile. Journal of Geological Science 162,421–424.

      ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ

      Featured

      ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ
      พงศกร นิตย์มี
      สถานีวิจัยลำตะคอง ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

       

           พืชมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยบนพื้นพิภพแห่งนี้ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาหารในรูปของเมล็ด ใบ ลำต้น ดอก รากและผล นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในทางอ้อมต่อมนุษย์ เช่น การใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นที่อยู่อาศัย  เป็นแหล่งพลังงาน เป็นต้น นอกจากนั้นพืชยังเป็นศูนย์กลางในระบบนิเวศต่างๆ ทั้งมวล เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ  ความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งความบริสุทธิ์ของน้ำและอากาศ

           พืชมีความหลากหลายโดยอยู่ในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น สาหร่าย ลิเวอร์เวิร์ต มอส เฟิร์น และพืชที่มีเมล็ด โดยพืชที่มีเมล็ดมีบทบาทมากที่สุดต่อชีวิตของมนุษย์  แต่กลับเป็นกลุ่มที่ถูกคุกคามมากที่สุด ประเมินกันว่า มากกว่า 80,000 ชนิด (ประมาณร้อยละ 20 ของพืชทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก) กำลังถูกคุกคาม โดยสาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจากความสมดุลของระบบนิเวศลดลง การเข้ารุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการใช้ประโยชน์ที่มากเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ภัยจากการคุกคามนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสำคัญมากในศตวรรษนี้ เนื่องจากความหลากหลายของพืชส่งผลต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และยารักษาโรค โดยจากข้อมูลพบว่า ร้อยละ 80 ของพืชที่มนุษย์บริโภคคิดเป็นชนิดของพืชเพียง 12 ชนิดเท่านั้น  คือ ธัญพืช 8 ชนิด และพืชหัว 4 ชนิด ที่เป็นแหล่งอาหารหลักของมนุษย์ ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของประชากรมนุษย์และความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ

           การจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ จัดเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืชในศตวรรษนี้  เพราะสามารถเก็บรวบรวมความหลากหลายได้ในปริมาณมาก ใช้ต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิผล ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี้ถูกเริ่มนำมาใช้เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายในการเก็บรักษาความแปรปรวนของพืชปลูกเพียงไม่กี่ชนิดสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ แต่ในช่วงสองทศวรรษให้หลัง องค์ความรู้เหล่านั้นถูกนำมาขยายผลเพื่อการอนุรักษ์พรรณพืชป่า  เพื่อใช้เป็นแหล่งปลูกป่าและสร้างระบบนิเวศใหม่ ทำให้พืชที่สูญหายไปได้มีโอกาสเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่เดิม  และการสร้างประชากรพืชในพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ในอนาคต    นอกจากนั้นการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชป่ายังมีประโยชน์มากในการพัฒนาพันธุ์พืชปลูกส่งผลต่อพืชปลูก โดยการถ่ายทอดลักษณะต่างๆ ไปยังพืชปลูกได้โดยง่าย

           ประเทศไทยเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืช และในปี พ.ศ. 2557 โครงการพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) ได้จัดการประชุมครั้งที่ 16  ณ สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) สหราชอาณาจักร ในการนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุม และทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ส่วนหนึ่งที่ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยมาก คือ ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank) เนื่องด้วยพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพรรณพืชป่า รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับพันธุ์ปลูก ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นพันธุ์ปลูกได้ จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ  เกิดเป็นโครงการความร่วมมือเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ชนิดใกล้เคียงพืชปลูกในประเทศไทย โดยจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ที่เป็นชนิดใกล้เคียงพืชปลูกจำนวน 70 ชนิด และจัดส่งไปเก็บรักษาที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ เพื่อเป็นแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมของประเทศไทย ในกรณีที่พรรณพืชของประเทศไทยสูญพันธุ์หรือหายไปจากแหล่งเดิม ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช
      b1

           ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSB) ได้จัดตั้งพันธมิตรธนาคารเมล็ดแห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank Partnership, MSBP) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการปกป้องความหลากหลายของพรรณพืชป่า ที่อาจเกิดจากภัยพิบัติต่างๆ ที่จะมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  รวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือจากพันธมิตรทั่วโลก ประกอบด้วย  123 สถาบันจาก 54 ประเทศ ได้ดำเนินงานโดยการกำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานทั้งในระดับนานาชาติและจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ วิธีการและความร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยีและความรู้ที่ล้ำอนาคต ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของความร่วมมือเกี่ยวกับพันธมิตรธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSBP) โดยมีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน นั่นคือ แนวปฏิบัติในการสร้างทุนทางปัญญา สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนองค์กรต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
      b2

           ในส่วนของสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) ได้พัฒนาการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชป่า ในช่วงปี พ.ศ. 2503 ถึงปี พ.ศ. 2517  และได้ย้ายกิจกรรมธนาคารเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดไปที่เวคเฮิร์ต เพลส (Wakehurst Place) โดยในช่วงปี พ.ศ. 2533 ถึงปี พ.ศ. 2535 โดยงานทางด้านธนาคารเมล็ดพันธุ์พืช  ในระยะแรกส่วนใหญ่จะเน้นในด้านการอนุรักษ์ชนิดพรรณพืชท้องถิ่นของสหราชอาณาจักร และพืชจากระบบนิเวศที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งจากทั่วโลก (arid and semi-arid) โดยได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการวิจัยเมล็ดพันธุ์ จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2539 โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษถูกก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการแห่งสหัสวรรษ โดยมีภารกิจหลักเพื่อการอนุรักษ์พรรณไม้ของสหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด และอีก 24,200 ชนิด จากพื้นที่ในเขตแห้งแล้งจากทั่วโลก จัดเก็บในสถานที่แห่งใหม่ (ต่อมาเรียกว่าอาคารหลังนี้ว่า Welcome Trust Millennium Building) โดยใช้ค่าจ่ายไปจำนวน 73 ล้านปอนด์ เสร็จในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2553 โดยงบประมาณขยายผลไปถึงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในหลายประเทศ   ปัจจุบันได้มีการรวบรวมชนิดพรรณพืชป่าประมาณ  13% ของชนิดพรรณพืชป่าที่มีอยู่ในโลก  และใน พ.ศ. 2565  คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น  20% มีจำนวนเมล็ดพันธุ์ประมาณ 75,000 ชนิด ซึ่งอยู่ภายใต้ภารกิจของโครงการนี้

      ที่มา: ไม่ปรากฏผู้แต่ง.ม.ป.ป. Kew’s UK Native Seed Hub. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.kew.org/business-centre/welcome-uk-native-seed, [เข้าถึงเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2559].

      วว. กับการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพ

      Featured

      โดย ดร. อัญชนา พัฒนสุพงษ์

      test1
      มลภาวะสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกที่มีปริมาณการใช้สูงมาก การผลักดันให้ใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการสลายตัวของผลิตภัณฑ์ชีวภาพนั้น นอกจากจะขึ้นกับวัตถุดิบในการผลิต ขนาดของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนลักษณะการใช้งานแล้ว ที่สำคัญยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่นำไปทิ้งหรือฝังกลบด้วย ดังนั้น การตรวจสอบการสลายตัวได้ทางชีวภาพในระดับภาคสนามหรือในห้องปฏิบัติการ เป็นทางหนึ่งที่สามารถประเมินสมบัติการสลายตัวของผลิตภัณฑ์ในสภาวะธรรมชาติได้

       

           สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้ริเริ่มศึกษาการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ มาตั้งแต่ปี 2551 โดยได้ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร และได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิธีการตรวจสอบการสลายตัวของวัสดุทดสอบชนิดพลาสติกชีวภาพในเบื้องต้น (preliminary biodegradation test) โดยใช้หลักการตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมที่เกิดจากกิจกรรมการสลายตัวของวัตถุทดสอบโดยจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมัก ภายใต้สภาวะควบคุมในระดับห้องปฏิบัติการ เป็นวิธีการที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการทดสอบตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ วว. ได้ยื่นจดสิทธิบัตรและให้บริการทดสอบดังกล่าวนี้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาตั้งแต่ปี 2553

           กล่าวได้ว่า วว. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ บุคลากร รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ ในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพ (Biodegradability Testing Laboratory) ที่มีศักยภาพในการให้บริการวิเคราะห์พลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพตามมาตรฐานสากล ISO 17088 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 17088-2555 และได้รับการยอมรับให้ขึ้นทะเบียนกับสถาบัน DIN CERTCO ประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปี 2557 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพที่มีระบบการบริหารงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO/ IEC 17025 จากหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation body) ที่เป็นที่ยอมรับ และสามารถให้บริการวิจัยด้านการบำบัดสารอันตรายตกค้างในสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวได้ทางชีวภาพของวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อได้มาซึ่งข้อมูลที่ยืนยันถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีการตามมาตรฐานสากล

           การวิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพโดยห้องปฏิบัติการของ วว. นี้  นอกจากจะสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลแล้ว ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านวัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพของประเทศ เนื่องจากเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุชีวภาพของไทย ทำให้คู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศยอมรับ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกสินค้า และที่สำคัญยังช่วยแก้ปัญหาการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายประเทศทั่วโลกที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญหาขยะพลาสติก จึงนับได้ว่า เป็นความภาคภูมิใจของ วว. ที่มีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมไทยพัฒนาศักยภาพไปสู่ความเป็นมาตรฐานสากลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

      test3

      วว. กับงานสนับสนุนโครงการหลวง

      Featured

      โดย ดร. ชนะ พรหมทอง

         งานสนับสนุนโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถือได้ว่าความเป็นความภาคภูมิใจประการหนึ่งของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการพัฒนาเกษตรที่สูง โดย ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ฝวช.)  ซึ่งทาง วว. ได้เข้าไปมีบทบทในการวิจัยและพัฒนา การเพาะเห็ดเขตหนาว ซึ่งในอดีตนั้นเห็ดเขตหนาวไม่สามารถเพาะปลูกได้ประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงโปรดให้มีการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น โครงการพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวของไทยจึงได้เกิดขึ้นและได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของไทยแล้ว ยังสามารถลดการนำเข้าเห็ดจากต่างประเทศที่มีราคาแพง

      FullSizeRender (1)

       

         การวิจัยและพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวนี้ ดำเนินการโดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง ด้วยการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งทาง วว.ดำเนินการภายใต้ศูนย์กิจกรรมพิเศษ โดยต่อมาได้ตั้งขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานพัฒนาเกษตรที่สูง(ศปก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกองได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 ในการส่งเสริมพัฒนาการเพาะเห็ด เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยโครงการหลวงได้กันพื้นที่ประมาณ 1,200 ตารางวา ที่สถานีวิจัยดอยปุย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เป็นพื้นที่สำหรับการวิจัย พัฒนาและทดสอบเห็ดเขตหนาว โดยเริ่มจากการเพาะเห็ดหอมในท่อนไม้จากการแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไต้หวันที่เข้ามาช่วยงานโครงการหลวงยุคเริ่มโครงการหลวงโดยการนำไม้ก่อที่มีอยู่ในธรรมชาติแต่ถูกตัดเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับทำการเกษตร การเพาะเห็ดหอมท่อนไม้ประสบผลสำเร็จ เป็นอย่างดี ต่อมาได้ส่งนักวิจัยไปฝึกงานการเพาะเห็ดที่ประเทศไต้หวัน และสนับสนุนเครื่องจักรสำหรับเพาะเห็ดภายใต้ความร่วมมือของโครงการหลวงกับรัฐบาลไต้หวัน เพื่อนำความรู้กลับมาวิจัย พัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดเขตหนาวชนิดอื่นๆ เช่น เห็ดแชมปิญอง เห็ดเข็มทอง เห็ดนางรมหลวง เห็ดโคนหลวง เห็ดปุยฝ้าย เห็ดนางรมดอย และเห็ดอื่นๆอีกหลายชนิด ปัจจุบัน ได้ดำเนินการทดสอบ และทดลองนำสายพันธุ์เห็ดเขตหนาวชนิดอื่นๆมาเพาะเลี้ยง กว่า 10 ชนิด และส่งเสริมเห็ดที่มีศักยภาพให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมต่อไป รวมทั้งโครงการหลวงมอบหมายให้ช่วยบริหารจัดการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่เป็นต้นมาจนถึงปี พ.ศ. 2549 และ วว. มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้ยุบรวมงานถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไปอยู่กับงานวิจัยพัฒนา ทำให้ ศปก. ถูกยุบรวมเป็นเพียงโครงการหนึ่งเท่านั้นโดยมีนักวิจัยเป็นหัวหน้าโครงการ

       

            ต่อมาในปีพ.ศ. 2553 โครงการหลวงได้แต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ วว. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ช่วยดูแลการบริหารจัดการ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตกอีกครั้งหนึ่ง และมีรับสั่งจากองค์ประทานมูลนิธิโครงการหลวงให้ขยายงานส่งเสริมการเพาะเห็ดไปยังศูนย์ต่างๆมากขึ้นนอกเหนือจากเดิมที่ทำเฉพาะงานทดสอบที่ศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาวดอยปุย ปัจจุบันงานเห็ดได้ขยายไปยังศูนย์/สถานีของโครงการหลวงทั้งหมด 5 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยมีศูนย์ดอยปุยเป็นศูนย์หลักในการผลิตหัวเชื้อเห็ดของโครงการหลวง และปัจจุบันศูนย์เห็ดดอยปุยขอสนับสนุนงบประมาณในรูปกองทุนโครงการ อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อดำเนินการผลิตเห็ดสดเพื่อจำหน่ายผ่านโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2557 เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค นอกเหนือจากงานทดสอบเห็ดชนิดใหม่

      FullSizeRender (2)

           ในปี พ.ศ. 2557 อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ภายใต้การดูแลของ วว. ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการหลวงประมาณ 13 ล้านบาท ในการสร้างอาคารเพาะเห็ดระบบปิดที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยงเพื่อพัฒนางานผลิตเห็ดของโครงการหลวงให้มากขึ้น และต่อมาในปีพ.ศ. 2546 ได้เริมการวิจัยพัฒนาการผลิตวานิลลา ที่ศูนย์ฯป่าเมี่ยงโดยโครงการหลวงให้ทุนวิจัย เพื่อขยายผลสู่งานส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงต่อไปจนถึงปัจจุบันได้ขยายผลไปยัง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ศูนย์ฯม่อนเงาะ และศูนย์ฯตีนตก โดยมีการผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ผ่านตลาดโครงการหลวง

            ทั้งหมดนี้จึงนับได้ว่า เป็นความภาคภูมิใจของ วว. ที่ได้มีส่วนร่วมในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญของบุคคลากรในองค์กรช่วยในการพัฒนาประเทศตามพระราชประสงค์

      วว. กับงานค่ายธรรมชาติศึกษาและการอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับเยาวชน

      Featured

      โดย ปฐมสุดา อินทุประภาและวัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง

      โลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะโลกร้อน การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์บางชนิด การเสียสมดุลของระบบนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว  จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล เรียนรู้การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศวิทยา ซึ่งจะทำให้เยาวชนมีความรู้และทัศนคติเพื่อนำไปพัฒนาตนเองและสังคมได้ในอนาคต ซึ่งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวดำเนินการในรูปแบบของค่ายวิทยาศาสตร์โดยใช้ห้องเรียนธรรมชาติ  ซึ่งก็คือ  สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานีวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของ วว. รวมทั้งยังเป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลหรือพื้นที่สงวนชีวาลัย  (UNESCO Biosphere Reserves) แห่งหนึ่งของโลก ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสำหรับการศึกษาระบบนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน (ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง)

       

      1

      สำหรับกิจกรรมในค่ายนั้น ทาง วว. ด้านแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  และด้านการอนุรักษ์ โดยกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพธรรมชาติของป่าสะแกราช  การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ   เปรียบเทียบลักษณะของป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง การศึกษาทรัพยากรป่าไม้ และปัจจัยแวดล้อม โดยการนำเยาวชนเดินป่าตามเส้นทางเดินป่าในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เพื่อให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ของป่า การอาศัยพึ่งพากันของป่า พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิต คน  รวมไปถึงการศึกษาชีวิตสัตว์ ความสัมพันธ์ในระบบนิเวศวิทยา เช่น นก แมลง สัตว์ป่าต่าง ๆ  เป็นต้น โดยศึกษาการดูนกอย่างถูกวิธีกับนักดูนกมืออาชีพ ศึกษาเรียนรู้การใช้กล้อง Binoculars, Telescope ศึกษาการใช้คู่มือดูนกสากล เช่น หนังสือ A Guide To The Birds of Thailand  ของ Dr. Boonsong Lekagul  และ Philip D. Round และเรียนรู้มารยาทในการดูนก นอกจากนี้ยังมีเรียนรู้เรื่องดวงดาวบนท้องฟ้า เรียนรู้เรื่องการเขียนแผนที่ดูดาวอย่างง่ายด้วยตัวเอง ศึกษาการใช้กล้อง Telescope สำหรับดูดาว เรียนรู้ถึงประโยชน์ของดวงดาวบนท้องฟ้า การโคจรของดวงดาว ดวงดาวที่สำคัญ การบอกทิศจากการดูดาว ในส่วนของกิจกรรมทางด้านการอนุรักษ์จะเน้นไปที่กิจกรรมการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับเยาวชน โดยใช้วิธีการบรรยาย สาธิต และฝึกปฏิบัติ เรื่องวิธีการที่เยาวชนจะสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติใกล้ตัวได้ และจะนำกลับไปปฏิบัติต่อที่บ้าน สังคม โรงเรียน ชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการจุดประกายการอนุรักษ์ให้เยาวชนเกิดความตระหนัก รัก และหวงแหนสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่จะส่งผลกระทบไปถึงสิ่งแวดล้อมรอบโลก

      2

       

      โครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนนี้ ทาง วว. ได้มีดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยมีการคัดเลือกเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6  เข้าร่วมโครงการ ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่ง วว. เล็งเห็นว่าโครงการนี้สามารถพัฒนาเป็นต้นแบบของการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ (Environmental Education) ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์อย่างจริงจังเหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างใน อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา การสร้างต้นแบบโดยใช้ค่ายวิทยาศาสตร์ของโครงการนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและเหมาะสมอย่างยิ่งในประเทศไทย  และ วว. ก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชนไทย

      ศิลปะกับวิทยาศาสตร์…ความลงตัวของสมองซีกซ้ายและซีกขวา

      Featured

      ศิลปะกับวิทยาศาสตร์…ความลงตัวของสมองซีกซ้ายและซีกขวา โดย ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน

           มนุษย์เรามีการทำงานของสมองที่อัศจรรย์ บางคนเก่งทั้งความคิดในเชิงเหตุผล บางคนก็เก่งศิลปะ และมีหลายคนที่มีความสามารถผสมผสานศิลปะร่วมกันได้ เช่น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี พระองค์ทรงเชี่ยวชาญทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ ทรงมีความสามารถทางด้านดนตรีและศิลปะการร้อยลูกปัดอีกด้วย

           ผมได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์คณะทำงานจัดงานประกวดศิลปกรรมในหัวข้อ วิทยาศาสตร์และอาเซียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ซึ่งถือเป็นวันวิทยาศาสตร์ไทย ณ บ้านสามครู ตลาดริมน้ำหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จัดโดย คณาจารย์วิทยาลัยช่างศิลป ลาดกระบัง สิ่งที่ได้รับความรู้ คือ ขั้นตอนต่างๆกว่าจะจัดงานกิจกรรมศิลปะ และวิธีคิดอันเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการตัดสินงานศิลปะกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มองเหมือนเข้ากันได้ยาก แต่กลับเป็นการผสมผสานระหว่างจินตนาการกับเหตุผลซึ่งสามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เป็นรายละเอียดที่น่าสนใจ เลยมาเล่าสู่กันฟังครับแบบไม่เป็นพิธีรีตอง

      สถานที่จัดงานประกวดศิลปกรรม บ้านสามครู ตลาดริมน้ำหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

           การจัดงานประกวดศิลปกรรมในวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมหนึ่งของวิทยาลัยช่างศิลป ลาดกระบัง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เกี่ยวเนื่องด้วยพระองค์ทรงอุปถัมภ์และส่งเสริมงานต่างๆ ด้านวิทยาศาสตร์ไทยและทรงมีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะ เช่น ดนตรีและการร้อยลูกปัดด้วย ศิลปะสามารถเชื่อมโยงความคิดในการแสดงออกให้กับเยาวชนได้หลากหลายและมีสีสัน กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับวิทยาลัยช่างศิลปใช้งบประมาณในการจัดงานครั้งนี้ 40,000 บาท เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมประมาณ 200 คน โดยใช้เวลาดำเนินงาน 3 เดือนกำหนดเวลาในการจัดงาน 1 วัน ตั้งแต่ 9.00 น.-12.00 น. มีขั้นตอนสรุปได้ดังนี้

           1. การนำเสนอโครงงานกับกระทรวงวัฒนธรรม

           2. การแต่งตั้งคณะกรรมการในการจัดงาน

           3. การกำหนดหลักเกณฑ์การตัดสิน และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

           4. การมอบรางวัลแต่ละประเภท

           แต่ละขั้นตอนมีรายละเอียด คือ

      1. การนำเสนอโครงงานกับกระทรวงวัฒนธรรมได้ความรู้ว่า การนำเสนอโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมวงศานุวงศ์มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความละเอียดรอบคอบในเรื่องเนื้อหาและวิธีการของกิจกรรม ขั้นตอนการอนุมัติจะใช้เวลานานเพราะอาจต้องมีการแก้ไข
      2. การแต่งตั้งคณะกรรมการในการจัดงาน มีการแบ่งงานเป็นส่วนๆและมอบหมายผู้รับผิดชอบ ดังนี้

                2.1 ฝ่ายลงทะเบียน ใช้เจ้าหน้าที่ 6 คน หรือมากกว่า เพื่อรองรับเด็ก ๆ ที่มาลงทะเบียนมากกว่า 200 คน พร้อมทั้งแจกอุปกรณ์การวาดภาพ เช่น กระดาษ ดินสอ แผ่นรองงาน

                2.2 ฝ่ายสถานที่ ต้องจัดเตรียมห้องที่ใช้จัดงาน ห้องน้ำ ที่จอดรถ และพื้นที่การตัดสินผลงานให้เหมาะสมเพราะมีจำนวนมากหลายร้อยชิ้น

