ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

    เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา SOE Digital Transformation for Thailand 4.0 ที่จัดขึ้นโดยชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ในฐานะคนนอกวงการ IT เพราะส่วนใหญ่บุคลากรที่มีโอกาสได้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นคนในแวดวง IT ไม่ว่าจะเป็น Programmer, System analyst และ Network engineer ซึ่งแต่ละคนก็จะมีการใช้คำพูดด้วยคำศัพท์ที่เป็น Technical terms ที่ผู้เขียนไม่ค่อยคุ้นหู และไม่เข้าใจความหมายเท่าไรนัก เพราะผู้เขียนเป็นแค่ End user หรือผู้ใช้ระบบที่เขาเหล่านั้นได้พัฒนาขึ้นมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะ End user ที่เข้าร่วมในการสัมมนาในครั้งนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่านับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้เขียนได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยที่มุ่งมั่นจะพัฒนาระบบ Infrastructures, program และบุคลากร เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างเต็มรูปแบบ

  ในงานสัมมนา ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดและได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง SOE Digital Transformation for Thailand 4.0 ซึ่งท่านได้กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวข้ามผ่านความล้าหลังแล้ว และกลุ่มรัฐวิสาหกิจของไทยก็มีศักยภาพทั้งในเรื่องเงินทุน กำลังคน และเทคโนโลยีที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่ 4.0 และหากกลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยสามารถวางเป้าหมายร่วมกันได้ ท่านก็เชื่อว่ากลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนประเทศไทยความเป็นสู่ 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ ท่านยังเน้นย้ำว่าทุกรัฐวิสาหกิจควรที่จะตั้งเป้าร่วมกันคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยต้องไม่ลืมถึงความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการคมนาคม ระบบ logistic และการทำธุรกรรมการเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต ในส่วนของรัฐบาลเองก็กำลังดำเนินการอยู่ 5 เรื่องหลักๆ เพื่อการขับเคลื่อน Digital 4.0 ซึ่ง ก็คือ SIGMA แปลว่า S = Security (ความปลอดภัย), I = Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน), G = Government (รัฐบาล), M = Manpower (กำลังคน) และ A = Application (การประยุกต์ใช้) โดยทั้งหมดนี้ก็หมายความถึง การคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการในโลกออนไลน์และความมีเสถียรภาพของระบบต่างๆ การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายให้ครอบคลุม การทำระบบ e-government เพื่อให้ประชาชนมีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ของรัฐบาลได้อย่างทั่วถึง การพัฒนากำลังคนหรือบุคลากรที่จำเป็นเพื่อใช้พัฒนา วิเคราะห์ และวางระบบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และการนำเอาระบบต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเหล่านี้ก็เชื่อมโยงกับการเสวนาของ คุณเทวินทร์ วงวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คุณชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และคุณมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้งสามท่านได้กล่าวถึง ความพร้อมในด้าน Manpower และ Infrastructure ของหน่วยงาน นอกจากนี้ท่านทั้งสามยังยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ รวมไปถึงการเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเตรียมพร้อมเกี่ยวกับใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยบนระบบเครือข่ายความเร็วสูงที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ

 

 นอกจากนี้ในการเสวนาช่วงบ่ายของ ดร. ณัฐพล นิมมานพัชริทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล และ นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้ง RISE และ CEO บริษัท MCFIVA ทั้งสองท่านยังได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมของบุคลากรของภาครัฐให้มีความเป็นนักนวัตกร (Innovator) คือ การที่บุคลากรภาครัฐสามารถนำเอาผลงานวิจัยมาต่อยอดหรือสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้นี้ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเปลี่ยนวิถีชิวิตของผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สร้างความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา หรือประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้น นวัตกรจำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงมุมมองของนักลงทุนและสามารถสื่อสารกับนักลงทุนให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความแปลกใหม่และตอบสนองชีวิตในยุค digital 4.0 ได้ ซึ่งบุคลากรภาครัฐควรได้รับการฝึกฝนและพัฒนาทัศนคติ รวมถึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ และหลุดออกจากกรอบความคิดเดิมๆ เพื่อสร้างสรรค์งานที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่สังคม

