10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep3: Democratization (ดิโมเครติเซชัน)

e-KYC : Electronic Know Your Customer นวัตกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

โดย นายธันยกร อารีรัชชกุล และ ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) สำนักดิจิทัลและสารสนเทศ

บริการด้านการเงินสำหรับผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลโดยเฉพาะในช่วงโควิท-19 สถาบันการเงินหลายแห่งมีการนำเทคโนโลยี electronic Know-Your-Customer (e-KYC) หรือการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาช่วย เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้ประสบการณ์ลูกค้าเป็นไปอย่างราบรื่น

เทคโนโลยี e-KYC ใช้เพื่อลดขั้นตอนการแสดงตัวตน หรือระบุตัวตนของลูกค้า (Identification & Verification) ช่วยลดขั้นตอนการทำความรู้จักลูกค้าใหม่ โดยสถาบันการเงินไม่พบหน้าลูกค้า แต่มีประสิทธิภาพและคุณภาพเทียบเท่าการพบหน้ากัน เพื่อป้องกันการกระทำความผิดและปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินของลูกค้าหากเกิดความผิดพลาด เช่น การใช้ตัวตนปลอมหรือใช้ข้อมูลบุคคลอื่นในการเปิดบัญชี การซื้อขายแทนกัน หรือการถูกลักลอบใช้บัญชีซื้อขาย การถูกยักยอกเงิน 

รูปแบบการยืนยันและพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าถูกนำมาใช้ในกระบวนการ e-KYC คือ การยืนยันตัวตันด้วยชีวภาพ (Biometrics) เช่น ม่านตา ใบหน้า ลายนิ้วมือ เสียงพูด DNA เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ในประเทศอินเดีย การใช้หมายเลขไอดีดิจิทัล Aaadhaar ผ่าน e-KYC เพื่อเปิดบัญชี หรือทำธุรกรรมทางการเงิน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสถาบันทางการเงิน  โดยรัฐบาลอินเดียวได้จัดตั้งหน่วยงาน  Unique Identification Authority of India (UIDA) ขึ้น ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ดำเนินการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น  ชื่อ นามสกุล อายุ เพศ ที่อยู่ ลายนิ้วมือ และม่านตา เพื่อระบุตัวตน โดยผู้ลงทะเบียนจะได้รับบัตร Aadhaar ซึ่งจะมีหมายเลข 12 หลัก เป็นเลขประจำตัวอยู่ในฐานข้อมูลกลางซี่งมีหน่วยง่านของรัฐบาลเป็นผู้ดูแล บัตร Aadhaar ช่วยให้การระบุตัวตนของคนอินเดียวทำได้ง่ายและรวดเร็วมาก ไม่ต้องเตรียมเอกสารซ้ำซ้อน และใช้ประโยชน์จากการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ สถาบันการเงิน เช่น  การเปิดบัญชีธนาคาร ATM โทรศัพท์มือถือ ใบขับขี่

ธนาคารต่าง ๆ ในประเทศไทยได้รับอนุญาตให้นำเทคโนโลยีการจดจำและเรียนรู้ใบหน้า (Biometric facial recognition) มาใช้ในการยืนยันตัวตน ในการเปิดบัญชีเงินฝากจากระยะไกล (Remote account opening)  โดยอ้างอิงข้อมูลบริการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (National Digital ID – NDID) ซึ่งบันทึกประวัติการทำธุรกรรมการเงิน ทั้งนี้ธนาคารในประเทศไทยและผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินได้เริ่มนำเทคโนโลยีไบโอเมตริกมาใช้ภายใต้โครงการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ชื่อว่า  “โครงการ Regulatory Sandbox” 

หลาย ๆ ประเทศที่ประชากรในอัตราการไม่รู้หนังสือระดับสูง และมีประชากรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลยากลำบากในการเดินทางเพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินได้เห็นประโยชน์จากการนำ e-KYC มาใช้ จะเห็นได้ได้รับประโยชน์เชิงพาณิชย์และการปฎิบัติตามกฏระเบียบข้อบังคับ