                2.3 ฝ่ายจัดการและดูแลทั่วไป คอยทำหน้าที่ประสานงานทั้งหมด เช่น การดำเนินการประชุม การส่งและรับจดหมาย การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยแก่เด็กๆเพราะจัดในตลาดไม้เก่าที่เป็นพื้นที่ค่อนข้างเปิดกว้าง พร้อมหน้าที่ในการแจกจ่ายคูปองอาหารกลางวันในราคา 30 บาท เนื่องจากเด็กๆ ต้องรอผลการตัดสินรางวัล ข้อดีคือ เป็นการช่วยเศรษฐกิจให้ชาวบ้านได้ขายอาหารและของรับประทานหลากหลาย

      sv3อ.นภพงศ์ กู้แร่ ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาลัยช่างศิลป ประธานฝ่ายจัดการ ผู้มีประสบการณ์ในการจัดงานกิจกรรมทางศิลปะมากกว่า 30 ปี

                2.4 ฝ่ายเอกสาร มีหน้าที่จัดส่งจดหมายเชิญและเอกสารไปตามโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งรวบรวมรายชื่อเด็กที่มาเข้าร่วมประกวด พร้อมทั้งจัดระบบในเรื่องการเงินและใบประกาศนียบัตรสำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล

                2.5 ฝ่ายตัดสิน มีความสำคัญมากเช่นกัน วิทยาลัยช่างศิลปมอบหมายให้คณาจารย์ที่มีความรู้ทางศิลปะจำนวน 8 คน ซึ่งมีความชำนาญด้านวาดเส้น องค์ประกอบศิลป์ ประติมากรรม เครื่องปั้นดินเผา และมีประสบการณ์ในการตัดสินงานศิลปะมากกว่า 20 ปี ใช้การตัดสินแบบประชามติ โหวตเสียงส่วนใหญ่

      อ.ธีรยุทธ จั่นฝังเพ็ชร ประธานฝ่ายการตัดสินการประกวดและทีมงานคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะ

      ภาพบรรยากาศทั่วๆไปในตลาดไม้เก่าหัวตะเข้ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เด็กๆแสดงออกกันอย่างเต็มที่

      ภาพบรรยากาศการตัดสินงานประกวดใช้แบบประชามติเสียงข้างมาก ยกมือโหวต

                     รางวัลแต่ละประเภท มีการจำแนกตามอายุ ดังนี้

      • ระดับชั้นประถมปีที่ 1-ระดับชั้นประถมปีที่ 3 (ยอดเยี่ยม 1 รางวัล 1,500 บาท ดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท)
      • ระดับชั้นประถมปีที่ 4-ระดับชั้นประถมปีที่ 6 (ยอดเยี่ยม 1 รางวัล 2,000 บาท ดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 1,500 บาท)
      • ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-ระดับชั้นประถมปีที่ 3 (ยอดเยี่ยม 1 รางวัล 2,500 บาท ดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท)
      • ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-ระดับชั้นประถมปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ปวช. ยอดเยี่ยม 1 รางวัล 3,000 บาท ดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท)



      ภาพผลงานที่ได้รับรางวัล

           ผลที่ได้รับ

      • ได้ความสัมพันธ์ในเรื่องของ csr กับชุมชนหัวตะเข้ ชาวบ้านได้ประโยขน์คือเพิ่มรายได้ให้ชุมชน
      • ได้ใช้ความรู้ในงานศิลปะ และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน เนื่องจากที่ชุมชนตลาดหัวตะเข้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ กทม. มีกิจกรรมทางด้านศิลปะ โดยการจัดแสดงผลงานดังกล่าวกว่า 200 ชิ้น เป็นเวลา 1 เดือน การฝึกทักษะเด็กและเยาวชนในการใช้สมองทั้งสองซีกในเวลาเดียวกันได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม การไปดูงานกิจกรรมแฝงไว้ด้วยความรู้ที่งดงามในด้านการจัดการทั้งศาสตร์และศิลป์ในเวลาเดียวกัน ถ้ามีกิจกรรมดีๆแบบนี้ ผมจะมานำเสนอใหม่ในโอกาสต่อไป

      เอทานอลกับเชื้อเพลิงใหม่ไฮโดรเจนในรถยนต์

      Featured

      เอทานอลกับเชื้อเพลิงใหม่ไฮโดรเจนในรถยนต์

      โดย ดร.ธีรภัทร ศรีนรคุตร

      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

           ถ้าเอ่ยถึง “เอทานอล” ในปัจจุบันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงรู้จักกันดีว่าเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่ผลิตจากวัสดุทางการเกษตร อาทิเช่น มันสำปะหลัง อ้อย กากน้ำตาล ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น โดยนำมาใช้ทดแทนน้ำมัน ด้วยการนำเอทานอลมาผสมกับน้ำมันเบนซินได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “แก๊สโซฮอล์” ซึ่งมีหลายสูตรขึ้นกับสัดส่วนของการใช้เอทานอลมาผสม เช่น ถ้าผสมกับน้ำมันเบนซินอัตราส่วนร้อยละ 10 เราก็จะเรียกแก๊สโซฮอล์ อี10 (E10) ถ้าผสมกับน้ำมันเบนซินอัตราส่วนร้อยละ 85 เราก็จะเรียกแก๊สโซฮอล์ อี85 (E85) เป็นต้น นอกเหนือจากบทบาทการนำมาผลิตเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์แล้ว จะขอกล่าวถึงบทบาทใหม่ของเอทานอลในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกชนิดใหม่ที่ชื่อว่า “ไฮโดรเจน (hydrogen)” ประยุกต์ใช้กับรถยนต์ซึ่งมีการผลิตออกมาใช้ในเชิงการค้าแล้ว ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ก๊าซไฮโดรเจนของค่ายโตโยต้า โดยบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ได้เปิดตัว “ยานยนต์แห่งอนาคต” ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน แต่ใช้ “ไฮโดรเจนเหลว” เป็นเชื้อเพลิงแทน เมื่อกลางเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2557  รถยนต์โตโยต้าที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนรุ่นแรกนี้ชื่อว่า โตโยต้ามิราอิ (TOYOTA MIRAI) มิราอิ แปลว่า “อนาคต” (รูปที่ 1)  ราคาจำหน่ายประมาณ 1.8 ล้านบาท (ราคาในประเทศญี่ปุ่น) เมื่อเติมไฮโดรเจนเต็มถังสามารถใช้ได้ถึง 650 กิโลเมตร มากกว่ารถยนต์พลังไฟฟ้าถึง 3 เท่า แถมใช้เวลาเติมไม่กี่นาทีเช่นเดียวการเติมน้ำมัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปคือเรื่องการได้มาซึ่งเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและมีความเกี่ยวข้องกับเอทานอลอย่างไร?

      hydro1

      รูปที่ 1 รถยนต์โตโยต้ามิราอิใช้เชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกไฮโดรเจน

      ที่มา: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000133149&Html=1&TabID=2&

      พลังงานไฮโดรเจนได้มาจากอะไร?

           ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล สามารถพบอยู่ในสารประกอบอื่นๆ อย่างเช่น น้ำ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนของเชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติ เอทานอล เป็นต้น ไฮโดรเจนถือว่าเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพสูง สะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

           เมื่อพิจารณาจากวัตถุดิบเป็นหลักเราสามารถผลิตไฮโดรเจนได้จาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ แหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล  แหล่งพลังงานหมุนเวียน และแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ ดูในรูปที่ 2

      hydro2

      รูปที่ 2 แหล่งพลังงานไฮโดรเจน

      ที่มา : https://www.iea.org/publications/freepublications/publication/hydrogen.pdf

      เทคโนโลยีในการผลิตไฮโดรเจน

           เทคโนโลยีในการผลิตไฮโดรเจนในระดับอุตสาหกรรมมีหลากหลาย ขึ้นกับชนิดของวัตถุดิบ เทคโนโลยีแรกเกิดขึ้นปลาย ค.ศ.1920 เป็นกระบวนการใช้ไฟฟ้าเคมี คือ การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (electrolysis) ออกเป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจน อย่างไรก็ตามช่วงกลาง ค.ศ.1960 วัตถุดิบจากฟอสซิล (fossil based feedstock) ที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น ได้ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไฮโดรเจนโดยผ่านกระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำ (steam reforming)  เป็นการนำสารไฮโดรคาร์บอนมาทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลด้วยไอน้ำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นอกจากนั้นก็ยังมีวิธีการการแยกสลายสารด้วยความร้อน (thermolysis) และกระบวนการทางชีววิทยาสังเคราะห์ (synthetic biology) ในการทำให้จุลชีพ (จุลินทรีย์ และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) มีความสามารถในการผลิตไฮโดรเจน

           โดยสรุปพลังงานไฮโดรเจนที่นำมาใช้กับยานพาหนะหากไม่ได้ผลิตจากวัตถุดิบกลุ่มฟอสซิล ยานพาหนะเหล่านั้นจะไม่มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลีกเลี่ยงการเกิดภาวะโลกร้อน (global warming) นำมาซึ่งอุบัติภัยต่างๆ มากมาย ซึ่งถือเป็นจุดประสงค์หลักของการใช้ไฮโดรเจน ดังนั้นการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน อย่างเช่น เอทานอลซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่จำนวนมาก จึงมีความน่าสนใจ และเหมาะกับประเทศไทยที่ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้นำวัสดุการเกษตรมาผลิตเอทานอลในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย

      เทคนิคการเขียนบทความเชิงวิชาการ

      Featured

       

      ปัจจุบันการสื่อสารสามารถทำได้หลายวิธี การสื่อสารด้วยการเขียนบทความก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ ยิ่งมีความจำเป็นในการเขียนบทความเชิงวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของตนและของหน่วยงาน ซึ่งการเขียนบทความเชิงวิชาการมีความแตกต่างกับบทความทั่วไป เพราะข้อมูลที่นำมาเขียนจะต้องเป็นข้อเท็จจริง และภาษาที่ใช้ควรจะเป็นภาษาเชิงวิชาการ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีการหาข้อมูลและมีการฝึกฝนทักษะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการฝึกฝนทักษะดังกล่าวสามารถเริ่มได้โดยใช้เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อ ดังนี้

      • การวางแผน

      การเขียนบทความเชิงวิชาการจำเป็นต้องมีการวางแผนการเขียน โดยอาจทำโดยการใช้ mind map หรือ การวาง layout  ของสิ่งที่ต้องการจะเขียนก่อน เพื่อตีกรอบให้เรื่องที่จะเขียนอยู่ในประเด็นที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

      Writing Clip Art #11024

      • การกำหนดโครงเรื่อง

      การกำหนดโครงเรื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเขียนบทความเชิงวิชาการ ซึ่งโครงเรื่องจะต้องประกอบด้วย บทเกริ่นนำ (overview) ตัวเรื่อง (body) และบทสรุป (conclusion) โดยทั้งสามส่วนนี้จะต้องมีความต่อเนื่อง สอดคล้อง และสนับสนุนซึ่งกันและกัน

      Student at Desk

      • การทบทวนแก้ไขบบทความ

      เมื่อผู้เขียนเสร็จสิ้นการเขียนบทความแล้ว ผู้เขียนควรมีการทวนแก้ไข โดยตรวจทานในเรื่องของการใช้ภาษาที่ฟุ่มเฟือย การสะกดคำ และการใช้วรรคตอนที่ถูกต้องตามหลักภาษา นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบเอกสารอ้างอิงว่ามีครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะบทความวิจัยและบทความเชิงวิชาการนั้น จำเป็นต้องมีการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือ ไม่หลักลอยtyping-clipart-typing-on-computer

       

      เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อฝึกฝน เพิ่มพูนทักษะการเขียนบทความเชิงวิชาการได้ และเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ ผู้เขียนก็จะสามารถเขียนบทความให้มีความเป็นเอกภาพ ต่อเนื่อง กระชับ และมีความน่าอ่านได้ต่อไป ดังคำกล่าวที่ว่า “Practice makes perfect.”

      เอกสารอ้างอิง

      ธนกิจวนิชย์, เอก. 2559. เทคนิคการเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และวารสารวิชาการ. ใน: เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่อง เทคนิคการเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และวารสารวิชาการ วันที่ 25 สิงหาคม 2559. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, หน้า 1-15.

      จิตวิทยาในการสื่อสาร

      Featured

      ทุกวันนี้การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งขับเคลื่อนให้ธุรกิจและการดำเนินงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรอาจประสบปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้องค์กรไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ตามความคาดหวังของผู้บริหารระดับสูง ทั้งนี้ปัญหาที่ข้องเกี่ยวกับการสื่อสารนี้อาจมาจากการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรก็ได้ ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรงก็คือ บุคลากรภายในองค์กรขาดทักษะในการสื่อสารและไม่เข้าใจถึงหลักจิตวิทยาในการสื่อสาร ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกันเองภายใน หรือติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกได้สำเร็จ ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจในหลักจิตวิทยาพื้นฐานของการสื่อสาร เพื่อให้การสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ของบุคลากรใน องค์กรมีความราบรื่นอันจะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน เพราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้น ขึ้นอยู่กับการคิดวิเคราะห์ในระดับจิตใต้ สำนึกเกี่ยวกับประโยชน์หรือผลเสียที่จะได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งการคิดวิเคราะห์นี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบุคคลจะเลือกกระทำพฤติกรรมที่ประเมินแล้วว่า ตนเองจะไม่เสียผลประโยชน์ หรือได้รับผลเสียจากการเลือกกระทำพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในการประชุมหากมีการขอความคิดเห็นในการแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องที่องค์กรกำลังประสบอยู่ แต่ไม่มีบุคคลใดเสนอความคิดเห็น ซึ่งนี่ก็อาจไม่ได้เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นไม่มีแนวความคิดในการแก้ไขปัญหา แต่อาจเป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นได้ประเมินแล้วว่า การเสนอแนวความคิดในการแก้ปัญหาออกไปจะเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับตนเอง เพราะผู้บังคับบัญชาอาจโยนความรับผิดชอบให้ตนเองเพียงผู้เดียว เป็นต้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เราจำเป็นต้องเข้าใจหลักจิตวิทยาในการสื่อสาร เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นบวก (positive) ในการมีปฏิสัมพันธ์กันของบุคลากรในองค์กร ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรมีความก้าวหน้าและเติบโต ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

      พื้นฐานของหลักจิตวิทยาในการสื่อสารเบื้องต้นนั้น สามารถสรุปได้สั้นๆ คือ การสื่อสารด้วยการสร้างแรงจูงใจด้วยความสนุก เป็นกันเอง มีความเห็นอกเห็นใจ และให้เกียรติ นอกจากนี้ตัวสารหรือข้อความที่ต้องการจะสื่อออกไปนั้นต้องกระชับ เข้าใจง่าย และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ เป็นข้อความในเชิงบวกเท่านั้น ลักษณะการพูดในเชิงการออกคำสั่ง การขู่บังคับ การพูดตัดพ้อ หรือการพูดเหน็บแนม ประชดประชัน เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งในการสื่อสารภายในองค์กร เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งอันจะส่งผลเสียระยะยาวต่อองค์กรได้ การสื่อสารด้วยการสร้างแรงจูงใจ ด้วยความสนุก เป็นกันเอง เห็นอกเห็นใจและให้เกียรตินี้ เป็นการประยุกต์มาจากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของ Maslow’s hierarchy of needs ซึ่งมีการตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตวิทยามาตั้งแต่ปี 1943 และถูกใช้อ้างอิงอย่างกว้างจนมาถึงปัจจุบัน ตามหลักทฤษฎีของ Maslow ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์นั้น มีความต้องการเป็นลำดับ 5 ขั้นพีระมิด ดังนี้

      ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของ Maslow นี้เริ่มตั้งแต่ฐานพีระมิดไปจนถึงยอดพีระมิด Maslow เชื่อว่า หากมนุษย์ได้รับความต้องพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่แล้ว ก็จะเริ่มต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิต จากนั้นจึงจะต้องการความรักและความรู้สึกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือองค์กรที่ตนเองสังกัด จากนั้นจึงจะเริ่มต้องการการให้เกียรติและการได้รับความเคารพจากบุคคลอื่น และเมื่อได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น มนุษย์ก็จะมีความต้องการที่จะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง ซึ่งอาจหมายถึงความต้องการพัฒนาศักยภาพ และการเรียนรู้จักผิดชอบชั่วดี การให้เกียรติคนอื่น และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของความต้องการของมนุษย์ ซึ่งความต้องการสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากความต้องการพื้นฐานด้านล่างของพีระมิดยังไม่ได้รับการเติมเต็ม

      ดังนั้น หลักจิตวิทยาในการสื่อสารจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงหลักทฤษฎีความต้องการนี้โดยใช้วิธีการสื่อสารที่สร้างแรงจูงใจมีความสนุก เป็นกันเอง เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ และให้เกียรติ ซึ่งทำได้โดยการเลือกใช้ภาษา ถ้อย คำ หรือน้ำเสียงที่เป็นไปในเชิงบวก เช่น การพูดชมเชย การพูดในเชิงขอความร่วมมือแทนการออกคำสั่งและชี้แจงให้ทราบถึงเหตุผลหรือความจำเป็นในการขอความร่วมมือ โดยอาจชี้แจงถึงผลกระทบในภาพรวม หากไม่ได้รับความร่วมมือ ซึ่งควรพูดในเชิงขอความเห็นใจไม่ใช่การขู่ถึงผลที่จะตามมา นอกจากนี้หากจำเป็นต้องมีการติเตียน ควรจะสื่อสารในลักษณะที่เป็นไปในเชิงบวก เช่น การให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแทนการต่อว่า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ฟังไม่เกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกดูถูกเหยียดหยามหรือไม่ได้รับความเคารพหรือนั่นเอง

      นอกจากนี้การสื่อสารที่มีความสนุกและเป็นกันเองนั้น ยังช่วยให้ผู้ฟังมีทัศนคติที่เป็นไปในเชิงบวกต่อผู้พูด ซึ่งส่งผลให้ผู้ฟังมีความตั้งใจที่จะฟังผู้พูด และไม่เกิดอคติแก่ผู้พูด ทำให้ไม่เกิดการแปลความหมายของข้อความที่ผู้พูดต้องการจะสื่อสารผิดเพี้ยนไป และอาจส่งผลให้ผู้ฟังคล้อยตามผู้พูดอีกด้วย เทคนิคการสื่อสารที่มีบรรยากาศของความสนุกสนานเป็นกันเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะใช้ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก เช่น การปาฐกถา การบรรยายต่างๆ ซึ่งเทคนิคการสื่อสารในลักษณะนี้ ผู้สื่อสารจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงลักษณะอารมณ์ต่างๆ ของผู้ฟัง หรือรู้ทันอารมณ์ของผู้ฟัง สามารถประเมินอารมณ์ของผู้ฟังได้โดยอาจสังเกตจากสีหน้าและภาษากายของผู้ฟัง ซึ่งความสามารถการประเมินอารมณ์ของผู้ฟังนี้จะช่วยให้ผู้พูดสามารถปรับวิธีการสื่อสารและรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี โดยเฉพาะในกรณีการสื่อสารกับลูกค้าภายนอกองค์กร

      การสื่อสารที่สร้างแรงจูงใจ มีความสนุกเป็นกันเอง เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นในนั้น เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน และตัวผู้สื่อสารเองจำเป็นต้องมีความตระหนักรู้ถึงอารมณ์ตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ และมีความใจกว้าง เห็นอกเห็นใจ และรับฟังความเห็นผู้อื่นอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สารที่ส่งออกไปสามารถโน้มน้าวผู้ฟังให้เชื่อ ยินยอมทำตาม หรือแม้แต่นำสารที่เราสื่อออกไปกลับไปคิดพิจารณา ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การเรียนรู้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องทำความเข้าใจผู้ฟังฝ่ายเดียว ผู้สื่อสารเองก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจและรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองด้วย เพื่อให้สารที่ส่งไปยังผู้พูดไม่เป็นข้อความในเชิงลบ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ความหวาดกลัว หรือความตื่นตระหนัก ส่งผลการสื่อสารนั้นล้มเหลว จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอมานี้ จึงกล่าวได้ว่า จิตวิทยาในการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาในหลายๆ ด้านขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น การบริหารงานภายในองค์การ การถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร หรือแม้แต่ภาพลักษณ์ขององค์กรต่อสาธารณะ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การพยายามสร้างบุคลากรที่มีทักษะในการสื่อสารที่ดีเรียนรู้จิตวิทยาในการสื่อสารจึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรควรไม่ควรจะละเลย

      บรรณานุกรม
      Harré, N. (2011). Psychology for a better world. Lulu. com.
      Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological review,50(4), 370.
      Tannenbaum, A. (2013). Social psychology of the work organization. Routledge.