 สำหรับในเรื่องของ Security นั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ก็ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ Cyber Security for New Generation ซึ่งในการบรรยายท่านก็ได้เน้นย้ำถึง การโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จำเป็นจะต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับเป้าหมายในการปฏิรูปธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานของระบบจำเป็นต้องเข้มแข็ง และสามารถตรวจจับเครือข่ายแปลกปลอมต่างๆ ที่แทรกซึมเข้ามาในระบบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เรื่องนี้นับว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่งของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ

  ในช่วงท้ายของงานซึ่งเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง Challenging to change in digital era โดย พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทำให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง ดังนั้นในยุคที่ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา บุคลากรภาครัฐจึงจำเป็นต้องพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแลงที่รวดเร็วเช่นนี้ เพราะคลื่นลูกใหม่แห่งความเปลี่ยนแปลงอาจจะถาโถมลงมาได้อีกในไม่กี่ปีข้างหน้า

 ท้ายสุดนี้ ข้อคิดที่ได้จากเข้าร่วมสัมมนาในฐานะ End user ผู้เขียนได้ตระหนักถึงสิ่งที่ End user ต้องเตรียมรับมือเพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ Digital literacy หรือความตระหนักรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

        เห็ดน้ำแป้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Russula  alborealata Hongo เป็นเห็ดพื้นเมืองในภาคอีสานของไทย ซึ่งจากผลการวิจัยของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พบว่า เห็ดชนิดนี้ มีสารสำคัญ คือ 4,5-dicaffeoylquinic acid มีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาที่สามารถช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ ลดภาวะเสี่ยงโรคมะเร็ง ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจดังกล่าว วว. จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากเห็ดชนิดนี้ขึ้น เพื่อถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการได้นำไปผลิตและจัดจำหน่ายกันค่ะ

หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38  หรือ
Call  center วว. โทร.0 2577 9300  ในวันและเวลาราชการ 
E-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

อทิตยา วังสินธุ์ 
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

     เมื่อกล่าวถึงสื่อ Infographic หลายคนคงจะรู้จักดีไม่มากก็น้อย ว่าเป็นสื่อที่มีการนำรูปภาพกราฟิกและข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ แผนผัง ตัวเลข ฯลฯ นำมาสรุปย่อและออกแบบให้ดูเข้าใจง่ายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากมนุษย์สามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อมูล เหมาะสำหรับคนยุคใหม่ที่ต้องการรับสารที่สั้นกระชับในเวลาจำกัด และกำลังเป็นที่นิยมในโลก Social Network แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีสื่อที่สามารถนำเสนอได้น่าสนใจและดึงดูดกว่านั่นก็คือ Gifographic

     Gifographic จะเรียกว่าเป็นสื่อที่พัฒนามาจาก Infographic ก็ว่าได้ ซึ่งมีการเพิ่มรูปแบบให้มีความน่าสนใจขึ้นด้วยภาพเคลื่อนไหว Gif (Graphics Interchange Format) Gifographic ประกอบด้วย ข้อมูล กราฟิก และภาพเคลื่อนไหว เราสามารถใช้โปรแกรมในการสร้างสื่อ Gifographic ได้หลากหลายโปรแกรม อาทิเช่น Adobe Photoshop, Adobe Illustrator หรือ Inkscape

Gifographic มีขั้นตอนในการผลิตดังนี้

  1. กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย ต้องการจะสื่ออะไรกับคนกลุ่มไหน เพื่อให้สามารถเลือกรูปแบบและเนื้อหาการนำเสนอได้ง่ายและเหมาะสมกับกลุ่มคนที่ต้องการสื่อสารด้วยมากที่สุด
  2. เลือกเนื้อหาในการนำเสนอ ในสื่อ Gifographic แต่ละชิ้นงานนั้น ควรเลือกเรื่องที่จะนำเสนอเพียงเรื่องเดียว หัวข้อเดียวเท่านั้น และกำหนดใจความสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารให้ชัดเจน
  3. สำรวจและรวบรวมข้อมูล ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่สำรวจและรวบรวมมาอย่างดีทุกครั้ง สามารถตรวจสอบที่มาที่น่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ ได้ เพื่อให้มีความถูกต้องของข้อมูลที่ต้องการจะสื่อสาร
  4. สร้างหัวเรื่อง (Topic) ที่น่าสนใจ คิดประเด็น สร้างหัวเรื่องให้น่าดึงดูดชวนให้ติดตามเนื้อหาต่อไป
  5. ออกแบบและผลิต ออกแบบ Gifographic ให้โดดเด่น สวยงาม สร้างกราฟิกสะดุดตา สีสันชวนมอง นอกจากจะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาดูแล้ว การจัดวางที่ดี จะช่วยให้ผู้อ่านทำความเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น และสื่อสารตรงประเด็น สั้น และกระชับใจความ จบภายในหน้าเดียว

