ลองกองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นพืชหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจและนิยมปลูกกันมากแหล่งปลูกที่สำคัญของไทยคือ ภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ยะลา นครศรีธรรมราช ชุมพร ปัตตานี ระนอง สงขลา พังงา และภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี ระยอง ตราด ที่เหลือเป็นส่วนภาคอื่นๆ เช่น อุตรดิตถ์ เป็นต้น ส่วนใหญ่มักนิยมปลูกเพื่อบริโภคภายในประเทศ จะมีการส่งออกต่างประเทศบ้างเล็กน้อย เนื่องจากสภาพปัญหาผลผลิตคุณภาพต่ำและการหลุดร่วงของผลจากช่อ รวมทั้งการเสื่อมคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวเร็ว โดยสีผิวจะเปลี่ยนจากสีเหลืองนวลเป็นสีน้ำตาลไหม้ ตลอดจนมีอาการผลเน่าเร็ว

      ลองกองเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี และฟอสฟอรัส มีสรรพคุณในการลดความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ การรับประทานลองกองเป็นประจำก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้เป็นไข้ ตัวร้อน ป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้อนในขึ้นภายในปากอีกด้วย ลองกองมีเมล็ดน้อยหรืออาจจะไม่มีเมล็ดเลย แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด คือ ลองกองแห้ง ลองกองน้ำ ลองกองปาลาแม หรือลองกองแปร์แมร์

      แม้ว่าลองกองจะจัดเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินและแร่ธาตุ รวมทั้งสารอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ที่จะนำไปสู่สุขภาพที่ดี แต่เพราะประสบปัญหาราคาตกต่ำเนื่องจากล้นตลาด จึงมีแนวคิดในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมการแปรรูปลองกอง โดยต้องการให้เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะเพิ่มความหลากหลายและเพิ่มมูลค่าให้กับลองกอง เนื่องจากการบริโภคสดหรือการแปรรูปโดยการทำแห้ง ทำให้ลองกองมีมูลค่าไม่สูงมากนักแต่ถ้านำมาแปรรูปจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

      ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการตามแนวพระราชดำริเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลองกอง ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดให้แก่เกษตรกรในช่วงฤดูกาล และช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตนอกฤดูกาลให้มีมูลค่าสูงขึ้น ตลอดจนเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย อันจะช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งกิจกรรมได้ดังนี้

  1. วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง โดยควบคุมคุณภาพวัตถุดิบให้ตรงตามข้อกำหนด  GAP จนได้ออกมาเป็น น้ำลองกองเข้มข้น, น้ำลองกองพร้อมดื่มเสริมสุขภาพ , ลองกองในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง และลองกองแช่อิ่มอบแห้ง
  2. วิจัยและพัฒนาเครื่องจักรต้นแบบแปรรูปการผลิตภัณฑ์และ/ หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง จนได้ เครื่องล้างและปลิดขั้วลองกอง และเครื่องสกัดน้ำลองกอง
  3. วิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ  บรรจุผลิตภัณฑ์และ/หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปลองกอง ในลักษณะของบรรจุภัณฑ์ที่สามารถเก็บรักษาคุณภาพด้าน  สี  กลิ่น รส และคุณค่าทางโภชนาการให้คงอยู่กับผลิตภัณฑ์
  4. ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์และ/หรือลองกองสำเร็จรูปเพื่อการศึกษาทดลองผลิตภัณฑ์  ทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์
  5. ศึกษาประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์  เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชน   เกษตรกรชาวสวนที่ปลูกลองกอง

        เห็ดน้ำแป้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Russula  alborealata Hongo เป็นเห็ดพื้นเมืองในภาคอีสานของไทย ซึ่งจากผลการวิจัยของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พบว่า เห็ดชนิดนี้ มีสารสำคัญ คือ 4,5-dicaffeoylquinic acid มีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาที่สามารถช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ ลดภาวะเสี่ยงโรคมะเร็ง ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจดังกล่าว วว. จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากเห็ดชนิดนี้ขึ้น เพื่อถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการได้นำไปผลิตและจัดจำหน่ายกันค่ะ

หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38  หรือ
Call  center วว. โทร.0 2577 9300  ในวันและเวลาราชการ 
E-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

 

โดย ดร. นิกร  แก้วแพรก

         ปัจจุบันการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ อาทิ พลังงานความร้อน (thermal energy) พลังงานลม (wind energy) และพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน และจากภาวะขาดแคลนพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลายประเทศได้ให้ความสนใจในการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานหลักจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างประเทศไทยได้เริ่มมีการใช้พลังงานทดแทนอย่างเช่น แก๊สโซฮอล์ และ  ไบโอดีเชล ที่เห็นเป็นรูปประจักษ์ เมื่อไม่นานมานี้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นจากโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์ภายในโครงการและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้ยังอ่างเก็บน้ำหนองเสือแล้วปล่อยน้ำลงมาเพื่อใช้ในด้านเกษตรกรรมของโครงการชั่งหัวมัน และยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสูบน้ำบาดาลด้วยโซลาเซลล์อีกมากมาย อาทิ โครงการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนเพื่อลดต้นทุนการผลิตระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3 กิโลวัตต์ ของกลุ่มเกษตรบ้านหางแขยง ตำบลหางน้ำสาคร อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นต้น

ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบปัญหาภัยแล้งจากภาวะการขาดแคลนน้ำใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างมาก ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มีส่วนช่วยเหลืออย่างมากมายในการเป็นแหล่งพลังงานทดแทนด้านกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและประสบปัญหาภัยแล้ง แต่อาจยังไม่คลอบคลุมในหลายๆจังหวัดของประเทศไทย มีการคาดการณ์อีกว่าในปี 2560 อาจจะเกิดภัยแล้งขึ้นอีกครั้ง ระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จึงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากปัจจัยด้านราคาของวัสดุและอุปกรณ์มีราคาถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และจากการนำระบบผลิตไฟฟ้ามาใช้กับการสูบน้ำบาดาล บทความนี้จะกล่าวถึงการประยุกต์เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนสำหรับระบบประปาบาดาลเพื่อใช้อุปโภคและบริโภคสำหรับหมู่บ้านและลดต้นทุนด้านกำลังไฟฟ้าด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell) พร้อมระบบสำรองพลังงาน (battery backup)

 

รูปที่ 1 ระบบประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

หลักการทำงานของระบบ

เทคโนโลยีระบบสูบน้ำประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (The Photovoltaic Systems) พร้อมระบบสำรองพลังงาน มีหลักการทำงานดังต่อไปนี้

  • ขณะสูบน้ำขึ้นหอถัง
    • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีเพียงพอ พลังงานไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังเครื่องสูบน้ำผ่านเครื่องควบคุมหรืออินเวอร์เตอร์ และประจุสะสมเข้าแบตเตอรีสำรองไฟฟ้า
    • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีไม่พอสำหรับเครื่องสูบน้ำ พลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะสมไว้ในแบตเตอรีจะถูกนำมาเสริมกับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์เพื่อให้ระบบเกิดการทำงานสมดุลแบบอัตโนมัติ
    • และในกรณีฉุกเฉิน เช่นพลังงานไฟฟ้าทั้งจากแสงอาทิตย์และไฟฟ้าจากแบตเตอรีสำรองมีไม่เพียงพอ หากมีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเชื่อมเข้ากับเครื่องควบคุม ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายพลังงานให้กับเครื่องสูบน้ำและสามารถประจุแบตเตอรีในเวลาเดียวกัน (เช่น ในช่วงเวลาที่มีฝนตกต่อเนื่อง)
    • พลังงานที่ถูกสะสมในแบตเตอรี ยังสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ได้ ในขณะเครื่องสูบน้ำทำงาน เช่น ระบบแสงสว่าง กล้องวงจรปิด หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพิ่มเติมตามความต้องการ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ข้างต้นให้เข้ากับระบบสูบน้ำประปาบาดาลในปัจจุบัน