      การประเมินอัตราการกัดกร่อนในสภาวะการใช้งานจริง โดยใช้โลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน (Corrosion Coupons)

      Featured

      รุจีภรณ์ นาคขุนทด นักวิชาการ

      ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย


       

           การกัดกร่อน (Corrosion) หมายถึงการเสื่อมสภาพของโลหะที่มีปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี หรือเกิดจากปฏิกิริยาทางกายภาพของโลหะ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเสื่อมสภาพของโลหะ ได้แก่สภาพแวดล้อมของการนำไปใช้งานที่แตกต่างกัน และชนิดของวัสดุและผลิตภัณฑ์ เช่น อุปกรณ์ต่างๆ โครงสร้าง ตัวถังรถยนต์ ถังน้ำ ท่อน้ำ ถังน้ำมัน ถังก๊าซ เป็นต้น

           การกัดกร่อนที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทาง ด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกชนิดของโลหะให้เหมาะแก่การใช้งาน นอกจากนี้การป้องกันการกัดกร่อนสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเคลือบด้วยสารเคลือบ การชุบเคลือบด้วยสังกะสี การใส่สารยับยั้งการกัดกร่อน (Inhibitor) ในระบบน้ำหล่อเย็น เป็นต้น

           การประเมินอายุการใช้งานของโลหะในสภาวะการใช้งานจริง ผลที่ได้จากการประเมินสามารถนำไปใช้วางแผนการซ่อมบำรุงรักษา เป็นผลให้เกิดการลดความสูญเสียด้าน เศรษฐกิจและความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งทำได้โดยใช้โลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน (Corrosion Coupons) ที่มี การกำหนดชนิด ขนาด รูปร่าง องค์ประกอบทางเคมีของคูปองทดสอบการกัดกร่อน เช่นคูปองเหล็กมีคาร์บอนระหว่าง  0.1-0.2%  เป็นต้น ตัวอย่างลักษณะโลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน (ดังรูปที่ 1)  เช่น คูปองวงกลม (circular), คูปองแหวน (ring-type), คูปองที่เป็นรูปแบบแผ่น, คูปองเป็นแท่งกลม เป็นต้น การเลือกใช้คูปองทดสอบการกัดกร่อนขึ้นอยู่กับเหตุผลในการทดสอบและการนำไปใช้งานภายในเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น อัตราการไหล ความดัน ความร้อน เป็นต้น   และการเลือกชนิดของโลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อนควรเป็นชนิดเดียวกับวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานจริง

      รูปที่ 1  ตัวอย่างโลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน (Corrosion Coupons)

       

           มาตรฐานการทดสอบที่ใช้อ้างอิงได้แก่ NACE Standard RP0775-2005 Item No. 21017 ซึ่งกล่าวถึงขั้นตอนการเลือกใช้โลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน การติดตั้งคูปองในตำแหน่งในสภาวะต่างๆ (รูปที่ 2) ระยะเวลาในทดสอบขึ้นอยู่กับสภาวะและปัจจัยมีความรุนแรงที่ก่อให้เกิดการกัดกร่อน ถ้ายังไม่ทราบควรมีการกำหนดระยะเวลาช่วงสั้น 15-45 วัน แล้วนำมาหาอัตราการกัดกร่อนและประเมินผลก่อนว่าเกิดการกัดกร่อนมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าผลการประเมินต่ำควรเพิ่มระยะเวลาเป็น 60-90 วัน เป็นต้น ในมาตรฐานดังกล่าวยังได้กล่าวถึงการล้างคูปองด้วยสารเคมีเพื่อคำนวณน้ำหนักโลหะที่หายไปจากการกัดกร่อน โดยชั่งน้ำหนักคูปองก่อนและหลัง หลังล้างเพื่อใช้คำนวณหาอัตราการกัดกร่อนทั่วไป สูตรการคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนมีหลายสูตรขึ้นอยู่กับเลือกใช้หน่วยอะไร เช่น หน่วย mils per year (mpy) สูตรคำนวณคือ  CR = 2.227 x 104 x W / (AxTxD) โดย CR = อัตราการกัดกร่อน หน่วย mils per year (mpy), 2.227 x 104 คือค่าคงที่ในการแปลงหน่วยให้เป็น mpy,  W = น้ำหนักที่หายไป (น้ำหนักคูปองก่อนล้าง-น้ำหนักหลังล้างที่ผ่านการทดสอบแล้ว) หน่วย กรัม,  A = พื้นที่ก่อนทดสอบของคูปอง หน่วย ตารางนิ้ว,   T = ระยะเวลาทดสอบ หน่วย วัน และ D = ความหนาแน่นของโลหะ หน่วยกรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร

           จากตารางที่ 1 เป็นเกณฑ์ประเมินผลการกัดกร่อนของโลหะคูปองในระบบน้ำหล่อเย็น แสดงถึงอัตราการกัดกร่อนของเหล็กเหนียว (Mild steel), ทองแดงและทองแดงเจือ (Copper & Copper alloys) เช่นค่าอัตราการกัดกร่อนของ เหล็กเหนียว (Mild steel) ที่ยอมรับได้อยู่ในช่วงน้อยกว่า 1.0-5.0 mpy แต่ถ้าอัตราการกัดกร่อนของคูปองที่ผ่านการทดสอบมีค่า 6.5 mpy แสดงว่ามีค่าอยู่ในช่วง 5.0-10.0 mpy เป็นค่าที่ยอมรับไม่ได้ และอาจมีผลทำให้เครื่องจักร อุปกรณ์ เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นผลการทดสอบคูปองจากการประเมินนี้ สามารถนำไปวางแผนในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงก่อนได้เพื่อลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

      รูปที่ 2  โลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน ไปติดตั้งในระบบการใช้งานจริง

       

      ตารางที่ 1 ผลการประเมินการกัดกร่อนในระบบน้ำหล่อเย็น

       


       

      เอกสารอ้างอิง

      NACE Standard RP0775-2005 Item No. 21017

      Technical Bullet 2-009: Cooling Systems (Update 10/15/13)

      Association of water technologies

       

      การตรวจสอบมวลของสารเคลือบสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน

      Featured

       การตรวจสอบมวลของสารเคลือบสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน


      รุจีภรณ์ นาคขุนทด
      ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ
      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

                ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้มีการใช้เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน (Hot Dip Galvanizing) มากขึ้น เนื่องจากมีความต้านทานต่อการกัดกร่อนในสภาพบรรยากาศได้ดี คุณสมบัติของสังกะสีที่เคลือบช่วยปกป้องไม่ให้เหล็กผุกร่อนเนื่องจากการที่ตัวสังกะสีถูกกัดกร่อนก่อน เป็นทางเลือกที่ดีกับงานโครงสร้างที่ต้องอยู่ในสภาพบรรยากาศภายนอก ได้แก่ หลังคา รั้วบ้าน ราวเหล็กขอบทาง สะพาน เสาไฟฟ้า สถานีส่งไฟฟ้า ลวดเหล็ก ลวดตาข่าย ตะปู นอตสกรู รางน้ำ ถังน้ำ งานท่อ เช่น ท่อระบายอากาศ ท่อน้ำ เป็นต้น บริษัทในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีจะขอการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่บางครั้งบริษัทได้นำผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศซึ่งมีราคาถูกกว่าในประเทศเข้ามาจำหน่าย ดังนั้น การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งาน

      Hot Dip Galvanizing_01

      Hot Dip Galvanizing_02

                มาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน ได้มีการกำหนดคุณภาพและการตรวจคุณสมบัติต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งมีการระบุ รูปร่าง มิติ และเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน องค์ประกอบทางเคมีของวัสดุ สมบัติทางกล ได้แก่ ความเค้นดึงสูงสุด, ความเค้นคราก และความยืด คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่กำหนดคือความหนาหรือมวลของสังกะสีที่เคลือบ มาตรฐานต่างประเทศที่ใช้ในทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสี เช่น ISO 9364, ISO 1460 สำหรับประเทศไทย จะกำหนดมาตรฐานคุณภาพตามการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งานโดยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เป็นมาตรฐานการรับรอง เช่น มอก. 50 เหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก, มอก. 71 ลวดเหล็กเคลือบสังกะสี,  มอก. 76 ลวดหนามเคลือบสังกะสี, มอก. 208 ลวดตาข่ายเคลือบสังกะสี, มอก. 238 ถังน้ำเหล็กอาบสังกะสี, มอก. 277 ท่อเหล็กกล้าอาบสังกะสี, มอก. 248 ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง, มอก. 404 ลวดเหล็กกล้าเคลือบสังกะสีตีเกลียว, มอก. 449 เหล็กคร่าวเพดานแบบแขวน, มอก. 2131 แผ่นเหล็กเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี:แผ่นม้วนและแผ่นตัด, มอก. 2132 แผ่นเหล็กเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี:แผ่นลอน, มอก. 2228 เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้างทั่วไป เป็นต้น

                บทความนี้จะกล่าวถึงการตรวจสอบมวลของสารเคลือบทั้งเคลือบสังกะสีหรือเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีเพื่อการยอมรับผลิตภัณฑ์ สำหรับเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก ตาม มอก. 50 และ เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้างทั่วไป ตาม มอก. 2228 รวมถึง ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง ตาม มอก. 248 ในแต่ละมาตรฐานได้กำหนดการสุ่มชิ้นงาน จำนวนชิ้นงาน  และขนาดของชิ้นงานเพื่อใช้ในการคำนวณพื้นที่ผิวที่เคลือบของชิ้นงาน การตรวจสอบเริ่มจากการทำความสะอาดชิ้นงาน ชั่งหาน้ำหนักก่อนล้างด้วยสารเคมี แล้วนำมาล้างด้วยสารเคมีเพื่อละลายเอาสารเคลือบออก ล้างด้วยน้ำ เช็ดให้แห้งแล้วนำมาชั่งน้ำหนักหลังล้างอีกครั้ง จากนั้นคำนวณหาน้ำหนักที่หายไปต่อพื้นที่เป็นค่ามวลของสังกะสีที่เคลือบกำหนดหน่วยเป็นกรัมต่อตารางเมตร ในกรณีผลิตภัณฑ์ตาม มอก. 50 ให้เทียบค่ามวลของสังกะสีที่เคลือบตามตารางที่ 1 เช่น ผลิตภัณฑ์ Z060 ต้องมีค่ามวลเฉลี่ยของสังกะสีที่เคลือบ 60-79 กรัมต่อตารางเมตร หรือ ผลิตภัณฑ์ Z450 จะต้องมีค่ามวลเฉลี่ยของสังกะสีที่เคลือบไม่น้อยกว่า 450 กรัมต่อตารางเมตร ในทำนองเดียวกันกับผลิตภัณฑ์ตาม มอก. 2228 เช่น ผลิตภัณฑ์ AZ090 ต้องมีค่ามวลของสารเคลือบสำหรับเหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีต่ำสุดรวมทั้ง 2 ด้าน 90-99 กรัมต่อตารางเมตรดังตารางที่ 2 หรือ การทดสอบราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง ตาม มอก. 248 กำหนดเกณฑ์การยอมรับของแผ่นเหล็กอาบสังกะสี ชนิดที่ 1 มีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 550 กรัมต่อตารางเมตร, ชนิดที่ 2 มีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 1100 กรัมต่อตารางเมตร และสลักเกลียวอาบสังกะสี, แป้นเกลียวอาบสังกะสี และแหวนรองอาบสังกะสี แต่ละชิ้นมีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 305 กรัมต่อตารางเมตร และค่าเฉลี่ยจาก 3 ชิ้นต้องมีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 381 กรัมต่อตารางเมตร เป็นต้น

      ตารางที่ 1  มวลของสังกะสีที่เคลือบตาม มอก. 50

       Hot Dip Galvanizing_03

      ตารางที่ 2  มวลของสารที่เคลือบตาม มอก. 2228

      Hot Dip Galvanizing_04

                มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มีการกำหนดเกณฑ์ยอมรับไว้เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในแต่ละมาตรฐาน สำหรับมวลของสารเคลือบของผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีก็เช่นกัน มาตรฐานมีการกำหนดเกณฑ์ยอมรับตามชนิดของผลิตภัณฑ์ ผลการตรวจสอบมวลของสารเคลือบจะช่วยชี้บ่งว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดและสามารถนำไปใช้ได้เหมาะสมกับสภาวะการใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆ


      เอกสารอ้างอิง

      1. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 50-2548 เหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก
      2. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 248-2531 ราวเหล็กลูกฟูกกันรถ สำหรับทางหลวง
      3. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2228-2548 เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้าง

      บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปี 59)

      Featured

      สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

      เทคนิคการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ

      Featured

      เทคนิคการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ

      อัปสร เสถียรทิพย์*

      ผศ.ลักษมี  คงลาภ**

      TE1

                        การนำเสนอ (Presentation)  เป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทั้งในแวดวงการศึกษา แวดวงวิชาชีพ การทำงานทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนให้ความสำคัญกับทักษะการนำเสนอของบุคลากร  Cheryl Hamilton (1999:6)  อธิบายว่า  มีงานศึกษาพบว่าผู้จ้างงานส่วนใหญ่เห็นว่าทักษะการนำเสนอมีส่วนสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในการทำงานมากกว่าทักษะทางวิชาชีพ   จากการศึกษาของ  Michigan State University ศึกษาความคิดเห็นผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล 479 คนจากบริษัทใหญ่ๆ  หน่วยงานของรัฐ  และองค์กรไม่แสวงหากำไร   พบว่าในการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน ทักษะการนำเสนอเป็นทักษะที่สำคัญทีสุดที่ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าทำงาน

      ในชีวิตการทำงาน การนำเสนอเป็นบทบาทหน้าที่หนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การนำเสนอเป็นวิธีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารและแนวความคิดไปยังกลุ่มผู้ฟัง ที่อาจจะเป็นกลุ่มผู้ฟังขนาดเล็กที่มีความคุ้นเคยกัน เช่น กลุ่มผู้ร่วมงาน หรือกลุ่มผู้ฟังขนาดใหญ่ที่ไม่มีความคุ้นเคยกัน เช่น กลุ่มบุคคลทั่วไป

      TE2

       

                    ข้อดีของการนำเสนอคือ

      -เป็นการสื่อสารสองทาง (Two ways communication) ระหว่างผู้นำเสนอกับผู้ฟังทำให้ผู้นำเสนอสามารถเห็นปฏิกิริยาของผู้มีอำนาจตัดสินใจได้อย่างทันทีทันใด

      – สามารถดึงดูดความสนใจและสร้างผลกระทบต่อผู้ฟังรวมทั้งสร้างความจดจำได้ดีกว่าการนำเสนอด้วยการเขียน (Written Presentation)

      – สามารถปรับเนื้อหาหรือเรื่องราวที่กำลังพูดให้เหมาะสมกับผู้ฟังได้อย่างทันท่วงที เช่น เมื่อเห็นว่าผู้ฟังแสดงท่าทางไม่เข้าใจเนื้อหาที่นำเสนอ ผู้นำเสนอก็สามารถปรับปรุงวิธีการนำเสนอเพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

      การนำเสนอจะประสบความสำเร็จได้หากมีการเตรียมการที่ดี  “การเตรียมการเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการนำเสนองาน” (Preparation is a major key to delivering a successful presentation) (Nick Morgan 2004:15) เทคนิคการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพประกอบไปด้วย 3 ต.  คือ เตรียมกายและใจ  เตรียมเนื้อหา และเตรียมสื่อ

      ต. ที่ 1 เตรียมกายและใจ  ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งกายและใจก่อนที่จะนำเสนองาน การเตรียมกายเป็นการเตรียมวิธีการสื่อสารของผู้นำเสนอ  เมื่อกล่าวถึง คำว่า” วิธีการสื่อสาร”หมายถึง การใช้เสียง และภาษากายในการนำเสนองาน

                เสียง (Voice) เสียงของผู้นำเสนอเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการนำเสนองาน ไม่ว่าจะเป็นระดับเสียง ความดังของเสียง และการออกเสียง

      โดยธรรมชาติแล้วเวลาพูดเสียงของคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับเสียงเหมือนเส้นกราฟที่มีขึ้นสูงและลงต่ำ ผู้นำเสนอควรฝึกการใช้เสียงให้มีการใช้ระดับเสียงสูงต่ำอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้น่าสนใจ และเสียงไม่ราบเรียบเกินไป

                ความดังของเสียง ระดับความดังเสียงของผู้นำเสนอ  ควรให้เหมาะสมกับสภาพของสถานที่ ถ้าเป็นการนำเสนอในห้องประชุมขนาดเล็ก ควรใช้ความดังของเสียงระดับปกติ แต่ถ้าเป็นการนำเสนอในห้องประชุมขนาดใหญ่ ควรใช้เสียงที่ดังขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังในห้องทุกคนได้ยินเสียงของผู้นำเสนอชัดเจน ทั้งนี้ เสียงที่ดังจะฟังดูมีอำนาจและกระตุ้นความสนใจได้ดี

      การออกเสียง เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการนำเสนองาน ถ้าผู้นำเสนอพูดออกเสียงไม่ชัด ผู้ฟังก็จะไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ถูกต้อง นอกจากนั้นความเร็วในการพูดก็มีความสัมพันธ์กับการออกเสียง ถ้าพูดเร็วเกินไปคำที่พูดต่างๆที่พูดออกมา จะฟังไม่รู้เรื่อง  ควรมีการหยุดเว้นช่วงในการนำเสนอ โดยเฉพาะหัวข้อสำคัญ  อาจจะเป็นการหยุดเพื่อจะเริ่มหัวข้อใหม่ หรือหยุดเว้นช่วงเพื่อเปลี่ยนอารมณ์จากอารมณ์หนึ่งเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง

                         สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่นำเสนองานที่ดีที่สุดคนหนึ่ง มีเทคนิควิธีการพูด คือ“เปลี่ยนระดับความดังและสลับน้ำเสียงสูงต่ำอยู่เรื่อยๆเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้จับจ้องอยู่ที่คำพูดของคุณ เลือกจุดเปลี่ยนที่เหมาะสม เปลี่ยนจังหวะการพูดเพื่อไม่ให้การพูดของคุณราบเรียบจนเกินไป พูดให้เร็วขึ้นในบางช่วงแล้วช้าลง หยุดเว้นช่วงบ้างเพื่อสร้างอารมณ์ ” (Carmine Gallo 2010)

      ภาษากาย (Body Language) มีความสำคัญต่อการสื่อสารของผู้นำเสนอ ภาษากายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างความประทับใจแรกพบ (First Impression)ให้เกิดขึ้นในการนำเสนองาน ก่อนที่ผู้นำเสนอจะเริ่มพูด ควรที่จะประสานสายตา      (Eye Contact)กับผู้ฟังเพื่อแสดงความเป็นมิตรและความเข้าใจ    ผู้นำเสนอที่ดีต้องมีการประสานสายตากับผู้ฟังอย่างสม่ำเสมอ การวางท่า(Posture) หรือการปรากฏกายของผู้นำเสนอในขณะที่นำเสนองานต่อผู้ฟังที่เหมาะสม คือควรวางท่าอย่างสบายๆเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดผนวกกับมีความคล่องตัวพร้อมจะสื่อสารกับผู้ฟัง ควรใช้ท่าทางให้เป็นธรรมชาติแสดงถึงความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว และมั่นใจ

      เทคนิคในการใช้ภาษากายเพื่อสร้างความประทับใจ

      –    เวลาจะนำเสนองาน ควรลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม

      –   เดินไปที่เวทีด้วยท่าทางกระตือรือร้น สร้างความรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังเดินขึ้นไปรับรางวัล

      –    ก่อนจะเริ่มพูดควรยิ้มอย่างอบอุ่นกับผู้ฟัง

      –    ควรสบสายตากับผู้ฟังก่อนจะพูด

      วิธีการพูดและภาษากายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟัง ภาษากายควรสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในคำพูดของผู้นำเสนอ วิธีการสื่อสารที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆ ฝึกการอ่านออกเสียงดังๆเพื่อฟังเสียงของตัวเอง หาจุดเด่น จุดด้อยในการใช้เสียง  บันทึกภาพและเสียงการนำเสนองานของตนเองเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องในการสื่อสาร

      การเตรียมใจ  การได้รับมอบหมายให้นำเสนองาน  บ่อยครั้งสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ได้รับมอบหมายว่าจะพูดได้ไหม  จะพูดรู้เรื่องหรือเปล่า จะมีคนสนใจฟังไหม จะมีคนถามคำถามหรือเปล่า สารพัดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการนำเสนองานเพิ่มมากขึ้น  การเตรียมใจด้วยการคิดบวก( Positive Thinking) จึงเป็นสิ่งสำคัญ Elizabeth Tierney (1999:56) กล่าวว่าการคิดบวกเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการขจัดความเครียดและความวิตกกังวลในการนำเสนอ ผู้นำเสนอควรคิดเสมอว่าการนำเสนองานคือการนำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้กับผู้ฟัง เช่น ทำให้ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ทำให้ผู้ฟังรู้สึกชีวิตดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ฟัง  เป็นต้น

       

      ต. ที่ 2 เตรียมเนื้อหา  เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการนำเสนองาน ถ้าไม่มีเนื้อหาการนำเสนองานก็เกิดขึ้นไม่ได้ การเตรียมเนื้อหา คือการกำหนดว่าเนื้อหาที่นำเสนอมีประเด็นใดบ้าง ควรมีการจัดลำดับเนื้อหาอย่างไร  เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอ ผู้นำเสนอจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเนื้อหาที่ตนนำเสนอเป็นอย่างดี เรียกว่า รู้ลึก รู้จริงในสิ่งที่พูด   เมื่อเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่เรานำเสนอ จะทำให้เราสามารถถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังที่ Albert Einstein กล่าวไว้ว่า “ If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough”

       

      ก่อนที่จะเตรียมเนื้อหา ผู้นำเสนอควรกำหนดจุดมุ่งหมายในการนำเสนอและศึกษาข้อมูลผู้ฟัง เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางการนำเสนอ การกำหนดจุดมุ่งหมายเป็นการตอบคำถามที่ว่า “ทำไมถึงต้องนำเสนองาน” ผู้นำเสนอคาดหวังว่าจะเกิดผลอะไรจากการนำเสนอ เช่นเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อจูงใจ เพื่อขายหรือเพื่อสอน เป็นต้น ในการนำเสนองานผู้นำเสนอทุกคนควรจะกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ ซึ่งการวัดความสำเร็จของการนำเสนองานสามารถพิจารณาได้จากผลของการนำเสนอนั้นว่าตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่

      การศึกษาผู้ฟัง ในการนำเสนองาน ผู้นำเสนอควรที่จะทราบล่วงหน้าว่าใครจะเข้าร่วมฟังบ้าง หากรู้จักกลุ่มผู้ฟังดีเท่าไรก็จะสามารถนำเสนองานให้เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ผู้ฟังจะมีความหลากหลายทั้งทางด้านภูมิหลัง ลักษณะทางจิตวิทยา ที่สำคัญควรวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง (Audiences ’ need)  ว่าผู้ฟังจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างและผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้างจากการนำเสนอ ปัญหาหนึ่งของการนำเสนองานคือการไม่นำเสนอในสิ่งที่ผู้ฟังต้องการที่จะได้ฟัง หากนำเสนอแต่เพียงสิ่งที่ผู้ฟังจำเป็นต้องรู้ โดยไม่คำนึงว่าผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้าง เมื่อนำเสนอเสร็จอาจทำให้ผู้ฟังเกิดคำถามค้างในใจถึงสิ่งที่ต้องการจะรู้แต่ไม่ได้รู้ การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง จะทำให้มีข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดแนวทางและวิธีการที่ถูกต้องในการนำเสนอแก่ผู้ฟังแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความคาดหวังและเหตุผลของผู้ฟังที่มีต่อการนำเสนอนั้นๆ การนำเสนอที่ดีที่สุดคือการนำเสนอด้วยวิธีการและแนวทางที่ถูกใจผู้ฟัง

      การเตรียมเนื้อหา ผู้นำเสนอควรเขียนโครงร่างเนื้อหาโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ตามโครงสร้างเนื้อหาได้แก่ การเปิด (Opening)  เนื้อหาหลัก (Body) และ การปิด (Closing)