ข้อดีของ Gifographic คือ

  • สร้างความน่าสนใจได้มากกว่า Infographic ด้วยการแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหว
  • แสดงผลได้บน Twitter และ Google+ เพียงแค่อัพโหลดภาพไฟล์ .gif ก็สามารถแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ทันที
  • มีคำอธิบายที่กระชับ เข้าใจได้โดยง่าย เพราะมนุษย์สามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อมูลที่ซับซ้อน
  • มีเอกลักษณ์ทำให้ง่ายต่อการจดจำ มีการใช้สีสันที่สะดุดตา พร้อมกับภาพกราฟิกที่สามารถเคลื่อนไหวได้
  • รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน

ข้อด้อยของ Gifographic คือ

  • ไม่แสดงผลทันทีบน facebook ทั้งนี้เพราะฟีเจอร์ของเว็บไซต์ facebook นั้นยังไม่รองรับภาพ gif แบบเคลื่อนไหว จึงต้องใช้วิธีฝากไฟล์กับเว็บไซต์อื่นก่อน เช่น giphy.com, pinterest.com ฯลฯ และไม่แสดงผลโดยอัตโนมัติ จะต้องทำการคลิกที่ภาพก่อนภาพจึงจะเคลื่อนไหว
  • ใช้เวลาดาวน์โหลดนานกว่า Infographic เนื่องจากเป็นภาพเคลื่อนไหว จึงทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ภาพปกติ
  • ใช้เวลาในการผลิตนานกว่า Infographic ถึงแม้ว่าขั้นตอนการออกแบบจะเหมือนกัน แต่ในขั้นตอนการผลิตนั้นจะใช้เวลามากกว่า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกแบบชิ้นงานจำนวนมากขึ้น และมีขั้นตอนของการทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหวเพิ่มมาอีกด้วย

     ด้วยเหตุผลนี้ Gifographic จึงถือเป็นสื่อใหม่ที่อาจจะได้รับความนิยมมากขึ้นต่อจาก Infographic เป็นตัวเลือกในการนำเสนอข้อมูลที่กระชับ ฉับไว สามารถเข้าใจได้ง่ายอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความสวยงามและมีรูปแบบที่ไม่น่าเบื่ออีกด้วย

เพ็ญศรี สมประจบ

กองสื่อสารภายใน

       ครู นับเป็นทรัพยากรบุคคลอันสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นเยาวชนที่ดี มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต การส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โครงการ “กิจกรรมดีๆ CSR พัฒนาครูวิทย์ ตามแนวคิด Thailand 4.0” จึงเกิดขึ้น โดยดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานคณะทำงาน CSR วว. กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการ คือ

  • เพื่อพัฒนาศักยภาพครูวิทยาศาสตร์ให้มีแนวคิด ทัศนคติ และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชนต่อไป
  • เพื่อส่งเสริมให้ครูวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยตรง เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์โดยตรงให้แก่ครูผู้สอน
  • เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงาน วว. กับชุมชนและสถานศึกษาในจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียง
  • เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วว. ไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการเผยแพร่ผลงาน วว. ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

วันที่เริ่มโครงการ วว. ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล กรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นประธานการเปิดงานท่านกล่าวว่า ฐานรากสำคัญของความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากบุคลากรที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ คือ “ครูวิทยาศาสตร์” ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเยาวชนให้เกิดความรู้ ความสนใจและใฝ่รู้ด้านวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น”