ระบบสูบน้ำบาดาลสามารถพิจารณาได้จากเครื่องสูบน้ำในแต่ละรุ่นประกอบไปด้วยประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยของมอเตอร์อยู่ที่ประมาณ 55% ของประสิทธิภาพโดยรวมและเมื่อชดเชยกับค่าการสูญเสียทางไฟฟ้า 5% ดังนั้นกำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์แต่ละรุ่นจึงมีขนาดดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 กำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์

 

การนำพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบสูบน้ำประปาบาดาลจะต้องมีความสัมพันธ์กับอัตราการสูบที่กำหนดไว้นั้น เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง หากคำนวณเฉพาะแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ สามารถสรุปได้ดังแสดงในตารางที่ 2

 

 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบอัตราการสูบกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการ

 

จากข้อมูลเชิงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทพบว่า ระบบมีความต้องการใช้น้ำสูงสุด (peak demand) 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า 06.00-08.00 น. และช่วงเย็น 16.00-18.00 น. ทั้งในกรณีประปาเพื่อการเกษตรและประปาหมู่บ้าน (ทั้งนี้เวลาอาจแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการ (peak demand) ได้

ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบขนาดเครื่องสูบน้ำกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

 

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลานอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือเวลา 08.00-16.00 น. จะเป็นระยะเวลาที่พลังงานแสงอาทิตย์ที่ความเข้มของแสงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และยังเป็นช่วงเวลาที่ระบบประปาบาดาลสามารถสูบน้ำเข้าหอถังพักน้ำจนเต็ม จนกระทั่งระบบหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติในท้ายที่สุด หากนำปัจจัยด้านเวลามาพิจารณาจะพบว่า ระบบสูบน้ำจำเป็นจะต้องมีพลังงานส่วนเกิน (06.00-08.00 น. และ 16.00-18.00 น. รวม 4 ชั่วโมง) ที่สามารถชดเชยและนำมาประจุสะสมเข้าแบตเตอรีเพื่อนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่จำเป็น

การประยุกต์เทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนอย่างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบประปาบาดาลทำให้เราสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าลงไปได้อย่างมากมาย มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี และเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้ทรัพยากรน้ำยามขาดแคลนในช่วงหน้าแล้ง

ปุ๋ยอัลจินัวเป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท อัลโกเทค จำกัด  ปุ๋ยอัลจินัวเป็น ปุ๋ยที่ได้จากจุลินทรีย์จำพวกสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศเป็นแอมโมเนียซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเพิ่มปุ๋ย ไนโตรเจนให้แก่ดินและเพิ่มผลผลิตข้าว สาหร่ายนี้เจริญได้ดีในดินชื้นแฉะหรือดินนา น้ำขัง

h10

เมื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพจึงเหมาะที่จะนำ ไปใช้ในดินที่ปลูกข้าว โดยทางปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดในหลายจังหวัดของประเทศไทยว่า สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่นำมาผลิตเป็น ปุ๋ยชีวภาพ สามารถตรึงไนโตรเจน จากอากาศได้จำนวนมาก คิดเทียบกับปุ๋ยยูเรียได้ 8–10 กิโลกรัม ต่อไร่ ในแต่ละฤดูการ ปลูกข้าว นอกจากนั้น ยังสามารถขับสารจำพวกฮอร์โมนที่ช่วยการ เจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรง ให้ผลผลิตสูง และปุ๋ยชีวภาพ นี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวตายลงจะให้อินทรียวัตถุแก่ดินทำให้โครงสร้างดินดีขึ้น การเพาะปลูกพืชหลังการทำนาจะได้ผลดี