                          การเปิด (Opening) คือ การดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังและทำให้ผู้ฟังสนใจติดตามเนื้อหา   การเปิดที่ดีจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้นำเสนอ ผู้พูดที่ไม่มีประสบการณ์มักจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวคำขอโทษในเรื่องที่แสดงถึงความไม่มั่นใจและไม่พร้อม เช่น ขอโทษที่มาสาย , งานยังไม่เรียบร้อย ,ไม่เคยนำเสนอมาก่อน หรือรู้สึกตื่นเต้นมาก ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดี เพราะผู้ฟังจะตัดสินผู้นำเสนอตั้งแต่การเริ่มต้นการนำเสนอ ถ้าเริ่มต้นไม่ดี  จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของผู้นำเสนอ

      การกล่าวเปิดที่ดีนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

      • สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ฟัง
      • กล่าวถึงประเด็นสำคัญเป็นหลักแต่สามารถเสนอภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด
      • ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับจากการนำเสนอ
      • ทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือและมั่นใจผู้นำเสนอ

      เนื้อหาหลัก (Body )ในช่วงกลางของการนำเสนอเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการนำเสนอรายละเอียด  แต่ผู้พูดควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย จากกราฟที่ 1 แสดงผลการวิจัยทางจิตวิทยาในเรื่องระดับความสนใจของผู้ฟัง กับระยะเวลาในการนำเสนองาน โดยศึกษาการนำเสนองานที่ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 40 นาที พบว่าช่วงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง หลังจากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย

      GRAPH

                                                        กราฟที่ 1 แสดงระดับความสนใจฟัง

      (Antony Jay and Ros Jay 1996: 24)

               

                         จากผลการศึกษามีประเด็นที่น่าสนใจ 4  ประเด็นคือ ประเด็นแรกการนำเสนองานในระยะเวลาสั้นๆจะเป็นช่วงที่ผู้ฟังมีความสนใจอยู่ในระดับที่สูง ประเด็นที่สอง การนำเสนอประเด็นสำคัญเพื่อให้ผู้ฟังเกิดการจดจำควรนำเสนอในช่วงเริ่มต้น และช่วงสุดท้าย ประเด็นที่สาม หลังจาก 10 นาทีแรกระดับความสนใจของผู้ฟังจะลดลง ควรจะใช้สื่อหรือเทคนิคต่างๆ ช่วยในการดึงความสนใจผู้ฟังกลับมา และประเด็นสุดท้ายระดับความสนใจของผู้ฟังจะไม่เพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของการนำเสนอ หากผู้ฟังไม่ทราบว่ากำลังจะถึงช่วงท้ายของการนำเสนอ

       

                          การปิด  (Closing)  การปิดมีความสำคัญเท่ากับการเปิด ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผู้นำเสนอจะสามารถสร้างความจดจำและความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง ผู้นำเสนอจำเป็นต้องวางแผนการพูด ควรกล่าวย้ำและทบทวนถึงวัตถุประสงค์ในการนำเสนอและสรุปประเด็นที่สำคัญ รวมทั้งแนวคิดหลักๆ ซึ่งเชื่อมโยงเนื้อหาทุกส่วนเข้าด้วยกัน

       

      นอกจากจะเตรียมเนื้อหาแล้ว ผู้นำเสนองานควรเตรียมตัวสำหรับการตอบคำถาม โดยคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับคำถามที่ผู้ฟังจะถาม และเตรียมคำตอบให้พร้อมกับทุกคำถาม ซึ่งการคาดการณ์ล่วงหน้าเกิดขึ้นได้จากการศึกษาผู้ฟัง และจากประสบการณ์ของผู้นำเสนอ นอกจากนั้นการคิดบวกต่อการถามคำถามจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการตอบคำถาม ผู้นำเสนอไม่ควรมองว่าการถามคำถามของผู้ฟังเป็นการจับผิดไม่ไว้ใจหรือ มีอคติกับผู้นำเสนอ พยายามมองคุณค่าของการถามคำถามว่า การตอบคำถามเป็นโอกาสที่ได้อธิบายหรือตอกย้ำประเด็นสำคัญ และที่สำคัญการตอบคำถามเป็นวิธีการที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวผู้นำเสนอ เพราะเป็นการแสดงว่าผู้นำเสนอมีความรอบรู้ในเรื่องที่นำเสนอ

                ต. ที่ 3  เตรียมสื่อ  การนำเสนองานโดยการพูดหรือบรรยายให้ผู้ฟังฟังแต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจจะไม่สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความยากของเนื้อหาที่นำเสนอหรือ ความสามารถในการอธิบายของผู้นำเสนอไม่ดีพอ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ก็ด้วยการใช้สื่อประกอบในการนำเสนอ

      สื่อที่ใช้ประกอบในการนำเสนอเช่น  ภาพถ่าย  แผนภูมิ แผนภาพ คลิปภาพ คลิปเสียง เป็นต้นจากเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไกลในปัจจุบัน ทำให้สื่อที่ใช้ในการนำเสนอมีลูกเล่น มีความน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบสื่อสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน  ผู้นำเสนอบางคนจึงให้ความสำคัญในการเตรียมสื่อ มากกว่าการเตรียมเนื้อหา ประกอบกับความเชื่อว่าหากนำเสนอด้วยสื่อที่ดูดี เทคนิคหลากหลาย จะทำให้การนำเสนอสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ความเชื่อดังกล่าวมีความถูกต้องแต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะหากผู้นำเสนอนำเสนอด้วยสื่อที่สวยงาม โดยไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่นำเสนอ ก็จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ดังนั้นการใช้สื่อในการนำเสนอพึงระลึกเสมอว่าให้สื่อเป็นพระรอง ที่ช่วยเสริมความเข้าใจในเนื้อหา ผู้นำเสนอจะต้องเป็นตัวเอกในการนำเสนอ

      เทคนิค 3 ต.การเตรียมกายและใจ การเตรียมเนื้อหา และการเตรียมสื่อ จะช่วยลดความวิตกกังวลในการนำเสนองาน ทำให้ผู้นำเสนอมีความพร้อมที่จะสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถสร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น และหลังจากการนำเสนอผู้นำเสนอควรมีการประเมินตนเอง  หากผู้นำเสนอมองย้อนกลับไป และประเมินในสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ทำได้ไม่ดี รวมถึงพิจารณาสาเหตุของปัญหาก็จะทำให้การนำเสนองานครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังคำกล่าวของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่ว่า “ The farther backward you can look, the farther forward you are likely to see” ยิ่งสามารถมองไปข้างหลังได้ไกลเพียงใด ก็จะยิ่งมีโอกาสเห็นข้างหน้าได้ไกลเพียงนั้น

      ……………………….

      บรรณานุกรม

      Carmine Gallo.(2010).เก่งPresentationอย่าง สตีฟ จ๊อบส์ ( แปลจากเรื่อง The Presentation Secrets of Steve Jobs โดย ศรชัย จาติกวนิช และ ประสิทธิชัย วีระยุทธวิไล.)กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แมคกรอ-ฮิล.

      Jay,Antony. and Jay,Rose. (1996) .Effective Presentation. UK: Pitman Publishing.

      Hamilton,Cheryl.(1999).Essentials of Public Speaking. USA: Wadsworth Publishing Company.

      Morgan, Nick. (2004) Presentations that persuade and motivate. USA: Harvard Business .

      School Press.

      Sampson, Eleri. (2003) Creative business presentations. UK: Kogan Page Limited. Tierney, Elizabeth (1999). 101 ways to better presentations. UK : Kogan Page Limited

      …………………….

      *ผู้อำนวยการกองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

      **อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

      กาวติดฟันปลอม (Denture Adhesive)

      Featured

      ผลิตภัณฑ์กาวติดฟันปลอม (Denture Adhesive)  ชนิดเนื้อครีม ผ่านมาตรฐาน ISO 10873: Denture Adhesive ผ่านการทดสอบความเป็นพิษต่อเซล์ (Cutotoxicity Test) ผ่านการทดสอบความระคายเคืองต่อผิวหนัง (Skin Irritation Test) และผ่านการทดสอบการแพ้ทางผิวหนัง (Skin Sensitization Test) ใช้งานง่าย สะดวก มีความสามารถในการยึดติดระหว่างเหงือกและฟันปลอมทั้งในสภาวะร้อน (60°C) และเย็น (5°C) สามารถยึดติดได้นานกว่า 8 ชั่วโมง มีความปลอดภัยต่อเซลล์ร่างกาย ไม่ระคายเคืองต่อผิว วัตถุดิบหาได้ง่าย และมีกระบวนการผลิตที่ง่ายดาย สามารถใช้เครื่องมือผสมที่มีอยู่โดยทั่วไป

      e4

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      ผลิตภัณฑ์กาวติดฟันปลอม (Denture Adhesive)  มีวิธีการใช้งานไม่ยุ่งยาก เพียงทากาวลงบนพื้นของฟันปลอมที่จะสัมผัสกับเหงือกจำนวน 3-4 ตำแหน่ง กดฟันปลอมให้แน่นกับเหงือกประมาณ 1 นาที จะเกิดการยึดติดระหว่างฟันปลอมกับเหงือก โดยกระบวนการยึดฟันปลอมของกาวติดฟันปลอมที่พัฒนาโดย วว. นี้อาศัยสมบัติการยึดติด (Adhesive) และแรงดึงดูดภายในโมเลกุลของวัสดุ (Cohesive) ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายในช่องปาก ทำให้การเคี้ยวอาหารมีประสิทธิภาพและเกิดความมั่นใจในตนเองเวลาใช้งานฟันปลอม

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ปุ๋ยชีวภาพจากจุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม อัลจินัว

      Featured

      ปุ๋ยอัลจินัวเป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท อัลโกเทค จำกัด  ปุ๋ยอัลจินัวเป็น ปุ๋ยที่ได้จากจุลินทรีย์จำพวกสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศเป็นแอมโมเนียซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเพิ่มปุ๋ย ไนโตรเจนให้แก่ดินและเพิ่มผลผลิตข้าว สาหร่ายนี้เจริญได้ดีในดินชื้นแฉะหรือดินนา น้ำขัง

      h10

      เมื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพจึงเหมาะที่จะนำ ไปใช้ในดินที่ปลูกข้าว โดยทางปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดในหลายจังหวัดของประเทศไทยว่า สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่นำมาผลิตเป็น ปุ๋ยชีวภาพ สามารถตรึงไนโตรเจน จากอากาศได้จำนวนมาก คิดเทียบกับปุ๋ยยูเรียได้ 8–10 กิโลกรัม ต่อไร่ ในแต่ละฤดูการ ปลูกข้าว นอกจากนั้น ยังสามารถขับสารจำพวกฮอร์โมนที่ช่วยการ เจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรง ให้ผลผลิตสูง และปุ๋ยชีวภาพ นี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวตายลงจะให้อินทรียวัตถุแก่ดินทำให้โครงสร้างดินดีขึ้น การเพาะปลูกพืชหลังการทำนาจะได้ผลดี

      ในกรณีที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนาข้าวก็จะได้ผลดีด้วย เพราะสาหร่ายเป็นอาหารของปลาและในสาหร่ายมีโปรตีน 65% ทำให้ปลาเจริญเติบโต ได้อย่างรวดเร็วและสาหร่ายนี้แพร่พันธุ์ได้เร็วจึงทันกับการเป็นอาหารของปลา สิ่งขับถ่ายของปลาจะเป็นปุ๋ยในนาข้าวและกระตุ้นการ เจริญเติบโตของสาหร่ายได้อีกทางหนึ่ง

       

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท อัลโกเทค จำกัด 109/4 ตำบลบางระกำ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 73120 โทร. 0-2319-6677 แฟกซ์ 0-2319-4224

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      Khamin Gel & Khamin Oil

      Featured

      Khamin Gel & Khamin Oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท อิโคเว็ท จำกัด วว.พัฒนาสมุนไพรขมิ้นชัน เป็นยารักษาโรคผิวหนังอักเสบในสุนัข โดยพัฒนาในรูปแบบของ เจล Khamin Gel ใช้ทารักษาโรคผิวหนังอักเสบ ผื่น ตุ่มมีหนอง ฝี แผลติดเชื้อจากแบคทีเรีย มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการคัน และบำรุงขนให้เงางาม ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และดื้อยา

      สเปรย์ Khamin Oil ใช้ฉีดพ่นรักษาโรคผิวหนังอักเสบ แผลติดเชื้อจากเชื้อรา แบคทีเรียและยีสต์ ผิวหนังเป็นสะเก็ด แห้ง คันจากเชื้อรา ตามตัวและผิวหนังส่วนอื่น เช่น ซอกเท้า รอยพับต่างๆ ช่วยลดอาการคัน ช่วยบำรุงขน ขนงอกใหม่เร็วขึ้น ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และดื้อ  ซึ่งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมยาทา แก่สัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากสมุนไพรไทย สามารถใช้ทดแทนยาสังเคราะห์และลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ

      h9

       

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท อิโคเว็ท จำกัด โทร. 0-2940-2750-51 ซอยลาดปลาเค้า 6 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 e-mail : info@ecovett.com http://www.ecovett.com

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เจลสูตรสมุนไพร รอยัล เฮิร์บ : Royal Herb

      Featured

      เจลสูตรสมุนไพร รอยัล เฮิร์บ : Royal Herb เป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท รอยัล เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้  โดยเริ่มจากการสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรที่ใช้ในลูกประคบ จากนั้นนำมาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบเจลพร้อมใช้ เพื่อความสะดวกในการใช้โดยยังคงประสิทธิภาพในการรักษาและผ่านการทดสอบทางด้านความปลอดภัย  การพัฒนาสูตรตำรับยาแผนโบราณให้อยู่ในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการดำรงไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทย และเพื่อให้การแพทย์แผนไทยเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

      h8

       

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท รอยัล เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้ จำกัด ที่อยู่ 25 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 68 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700 โทร. 08-3545-8800 e-mail : sales@rhb.co.th, www.facebook.com/thairoyalherb

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      สาหร่ายมุกหยก Nostoc

      Featured

      สาหร่ายมุกหยก Nostoc เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท อิที่ บริษัท สยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด  สาหร่ายนอสตอค (Nostoc sp., Cyanophyta) หรือในชื่อภาษาไทยคือ สาหร่ายไข่หิน ดอกหิน เห็ดหิน เห็ดยาควร เป็นสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่ตรึงไนโตรเจนได้ ตามภูมิปัญญาไทยเชื่อว่ามีสรรพคุณในการรักษาระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมทั้งช่วยลดอาการร้อนใน ภูมิปัญญาจีนมีความเชื่อว่า การบริโภคสาหร่ายในสกุลนอสตอค ช่วยรักษาโรคเก๊าต์ มะเร็ง ตาบอดในเวลากลางคืน แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ตลอดจนอาการเจ็บป่วยต่างๆ ส่วนภูมิปัญญาญี่ปุ่นพบว่าจะช่วยในการลดโคเลสเตอรลและป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้

      h7

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท สยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด 259 ซอยลาดพร้าว 64(2) ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10130 โทร. 0-2933-7917 แฟกซ์ 0-2933-7917 e-mail : contact_us@siamnostoc.com

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Livetal-D และ Livetal

      Featured

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Livetal-D และ Livetal เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัทวี แอนด์ พี เฮลล์แคร์    วว.ได้ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชสมุนไพรไทยออกฤทธิ์ ป้องกันโรคตับ ซึ่ง วว. นำหลักการเดียวกับการวิจัยของประเทศอินเดียมาประยุกต์ใช้ โดยคัดเลือกสมุนไพรไทยที่สามารถออกฤทธิ์ป้องกันการทำลายของเซลล์ตับหรือ บำรุงรักษาตับมาพัฒนาเป็นอาหารเสริมที่มีประสิทธิผลและความปลอดภัยสูง

      h6

      –  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรไทยออกฤทธิ์ในการป้องกันโรคตับของ วว. มี 2 ชนิด ได้แก่

      – ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Livetal-D เป็นสารสกัดหยาบของสมุนไพรออกฤทธิ์ที่บำรุงและป้องกันพิษจากสารเคมี หรือเชื้อไวรัส เช่น ผู้ป่วยโรคตับอักเสบ ดีซ่าน

      – ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Livetal เป็นสารสกัดหยาบของสมุนไพรออกฤทธิ์ในการบำรุงและป้องกัน การทำลายเซลล์ตับจากแอลกอฮอล์

       

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท วี แอนด์ พี เฮลล์แคร์ จำกัด ที่อยู่ 1 ซอยอ่อนนุช 62 ถนนสุขุมวิท 77 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ : MD MATE

      Featured

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ : MD MATE เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท อาณาจักรสุขภาพ จำกัด MD MATE  จะช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ พัฒนา โดยคัดเลือกจากสารสกัดผักใบเขียว เช่น ปวยเล้ง บัวบก และบร็อคโคลี่ ในรูปแบบยาเม็ดมีประสิทธิภาพในการบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในเด็กที่ต้องการช่วยเสริมประสิทธิภาพในการจดจำและการเรียนรู้และในผู้สูงอายุที่มีอาการเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม ผู้ที่อยู่ในวัยเรียน  วัยทำงาน

      h5

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      มายเฮอบัล สเลน-ดี : Myherbal Slen-D

      Featured

                มายเฮอบัล สเลน-ดี : Myherbal Slen-D เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรรวม ผลิตภัณฑ์เพื่อการเผาผลาญสำหรับควบคุมน้ำหนัก จากสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของชาและเครื่องเทศไทย ที่ลดการดูดซึมไขมันในทางเดินอาหารและกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกายเพื่อควบคุมน้ำหนักส่วนเกิน

      h4

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      มายเฮอบัล สเลน-ดี : Myherbal Slen-D ผ่านการทดสอบจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ลดการเพิ่มน้ำหนักตัว ลดการดูดซึมไขมันในทางเดินอาหาร และการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (ทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน)

       

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      มายเฮอบัล รีแล็กซา : Myherbal Relaxa

      Featured

                มายเฮอบัล รีแล็กซา : Myherbal Relaxa เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการผ่อนคลายจากพืชวงศ์กะเพราะ มีสารสกัดจากสมุนไพร มีฤทธิ์คลายกังวล คลายเครียด นอนไม่หลับ รับประทานวันละ 1 แคบซูล ก่อนนอน

      h3

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      มายเฮอบัล รีแล็กซา : Myherbal Relaxa ผ่านการทดสอบจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ด้านคุณภาพทางเคมี (ทั้งสารสกัดและผลิตภัณฑ์) ด้านประสิทธิภาพ (ฤทธิ์คลายกังวล, ต้านความเครียด, ต้านออกซิเดชั่น) ด้านความปลอดภัย (ความเป็นพิษเฉียบพลัน, ความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง และความปลอดภัยต่อโครโมโซม) ด้านความปลอดภัย ในอาสาสมัครสุขภาพดี

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      Herbacid

      Featured

                Herbacid เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนิดเม็ดที่มีส่วนผสมของสารสกัดผงกล้วยและขิง มีคุณสมบัติ ในการขับลม รักษาและป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร

      h2

       

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      Herbacid ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีประสิทธิภาพในการต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย  ไม่ก่อให้เกิดการเป็นพิษแบบเฉียบพลันและเรื้อรังต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และระบบเลือด

       

      หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      มายจีซาล เฮอร์เบิล : Mygesal Herbal

      Featured

                มายจีซาล เฮอร์เบิล : Mygesal Herbal เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประสมของสารสกัดจากไพลและขิง มีคุณสมบัติ ลดอาการปวดอักเสบของข้อและกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย วิธีใช้ ให้ทานวดบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย การปวด อักเสบ บวมของข้อ การอักเสบของกล้ามเนื้อ และอาการนิ้วล๊อค วันละ 3-4 ครั้ง

      h1

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      มายจีซาล เฮอร์เบิล : Mygesal Herbal ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีประสิทธิภาพในการต้านการอักเสบ โดยสามารถลดการบวมของข้อเข่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีประสิทธิผลในการรักษาผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม โดยลดอาการปวด ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันของข้อเข่าและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษแบบเฉียบพลันและการระคายเคือง

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      บริการทดสอบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร

      Featured

      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) มีภารกิจหลักในการยกระดับมาตรฐานการบรรจุภัณฑ์ของประเทศ เพื่อช่วยรักษาคุณภาพสินค้า ลดความสูญเสียและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ประกอบด้วย การวิเคราะห์และทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการส่งเสริมข้อมูลและความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ โดยให้บริการฝึกอบรม เพื่อให้ความรู้และแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการเฉพาะราย ตลอดจนรวบรวมและจัดทำเอกสารวิชาการ ข้อมูลข้อสนเทศเพื่อให้บริการแก่ผู้สนใจทั่วไป

      g15

       

      การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์

      g16

       

       

      ครอบคลุมงานวิจัยภายใต้นโยบายรัฐบาลและบริการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุและอำนวยความสะดวกในการใช้งานผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตผลเกษตร ได้แก่ บรรจุภัณฑ์แบบปรับบรรยากาศ บรรจุภัณฑ์แอคทีฟ บรรจุภัณฑ์ฉลาด ฟิล์มหรือบรรจุภัณฑ์บริโภคได้ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้บริการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทั้งด้านโครงสร้างและกราฟิก เพื่อช่วยลดความเสียหายและส่งเสริมการขายสินค้า

       

      บริการวิเคราะห์และทดสอบบรรจุภัณฑ์

      g17

       

      ครอบคลุมการทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ด้วยเครื่องมืออันทันสมัยและวิธีการที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะกระดาษและพลาสติก เช่น น้ำหนักมาตรฐาน ความต้านแรงดันทะลุ ความต้านแรงดึงขาดและการยืดตัว ความต้านแรงฉีกขาด การดูดซึมน้ำ อัตราการซึมผ่านไอน้ำ อัตราการซึมผ่านออกซิเจนของฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก การวิเคราะห์ชนิดและความหนาฟิล์มพลาสติกหลายชั้น การทดสอบการใช้งานบรรจุภัณฑ์ขนส่ง ได้แก่ การทดสอบความต้านแรงกด ความต้านแรงตกกระแทก ความต้านแรงสั่นสะเทือน ความต้านแรงตกกระแทกด้วยความเร่ง (Shock test) และการทดสอบบรรจุภัณฑ์สินค้าอันตราย เป็นต้น นอกจากนี้ยังบริการให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์เฉพาะรายอีกด้วย

      g18

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      บริการวิเคราะห์ ทดสอบสมบัติของวัสดุและชิ้นส่วนวิศวกรรมให้ได้มาตรฐานสากล