 การดำเนินโครงการและการเยี่ยมชม ศึกษา ดูงาน

       ผู้บริหารและคณะทำงานโครงการ CSR ได้ศึกษาข้อมูลและพิจารณาคัดเลือกครูที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คลองห้า จังหวัดปทุมธานี โรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงสถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา รวมครูที่เข้าร่วมกิจกรรม CSR ในครั้งนี้จำนวน 25 ท่าน โดย วว. ได้นำคณะครูเข้าเยี่ยมชม ศึกษา ดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อต่างๆ จากฐานเรียนรู้ของ วว. ได้แก่

  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรม
  • ศึกษาดูงานห้องปฏิบัติการต่างๆ

   นอกจากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในห้องเรียนแล้ว    คณะครูยังได้ไปเยี่ยมชม ศึกษา  และดูงาน ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เป็นหน่วยงานอีกแห่งหนึ่งของ วว. ที่ส่งเสริมความรู้เชิงวิชาการเกี่ยวกับสมุนไพร การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรหลากหลายชนิด โดย วว. ได้ทำการศึกษา ค้นคว้าคุณสมบัติและการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดต่างๆ อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สถานที่ๆ ไปเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน ณ สถานีวิจัยลำตะคอง ได้แก่

  1. แปลงสาธิตการปลูกพืชเชิงระบบ
  2. แปลงรวบรวมพันธุ์มะขามป้อม
  3. บล็อกประสาน วว.
  4. กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
  5. แปลงผักพื้นบ้าน
  6. อาคารสมุนไพร

 ประโยชน์ที่ได้รับ

ครูวิทยาศาสตร์ได้รับการพัฒนาศักยภาพ เพิ่มองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยตรง ครูสามารถนำความรู้ไปต่อยอดและถ่ายทอดให้แก่เยาวชน ได้เรียนรู้เรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์จากประสบการณ์จริง ส่งเสริมครูให้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้น เด็กก็ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงาน วว. กับชุมชนและสถานศึกษาบริเวณใกล้เคียงเทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานีอีกด้วย จากการติดตามผลเบื้องต้นพบว่า ครูหลายโรงเรียนได้นำประสบการณ์ไปถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ ทำให้เด็กมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลายมากขึ้นจากในตำรา

     เชิงอรรถ หรือ Footnote คือ ข้อความที่อยู่ส่วนข้างล่างท้ายกระดาษของแต่ละหน้า เพื่ออธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ของคำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่คัดลอกมาใช้ในรายงานที่อยู่ในหน้านั้นๆ

     ประเภทของเชิงอรรถ

  • เชิงอรรถอ้างอิง หรือ Citation Footnote เพื่อใช้แสดงถึงแหล่งที่มา
  • เชิงอรรถเสริมความ หรือ Content Footnote เพื่อใช้อธิบายขยายความ เสริมความ เพิ่มเติม
  • เชิงอรรถโยง หรือ Cross-reference Footnote เพื่อให้ผู้อ่านไปอ่านเพิ่มเติมในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดนั้นๆ ที่อยู่ในหน้าอื่นของรายงานฉบับเดียวกัน หรือ ในแหล่งอื่น ซึ่งมีรายละเอียดไว้แล้วและไม่ต้องการกล่าวซ้ำอีก

     วิธีการเขียนเชิงอรรถ

     ใช้ “ตัวยก” เป็นลำดับหมายเลข ระบุไว้ในหน้ากระดาษ 2 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ โดย

  • ตำแหน่งแรกใส่ไว้ต่อท้ายสุดของ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่ใช้ในรายงาน
  • อีกตำแหน่งใส่หมายเลขเดียวกันไว้หน้า คำ ข้อความ หรือ ประโยค ที่ใช้อธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ในรายการเชิงอรรถที่ส่วนข้างล่างของหน้าแต่ละหน้าที่อ้างถึง

     ทั้งนี้ การเรียงลำดับเลขของเชิงอรรถ ให้เริ่มเชิงอรรถแรกของแต่ละบทด้วยเลย 1 ต่อเนื่องกันไปจนจบบท เมื่อขึ้นบทใหม่หมายเลขเชิงอรรถจะเริ่มที่ 1 ใหม่เสมอ

     สำหรับเชิงอรรถระบุหน่วยงานของผู้วิจัย นอกจากจะระบุไว้ที่ส่วนข้างล่างของหน้ากระดาษแล้ว ต้องระบุไว้ที่หน้าบทคัดย่อในภาษาที่จัดทำรายงานดังนี้