ทั้งนี้ การเปิดบัญชีรับฝากเงินหรือการรับเงินจากประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์สถาบันการเงิน จะต้องขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการระบุตัวตนของผู้ใช้บริการสถาบันการเงินต้องจัดให้มี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ Video Conference ที่เจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินสามารถสัมภาษณ์และ สังเกตพฤติกรรมของลูกค้าในขณะนั้นได้ (Real time) โดยมีคุณภาพของภาพและเสียงที่ชัดเจนเพื่อให้มั่นใจว่า เป็นลูกค้าที่ต้องการมาเปิดบัญชีรายนั้นจริง และหากสถาบันการเงินต้องการใช้วิธีการหรือเทคโนโลยีอื่น ทดแทนนอกเหนือวิธี Video Conference ให้สถาบันการเงินขออนุญาตต่อธนาคารแห่งประเทศไทย            ส่วนการพิสูจน์ตัวตนในการเปิดบัญชีผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเครื่องมือของลูกค้า เช่น เครื่อง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ และโปรแกรมระบบงาน (Application) ที่สถาบันการเงินได้จัดเตรียมไว้ สถาบันการเงินต้องใช้ระบบการตรวจสอบสถานะของข้อมูลและบัตรประจ าตัวประชาชนของลูกค้าที่เป็นปัจจุบัน ประกอบกับระบบการตรวจสอบลายนิ้วมือของลูกค้าเป็นอย่างน้อย หากต้องการใช้เทคโนโลยีอื่นนอกจาก      ที่ระบุให้ขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นรายกรณี (“ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 7/2559”, 2561, น.46-53 ; สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย, 2560

ภาพ กระบวนการลงทะเบียน การพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยระบบ Digital ID ที่มา: แนวปฏิบัติในการน าเทคโนโลยีมาใช้ในการท าความรู้จักลูกค้า โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์, 2561, https://capital.sec.or.th/webapp/phs/upload/phs1540966630 hearing_45_2561_s01.pdf

Type of Malware

8 ประเด็นสำคัญ จาก พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องรู้

Contactless Payment ประสบการณ์การสนุกๆ ที่ปลอดภัย

โดย ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา 

วันนี้อยากจะมาเล่าถึงประสบการณ์การใช้ Contactless Payment  ซึ่งเหมาะกับช่วงเวลา Covid 19 Outbreak เช่นนี้มาก เนื่องจากเราไม่ต้องสัมผัสกับปากกาหรือแผ่นรองเซ็นชื่อจากสถานประกอบการ และไม่ต้องจับเงินสดที่อาจมีเชื้อ Covid 19 ปนเปื้อนอีกด้วย  ซึ่งประสบการณ์การใช้ Contactless Payment นั้น จริงๆ แล้วเกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีโรคระบาดหลายปี ด้วยความที่การจ่ายเงินด้วยระบบนี้ มันมีความสะดวกและรวดเร็ว แถมยังปลอดภัยเพราะจำกัดยอดอยู่ที่ 1,500 บาท เท่านั้น  ทำให้เราใช้ค่อนข้างบ่อย เพราะมั่นใจในความปลอดภัยของระบบ เนื่องจากเราไม่สะดวกใจในการยื่นบัตรไปให้คนแปลกหน้ารูด เพราะกังวลในการถูก copy ข้อมูล เพื่อไปทำบัตรปลอม ดังนั้นระบบนี้จึงตอบโจทย์คนเช่นเราได้เป็นอย่างดี

สำหรับประสบการณ์ในการใช้  Contactless Payment ของเรา มีทั้งการใช้ในรูปแบบของบัตรเครดิตธรรมดา และในโทรศัพท์ผ่านระบบ Samsung Pay  ในส่วนของระบบที่ผ่านทางบัตรเครดิตธรรมดานั้นไม่มีอะไรแปลกใหม่ เราเพียงแค่นำไปทาบกับเครื่องรับชำระ (Electronic Data Capture:EDC) เมื่อเครื่องอ่านเรียบร้อย บัตรก็จะถูกตัดไปตามยอดชำระ  หากบังเอิญมี error เกิดขึ้น พนักงานที่รับชำระสามารถทำการยกเลิกยอดให้เราได้ทันทีเช่นเดียวกับแบบที่เราต้องเซ็นชื่อ หรือใส่หมายเลข PIN แต่เท่าที่ใช้มาหลายครั้งนั้น ไม่เคยมียอดชำระที่ตัดเกินไป 2 ครั้งเกิดขึ้นเลย  สำหรับยอดชำระนั้น สามารถชำระได้ในหลักสิบบาท เพราะเราเคยนำไปใช้ชำระค่าโดยสารรถเมล์ได้ ซึ่งเราได้ทดลองมาแล้วกับรถเมล์สาย 522 ตอนที่นั่งกลับมาจากอนุเสาวรีย์ฯ ซึ่งตอนนั้นเราได้เห็นประกาศทางสื่อต่างๆ ว่า รถเมล์ไทยรองรับ Contactless Payment แล้ว เรากับเพื่อนจึงได้ขอลองจ่ายดูด้วยบัตรคนละใบ ซึ่งคุณพี่กระเป๋ารถเมล์ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร รับชำระอย่างเต็มใจ คาดว่าทาง ขสมก. คงได้อบรมพนักงานมาแล้วเป็นอย่างดี เราและเพื่อนจึงชำระค่าโดยสารผ่านทางระบบดังกล่าวได้อย่างสะดวกสบาย 