      Featured

      สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (ศพว.) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการและคำปรึกษาครบวงจรด้านการวิเคราะห์ ทดสอบและพัฒนาคุณสมบัติของวัสดุ รวมถึงการตรวจสอบสภาพการใช้งานวัสดุ ให้แก่บริษัทและองค์กรในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร และการขนส่ง เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ทดสอบสมบัติของวัสดุและชิ้นส่วนวิศวกรรม ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมต่างประเทศ สนับสนุนมาตรการส่งเสริมสินค้าส่งออกของประเทศให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลที่ต่างประเทศยอมรับ และแก้ปัญหาทางด้านการเลือกใช้วัสดุให้แก่ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากนั้น ศพว. ยังให้บริการนอกสถานที่ ณ สถานประกอบการของลูกค้า โดยห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน มอก.17025 (ISO/IEC 17025) รวมทั้งการอบรม และสัมมนาถ่ายทอดความรู้แก่ผู้สนใจ เป็นต้น

       

      การบริการสร้างและออกแบบอุปกรณ์สำหรับทดสอบ หรือวิธีทดสอบคุณสมบัติและการใช้งานสำหรับวัสดุและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากลและตามความต้องการของลูกค้า

      g7

      การประยุกต์/ สร้าง/ ออกแบบอุปกรณ์ รวมถึงวิธีการทดสอบสำหรับการทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล และการทดสอบที่ไม่มีมาตรฐานการทดสอบรองรับเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

       

      การบริการตรวจประเมินหม้อน้ำ

      g8

      การตรวจสอบหม้อน้ำก่อนการใช้งานและระหว่างการใช้งานตามมาตรฐานของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการรับรองและขออนุญาตใช้หม้อน้ำ

       

      การบริการวิเคราะห์สาเหตุความเสียหาย

      g9

      การบูรณาการองค์ความรู้ของการทดสอบต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเสียหายที่เกิดกับวัสดุ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ ที่เสียหายก่อนอายุการใช้งานและใช้เป็นข้อมูลในการป้องกันความเสียหายลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการให้คำแนะนำในการปรับปรุงและแนวทางในการพัฒนาวัสดุและชิ้นส่วนอุปกรณ์

       

      การบริการทดสอบชิ้นส่วนระบบขนส่งทางราง

      g10

      การทดสอบความความล้า การสั่นสะเทือน และประเมินอายุการใช้งานของรางรถไฟ อุปกรณ์จับยึดรางรถไฟ (Fastening) และหมอนรถไฟคอนกรีต เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินความคงทนต่อการใช้งานให้เกิดความปลอดภัย

       

      การตรวจสอบคุณภาพของงานเชื่อมและฝีมือช่างเชื่อม

      g11

      การตรวจสอบคุณภาพงานเชื่อมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในกระบวนการผลิต และชิ้นงานตัวอย่างที่ผ่านกระบวนการเชื่อมตามที่ได้ออกแบบไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจในความสมบูรณ์ของงานเชื่อมและมีความปลอดภัยในการใช้งาน รวมทั้งเป็นข้อมูลในการยืนยันความสามารถ ฝีมือ ทักษะของช่างเชื่อมอีกด้วย

       

      การประเมินอายุการใช้งานของเครื่องจักร

      g12

       

       

      อุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม การประเมินสภาพการใช้งานของเครื่องจักร อุปกรณ์ ด้วยเทคนิคการตรวจสอบชนิดต่างๆ ร่วมกับการคำนวณทางวิศวกรรม และนำไปใช้เป็นข้อมูลในการประเมินอายุการใช้งานของเครื่องจักร อุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานของโรงงาน

       

      การวัดข้อมูลทางกลและการสั่นสะเทือน

      g13

       

      การวัดข้อมูลทางกล เช่น ความเครียด ความเค้น แรงบิด รวมถึงการสั่นสะเทือน ของโครงสร้างและเครื่องจักร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบ การวิเคราะห์ความสามารถในการรับภาระ รวมถึงการป้องกันความเสียหายก่อนกำหนดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบด้วย

       

      การวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคแบบไม่ทำลาย (Replica technique)

      g14

      เพื่อประเมินหา Creep ภายในท่อหรืออุปกรณ์ที่ใช้งานภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิสูง เช่น ท่อภายในหม้อความดันไอน้ำ (Boiler)

       

      การวิเคราะห์ผิวแตกด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscope : SEM)

      เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์หาสาเหตุความเสียหาย

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา BIOCHEMICAL AND MICROBIOLOGICAL LABORATORY (BML)

      Featured

      ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา ทำหน้าที่ในการให้บริการทดสอบและวิเคราะห์ทางชีวเคมีและจุลชีววิทยา         การวิเคราะห์ส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร นม และผลิตภัณฑ์ การทดสอบความทนทานต่อตะไคร่น้ำและสาหร่าย รวมทั้งการให้บริการที่ปรึกษาในการจัดทำระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ที่ปรึกษาด้านการทดสอบและวิเคราะห์ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และบริการจัดฝึกอบรมทางวิชาการด้านระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เทคนิคการทดสอบ/วิเคราะห์ การควบคุมคุณภาพ ฯลฯ ให้กับบุคลากรทั้งภายนอกและภายใน

      g6

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์ ANALYTICAL CHEMISTRY LABORATORY (ACL)

      Featured

      ห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบและวิเคราะห์ ทำหน้าที่รับผิดชอบในการเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำการวัดแทนสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติด้านอาหารและเครื่องดื่ม ให้บริการทดสอบและวิเคราะห์ทางเคมี ตรวจสอบสารตกค้างหรือสารปนเปื้อน ตรวจสอบการย่อยสลายสู่ระบบนิเวศ การทดสอบสีอุตสาหกรรม ให้บริการสอบเทียบเครื่องมือวิเคราะห์ ตลอดจนให้บริการที่ปรึกษาเกี่ยวกับระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และวิธีการวิเคราะห์ทางเคมี บริการที่ปรึกษาด้านติดตั้งเครื่องมือ ตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ การฝึกอบรมวิธีการวิเคราะห์ การตรวจสอบความใช้ได้หรือความสมเหตุสมผลของวิธี การควบคุมคุณภาพผลการทดสอบ การจัดการเอกสารทางคุณภาพและวิชาการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และสถิติที่ใช้ในงานทดสอบทางเคมี บริการที่ปรึกษาแนะนำในการจัดทำระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมทางวิชาการและระบบการจัดการคุณภาพห้องปฏิบัติการให้บุคคลภายนอกและภายใน

      g5

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ห้องปฏิบัติการทดสอบทางฟิสิกส์ PHYSICAL TESTING LABORATORY (PTL)

      Featured

      ห้องปฏิบัติการทดสอบทางฟิสิกส์ ทำหน้าที่ทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ ในด้านคุณสมบัติทางกล คุณสมบัติทางแสงและอุณหภูมิ และคุณสมบัติทางด้านไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วยการทดสอบแบบทำลายและไม่ทำลาย การทดสอบทางกายภาพ  รวมทั้งให้บริการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ในโรงงานอุตสาหกรรมและการตรวจสอบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน  ISO/IEC 17025 รวมทั้งบริการจัดฝึกอบรมทางด้านวิชาการให้กับบุคคลภายนอกและภายในและบริการตรวจสอบการทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อขอการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

      g4

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ห้องปฏิบัติการมาตรฐานวิศวกรรมทางกล MECHANICAL ENGINEERING STANDARDS LABORATORY (MEL)

      Featured

      ห้องปฏิบัติการมาตรฐานวิศวกรรมทางกล  ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเทคนิค กระบวนการวัด วิธีการวัด เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัด  เครื่องทดสอบและเครื่องมือมาตรฐานสำหรับปริมาณทางกล รวมถึงการให้บริการด้านมาตรวิทยาทางกล ด้านการตรวจวัดทางอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม  ด้านการสอบเทียบเครื่องวัดและเครื่องทดสอบ  บริการให้คำปรึกษาเพื่อรองรับข้อกำหนดความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางกลให้แก่บุคคลภายนอกและภายใน รวมทั้งนิสิต นักศึกษา ตลอดจนเป็นวิทยากรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางกล

      g3

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ PHOTOMETRY AND TEMPERATURE STANDARDS LABORATORY (PSL)

      Featured

      ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ ทำหน้าที่รักษาและพัฒนาระบบมาตรวิทยาทางแสง อุณหภูมิและความชื้น และเทคนิควิธีการวัด ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการให้บริการวัดและสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัดทางแสง อุณหภูมิ ความชื้น และสภาวะแวดล้อม ซึ่งสามารถสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังมาตรฐานสากลได้ บริการที่ปรึกษาด้านการสอบเทียบเครื่องวัดทางแสง อุณหภูมิ และความชื้น ด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการสอบเทียบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ทั้งนี้ บริการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางแสงและอุณหภูมิ ให้แก่บุคคลภายนอกและภายใน ตลอดจนเป็นวิทยากรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางแสงและอุณหภูมิ

      g2

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ELECTRICAL AND ELECTRONIC STANDARDS LABORATORY (EEL)

      Featured

      ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเทคนิควิธีการวัดสำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและการสอบเทียบมาตรฐานของปริมาณทางไฟฟ้าและทางเสียง  รวมถึงการให้บริการด้านมาตรวิทยา การสอบเทียบเครื่องมือวัดและเครื่องทดสอบทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งเครื่องมือวัดทางเสียง การให้บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการสอบเทียบตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมทางด้านวิชาการและเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และเสียงให้กับบุคคลภายนอกและภายใน

      g1

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เทคโนโลยีการแยกก๊าซไฮโดรเจนหรือก๊าซชีวภาพให้บริสุทธิ์

      Featured

      เทคโนโลยีการแยกก๊าซไฮโดรเจนหรือก๊าซชีวภาพให้บริสุทธิ์  การวิจัยนี้ถือเป็นการพัฒนาวิธีการทำความสะอาดก๊าซไฮโดรเจนชีวภาพ หรือ ก๊าซชีวภาพ ให้มีความบริสุทธิ์สูงขึ้น โดยใช้สารดูดซับชนิดซีโอไลต์จากตะกรันเหล็กหรือเถ้าลอยจากการเผาไหม้ชีวมวลผลิตเป็นสารกรองก๊าซให้สามารถเลือกดูดซับเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยในเครื่องแยกก๊าซสลับความดัน (Pressure Swing Adsorbtion : PSA) ซึ่งเครื่องแยกก๊าซที่พัฒนาขึ้นสามารถถอดเปลี่ยนไส้กรองที่บรรจุสารดูดซับก๊าซได้ และมีข้อดีกว่าการใช้หอดูดซึมด้วยสารเคมีชนิดเบส (Scrubber) เนื่องจากการใช้หอดูดซึมชนิดเบส นิยมใช้สารละลายชนิดโซเดียมไฮดรอกไซด์ และ น้ำปูนขาว ที่สารละลายเบสเหล่านี้มีอายุในการใช้งานที่สั้นกว่า การใช้สารดูดซับก๊าซ อีกทั้งก่อให้เกิดปริมาณน้ำเสียที่มีฤทธิ์เป็นเบส อีกทั้งไม่สามารถนำ CO2 กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการใช้สารเคมีเพื่อทำให้เป็นกลาง และมีผลต่อต้นทุนการกำจัดของเสียภายหลังการบำบัด

      f3

      หลักการการแยกก๊าซไฮโดรเจนหรือก๊าซชีวภาพให้บริสุทธิ์ด้วยเครื่องแยกก๊าซสลับความดันนี้ มีหลักการทำงานคือการใช้ความดันสลับเพื่อช่วยการแยกก๊าซให้บริสุทธิ์  ภายในประกอบด้วยหอดูดซับ 2 หอที่มีตะแกรงสำหรับถอดเปลี่ยนไส้กรองสารดูดซับก๊าซ หอดูดซับที่มีความดันสูงจะสามารถกำจัดก๊าซปนเปื้อน เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ หรือก๊าซปนเปื้อนอื่นๆ และหอดูดซับที่มีความดันด่ำจะมีหน้าที่ในการทำความสะอาดก๊าซ และแยกก๊าซที่ดูดซับในสารดูดซับออกเพื่อเก็บในส่วนถังเก็บก๊าซ และมีการสลับความดัน เพื่อให้ก๊าซภายหลังการแยกมีความบริสุทธิ์มากขึ้น เครื่องแยกก๊าซแบบสลับความดันมีประสิทธิภาพในการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า ร้อยละ 98% และสามารถปรับให้มีก๊าซไฮโดรเจนในก๊าซไนโตรเจนที่มีความบริสุทธิ์เพิ่มสูงขึ้นหรือพัฒนาคุณภาพก๊าซชีวภาพเทื่ออัดเข้าสู่ถัง (Compressed biogas : CBG) เมื่อทดแทนก๊าซ NGV

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ระบบหมักก๊าซชีวภาพ

      Featured

      ระบบหมักก๊าซชีวภาพ  เป็นระบบที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศ โดยย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร  มูลสัตว์ต่างๆ และขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร  เศษผักสด เป็นต้น ไปเป็นก๊าซชีวภาพ อันได้แก่ ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหลัก  โดยมีก๊าซมีเทนประมาณ ร้อยละ 70 ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น นำไปเป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม  ผลิตไฟฟ้าหรือผลิตความร้อน  ระบบหมักก๊าซชีวภาพในปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบให้มีการทำงานที่ง่ายขึ้น ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายต่ำ  นอกจากนี้ระบบหมักก๊าซชีวภาพสามารถช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) ได้ ซึ่งได้พัฒนาระบบผลิตก๊าซชีวภาพเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

       

      1. แบบถังเดียว เหมาะสำหรับครัวเรือนที่มีวัตถุดิบไม่มากและมีพื้นที่น้อย ประกอบด้วยถังหมักกรด ถังผลิตก๊าซชีวภาพและถังเก็บก๊าซรวมอยู่ในถังเดียวกัน
        f1

      * ขนาดของถัง                                เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.4 เมตร สูง 1.5 เมตร

      * ปริมาณวัตถุดิบต่อวัน                       20 ลิตรต่อวัน

       

      1. แบบถังผสม เหมาะสำหรับสถานประกอบการที่มีวัตถุดิบในปริมาณมากและมีพื้นที่มาก
        f2

      * ขนาดของถังหมักกรด                       เส้นผ่าศูนย์กลาง  0.5 เมตร สูง 1 เมตร

      * ขนาดถังหมักก๊าซชีวภาพ                   เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เมตร สูง 1.5 เมตร

      * ขนาดถังเก็บก๊าซ มี 2 ถัง                   เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เมตร และ 1.5 เมตร

      * ปริมาณวัตถุดิบต่อวัน                       40 ลิตรต่อวัน

      * กำลังการผลิตก๊าซชีวภาพต่อวัน            1,100 ลิตรต่อวัน

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

       

      เฝือกอ่อนย่อยสลายได้จากวัสดุพลาสติกชีวภาพ “ไบโอสปลินท์ : Biosplint”

      Featured

      เฝือกอ่อนย่อยสลายได้จากวัสดุพลาสติกชีวภาพ “ไบโอสปลินท์ : Biosplint” เป็นการวิจัยและพัฒนาวัสดุพลาสติกชีวภาพชนิดจำรูปได้หรือเรียกว่า “ไบโอสปลินท์ : Biosplint” โดยมีลักษณะเป็นแผ่น เมื่อถูกความร้อนจะอ่อนตัว สามารถดัดแปลงเป็นรูปร่างต่างๆ และคงสภาพนั้นขณะใช้งาน

      e5

       

      การประยุกต์ใช้งาน  

      ทำเฝือกอ่อนสำหรับดามกระดูกหรือข้อ เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวหรือจัดอวัยวะที่บาดเจ็บให้อยู่ในท่าที่ต้องการได้เป็นอย่างดี การขึ้นรูปไบโอสปลินท์ทำโดยนำแผ่นไบโอสปลินท์ไปแช่ในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 65-70oC ประมาณ 2-3 นาที ไบโอสปลินท์จะมีลักษณะอ่อนตัว ดัดรูปร่างตามอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม และเมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องไบโอสปลินท์จะสามารถคงรูปร่างที่ดัดไว้

       

      ขณะใช้งานสามารถล้างทำความสะอาดด้วยน้ำได้ มีน้ำหนักเบา สามารถนำมาขึ้นรูปใหม่ได้หลายครั้ง มีความแข็งแรงสูง ถึง 69 shore D มีค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว ณ จุดขาดเท่ากับ 367 สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่มีกลิ่นและไม่ระคายเคืองผิว

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องอัลตราซาวนด์กายภาพบำบัด

      Featured

      เครื่องอัลตราซาวด์กายภาพบำบัด   เป็นเครื่องมือสำหรับบำบัดผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวในท่าที่ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานาน หรือผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดที่มีอาการยึดของเส้นเอ็น โดยเครื่องนี้ จะส่งคลื่นเหนือเสียงความถี่ที่สูงระดับเมกกะเฮิร์ตที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของอนุภาคที่มากกว่าล้านครั้งต่อวินาที ผ่านผิวหนังไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้ของเหลวภายในเซลล์กล้ามเนื้อเกิดการสั่นสะเทือนและมีความร้อนเกิดขึ้น ทำให้เกิดการหมุนเวียนของของเหลว เช่น เลือดภายในร่างกายบริเวณที่ได้รับคลื่นเกิดการหมุนเวียนดีขึ้น อาการเจ็บปวดจะลดน้อยลงและทำให้กล้ามเนื้อที่มีอาการอักเสบกลับคืนสู่สภาพปกติได้รวดเร็วขึ้น

      e3

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องผสมสารอัลตราโซนิกส์ขนาดเล็ก

      Featured

      เครื่องผสมสารอัลตราโซนิกส์ขนาดเล็ก  เป็นเครื่องสำหรับผสมสารอย่างน้อย 2 ชนิดให้เป็นเนื้อเดียวกันได้รวดเร็ว

      e2

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      ทำให้สารเกิดการแตกตัวจนมีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้สารที่ผสมกันเกิดปฏิกิริยากันอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้สารเร่งปฏิกิริยาเคมี ช่วยประหยัดพลังงาน และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปั่นเซลล์ชีวภาพให้มีขนาดเล็กลง จึงเหมาะสำหรับนำไปใช้ในงานทดลองทางด้านอุตสาหกรรมยาและห้องทดลองทางชีวภาพ มีราคาถูกกว่าเครื่องนำเข้าประมาณ 50% แต่มีประสิทธิภาพการใช้งานทัดเทียมกับเครื่องนำเข้าจากต่างประเทศ

       

      รายละเอียดเครื่อง

      (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                             19 x 20 x 25

      น้ำหนักเครื่อง                                          3 กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                              220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ ขนาดกำลัง 90 วัตต์

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องพ่นละอองยาอัลตราโซนิกส์

      Featured

      เครื่องพ่นละอองยาอัลตราโซนิกส์  ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1) หัวเพียโซอิเล็กทริกเซรามิก บรรจุอยู่ในภาชนะที่สามารถแช่อยู่ในน้ำ เป็นตัวให้กำเนิดคลื่นอุลตราซาวด์ 2) วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และ 3) ภาชนะสำหรับใส่ยา

      e1

       

      จุดเด่น

      เครื่องพ่นละอองยาอัลตราโซนิกส์ มีขนาดเล็ก สะดวกในการพกพา และไม่มีเสียงดังในเวลาใช้งานมีหลักการทำงานคือ เมื่อหัวเพียโซอิเล็กทริกที่เป็นสารทรานสดิวเซอร์ได้รับกระแสไฟฟ้า จะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลในรูปของคลื่นอุลตราซาวด์ความถี่ 2 MHz ส่งผ่านไปยังน้ำและภาชนะบรรจุยา ผ่านไปยังตัวยา ซึ่งเป็นของเหลว ความถี่ดังกล่าวทำให้โมเลกุลของยาเกิดการสั่นสะเทือนและเคลื่อนที่ด้วยความเร่งสูงมากกว่าแรงโน้มถ่วงของโลก ทำให้อนุภาคของยาหลุดออกจากผิวหน้า เกิดเป็นละอองยาขนาดประมาณ 5 ไมครอนลอยไปในอากาศได้ เมื่อต่อท่อผ่านไปยังปากหรือจมูกของผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด ก็จะสามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคหรือรักษาอาการของโรคได้ สามารถซึมผ่านเข้าไปถึงปอดส่วนบน ทำให้สุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้น อีกทั้งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา

       

      รายละเอียดเครื่อง

      (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                             6 x 10 x 13   เซนติเมตร

      น้ำหนักเครื่อง                                          0.3  กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                              70 วัตต์

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องล้างผลไม้ครบวงจร

      Featured

      เครื่องล้างผลไม้ครบวงจร  เป็นเครื่องที่สามารถทำงานได้อย่างครบวงจร นับตั้งแต่ การป้อนวัตถุดิบ การล้าง การทำแห้ง การเคลือบแว็กซ์ การอบลมร้อน  การติดสติ๊กเกอร์ และการคัดขนาดตามที่ต้องการ

      d12

       

      จุดเด่น

      โครงสร้างส่วนที่สัมผัสกับอาหารทำด้วยสแตนเลส เกรด 304 จึงนับเป็นอีกนวัตกรรมที่สามารถช่วยทดแทน การนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี โดยเครื่องนี้เหมาะเป็นพิเศษกับผลไม้ตระกูลส้ม ที่มีลักษณะทรงกลม เช่น มะนาว ส้มเขียวหวาน ส้มโชกุน ส้มสายน้ำผึ้ง และ มังคุด เป็นต้น

       

      รายละเอียดเครื่อง

       

      ความยาวตลอดสายการผลิต                 20 เมตร

      กำลังไฟฟ้า                                            220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ 40 แอมแปร์

      กำลังการผลิต                                        1,000 – 1,500 กิโลกรัม/ชั่วโมง

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องล้างมะนาว

      Featured

      เครื่องล้างมะนาว เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการล้างทำความสะอาดมะนาวประมาณ 20,000 ผลต่อชั่วโมง ด้วยหลักการทำงานของระบบลูกกลิ้งแปรงไนล่อน ที่มีน้ำฉีดพ่นและหมุนเวียน สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลมะนาวที่ผ่านการล้าง สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน พร้อมสำหรับการนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการล้างผลไม้ตระกูลส้มและผลไม้ทรงกลมอื่นได้ด้วย

      d11

       

      รายละเอียดเครื่อง

      (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                   60 x 300 x 100 เซนติเมตร

      น้ำหนักเครื่อง                                 200 กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                    2 แรงม้า 220 โวลต์