  • รายงานที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า ABSTRACT
  • รายงานที่เป็นภาษาไทยทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า บทคัดย่อ

ตัวอย่างการเขียนเชิงอรรถ

นางวรรณวิภา กาญจนไวกูณฐ์
นักประชาสัมพันธ์
กองสื่อสารภายใน

      การศึกษาดูงานครั้งนี้ สืบเนื่องจาก วว. ได้กำหนดให้ ปี 2559-2560 เป็นปี “วัฒนธรรมนวัตกรรม” ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการ I Talk for TISTR Innovator 2017 ได้จัดการบรรยายถ่ายทอดความรู้ด้านนวัตกรรมจากวิทยากรภายนอก และภายในหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง และเห็นความสำคัญของการนำบุคลากรเยี่ยมชม ศึกษาดูงานหน่วยงานภายนอกด้านนวัตกรรม เพื่อเปิดโลกทัศน์ สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัย ต่อยอดความรู้ด้านนวัตกรรม ทำให้บุคลากรเกิดความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมใหม่ๆ สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ทั้งนี้ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ได้จัดการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center        และ บริษัท ศูนย์ วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมีผู้บริหารและพนักงานเข้าเยี่ยมชมจำนวน 32 คน

สรุปเนื้อหา

      การศึกษาดูงาน ณ SCG Open Innovation Center  และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด นั้น ได้รับการต้อนรับและการบรรยายจาก น.สพ. สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายขายและบริการคีย์แอคเคานต์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่สนใจมาเช่าพื้นที่ทำการ คณะผู้ร่วมศึกษาดูงานได้สรุปเนื้อหาที่เป็นประเด็นสำคัญ พอสรุปได้คือ สวทช. มีแนวคิด นโยบายการบริหารงานที่เปิดกว้าง แต่มุ่งวัตถุประสงค์เดียวกัน โดยเน้นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเป็นเพื่อนร่วมทาง สู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจ เน้นการเชื่อมโยงสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ร่วมวิจัยงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมกับหน่วยงานต่างๆที่หลากหลาย มีการแบ่งงานที่เป็นระบบ ชัดเจน ตลอดจนการสื่อสาร และการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ นับเป็นองค์กรวิจัยหลักของประเทศ เป็นหน่วยงานที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมจำนวนหลายล้านคนต่อปี ทั้งนี้มีหน่วยงานจำนวนมากเช่าพื้นที่ สวทช. โดยหน่วยงานต่างๆนั้น จะมีสภาพแวดล้อม การออกแบบห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่สร้างสรรค์และสวยงาม สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน

ประโยชน์ที่ได้รับและการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน

      การดูงานในครั้งนี้ ผู้ร่วมศึกษาดูงานได้รับประโยชน์มากมาย ได้แก่

  • ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้น การมองโลก กับมุมมองที่กว้างขึ้น
  • ทำให้เห็นบรรยากาศการทำงานที่เป็นระบบ มีความเป็นมืออาชีพ
  • การให้ความสำคัญกับการวิจัย มุ่งเน้นผลงานสู่เชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับบริษัทเอกชน และเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับหน่วยงานของรัฐ โดยทุกๆ อย่างเน้นการพัฒนางานวิจัย และต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการและตลาด
  • ได้แนวคิดการคัดกรองลักษณะงานวิจัย และแนวคิดใน Product แบบใหม่ๆ ที่มุ่งสู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงถ่ายทอดได้ รวมทั้งการคิดค้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำจากทรัพยากรชีวภาพ วัสดุรีไซเคิล วัสดุเพื่อโลกร้อน นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ครบทุกด้าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และตอบสนองการใช้งานของลูกค้า เช่น ต่อยอดวัสดุเพื่อ Smart home ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ SCG และเบทาโกร เช่น ซีเมนต์น้ำในทะเล ซีเมนต์ที่เป็น Insulator, ตัวอย่างซีเมนต์ที่ใช้ในกับงานทันตกรรม
  • ทำให้ได้เห็นมุมมองการทำงานที่หลากหลายของหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ต้องมีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์ และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และหาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ถ้าไม่สามารถพัฒนาตนเองในด้านนี้ได้แล้ว สิ่งที่แต่ละคนทำจะมีมูลค่าน้อย
  • การทำงานที่จะให้ได้ผลงานที่ดีและประสบความสำเร็จนั้น การพัฒนาทีมงานเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน
นักประชาสัมพันธ์
กองสื่อสารภายใน