สำหรับในส่วนของ Contactless Payment ผ่านโทรศัพท์มือถือนั้น iPhone ของประเทศไทยยังไม่เปิดให้ใช้ระบบดังกล่าว แต่ Sumsung นั้นมีแล้ว ซึ่งนั่นก็คือ Sumsung Pay นั่นเอง แต่ก่อนจะใช้งานนั้น เราต้องทำการ add บัตรเครดิตของเราเข้าไปในระบบของ Sumsung Pay ก่อน เมื่อทำตามขั้นตอนต่างๆ ครบถ้วน และได้ virtual card ของเราปรากฏในระบบของ Sumsung Pay แล้ว เราก็สามารถชำระเงิน โดยเปิดระบบ และนำหน้าจอโทรศัพท์ที่เปิดระบบไว้ไปทาบกับเครื่องรับชำระ EDC ได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิตปกติ ระบบนี้ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่าง Magnetic Secure Transmission (MST) และ Near Field Communication (NFC) ของ Sumsung นั่นเอง ซึ่งการชำระเงินผ่านทาง Sumsung Pay นั้น แม้ว่าจะไม่ต่างจากบัตรจริงก็ตาม แต่ว่าจากประสบการณ์ของเราและเพื่อนนั้น ค่อนข้างไม่ราบรื่นนัก ไม่ใช่เพราะระบบที่ทำให้ไม่ราบรื่น แต่เป็นพนักงานรับชำระต่างหาก  เพราะทุกครั้งที่เราและเพื่อนบอกว่า จะชำระด้วยบัตรเครดิต แต่เรายกโทรศัพท์ขึ้น พนักงานมักจะเปิดระบบ QR Code (Quick Response Code) ขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากคิดว่าเราจะจ่ายด้วยการสแกน QR code จนทำให้พวกเราต้องบอกซ้ำว่า ชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่งก็ต้องรอให้พนักงานเปลี่ยนเครื่อง EDC mode รับชำระผ่านบัตคเครดิตอีกครั้ง จึงเอาโทรศัพท์ไปทาบได้ ซึ่งสร้างความงุนงงให้พนักงานบ่อยครั้ง จนหากไปร้านที่มีคนเยอะๆ เราจึงไม่กล้าที่จะชำระด้วย Contactless Payment ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะกลัวจะช้า ในการที่ต้องมาเสียเวลาอธิบายให้พนักงานฟัง เรามักจึงมักจะเลือกจ่ายด้วยวิธีนี้กับร้านประจำที่มีสัญลักษณ์ Samsung Pay เท่านั้น 

จากประสบการณ์ ที่ผ่านมา จึงพอสรุปได้ว่า เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านเพื่อจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Soceity) โดย Covid 19 อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เราเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเร็วขึ้น เพราะผู้คนจะเริ่มกลัวการติดเชื้อไวรัสจากการสัมผัสเงินสด และหันมาชำระเงินผ่าน Contactless Payment กันมากขึ้น ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ และเปิดใจยอมรับกับ Contactless Payment ให้มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้น ก็คือ ผู้ให้บริการ ที่จำเป็นต้องอบรมพนักงานให้เข้าใจถึงเทคโนโลยี Contactless Payment ให้ดี เพื่อที่จะได้ให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็ว ดังเช่นคุณพี่กระเป๋ารถเมล์สาย 522 ท่านนั้น ที่สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาให้บริการได้อย่างน่าประทับใจ

10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep2: Multiexperience (มัลติเอ๊กซพีเรียซ)

10 สุดยอดแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์สำหรับปี 2020 โดย Gartner The series Ep1: Hyperautomation (ไฮเปอร์ออโตเมชัน)