      กำลังการผลิต                                 20,000 – 30,000 ผล/ชั่วโมง

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องขัดผิวมันฝรั่งอัตโนมัติ

      Featured

      เครื่องขัดผิวมันฝรั่งอัตโนมัติ  เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการปอกผิวมันฝรั่งและล้างทำความสะอาดได้แบบต่อเนื่องภายในเครื่องเดียว สะดวกรวดเร็วในการใช้งานสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพืชหัวอื่นๆได้ เช่น มันเทศ, มันสำปะหลัง เพื่อช่วยลดต้นทุนในการขัดล้างที่จะสูญเสียเนื้อมันฝรั่ง ซึ่งการปอกมันฝรั่งโดยวิธีอื่นๆ อาจสูญเสียถึง 20% ในขณะที่ใช้เครื่องขัดผิวมันฝรั่งนี้จะสูญเสียน้ำหนักเพียง 6% เท่านั้น พร้อมทั้งช่วยประหยัดพลังงาน ลดเวลาในการทำงานและไม่มีการปนเปื้อนจากสารเคมีที่ใช้ในการกัดลอกเปลือกมันฝรั่ง

      d10

       

      รายละเอียดเครื่อง

      (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                 90 x 300 x 120 เซนติเมตร

      น้ำหนักเครื่อง                              300 กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                  2 แรงม้า, 380 โวลต์

      กำลังการผลิต                              500 – 1,000 กิโลกรัม/ชั่วโมง

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น

      Featured

      เครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น เป็นเครื่องที่สามารถแยกกาก ใย และเมล็ดออกจากน้ำมะขามได้อย่างสมบูรณ์

      d9

       

      จุดเด่น

      ใช้หลักการของใบกวาดวัตถุดิบผ่านตะแกรงกรอง 2 ชั้น คือ ตะแกรงกรองหยาบและตะแกรงกรองละเอียด โดยการนำเนื้อมะขามผสมกับน้ำเปล่าอัตราส่วน 1:2 คนผสมให้เข้ากัน แล้วใส่ลงถังป้อนวัตถุดิบ บริเวณด้านบนของเครื่อง จากนั้นวัตถุดิบจะถูกกวาดเบียดกับชุดตะแกรงกรองหยาบและชุดตะแกรงกรองละเอียดตามลำดับ  ส่งผลให้ได้น้ำมะขามเข้มข้นปราศจากกากใยและเมล็ด สะอาด ถูกสุขอนามัย โครงสร้างทำด้วยสแตนเลสเกรดงานอาหาร นอกจากนี้เครื่องผลิตน้ำมะขามเข้มข้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวัตถุดิบอื่นได้ เช่น องุ่น มะม่วง มะเขือเทศ

       

      รายละเอียดเครื่อง

                                                                       (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                             100 x 120 x 150 เซนติเมตร

      น้ำหนักเครื่อง                                           200 กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                              3 เฟส, 380 โวลต์

      มอเตอร์                                                    5 แรงม้า

      กำลังการผลิต                                           500 ลิตร/ชั่วโมง

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องคัดขนาดลำไยสดตัดขั้ว

      Featured

       

      เครื่องคัดขนาดลำไยสดตัดขั้ว  เป็นเครื่องที่ใช้หลักการสายพานลำเลียงเจาะรูตามขนาดมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 4 เกรด ได้แก่ เกรด AA , A , B และ C แต่ละเกรดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 25 mm, 22 mm, 20 mm และ 18 mm  ตามลำดับ

      d8

       

      จุดเด่น

      การทำงานของเครื่องใช้หลักการคัดขนาดแบบรูปทรง อาศัยความแตกต่างของผลลำไยที่ผ่านการตัดขั้วเรียบร้อยแล้ว ใช้มอเตอร์ขนาด 0.5 แรงม้า  กำลังการผลิตขึ้นกับความเร็วรอบ ซึ่งสามารถปรับความเร็วรอบได้และมีค่าความแม่นยำในการคัดขนาดมากกว่า 90 %   โดยไม่ทำให้ผลลำไยช้ำ และเสียหาย

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องล้างและปลิดขั้วลองกอง

      Featured

      “เครื่องล้างและปลิดขั้วลองกอง” มีประสิทธิภาพในการแยกก้านและผลลองกองออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์ ได้ประสิทธิภาพมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ โดยผลลองกองไม่แตกช้ำเสียหาย

      d7

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      ใช้หลักการขัดสีของกรงกระรอก 2 ชั้น หมุนเคลื่อนที่แบบสลับซ้ายขวา โดยกรงกระรอกด้านในเคลื่อนที่ ส่วนกรงกระรอกด้านนอกอยู่กับที่ ส่งผลให้ลองกองหลุดออกจากช่อ ทำให้ผลลองกองที่ปลิดจากช่อแล้วถูกส่งไปยังชุดล้างทำความสะอาด ซึ่งเป็นระบบน้ำหมุนเวียน ประหยัด สะอาด โดยใช้มอเตอร์ ขนาด 1 แรงม้าเป็นต้นกำลังและปั๊มน้ำ 1 แรงม้า สำหรับฉีดล้างทำความสะอาด ตัวเครื่องทำจาก สแตนเลส มีความทนทาน

       

      รายละเอียดเครื่อง

      (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                   55 x 170 x 130 เซนติเมตร

      น้ำหนักเครื่อง                                 200 กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                    2 แรงม้า, 220 โวลต์

      กำลังการผลิต                                 300 กิโลกรัม/ชั่วโมง

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องล้างเครื่องเทศ

      Featured

      “เครื่องล้างเครื่องเทศ” เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการล้างทำความสะอาดเครื่องเทศ เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ หอม กระเทียมและพริก เป็นต้น

      d6

       

      จุดเด่น

      ภายในเครื่องมีท่อล้างและมีแปรงไนล่อนสำหรับขัดล้างสิ่งสกปรกที่ติดมากับวัตถุดิบ และสามารถทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามซอกมุมของผักได้เป็นอย่างดี ทำให้ได้วัตถุดิบที่สะอาดและได้มาตรฐาน ตัวเครื่องมีระบบการทำงานที่รวดเร็ว สามารถกำหนดระยะเวลาในการล้างได้

       

      รายละเอียดเครื่อง

      (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                             85 x 350 x 120 เซนติเมตร

      น้ำหนักเครื่อง                                           500 กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                              3 แรงม้า  380 โวลต์

      กำลังการผลิต                                          500-1,000 กิโลกรัม/ชั่วโมง

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องล้างผักผลไม้อัลตราโซนิกส์

      Featured

      “เครื่องล้างผักผลไม้อัลตราโซนิกส์” เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการล้างสารเคมีตกค้างและจุลินทรีย์ตามซอกมุมต่างๆ ของใบผักและผิวผลไม้

      d5

      จุดเด่น

      จากการทดสอบพบว่า การใช้เครื่องล้างผักและผลไม้อัลตราโซนิกส์ร่วมกับน้ำยาล้าง สามารถชำระล้างสารเคมีตกค้างและจุลินทรีย์ในผักและผลไม้สูงถึง 78% โดยไม่ทำให้ผักและผลไม้ช้ำและสามารถลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึง 85% เมื่อเทียบกับการล้างแบบเดิม ซึ่งครัวเรือนนิยมล้างด้วยการให้น้ำไหลผ่านผักและผลไม้เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ทำให้สูญเสียทรัพยากรน้ำเป็นจำนวนมากในการล้างแต่ละครั้ง นอกจากนี้ยังไม่สามารถชำระล้างสารเคมีออกจากผักประเภทที่มีใบมากหรือมีกิ่งก้านที่ซับซ้อนได้

       

      รายละเอียดเครื่อง

                                                                       (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                             100 x 200 x 200 เซนติเมตร

      น้ำหนักเครื่อง                                           1.5 กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                              220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ 140 วัตต์

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องตัดขนมขบเคี้ยว

      Featured

      “เครื่องตัดขนมขบเคี้ยว” เป็นเครื่องที่ตัดขนมขบเคี้ยวเป็นรูปร่างแท่งทรงกระบอก มีความสม่ำเสมอ ลดการแตกหักของขนมอันเกิดจากการใช้แรงงานคน เครื่องสามารถปรับขนาดความกว้างยาวของการตัดชิ้นขนมได้  ตัวเครื่องทำด้วยสแตนเลส ไม่เป็นสนิม มีความเร็วกว่าใช้แรงงานคน 4 เท่า

      d4

       

      รายละเอียดเครื่อง

                                                                     (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                             30 x 50 x 30 เซนติเมตร

      น้ำหนักเครื่อง                                           60 กิโลกรัม

      กำลังไฟฟ้า                                              1/4 แรงม้า 220 โวลต์

      กำลังการผลิต                                           60 ชิ้น/นาที

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องลดความชื้นข้าวเปลือก ระดับเกษตรกร  

      Featured

       

      เครื่องลดความชื้นข้าวเปลือก ระดับเกษตรกร ทำการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการลดความชื้นข้าวเปลือกช่วงฤดูฝน โดยใช้หลักการออกแบบง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อน ประหยัดพลังงาน มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง ได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพ

      d3

       

      คุณลักษณะของเครื่อง

                ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ

      1.ชุดกระจายลมร้อน ติดตั้งอยู่บริเวณส่วนล่างของตัวเครื่อง ออกแบบทำให้เกิดกระแสลมหมุนวนส่งผลให้ลมร้อนที่ไหลออกจากห้องกระจายลมมีความสม่ำเสมอ

      1. ถังบรรจุข้าวเปลือก ติดตั้งอยู่บริเวณส่วนกลางของเครื่องมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก บริเวณส่วนล่างติดตั้งตะแกรงทำหน้าที่รองรับข้าวเปลือก และปล่อยให้ลมร้อนไหลผ่านชั้นข้าวเปลือก

      3.ชุดใบกวน ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 1 แรงม้า  ทำหน้าที่กลับกองข้าวเปลือก และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดความชื้นข้าวเปลือก

       

      หลักการทำงาน

                เครื่องลดความชื้นข้าวเปลือก ระดับเกษตรกร ออกแบบให้สามารถใช้งานง่ายและสะดวก โดยการบรรจุข้าวเปลือกลงในถังบรรจุ ซึ่งสามารถได้สูงสุด 500 กิโลกรัมต่อครั้ง จากนั้นเปิดชุดกระจายลมร้อนและชุดใบกวน ตามลำดับ โดยเครื่องลดความชื้นข้าวเปลือก ระดับเกษตรกร มีความสามารถในการลดความชื้นข้าวเปลือก จากค่าความชื้นเริ่มต้น 20% ลดลงเหลือ 14% โดยใช้ระยะเวลาเพียง 3 ชั่วโมง มีกำลังการผลิตสูงสุด 2 ตันต่อวัน ใช้แก๊สเอลพีจีเป็นเชื้อเพลิง และสามารถนำไปใช้อบลดความชื้นธัญพืชหรือสมุนไพรอื่นๆ ได้หลากหลายเช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ข้าวโพด กาแฟ ขิง ข่า พริก ตะไคร้ ขมิ้น เป็นต้น

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดองุ่น วิทิสตร้า : VITISTRA

      Featured

      “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดองุ่น วิทิสตร้า : VITISTRA” ทำการวิจัยโดยใช้เมล็ดองุ่นที่เหลือทิ้ง (By Products) จากอุตสาหกรรมไวน์ในประเทศ ผ่านกระบวนการ วิจัยที่สำคัญได้แก่ การเตรียมวัตถุดิบเมล็ดองุ่น, การสกัดสารชีวภาพ (Grape Seedextract, TISTR- GSE) การตรวจองค์ประกอบทางเคมีของ TISTR-GSE และศึกษาสรรพคุณทางเภสัชวิทยาต่างๆ ได้แก่ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการทำลาย DNA ต้านการกลายพันธุ์ใน DNA และฤทธิ์ต้านการอักเสบในเซลล์ลำไส้ใหญ่ จากนั้นศึกษาความปลอดภัยของ TISTR-GSE โดยทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ (Cytotoxicity Tests) ทั้งในเซลล์ปกติ (normal cell lines) และเซลล์มะเร็ง (cancer cell lines)ผลการวิจัยพบว่า TISTR-GSE มีปริมาณสารสำคัญคือ OPCs สูง และมีสรรพคุณโดดเด่นทางเภสัชวิทยากล่าวข้างต้น ฝภผ.จึงได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคปซูลภายใต้ชื่อ “วิทิสตร้า VITISTRA” และประเมินความปลอดภัยโดยการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง (Acute oral toxicity test, OECD TestGuideline 423) ในขนาด (dose) ที่สูงกว่าที่รับประทานในคนกว่า 1,000 เท่า ไม่ก่อให้เกิดการตายและการเปลี่ยนแปลงต่ออวัยวะภายในสัตว์ทดลอง เมื่อสังเกตผลต่อเนื่องนาน 14 วัน

      B5

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด

      Featured

                  “ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด” เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของ นางวิมลศรี พรรธนประเทศ นักวิจัยฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. ทำการวิจัยและพัฒนาภายใต้หลักความต้องการของผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดต้องได้รับโซเดียมต่ำ จากค่า RDI :Thai Recommended Daily Intakes (ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี) ปกติ ดังนี้

      ผลิตภัณฑ์อาหารมื้อหลัก : ข้าวปลากะพงเปรี้ยวหวานซอสกระเจี๊ยบ (Sweet and Sour Snapper with Rosella Sauce)

      a13

      คุณสมบัติพิเศษ คือ มีปริมาณโซเดียม 73 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม (ร้อยละ 10 ของ RDI) มีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าสูตรปกติที่มีจำหน่ายในท้องตลาด มากกว่าร้อยละ 32 ให้พลังงานทั้งสิ้น 300 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกอีก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าวผัดต้มยำปลาทูน่า บะหมี่ราดหนาหมูสับ

      ผลิตภัณฑ์อาหารว่าง : ขนมกุยช่ายไส้ขิงเห็ดหอม (Steamed Garlic Chives cakes with Ginger and Mushroom)

      a14

      คุณสมบัติพิเศษ คือ มีปริมาณโซเดียม 160 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม (ร้อยละ 7 ของ RDI) มีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าสูตรปกติที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมากกว่าร้อยละ 43 ให้พลังงานทั้งสิ้น 91 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกอีก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไก่จ๊อ และน้ำจิ้มดอกคำฝอย ไอศกรีมธัญพืช

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม: ข้าวกล้องและธัญพืชบดผง เสริมเบต้ากลูแคน (มีพรีไบโอติก)

      a15

      คุณสมบัติพิเศษ คือ เป็นฟังก์ชันนัลฟู๊ด เป็นเส้นใยอาหารที่เป็นพรีไบโอติก (สารเบต้า-กลูแคน) ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกอีก ได้แก่ เครื่องดื่มน้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน น้ำฟักข้าวเข้มข้นโอเมก้าพลัส

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาผักหวานป่าพร้อมดื่ม

      Featured

      ชาผักหวานป่าพร้อมดื่ม เป็นเครื่องดื่มที่มีลักษณะกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีสีสันที่แตกต่างจากชาโดยทั่วไปคือมีสีทองใส มีคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไม่แพ้ชาใบหม่อนหรือชาจากพืชชนิดอื่นๆ เนื่องจากชาผักหวานป่ามีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าชาใบหม่อนและชาดอกคำฝอย

      a38

      คุณสมบัติพิเศษ

      ชาผักหวานป่า 100 กรัม (ต่อน้ำหนักแห้ง) ประกอบด้วยวิตามินชนิดต่างๆ ได้แก่

      วิตามินเอ 9,616.99 ไมโครกรัม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคข้อเสื่อม

      วิตามินบี 1 0.18 มิลลิกรัม ช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้าทำให้รู้สึกสดชื่น

      วิตามินบี 2 0.26 มิลลิกรัม มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการป้องกันเชื้อโรคและลดรอยเหี่ยวย่น

      วิตามินบี 3 10.64 มิลลิกรัม ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

      วิตามินซี 37.49 มิลลิกรัม เป็นส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใส

      วิตามิน อี 71.92 มิลลิกรัม ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในไขมัน ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

      โคเอนไซม์คิวเทน 1.49 มิลลิกรัม เพิ่มพลังงานให้แก่เซลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานในร่างกาย และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรค เนื่องจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ร่างกาย เช่น โรคหัวใจ โรคข้อเสื่อม

      สารคอลลาเจน 4.94 กรัม เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น จึงช่วยยับยั้งการหย่อนยานของผิวหนังและลดริ้วรอยแห่งวัยได้

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคเบาหวาน

      Featured

      “ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคเบาหวาน” เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของ คุณกฤตลักษณ์ ปะสะกวี นักวิจัย และ ดร.ปนิดา บรรจงสินศิริ นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว. ทำการวิจัยและพัฒนาภายใต้หลักความต้องการของผู้สูงอายุที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โดยการผลิตอาหารพร้อมบริโภคที่มีการควบคุมปริมาณพลังงานทั้งหมด ให้ได้ไม่เกิน 1,500 กิโลแคลอรีต่อวัน ลดปริมาณน้ำตาล และปริมาณโซเดียม

      ผลิตภัณฑ์อาหารมื้อหลัก : ข้าวอบปลาแซลมอน (Salmon baked rice)

      a7

      คุณสมบัติพิเศษโปรตีนสูง พลังงานและโซเดียมต่ำ จากส่วนประกอบหลักที่ให้โปรตีนสูง ไขมันต่ำ เครื่องปรุงรสเน้นให้พลังงาน และมีปริมาณโซเดียมต่ำ พร้อมกับมีส่วนผสมอบเชย จากงานวิจัยพบว่า การบริโภคอบเชย 1-3 กรัมต่อวัน สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีภาวะโรคเบาหวานให้อยู่ในระดับปกติได้ สำหรับหนึ่งหน่วยบริโภค 200 กรัม ให้พลังงานทั้งสิ้น 310 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกอีก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แกงส้มปลากะพงผักรวม ก๋วยเตี๊ยวผัดซีอิ๊ว น้ำพริกปลาทูอบแห้ง และมะระขี้นกดอง

      ผลิตภัณฑ์อาหารว่าง : ปอเปี๊ยะลุยสวน (Thai herbs spring roll: por pier lui suan)

      a8

      คุณสมบัติพิเศษ ไขมันและโซเดียมต่ำ จากส่วนประกอบหลักที่ให้ปริมาณไขมันต่ำ และเครื่องปรุงรสที่เน้นปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน การบริโภคผลิตภัณฑ์สามารถนำไปนึ่งหรือเข้าไมโครเวฟได้ สำหรับหนึ่งหน่วยบริโภค 42 กรัม ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกอีก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าวตัง รสกระเทียม และทับทิมกรอบ

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม: เครื่องดื่มน้ำลูกสำรองผสมสมุนไพรพร้อมดื่ม (Malva nuts herbal drink)

      a9

      คุณสมบัติพิเศษ คือ ควบคุมน้ำหนัก มีส่วนผสมของลูกสำรอง ซึ่งช่วยในการควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากสามารถพองตัวได้ดี ช่วยกำจัดไขมันออกจากร่างกาย และแก่นตะวัน มีอินนูลิน ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงซ้อน ไม่ให้แคลอรี เติมผงสกัดชาเขียว และผงสกัดน้ำผึ้ง ช่วยในเรื่องของกลิ่น รส และการควบคุมน้ำหนัก หนึ่งหน่วยบริโภค 180 มิลลิลิตร ให้พลังงานทั้งสิ้น 50 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกอีก ได้แก่ เครื่องดื่มน้ำข้าวโพดผสมธัญญาหารสำเร็จรูป และน้ำผักผลไม้ผสมเม็ดบีทสมุนไพร

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสำหรับสุกร

      Featured

      ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสำหรับสุกร  เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของสุกรจากจุลินทรีย์  ที่มีประโยชน์และปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง โดยจุลินทรีย์เหล่านี้ได้มาจากการแยกจากแหล่งทางเดินอาหารของสุกร  มีคุณสมบัติในส่งเสริมสุขภาพของสุกร

      c7

       

      คุณสมบัติพิเศษ

       

      มีประสิทธิภาพในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น E. coli, Salmonella Typhymurium, Salmonella enteritidis, Staphylococcus sp. เป็นต้น มีความสามารถที่จะอยู่รอดได้ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์ที่ค่าความเป็นกรด และน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหาร ช่วยในระบบการย่อยอาหารและดูดซึมอาหาร และเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทำให้สุกรมีสุขภาพดีเจริญเติบโตที่รวดเร็ว มีภูมิต้านทานต่อโรคระบบทางเดินอาหาร และสามารถที่จะมาทดแทนหรือการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือสารเคมีในการเลี้ยงสุกร จึงทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรที่ปราศจากสารเคมีและยาปฏิชีวนะ ทำให้ได้อาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวแบบแท่งเพื่อสุขภาพ “ซี-ไรซ์” จากข้าวและธัญพืช

      Featured

                ขนมขบเคี้ยวแบบแท่งเพื่อสุขภาพ : ซีไรซ์ จากข้าวและธัญพืช ใช้วัตถุดิบหลักที่หาได้ภายในประเทศ ได้แก่ ข้าวและธัญพืช เช่น ถั่วลิสง งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน อัลมอลด์ ผลไม้อบแห้ง และน้ำผึ้ง  โดยผลิตภัณฑ์ได้ปรับแต่งกลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัสของขนม พร้อมทั้งเสริมคุณค่าทางโภชนาการให้เหมาะสมกับวัยของกลุ่มผู้บริโภค 3 วัย ได้แก่  วัยเด็ก วัยทำงาน และวัยสูงอายุ

      a44

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร แร่ธาตุ วิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ แต่มีปริมาณไขมันและน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับนำไปรับประทานทดแทนมื้ออาหารหรือทานเล่นในยามว่าง ทีมนักวิจัยได้ประยุกต์ใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล หรือ น้ำตาลแอลกอฮอล์ ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะให้ความหวานใกล้เคียงกับน้ำตาลแต่ให้พลังงานต่ำกว่า ร่างกายจะดูดซึมได้ช้า ทนอุณหภูมิสูงได้ดี ไม่เกิดการตกผลึกและกลิ่นรสที่เปลี่ยนแปลงไป อีกทั้งยังช่วยให้ผิวอาหารมีความเงางามน่ารับประทานอีกด้วย สำหรับผลการศึกษาในด้านอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์สามารถเก็บได้ 3-4 เดือนในถุงอะลูมิเนียมฟอยล์บรรจุก๊าซไนโตรเจน ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์ซอสฟักข้าว