       รูปแบบการจัดค่ายมีให้เห็นอยู่หลากหลาย เช่น ค่ายเยาวชน ค่ายอนุรักษ์พลังงาน ค่ายรักษ์ธรรมชาติ ค่ายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานค่ายเยาวชน “ค่ายสารคดี” ซึ่งจัดโดย นิตยสารสารคดี ทำให้ได้มุมมองที่น่าสนใจมาถ่ายทอดให้ทุกท่าน

ค่ายสารคดีคืออะไร

    ค่ายสารคดีคือค่ายสำหรับเยาวชนที่จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์คือ ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการเขียนบทความทั้งในแง่ของการเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ รวมถึงภาพประกอบเรื่องที่มีความสอดคล้องกันกับเนื้อหา จัดโดย นิตยสารสารคดี เป็นการบ่มเพาะนักเขียน และช่างภาพมือใหม่ ถ่ายทอดความรู้โดยนักเขียนมืออาชีพ และ ช่างภาพของนิตยสารสารคดี พร้อมกับ การลงพื้นที่จริง สัมภาษณ์จริง ในการได้ไปมีส่วนร่วมในครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 13 นิตยสารสารคดีเลือกลงพื้นที่ในตลาดหัวตะเข้ ชุมชนหลวงพรตท่านเลี่ยม เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่ผมอยู่ มีความโดดเด่นในเรื่อศิลปะ เพราะอยู่ใกล้วิทยาลัยช่างศิลป และ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมเป็นคนในชุมชน และได้เข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนของวิทยากรชุมชน พบว่าเป็นค่ายที่ได้ทั้งสาระความรู้และความสนุก ที่สำคัญได้ “นักเขียน” “นักถ่ายภาพ” รุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นหลายคน

การบริหารจัดการค่าย

       ในด้านการเตรียมงาน มีการลงพื้นที่ก่อนการจัดงานประมาณ 4 เดือน บุคลากรในนิตยสารสารคดีต้องสืบค้น กลั่นกรองข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ค้นคว้าลงสัมผัสพื้นที่และสัมภาษณ์ผู้รู้จากคนในชุมชน เพื่อเป็นแบบฝึกหัดในการปฏิบัติการเก็บข้อมูลอย่างเข้มข้นแบบเสมือนจริง โดยมีครูคอยประกบ ท่ามกลางการปฏิบัติจริงพร้อมรับสมัครและคัดเลือกเยาวชนระดับอุดมศึกษา จำนวนประมาณ 50 คน เพื่อทำกิจกรรมค่ายสารคดี


การประชาสัมพันธ์เชิญชวน

  ในด้านการประชาสัมพันธ์ นิตยสารสารคดีใช้ช่องทางการประกาศรับสมัครทั้งในนิตยสาร และสื่อทางโซเชียล เช่น Facebook, YouTube อย่างต่อเนื่อง มีหลากหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรการเขียนบทความแบบมืออาชีพ สำหรับบุคคลทั่วไป  วิธีการเข้าถึงง่ายมาก เมื่อค้นหาในกูเกิล พิมพ์ข้อความ ค่ายสารคดี ก็เจอกิจกรรมมากมาย

สาระที่ได้ในวันงาน

    วันงานห้องเรียนค่ายสารคดีที่ตลาดหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันกับอีกสัปดาห์ เพื่อกลั่นกรอง ร้อยเรียงเรื่องราวที่เก็บมา ให้กลายเป็นงานเขียน แต่ในระหว่างขั้นตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญในการทำหนังสือและภาพประกอบ คัดประโยคเด็ด ซึ่งเป็นวรรคทองและภาพประกอบที่มีการนำเสนอที่น่าสนใจ แบ่งปัน แลกเปลี่ยน แนะนำ วิธีคิดต่างๆ เช่น