ในกรณีที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนาข้าวก็จะได้ผลดีด้วย เพราะสาหร่ายเป็นอาหารของปลาและในสาหร่ายมีโปรตีน 65% ทำให้ปลาเจริญเติบโต ได้อย่างรวดเร็วและสาหร่ายนี้แพร่พันธุ์ได้เร็วจึงทันกับการเป็นอาหารของปลา สิ่งขับถ่ายของปลาจะเป็นปุ๋ยในนาข้าวและกระตุ้นการ เจริญเติบโตของสาหร่ายได้อีกทางหนึ่ง

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท อัลโกเทค จำกัด 109/4 ตำบลบางระกำ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 73120 โทร. 0-2319-6677 แฟกซ์ 0-2319-4224

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Khamin Gel & Khamin Oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท อิโคเว็ท จำกัด วว.พัฒนาสมุนไพรขมิ้นชัน เป็นยารักษาโรคผิวหนังอักเสบในสุนัข โดยพัฒนาในรูปแบบของ เจล Khamin Gel ใช้ทารักษาโรคผิวหนังอักเสบ ผื่น ตุ่มมีหนอง ฝี แผลติดเชื้อจากแบคทีเรีย มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการคัน และบำรุงขนให้เงางาม ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และดื้อยา

สเปรย์ Khamin Oil ใช้ฉีดพ่นรักษาโรคผิวหนังอักเสบ แผลติดเชื้อจากเชื้อรา แบคทีเรียและยีสต์ ผิวหนังเป็นสะเก็ด แห้ง คันจากเชื้อรา ตามตัวและผิวหนังส่วนอื่น เช่น ซอกเท้า รอยพับต่างๆ ช่วยลดอาการคัน ช่วยบำรุงขน ขนงอกใหม่เร็วขึ้น ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และดื้อ  ซึ่งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมยาทา แก่สัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากสมุนไพรไทย สามารถใช้ทดแทนยาสังเคราะห์และลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ

h9

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท อิโคเว็ท จำกัด โทร. 0-2940-2750-51 ซอยลาดปลาเค้า 6 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 e-mail : info@ecovett.com http://www.ecovett.com

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

เจลสูตรสมุนไพร รอยัล เฮิร์บ : Royal Herb เป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท รอยัล เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้  โดยเริ่มจากการสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรที่ใช้ในลูกประคบ จากนั้นนำมาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบเจลพร้อมใช้ เพื่อความสะดวกในการใช้โดยยังคงประสิทธิภาพในการรักษาและผ่านการทดสอบทางด้านความปลอดภัย  การพัฒนาสูตรตำรับยาแผนโบราณให้อยู่ในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการดำรงไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทย และเพื่อให้การแพทย์แผนไทยเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

h8

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท รอยัล เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้ จำกัด ที่อยู่ 25 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 68 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700 โทร. 08-3545-8800 e-mail : sales@rhb.co.th, www.facebook.com/thairoyalherb

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

สาหร่ายมุกหยก Nostoc เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท อิที่ บริษัท สยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด  สาหร่ายนอสตอค (Nostoc sp., Cyanophyta) หรือในชื่อภาษาไทยคือ สาหร่ายไข่หิน ดอกหิน เห็ดหิน เห็ดยาควร เป็นสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่ตรึงไนโตรเจนได้ ตามภูมิปัญญาไทยเชื่อว่ามีสรรพคุณในการรักษาระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมทั้งช่วยลดอาการร้อนใน ภูมิปัญญาจีนมีความเชื่อว่า การบริโภคสาหร่ายในสกุลนอสตอค ช่วยรักษาโรคเก๊าต์ มะเร็ง ตาบอดในเวลากลางคืน แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ตลอดจนอาการเจ็บป่วยต่างๆ ส่วนภูมิปัญญาญี่ปุ่นพบว่าจะช่วยในการลดโคเลสเตอรลและป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้

h7

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท สยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด 259 ซอยลาดพร้าว 64(2) ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10130 โทร. 0-2933-7917 แฟกซ์ 0-2933-7917 e-mail : contact_us@siamnostoc.com

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th