      Featured

      ผลิตภัณฑ์ซอสฟักข้าว  มีส่วนประกอบของ Fresh GAC Fruits, GAC extract, Beta-carotene, Lycopene, Fatty acids มี 2 รส คือ รสธรรมชาติ และรสพิซซ่า

      a43

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสกัดจากปลายข้าว

      Featured

      เครื่องดื่มสกัดจากปลายข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบคือปลายข้าวกล้องหอมมะลิ นำมาผ่านกระบวนการโม่เปียกและทำให้แห้งด้วยเครื่องอบลมร้อน เพื่อทำให้เป็นแป้งข้าวเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตจากเอมไซม์อะไมเลส (Termamyl SE) ที่ย่อยแป้งข้าวได้เป็นน้ำตาลมอลโตส มีคุณสมบัติเป็นน้ำตาลที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก

      a41

      คุณสมบัติพิเศษ

      สามารถดูดซึมได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณปริมาณน้ำตาล นอกจากนั้น ผู้บริโภคยังได้รับคุณค่าทางโภชนาการจากน้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและยังได้รับพลังงานจากข้าวทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสกัดจากปลายข้าวมีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป จึงเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการดูแลรักษาสุขภาพอย่างยิ่ง ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เป็น 2 สูตร ได้แก่ สูตรใบเตยและสูตรผลไม้รวม

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำมะนาว

      Featured

      เครื่องดื่มน้ำมะนาว เป็นการนำมะนาว พันธุ์น้ำหอมทูลเกล้า และพันธุ์แป้นมาทำการศึกษาปริมาณผลผลิตที่เหมาะสม และทดสอบผลิตภัณฑ์ให้ได้น้ำมะนาวที่มีรสชาติดี ดื่มง่าย

      a40

      คุณสมบัติพิเศษ

      ควบคุมคุณภาพของน้ำมะนาวพร้อมดื่มนั้น ควบคุมความหวานที่ 15.5 บริกซ์ ค่าความเป็นกรดร้อยละ 0.46-0.57 และค่าความเป็นกรด – ด่าง 3.2

      ทำการพาสเจอร์ไรส์ที่อุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 95 องศาเซลเซียส และที่ความดัน -200 มิลลิเมตรปรอท กับที่ 75 องศาเซลเซียส โดยใช้เวลาในการฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิดังกล่าว 27 วินาที จะได้ผลิตภัณฑ์ปลอดจากจำนวนจุลินทรีย์ ยีสต์ และรา ทุกตัวอย่าง ซึ่งเป็นความปลอดภัยต่อผู้บริโภคในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวตลอดระยะเวลา 6 เดือน

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ใยอาหารจากเปลือกผลไม้

      Featured

      ผลิตภัณฑ์ใยอาหารจากเปลือกผลไม้  เป็นผลิตภัณฑ์ใยอาหารที่ใช้เสริมในผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไป เพื่อเพิ่มมูลค่าของเปลือกผลไม้ ทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์ใยอาหารจากต่างประเทศ และลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมผักผลไม้ โดยเปลือกผลไม้ที่ได้นำมาศึกษา ได้แก่ เปลือกมะม่วงแก้ว เปลือกมะม่วงโชคอนันต์ เปลือกทุเรียนหมอนทอง เปลือกเงาะโรงเรียน เปลือกกระท้อน เปลือกลำไย เปลือกลองกอง ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ดังนี้

      a39

       

      1. ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ นำมาใช้ในลักษณะการทดแทนส่วนของแป้งสาลีที่ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในผลิตภัณฑ์เบเกอรีในระดับ ตั้งแต่ 10 – 15% ทำให้แคลอรีของผลิตภัณฑ์ลดลงและมีปริมาณใยอาหารเพิ่มขึ้น
      1. ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ นำมาใช้ในลักษณะเสริมเข้าไปในผลิตภัณฑ์ในปริมาณ 3 – 7% โดยยังคงทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพในระดับที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

       

      จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ใยอาหารจากเปลือกผลไม้

                 ใยอาหารจากทุเรียน   มีปริมาณใยอาหารสูง ให้พลังงานน้อย ไขมันต่ำ มีความสามารถในการอุ้มน้ำและน้ำมันสูง จึงช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระและกำจัดไขมันได้ดี ไม่มีสีรบกวนลักษณะของผลิตภัณฑ์อาหาร

      ใยอาหารจากเปลือกมะม่วง  มีปริมาณใยอาหารสูง โดยเฉพาะใยอาหารที่ละลายน้ำ จึงมีส่วนช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและคงระดับน้ำตาลในเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

      ใยอาหารจากเปลือกเงาะ  มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและไขมันต่ำ

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      “ผลิตภัณฑ์เห็ดเพื่อสุขภาพ”

      Featured

      เห็ดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มการส่งเสริมให้เพาะปลูกเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการมีไขมันต่ำ ไม่มีคอเลสเตอรอล เป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติคุณภาพสูง มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน ใช้เป็นแหล่งของเกลือแร่และวิตามิน และยังมี เบต้ากลูแคน ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย  และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้

      เห็ดโดยทั่วไปนิยมนำมาแปรรูปเป็นอาหาร เช่น เห็ดนางรมหลวง เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง และเห็ดนางฟ้า เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตในเชิงพาณิชย์แล้ว เห็ดบางชนิดมีสรรพคุณเป็นยา ที่คนจีนนิยมให้เป็นสมุนไพรในการรักษาโรค เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดหูหนู เห็ดโคน เห็ดหัวลิง เห็ดไมตาเกะ เห็ดหอม เป็นต้น  ในขณะที่บางชนิดเป็นเห็ดพิษ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

      ด้วยคุณลักษณะเด่นของเห็ดที่มีรสอร่อย (รส Umami, อูมามิ) สามารถใช้ทดแทนเนื้อสัตว์ได้ มีเกลือค่อนข้างต่ำ และมีน้ำตาลที่ให้รสธรรมชาติ จึงได้ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากเห็ดโดยเลือกสายพันธุ์ของเห็ดที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และกระบวนการแปรรูปให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จ อาหารแช่เยือกแข็ง ขนมขบเคี้ยว ซอส/ผงปรุงรส และเครื่องดื่มจากเห็ด อาทิเช่น

      –  ผลิตภัณฑ์ซุปเห็ดกึ่งสำเร็จรูป

      a24

      –  ผลิตภัณฑ์ต้มแซบเห็ด

      a25-1

       

      –  ผลิตภัณฑ์แกงเลียงเห็ด

      a25-2

      –  ผลิตภัณฑ์น้ำยากะทิจากเห็ดกึ่งสำเร็จรูป

      a26

      –  ผลิตภัณฑ์เห็ดแผ่นกรอบ

      a28

      –  ผลิตภัณฑ์นักเก็ตเห็ด

      a27

      –  ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเห็ด

      a29

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์แผ่นผ้าอนามัยสำหรับจุดซ่อนเร้นสตรีจากสมุนไพรไทย “ไพลจีนิค”

      Featured

      ผลิตภัณฑ์น้ำยาอนามัยสตรีสำหรับสมุนไพรไพล : ไพลจีนิค (PLYGENIC) เป็นผลิตภัณฑ์แผ่นผ้าอนามัยเช็ดทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นภายนอกสำหรับสตรี

      B014

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      มีผลในการยับยั้งและฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อโรคสตรี เช่น  เชื้อก่อโรคในช่องคลอด  เป็นต้น และยังสามารถกำจัดเชื้อที่ปนเปื้อนตามพื้นผิวสุขภัณฑ์ ซึ่งมีลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์คือ มีน้ำมันไพลเป็นองค์ประกอบหลัก และมีความเป็นกรดอ่อนใกล้เคียงกับสภาวะภายในปกติของช่องคลอด โดยคุณสมบัติของน้ำมันไพล (Phlai oil) ที่สกัดได้จากเหง้าไพล (Zingiber montanum  (Koenig) Link ex. Dietr.) นั้นพบข้อมูลยืนยันว่า มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยมีฤทธิ์ยับยั้ง (MIC) และฆ่าเชื้อ (MLC) จุลินทรีย์ก่อโรคในช่องคลอด; Neisseria gonorrhoeae (Non-PPNG 7 รหัสและ PPNG 12 รหัส) เชื้อประจำถิ่น; Candida albicans TISTR 5239, Candida  krusei TISTR 5267,  Candida  glabrata TISTR 5006, Saccharomyces  cerevisiae TISTR 52405240 และเชื้อปนเปื้อนตามสุขภัณฑ์ ; Staphylococcus aureus TISTR 118, Escherichia coli ATCC 25922, Pseudomonas  aeruginosa ATCC 27893, Bacillus  cereus DMST 5040

       

      ผลิตภัณฑ์ไพลจีนิค (PLYGENIC) ผ่านการทดสอบว่าไม่ระคายเคือง (Skin, Vaginal Irritation Test) และไม่ก่อความเป็นพิษ (Acute Dermal Toxicity) แก่สภาพผิวที่สัมผัส จึงเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเช็ดทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นภายนอกสำหรับสตรี ที่มีฤทธิ์ฆ่าและยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เวชสำอางจากฟักข้าว BIO-GAC

      Featured

      ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากฟักข้าว BIO-GAC มีองค์ประกอบสำคัญในแต่ละสูตรตำรับคือ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติจากสารสกัดฟักข้าว และ วว. คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ จึงไม่มีสารซัลเฟตและพาราเบน (Sulphate-Free และ Paraben-Free)

      B8

      1. BIO-GAC Anti-aging serum
      ผลิตภัณฑ์เซรั่มชะลอแก่

      อุดมด้วยสารแอนตีออกซิแดนท์ธรรมชาติ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะอนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ช่วยปกป้องเซลล์ผิวหน้าจากการเสื่อมสภาพก่อนวัย

       

      2. BIO-GAC UV shield cream
      ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด

      ช่วยปกป้องและลดการทำร้ายเซลล์ผิวหน้าจากอันตรายของรังสีอัลตร้าไวโอเลตในแสงแดด

       

      3. BIO-GAC Facial scrub cream
      ผลิตภัณฑ์ครีมสครับหน้า

      ประกอบด้วยสารแอนตีออกซิแดนท์ในสารสกัด และเม็ดสครับจากฟักข้าว เพื่อทำความสะอาดผิวหน้า ขจัดเซลล์เสื่อมสภาพและบำรุงผิว

       

      4. BIO-GAC Body scrub cream
      ผลิตภัณฑ์ครีมสครับตัว

      เพื่อทำความสะอาดผิวกายและขจัดเซลล์เสื่อมสภาพด้วยเม็ดสครับจากฟักข้าว

       

      5. BIO-GAC Moisturizing lotion
      ผลิตภัณฑ์โลชั่นให้ความชุ่มชื่นผิว

      ประกอบด้วยสารแอนตีออกซิแดนท์ในสารสกัดฟักข้าว และสารบำรุงที่ช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื่น

      6. BIO-GAC Transparent soap
      ผลิตภัณฑ์สบู่ใสล้างหน้า

      ประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดฟักข้าว และสารให้ความชุ่มชื่นผิว ช่วยทำความสะอาดและบำรุงผิวหน้า

       

      7.BIO-GAC Facial Whip Foam”

      ผลิตภัณฑ์วิปโฟมล้างหน้า
      เป็นผลิตภัณฑ์สูตรโฟมล้างหน้าที่มีลักษณะของเหลวใส
      แต่เมื่อกดปั๊มจะมีโฟมเป็นเนื้อมูสใช้สำหรับทำความสะอาดผิวหน้า
      ไม่ทำให้ผิวหน้าแห้ง แต่เพิ่มความชุ่มชื่นและลดความหมองคล้ำ

       

      8 “BIO-GAC Facial Toner”

      ผลิตภัณฑ์เพื่อบำรุงผิวหน้าหลังการทำความสะอาด
      เป็นผลิตภัณฑ์สูตรโทนเนอร์ปราศจากอัลกอฮอล์
      ใช้สำหรับเช็ดหน้าหลังจากการทำความสะอาด มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื่น
      กระชับรูขุมขน ลดการอุดตันและทำให้ผิวหน้าเรียบกระจ่างใส

       

      9.GAC Under Eye Serum”

      ผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผิวใต้ดวงตา
      เป็นผลิตภัณฑ์สูตรเซรั่ม ใช้สำหรับบำรุงผิวบริเวณรอบดวงตา เพิ่มความชุ่มชื่น และชะลอการเกิดริ้วรอยปราศจากน้ำหอม (fragrance-free) ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเซลล์ผิวหนังที่ละเอียดอ่อนใต้ดวงตา

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์ผักและใยอาหารชนิดเม็ด จากผักพื้นบ้าน ชนิดเม็ดแคลอรีต่ำ

      Featured

      วว.โดยทีมผู้วิจัยได้ทำการศึกษาปริมาณและชนิดของใยอาหารในผักพื้นบ้านชนิดต่างๆ รวมทั้งสรรพคุณทางเภสัชวิทยาของสารสกัดผักชนิดนั้นๆ และได้คัดเลือกผักพื้นบ้านที่มีศักยภาพโดดเด่น คือ มีปริมาณใยอาหารสูง (ทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ) และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ผักและใยอาหารชนิดเม็ด (Dietary Fiber Tablets) จากผักพื้นบ้าน 3 ชนิดได้แก่ ผักเชียงดา (Gymnema inodorum Decne.), ผักแพว (Polygonum odoratum Lour.) และ ผักขะแยง (Limnophila aromatica Merr.) ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านที่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีใยอาหารรวมในระดับสูง เหมาะสำหรับผู้ที่นิยมบริโภคพืชพื้นบ้านและต้องการดูแลสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

      B4

      คุณสมบัติพิเศษ

      จากการศึกษาพบว่า ใยอาหาร โดยเฉพาะประเภทใยอาหารที่ละลายน้ำสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เพราะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น ลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคไขมันในหลอดเลือดและโรคหัวใจ ในขณะที่ใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำช่วยทำให้ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น เพิ่มมวลอุจจาระ และเพิ่มความถี่ของการขัยถ่ายอุจจาระ จึงลดปริมาณการสะสมสารพิษ (สารก่อมะเร็ง) ในลำไส้ใหญ่ ลดภาวะเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทำให้การเตรียมสารสำหรับถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยปกติ การรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีใยอาหารสูงจึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคท้องผูกและริดสีดวงทวาร นอกจากนี้ใยอาหารยังมีบทบาทสำคัญในการควบคุมน้ำหนักและป้องกันโรคอ้วนได้

      ผลิตภัณฑ์

      1.TISTR FiberLite – Gymnema”ผลิตภัณฑ์ผักและใยอาหารชนิดเม็ดจากผักเชียงดา ปริมาณใยอาหารรวม (Total dietary fiber: TDF) ไม่น้อยกว่า 190 มิลลิกรัมต่อเม็ด ขนาดบรรจุ 30 เม็ดต่อซอง

      2.“TISTR FiberLite – Limnophira ”ผลิตภัณฑ์ผักและใยอาหารชนิดเม็ดจากผักขะแยง (ผสมสารสกัด)ปริมาณใยอาหารรวม (Total dietary fiber: TDF) ไม่น้อยกว่า 190 มิลลิกรัมต่อเม็ด ขนาดบรรจุ 30 เม็ดต่อซอง

      3 “TISTR FiberLite – Polygonum ”ผลิตภัณฑ์ผักและใยอาหารชนิดเม็ดจากผักแพว (ผสมสารสกัด)ปริมาณใยอาหารรวม (Total dietary fiber: TDF)  ไม่น้อยกว่า 270 มิลลิกรัมต่อเม็ด ขนาดบรรจุ 30 เม็ดต่อซอง

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้านอนุมูลอิสระจากฟักข้าว

      Featured

      B3

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA-GAC มีองค์ประกอบสำคัญ Momordica cochinchinensis (GAC) powder, Beta-Carotene (Vitamin A Precursor), Alpha-Tocopheral (Natural Vitamin E), Dietary Fiber

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA-GAC ใน 1 เม็ดมี Beta-Carotene 170 ไมโครกรัม เท่ากับปริมาณที่คนไทยควรได้รับต่อวัน เพื่อการบำรุงสายตา

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA-GAC PLUS มีองค์ประกอบสำคัญ Momordica Cochinchinensis (GAC) Extract and Powder, Beta-Carotene (Vitamin A Precursor), Alpha-Tocopheral (Natural Vitamin E), Dietary Fiber

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร BETA-GAC PLUS มีสรรพคุณ บำรุงร่างกายจากสารต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดฟักข้าวและช่วยบำรุงสายตาจากสาร Beta-Carotene

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์ลิทเซียล่า (Litseala) ป้องกันรังแค

      Featured

      ลิทเซียร่า (Litsiara)  ผลิตภัณฑ์แฮร์โทนิคที่พัฒนาจากสารสกัดตะไคร้ต้นและขิง ผ่านการประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นในสัตว์ทดลอง ได้แก่ การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันทางผิวหนัง การก่อการระคายเคืองต่อผิวหนัง การก่อการระคายเคืองต่อตาและ การก่ออาการแพ้ต่อผิวหนัง นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยต่ออาสาสมัคร โดยผลการสำรวจความพึงพอใจในการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ พบว่า ผู้บริโภคที่มีปัญหารังแคพึงพอใจในการใช้ผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างมาก คุณสมบัติพิเศษ

      B2

      คุณสมบัติพิเศษ

      มีประสิทธิภาพต้านเชื้อราที่เป็นสาเหตุการเกิดรังแค (M.fufur) และมีฤทธิ์ต้านอักเสบ

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาต (Cissa-Roids)

      Featured

      “ผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาต”: Cissa-Roids (ซิสซา-รอยด์) สำหรับรักษาโรคริดสีดวงทวาร ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบทางคลินิกกับผู้ป่วย ณ โรงพยาบาลดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี  โดยให้ผู้ป่วยรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน ติดต่อกัน 7 วัน พบว่า ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาตผลงานวิจัยพัฒนาของ วว. รักษาผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวารได้ผลดีเทียบเท่ายาแผนปัจจุบันที่ผลิตในประเทศและยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งยังมีราคาถูกกว่าและปลอดภัยต่อผู้ใช้

      B1

      คุณสมบัติพิเศษ

      ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเม็ดจากสมุนไพรเพชรสังฆาต โดยนำวัตถุดิบมาแปรรูป ควบคุมคุณภาพสารสำคัญ และศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา โดยความร่วมมือของ รศ.ดร.บังอร ศรีพานิชกุลชัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พบว่า มีฤทธิ์ลดการอักเสบและทำให้หลอดเลือดดำหดตัว พร้อมทั้งยังได้ศึกษากลไกการทำงานของเพชรสังฆาตแปรรูป สำหรับการประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์พบว่า (1.) ไม่พบความเป็นพิษเฉียบพลันทางปาก (Acute Oral Toxicity) (2) ไม่พบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง (Sub-Chronic toxicity) นอกจากนี้ยังได้ตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวพบว่า ไม่มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค (Bacterial Contamination) ไม่พบปริมาณโลหะหนัก (Heavy Metal Contamination) และไม่พบยาฆ่าแมลง (Pesticide Contamination)

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

       

      ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสำหรับโคนม

      Featured

      ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสำหรับโคนม  เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของโคนมจากจุลินทรีย์  ที่มีประโยชน์และปลอดภัยสำหรับสัตว์ (Beneficial and friendly microorganisms) ที่แยกมาจากระบบทางเดินอาหารของโคนม ที่มีคุณสมบัติในส่งเสริมสุขภาพของโคนม

      c5

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      มีประสิทธิภาพในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น E. coli, Salmonella Typhymurium, Salmonella  enteritidis, Staphylococcus sp. เป็นต้น ช่วยในระบบการย่อยอาหารและดูดซึมอาหาร  และเพิ่มภูมิคุ้มกัน  ทำให้โคนมมีสุขภาพดีเจริญเติบโตที่ดี มีภูมิต้านทานต่อโรคระบบทางเดินอาหาร  และสามารถที่จะให้น้ำนมที่ดีและมีคุณภาพ

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำผักเชียงดาและน้ำผักหวานบ้าน

      Featured

      a37

      น้ำผักเชียงดาและน้ำผักหวานบ้าน  เป็นเครื่องดื่มที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ และมีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยพัฒนาน้ำผักเชียงดาและผักหวานบ้าน ชนิดละ 2 สูตร คือ สูตรธรรมชาติและสูตรน้ำผึ้งผสมมะนาว

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      ใช้สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล ให้พลังงานเพียง 15 กิโลแคลอรีต่อหน่วยบริโภค (220 มิลลิลิตร) และมีปริมาณโซเดียมต่ำเพียง 10 มิลลิกรัม ให้พลังงานระหว่าง 45-70 กิโลแคลอรี และมีเกลือโซเดียมระหว่าง 20-55 มิลลิกรัม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้รักสุขภาพที่ต้องการเสริมสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและจำกัดพลังงานที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากสารสกัดฟักข้าว

      Featured

      a42

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากสารสกัดฟักข้าว เป็นสูตรที่ผสมน้ำผึ้ง และน้ำผลไม้เข้มข้น ซึ่งเป็นแหล่งของน้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) ให้พลังงานต่ำกว่าน้ำตาลกลูโคส (1 กรัม ให้ 4 kcal) มีวิตามินอี (Vitamin E) จาก Alpha-Tocopherol ซึ่งโดยปกติจะไม่พบในน้ำผลไม้ทั่วไป มักพบ Vitamin E ในอาโวคาโด หรือถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ มากกว่า

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      มีส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าว จึงมีปริมาณ Lycopene & Beta-Carotene สูง  เติมสารสกัดเอทานอล  ส่วนที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด เหมาะสำหรับการบำรุงสายตา เพราะ Beta-Carotene เป็น Pro-Vitamin A โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียน ผู้ใช้สายตามากกว่าปกติ เมื่อดื่มผลิตภัณฑ์ 3 ขวด (100 มล./ขวด) จะมีปริมาณ Beta-Carotene ครบตามจำนวนที่แนะนำให้ได้รับต่อวัน (160 ไมโครกรัม)

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์แกงผักหวานป่าสำเร็จรูป (Melientha Spicy Curry)

      Featured

      a45

      แกงผักหวานป่าสำเร็จรูป (Melientha Spicy Curry)  เป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าผักหวานป่า นอกเหนือจากการรับประทานสดแปรรูปใบผักหวานป่าให้เป็นผลิตภัณฑ์แกงผักหวานป่าสำเร็จรูป สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่รีบเร่งในปัจจุบัน ที่ต้องการความสะดวกสบายแต่ยังคงได้รับสารอาหารครบถ้วน สีสันของวัตถุดิบตลอดจนรสชาติของน้ำแกงใกล้เคียงกับการแกงผักหวานปรุงสด พร้อมทั้งมีส่วนประกอบของเนื้อปลาและมะเขือเทศทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      เป็นแกงเพื่อสุขภาพเนื่องจากมีไขมันต่ำ มีแคลเซียมสูง  มีใยอาหาร มีธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ แกงผักหวานป่าที่พัฒนาโดย วว. นี้ เป็นสูตรและกระบวนการที่ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ถูกสุขอนามัยและได้คุณภาพมาตรฐาน จึงปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคสมองและระบบประสาท

      Featured

      ผลิตภัณฑ์อาหารมื้อหลัก

      ข้าวกล้องปลานึ่งสมุนไพร (Frozen)

      a4

      คุณสมบัติพิเศษ

      ผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยข้าวและธัญพืชที่ไม่ขัดสี มีใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี สังกะสี ซีลีเนียม ไบโอฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล ให้พลังงานทั้งสิ้น 300 กิโลแคลอรี

      นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกอีก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ข้าวผัดเต้าหู้ปลาทูทรงเครื่อง

       

      ผลิตภัณฑ์อาหารว่าง

      บัวลอยธัญพืชนมสด (Frozen)

      a5

      คุณสมบัติพิเศษ

      โปรตีน แคลเซียมสูง และไขมันต่ำ ประกอบด้วย นมพร่องไขมัน ใช้ทดแทนกะทิ มีโปรตีนและแคลเซียมที่สูง แต่มีปริมาณไขมันต่ำ ทำให้กระดูกแข็งแรง ชะลอความเสื่อมของกระดูก และใช้ธัญพืชจำพวกถั่วทดแทนแป้งข้าวเหนียวในสูตรปกติ เป็นการเพิ่มปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระให้กับผลิตภัณฑ์ให้พลังงาน 90 กิโลแคลอรี

       

      ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม

      เครื่องดื่มชาบัวบกพร้อมดื่ม

      a6

      คุณสมบัติพิเศษ

      มีสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้ลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย และช่วยลดความเครียด

      นอกจากนี้ ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพให้เลือกอีก ได้แก่ เครื่องดื่มถั่วเหลืองผงชงดื่ม

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เทคโนโลยีการแช่อิ่มอบแห้ง

      Featured

      “เทคโนโลยีการแช่อิ่มอบแห้ง” เป็นการแปรรูปผลไม้เพื่อเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้องได้นาน โดยไม่เกิดการเน่าเสีย และขึ้นรา และเนื้อสัมผัสเหมือนผลไม้สด และช่วยแก้ปัญหาผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากเกินความต้องการในการบริโภคผลสดจนทำให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำ การนำไปแปรรูปด้วยวิธีการต่างๆ เป็นการช่วยลดปริมาณที่เกินต้องการลงได้เป็นอย่างดี ซึ่ง วว. ได้วิจัยและพัฒนาการผลิตผลไม้แช่อิ่มอบแห้งชนิดต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งสามารถผลิตได้ทั้งระดับอุตสาหกรรมและระดับครัวเรือน สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ที่สนใจจะทำให้ผลไม้แช่อิ่มอบแห้งเป็นอาชีพได้

      มะขามยักษ์แช่อิ่มอบแห้ง

      a30

      มะม่วงแช่อิ่มอบแห้ง

      a31

      ฝรั่งแช่อิ่มอบแห้ง

      a32

      แกนสับปะรดแช่อิ่มอบแห้ง

      a33

      กระท้อนแช่อิ่มอบแห้ง

      a34

      ขนุนแช่อิ่มอบแห้ง

      a35

      มะละกอแช่อิ่มอบแห้ง

      a36

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดลองกอง : De LongKong (เดอ-ลองกอง)

      Featured

      เครื่องสำอางจากสารสกัดลองกอง ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ “เดอ-ลองกอง – De LongKong” ที่พัฒนาสูตรตำรับจากสารสกัดแยกย่อย (sub-fraction)ของเปลือกผลลองกอง (Lansium domesticum Corr.)

      B11-12-13

       

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      มีสรรพคุณโดดเด่นฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยเฉพาะอนุมูลอิสระชนิดที่มีอันตรายสูงต่อเซลล์ร่างกาย (เช่น อนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์,อนุมูลไฮดรอกซี และโฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์), ฤทธิ์ลดการอักเสบ และฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียก่อโรค ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์เน้นสูตรตำรับที่ปราศจากสารซัลเฟตและพาราเบน (sulphate-free และ paraben–free) เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และเหมาะสำหรับการบำรุงทุกสภาพผิวรวมทั้งผู้ที่มีปัญหาผิวพรรณ เช่น สิว ได้ด้วย

       

      1.ผลิตภัณฑ์เจลล้างหน้า “De LongKong – Facial Gel Wash”

      ผลิตภัณฑ์เจลล้างหน้าผสมสารสกัดลองกอง มีลักษณะเป็นของเหลวใส

      ใช้สำหรับทำความสะอาดผิวหน้า ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบจาก

      เชื้อแบคทีเรียและบำรุงผิวหน้าจากสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติจากสาร

      สกัดลองกอง

      B011

       

      2. ผลิตภัณฑ์โทนเนอร์สำหรับผิวหน้า “De LongKong – Facial Toner”

      ผลิตภัณฑ์สูตรโทนเนอร์ปราศจากอัลกอฮอล์ ใช้สำหรับเช็ดหน้าหลังการทำความ

      สะอาด มีส่วนผสมของ สารสกัดจากลองกองที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ยับยั้งแบคเรีย

      ก่อโรค และฤทธิ์ต้านการอักเสบ เหมาะสำหรับผู้ที่มีสภาพผิวมันและเกิดสิวง่าย

      B012

       

      3. ผลิตภัณฑ์มาสก์พอกหน้า “De LongKong – Clarifying Facial Mask”

      ผลิตภัณฑ์สูตรมาสก์พอกหน้าจากสารสกัดลองกอง ใช้สำหรับพอกและนวดเพื่อทำ

      ความสะอาดผิวหน้าโดยปราศจากผงขัด (เม็ด Bead สังเคราะห์) ช่วยในการกำจัดสิ่ง

      สกปรกและดูดซับความมันบนใบหน้า ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าและกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิว

      ใหม่ เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตที่ใบหน้า ช่วยทำให้ผ่อนคลาย

      B013

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เวชสำอางนาโนจากสารสกัดเมล็ดองุ่น วิทิสตร้า : VITISTRA

      Featured

      “ผลิตภัณฑ์เวชสำอางนาโนจากสารสกัดองุ่น วิทิสตร้า : VITISTRA” เป็นการนำร่องพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสารสกัดเมล็ดองุ่นไทย โดยใช้เทคโนโลยี บีนาโนอิมัลชัน ซึ่งหมายถึงอิมัลชันที่มีวัตภาคภายในขนาดเล็ก เพื่อใช้กักเก็บสารสกัดเมล็ดองุ่นที่มีปริมาณของสารสำคัญและสรรพคุณด้านเภสัชวิทยาสูง เหมาะแก่การนำมาเป็นสารออกฤทธิ์ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการผู้บริโภคในตลาดเครื่องสำอางที่มีความนิยมในสารจากธรรมชาติและหวังผลในประสิทธิภาพอย่างสูงสุด โดยในเบื้องต้นได้พัฒนาสูตรเครื่องสำอางนาโนต้านความแก่ (Nano Anti-Aging Cream) ภายใต้ชื่อ “วีทริสตร้า VITISTRA” ประกอบด้วย 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ครีมสำหรับปกป้องผิวหน้าในเวลากลางวัน (VITISTRA Day Cream) และ ครีมสำหรับฟื้นฟูผิวหน้าในเวลากลางคืน (VITISTRA Night Cream) ทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์ผ่านการประเมินความปลอดภัยโดยไม่มีการใช้สัตว์ทดลองเพื่อให้เป็นไปตามข้อห้ามการใช้สัตว์ทดลองในการทดสอบกับเครื่องสำอางของสหภาพยุโรป(European Union, EU) แต่ผ่านการทดสอบความเป็นพิษในระดับเซลล์โดยทดสอบกับเซลล์ผิวหนังมนุษย์(normal human dermal fibroblast, NFDH) ซึ่งผลอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

      B6B7

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ออกกำลังกาย “Power Plus”

      Featured

      Power Plus เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบเม็ดที่ผสมสารสกัดจากผลไม้ ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรงทนทานเพิ่มขึ้น โดยยืนยันผลประสิทธิภาพของสารและผ่านการศึกษาความปลอดภัยในสัตว์ทดลองแล้ว ผลิตภัณฑ์นี้จึงเหมาะกับนักกีฬาและบุคคลทั่วไปที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อให้มีความทนทาน หรือเหมาะกับผู้เริ่มออกกำลังกายเพื่อลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อภายหลังการออกกำลังกาย

      B010

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์ไพลออรัลเฟรช

      Featured

      ไพลออรัลเฟรช เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยในช่องปาก ในรูปแบบของน้ำยาบ้วนปาก มีลักษณะสีเขียวใส กลิ่นเฉพาะของสมุนไพรไทย และส่วนผสมที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ

      B9

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      มีมีส่วนผสมของสารสกัดจากไพล ที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียก่อโรคฟันผุ เพื่อความสดชื่นและสุขอนามัยที่ดีของช่องปากและฟัน

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกอาหารเสริมสำหรับไก่

      Featured

      ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกสำหรับไก่  เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของไก่ ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญของไก่   มีประสิทธิภาพในการยับยั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในระบบทางเดินอาหารของไก่   และทำให้ไก่มีระบบการดูดซึมและการย่อยอาหารได้ดีขึ้น ทำให้ไก่เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วแข็งแรงมีอัตราการเพิ่มของเนื้อมากขึ้น

      c2

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      สามารถนำมาใช้ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีซึ่งเป็นอันตรายที่เคยใช้ในการเลี้ยงไก่ รวมทั้ง อาหารเสริม และฮอร์โมนต่างๆ จึงช่วยลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และที่สำคัญไม่ทำให้เกิดสารอันตรายตกค้างในผลิตภัณฑ์เนื้อไก่และรวมถึงสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์พลูมิกซ์

      Featured

      ผลิตภัณฑ์พลูมิกซ์  เป็นผลิตภัณฑ์จากสารสกัดพลูที่มีผลยับยั้งเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหารในไก่ ซึ่งผลิตภัณฑ์พลูมิกซ์นี้ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพในการเลี้ยงไก่เนื้อ ในขนาด 200 – 400 ppm ของสารสกัดพลูเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยทดลองกับไก่ในช่วงอายุ 0 – 49 วัน กลุ่มละ 800 ตัว พบว่ากลุ่มที่ได้รับพลูมิกซ์มีอัตราการแลกเนื้อและประสิทธิภาพการเลี้ยงที่ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ช่วงอายุ 28 – 49 วัน

      c3

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์วัคซีนสำหรับไก่

      Featured

      ผลิตภัณฑ์วัคซีนสำหรับไก่   เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ Salmonella ในไก่เนื้อและไก่ไข่ โดยวัคซีนที่พัฒนาขึ้น มี 2 ชนิด คือ “วัคซีนเชื้อเป็น” ที่ผลิตจากเชื้อ S. Typhimurium และจากเชื้อ S. Enteritidis ผลการทดลองโดยความร่วมมือจากกรมปศุสัตว์ พบว่า วัคซีนเชื้อเป็นสูตร Bio 5 และ สูตร Bio 11 จากเชื้อ S. Typhimurium เมื่อป้อนเชื้อเข้าทางปากให้ลูกไก่อายุ 14 วัน จำนวน 2 ครั้ง และหลังจากนั้นจึงให้เชื้อพิษทับ เพื่อดูความสามารถของวัคซีนในการสร้างภูมิคุ้มกันและการป้องกันไม่ให้ไก่ติดเชื้อของไก่ พบว่าวัคซีน Bio11 มีประสิทธิภาพดีกว่า Bio5 ในด้านการลดระยะเวลาและจำนวนไก่ที่ขับเชื้อพิษ การลดความรุนแรงของเชื้อพิษทับในการทำให้เกิดวิการที่อวัยวะต่างๆ รวมถึงความคุ้มโรคต่อเชื้อพิษทับโดยสามารถลดการเพิ่มจำนวนของเชื้อพิษทับในอวัยวะภายต่างๆ ส่วนผลการศึกษาเบื้องต้นด้านความปลอดภัยของ Bio5 และ Bio11 พบว่าไก่ที่ได้รับเชื้อ Bio5 หรือ Bio11 ไม่มีอาการป่วยหรือตาย รวมถึงเชื้อทั้งสองชนิดไม่มีผลต่อการเพิ่มน้ำหนักตัวของไก่ แสดงว่าทั้ง Bio5 และ Bio11 มีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง

      c4

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์พรีไบโอติกสำหรับโคนม

      Featured

      ผลิตภัณฑ์พรีไบโอติกสำหรับโคนม  เป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพของโคนมจาก ที่มาจากสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ขนาดโครงสร้างขนาดเล็ก

      c6

       

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์สำหรับโคนม ซึ่งอยู่ในระบบทางเดินอาหารของโคนม จึงเป็นการเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของจุลินทรีย์ที่คุณสมบัติในส่งเสริมสุขภาพของโคนม มีประสิทธิภาพในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ช่วยในระบบการย่อยอาหารและดูดซึมอาหาร และเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทำให้โคนมมีสุขภาพดีเจริญเติบโตที่ดี มีภูมิต้านทานต่อโรคระบบทางเดินอาหาร และสามารถที่จะให้ได้ผลผลิตน้ำนมที่ดีและมีคุณภาพทางโภชนาการ

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์สารสกัดชีวภาพเพื่อการผลิตพืชอาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยงโคนม

      Featured

      ผลิตภัณฑ์สารสกัดชีวภาพจากน้ำนมดิบ (ปุ๋ยนม)  เป็นเทคโนโลยีการแปรรูปน้ำนมดิบที่ด้อยคุณภาพผ่านกระบวนการหมักโดยใช้เชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ได้สารสกัดชีวภาพจากน้ำนมดิบที่มีประโยชน์ในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช โดยเฉพาะพืชสวนและพืชไร่ ส่งผลต่อปริมาณ ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งผลผลิตที่ได้มีคุณภาพทั้งด้านความหวาน, ขนาดผลและคุณภาพผลผลิตอื่นๆ

      c9

      คุณสมบัติพิเศษ

      การใช้ปุ๋ยจากน้ำนมดิบสามารถทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและลดปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศได้ จากการทดลองใช้ปุ๋ยจากน้ำนมดิบส่งผลต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของหญ้ากินนีสี-ม่วง ซึ่งจากการทดลองพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและลดอันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีในการเลี้ยงโคนมได้อีกทางหนึ่ง ส่งผลต่อกระบวนการผลิตน้ำนมดิบที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมการผลิตน้ำนมดิบที่มีความปลอดภัย

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เพื่อการบำบัดสิ่งปฏิกูลจากการเลี้ยงโคนม

      Featured

      ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เพื่อการบำบัดสิ่งปฏิกูลจากการเลี้ยงโคนม  เป็นผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการกำจัดสิ่งปฏิกูลที่เกิดจากการเลี้ยงโคนม เช่นกลิ่นเหม็น สิ่งสกปรก ในฟาร์มเลี้ยงโคนมของเกษตรกร  ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เหล่านี้  มาจากการคัดเลือกจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายสารประกอบก๊าซระเหยสารอินทรีย์ (Volatile organic compounds) สารประกอบฟีนอล (Phenolic compounds) และกรดอินทรีย์บางชนิดที่มีกลิ่นเหม็น ซึ่งมาจากการทำปฏิกิริยาของสารอินทรีย์จากสิ่งขับถ่ายของสัตว์ ทำให้เกิดเหม็นในฟาร์มโคนม ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เพื่อการบำบัดสิ่งปฏิกูลจากการเลี้ยงโคนม มีความสะดวกใช้ง่ายและได้ผล เกษตรกรมีความพึงพอใจ

      c10

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ชุดตรวจคัดกรองโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีก

      Featured

      c12

      ชุดตรวจคัดกรองโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีก  โครงการนี้มุ่งเป้าในการผลิตแอนตี้บอดี้เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองโรคไข้หวัดนกจากสัตว์ปีก โรคที่บ้านเราเรียกกันโดยทั่วไปว่าไข้หวัดนกนั้นคือ โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อ Influenza virus type A ซึ่งเป็นอาร์เอนเอไวรัสใน family Orthomyxoviridae โดยไวรัสใน family นี้มีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิดคือ Influenza virus type A, B, and C, Isavirus, และ Thogotovirus ด้วยข้อมูลการระบาดที่ผ่าน ๆ มาพบว่าเฉพาะเชื้อInfluenza virus type A เท่านั้นที่สามารถก่อให้เกิดโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์ปีกได้ ดังนั้นทาง ฝวช จึงได้พัฒนาแอนตี้บอดี้ต่อ nucleoprotein (NP) ของ Influenza virus type A จากสายพันธุ์ Influenza A/VietNam/HG-178/2004 (H5N1) เพื่อใช้ตรวจคัดกรองเพื่อแยกโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกออกจากไวรัสตัวอื่นๆ และเนื่องจาก Influenza virus type A ชนิด H5 จากสายพันธุ์ Influenza A chicken/ Nakhonsawan/ Thailand/ CU-39/04 (H5N1), H7 จากสายพันธุ์ Influenza A/ chicken/ Italy/ 445/99 (H7N1), และ H9  จากสายพันธุ์ Influenza A/HongKong/1073/99(H9N2) เป็น subtype ของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกที่ก่อโรคและทำให้เกิดการระบาดของโรคได้รุนแรง ทาง ฝวช จึงได้พัฒนาแอนตี้บอดี้ต่อ hemagglutinin protein (HA) ต่อ subtype H5, H7, และ H9 เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองเบื้องต้นว่าการเกิดโรคไข้หวัดนกอยู่นั้นเป็นสาเหตุมาจาก H5, H7, และ H9 หรือไม่

      c13

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      ผลิตภัณฑ์ยีสต์โปรตีน

      Featured

      c11ผลิตภัณฑ์ยีสต์โปรตีน  เป็นผลิตภัณฑ์แหล่งโปรตีนที่มาจากจุลินทรีย์ คือยีสต์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ส่วนประกอบของโปรตีนในเซลล์สูง โดยมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบประมาณ 40-50% (โดยน้ำหนักแห้ง)

       

       

      คุณสมบัติพิเศษ

      สามารถใช้เป็นแหล่งโปรตีนทดแทนได้ในภาวะที่แหล่งอาหารโปรตีนทั่วไปขาดแคลน เนื่องจากเป็นโปรตีนที่มาจากแหล่งจุลินทรีย์  ดังนั้นจึงมีข้อได้เปรียบมากกว่าแหล่งโปรตีน ที่มาจากเนื้อสัตว์หรือพืชโปรตีน กล่าวคือใช้ระยะเวลาเพาะเลี้ยงที่สั้นและรวดเร็วในการผลิต  เมื่อเทียบกับการเลี้ยงสัตว์ หรือการปลูกพืชโปรตีน  เนื่องจากจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ในช่วงเวลา 24- 48 ชั่วโมง อีกประการหนึ่งคือ ใช้พื้นที่ในการผลิตที่น้อยกว่า การใช้ฟาร์มในการเลี้ยงสัตว์ หรือพื้นที่ดินในการเพาะปลูกพืชโปรตีน  สามารถที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนทดแทนได้ในกรณีแหล่งอาหารโปรตีนขาดแคลน จุลินทรีย์ยีสต์ คัดมาจากยีสต์ที่มาจากแหล่งอาหารเช่น ผลไม้ หรือ อาหารหมักดองพื้นบ้าน  นำมาคัดเลือกสายพันธุ์ ที่มีปริมาณโปรตีนสูง และเป็นสายพันธุ์ปลอดภัยต่อการบริโภคและสิ่งมีชีวิต

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องผนึกสุญญากาศและเติมแก๊ส : Vacuum Sealer & Gas Injection

      Featured

      เครื่องผนึกสุญญากาศและเติมแก๊ส  เป็นเครื่องที่ออกแบบพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการบรรจุผลิตภัณฑ์โดยเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกรวดเร็วและสอดคล้องกับงานอุตสาหกรรมที่มีการบรรจุภัณฑ์ประเภทต่างๆ ไว้ในเครื่องเดียว ได้แก่ ประเภทของการผนึก ชนิดของวัสดุ บรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงอลูมิเนียมฟอยล์ ถุงพลาสติกชนิดหนา/บาง ขนาดความกว้างตั้งแต่ 10-40 ซม. หนา 80-200 ไมครอน เพื่อความสะดวก ลดต้นทุนการผลิตและเป็นการสนับสนุนการสร้างศักยภาพการผลิตผลิตภัณฑ์โดยวิศวกรไทย

      d2

       

       

      รายละเอียดเครื่อง

                                                                          (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดเครื่อง                                                75 x 40 x 40 เซนติเมตร

      ใช้งานแหล่งจ่ายไฟฟ้า                              AC 220V 50/60Hz

      กำลังไฟฟ้า                                                 700 วัตต์

      แรงดันลม                                                    5 บาร์

      ขนาดความหนาของพลาสติกที่ใช้ได้        80 – 200 ไมครอน

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

      เครื่องทอดสุญญากาศ : Vacuum Fryer

      Featured

      เครื่องทอดสุญญากาศ : Vacuum Fryer   เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการทอดผัก ผลไม้และเครื่องเทศต่างๆ ลดการเปลี่ยนแปลงสีและการสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการอาหารจากการทอด

      d1

       

      จุดเด่น

      ใช้ระบบสลัดน้ำมันในตัวด้วยการหมุน (900 rpm) ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความกรอบไม่อมน้ำมันและเก็บรักษาได้นาน ด้วยแรงดันสุญญากาศที่ทำได้ 0 ถึง -700 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ให้ความร้อนด้วยไฟฟ้า (ขดลวดความร้อน) ควบคุมอุณหภูมิด้วยอุปกรณ์ควบคุมแบบดิจิตอล (0-120C) มีชุดกรองเศษอาหารจากการทอด สามารถถอดทำความสะอาดได้ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับวัตถุดิบหลากหลายประเภท ขนาดและรูปร่าง

      เครื่องทอดสุญญากาศได้รับการวิจัยและพัฒนา โดยฝ่ายวิศวกรรมสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต เครื่องเครื่องทอดสุญญากาศ ให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อนำไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์

       

                                                                   รายละเอียดเครื่อง

       

      (กว้าง x ยาว x สูง)

      ขนาดความจุถัง (Capacity)                  100 ลิตร (l) – [Size: d50xh50cm]

      200 ลิตร (l) – [Size: d60xh60cm]

      ใช้งานแหล่งจ่ายไฟฟ้า ระบบแรงดัน     380V, 220V (3 Phase 4 Wire)

       

       

       

      สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th