“ตลาดหัวตะเข้ ขายความเงียบอันเรียบง่าย”  – ป้าอ้อย จิตอาสาหนึ่งในทีมฟื้นฟูตลาดหัวตะเข้

“ชีวิตนอกกรอบ เป็นสุขได้เพราะมีกรอบ”  สรุปภาพชีวิตของคนทำกรอบรูปที่ตลาดหัวตะเข้

“แท้ ไม่แท้ เก่าใหม่ ได้หมด มันอยู่ที่ใจ พระอยู่ไหนก็ไม่เสื่อม”คำพูดของ จี๊ด (ณรงค์ศักดิ์) เซียนพระใต้สะพาน กล่าวถึงพระเครื่องบนแผง

   คำพูดบางประโยคที่คัดมาของนักศึกษาในค่ายสารคดี มีท่วงทำนองที่น่าสนใจ สามารถพัฒนาไปเป็นนักเขียนในอนาคตได้เป็นอย่างดีเป็น”วรรคทอง” เหมือนดอกไม้สีแดงสด ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว เป็นจุดเด่นที่ทำให้ตื่นตา ตื่นใจ อยากอ่านบทความต่อไป (รายละเอียดต่างๆ ได้จากบทความของนายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสารสารคดี)

นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพถ่ายโดย นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นิตยสารสารคดี บรรยากาศระหว่างบรรยายเรื่อง “กราฟฟิตี้”

สถานที่ที่น่าสนใจในตลาดหัวตะเข้มีมากมาย คัดมาในส่วนที่น่าสนใจ เช่น ร้านเอเฟรม รับทำกรอบรูป (มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9), หมอนวดตาบอด, กราฟฟิตี้กับชุมชนเก่า  ความลงตัวกับวิถีที่แตกต่าง,การทำผักกาดดอง,การทำขนมใบไม้  ฯลฯ ผลลัพธ์ของการดูงานค่ายสารคดี ทำให้ได้เห็น นักเขียน นักสร้างจินตนาการ นักถ่ายภาพที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากสิ่งที่เห็นและเผยแพร่ถ่ายทอดให้สาธารณชนรับรู้ นับว่าเป็นค่ายที่ “สร้างคน” สร้างผลงานด้านการเขียนที่คุ้มค่าและมีประโยขน์จริงๆ

ภาพถ่ายโดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล นิตยสารสารคดี

     เนื่องจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ที่ดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา และบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 50 ปี ดังนั้นจึงมีการระดมความคิดกันภายในจนได้ข้อสรุปเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว. ที่อยากมาแบ่งปัน พอสรุปได้ดังนี้

  • ภาษาที่ใช้ ควรระวังไม่นำภาษาพูดที่เข้าใจกันเองในห้องปฏิบัติการมาใช้ในการเขียน
  • ความสม่ำเสมอของรายงาน ควรระวังการใช้คำที่อาจเขียนได้หลายแบบ โดยเลือกแบบหนึ่งแบบใดและเขียนให้เหมือนกันทั้งฉบับ เช่น หน่วยวัดอุณหภูมิ หรือ สัดส่วนทางคณิตศาสตร์

ควรเลือกเขียนแบบหนึ่งแบบใด เป็นต้น

  • การระบุปี ควรใส่ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ไว้หน้าตัวเลขของปีด้วย เช่น พ.ศ.2558 หรือ ค.ศ.2015 แทนการใส่ว่า ปี 2558 หรือ ปี 2015 เฉยๆ เพื่อป้องกันการสับสนและคลาดเคลื่อน
  • ชื่อเฉพาะที่มาจากภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอื่น ปกตินิยมเขียนเป็นภาษาไทย และ ภาษานั้นๆ ร่วมกัน เช่น ไบโอดีเซล (อังกฤษ: biodiesel) ในครั้งแรกที่ปรากฏในรายงานวิชาการ จากนั้นควรใช้ชื่อเฉพาะนั้นเป็นภาษาไทยต่อไป เช่นในที่นี้ใช้ ไบโอดีเซล ต่อไปให้เหมือนกันทั้งรายงาน ไม่ควรใช้สลับภาษากันไปมา
  • การทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ ให้ยึดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสภา โดยศึกษาได้จาก เว็บไซต์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา หรือ หนังสือศัพท์วิทยาศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสภา