ข้อคิดจาก Storytelling ในโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ผู้เกษียณ 62

โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

          เมื่อวันพุธที่ 14 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) ได้จัดกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นรูปธรรมขึ้นในรูปแบบของ storytelling  ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการเล่าเรื่องของดร. ธีรภัทร ศรีนรคุตร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ของ วว. เป็นครั้งที่ 2 (ครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2561) ในหัวข้อ เทคโนโลยีการผลิตเอทานอล กระบวนการ การนำไปใช้งาน และผลพลอยได้จากการผลิต ซึ่งภายในงาน ท่านผู้เชี่ยวชาญได้ เล่าถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตเอทานอล เน้นไปที่วัตถุดิบ กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำของการผลิต รวมไปถึงเรื่องของผลพลอยได้จากของเสียที่เกิดจากการผลิตเอทานอลอีกด้วย ซึ่งนับได้ว่าครบถ้วนกันเลยทีเดียว

          การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากองค์ความรู้ด้านเอทานอลที่เราได้รับจากท่านผู้เชี่ยวชาญแล้ว สิ่งที่เราได้รับเพิ่มเติมก็คือ ประสบการณ์ของการจัดทำ storytelling ของกจค. เอง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราทำได้ดี หรือสิ่งที่เรายังต้องปรับปรุง  ซึ่งนั่นก็จะได้มาจากการทำ AAR  หรือ After Action Review นั่นเอง  การทำ AAR หรือ ชื่อภาษาไทยเรียกว่า “การทบทวนหลังกิจกรรม” นั้น เป็นการทบทวนกิจกรรมหรืองานที่เราด้ทำไปแล้ว ซึ่งสำหรับงานนี้ก็คือ กิจกรรม storytelling  จาก ท่านผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ดร. ธีรภัทร ศรีนรคุตร นั่นเอง กระบวนการทำ AAR นั่น เป็นถือได้ว่าขั้นตอนหนึ่งในของกระบวนการทำงาน เป็นการทบทวนการทำงานของทีม ไม่ว่าจะเป็นในด้านความสำเร็จ ปัญหา หรืออุปสรรค ทั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อหาคนรับผิด หรือรับชอบ แต่เป็นการทบทวนเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน เพื่อปรับปรุง แก้ ไข ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการจัดกิจกรรม หรือการดำเนินงานครั้งต่อไป  และในขณะเดียวกันส่วนที่ดีอยู่แล้วก็คงไว้ และอาจบันทึกไว้เพื่อพัฒนาเป็น best practice  ได้อีกด้วย

          สำหรับการทำ AAR ในกิจกรรมครั้งนี้ สิ่งที่ดีอยู่แล้ว คือ

  • การเชิญผู้เข้าร่วมฟังที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งก็คือ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับด้านการผลิตเอทานอลนั่นเอง
  • การจำกัดกลุ่มผู้ฟังไม่ให้ใหญ่เกินไป ทำให้ผู้ฟังกับผู้เล่า มีความรู้สึกเป็นกันเอง
  • การจัดโต๊ะในรูปแบบโต๊ะกลม ไม่ใช่ห้องบรรยาย ทำให้ผู้ฟังและผู้เล่า มีความรู้สึกใกล้ชิดกัน ไม่เป็นทางการ
  • การแจกอาหารว่างก่อนเริ่มเล่า ทำให้ผู้เล่าไม่ถูกขัดจังหวะ ในระหว่างการเล่า และผู้ฟังสามารถนั่งฟังได้อย่างผ่อนคลาย
  • มีการบันทึกกิจกรรมในรูปแบบวิดีโอ ซึ่งทำให้สามารถนำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรม ไปเผยแพร่ต่อในคลังความรู้ขององค์กรได้ต่อไป

ผลของสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้น ผู้ฟังมีความรู้สึกผ่อนคลายพอที่จะถามถึงสิ่งที่ตนเองอยากรู้เพิ่มเติม มีการแชร์มุมมองเพิ่มเติม ในส่วนของผู้เล่านั้น ก็มีความรู้สึกผ่อนคลายมากเพียงพอที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างลื่นไหล บรรยายของกิจกรรมเป็นไปในเชิงบวกเอื้อต่อการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นลักษณะ tacit knowledge หรือองค์ความรู้ที่ฝังลึกในตัวบุคคล ให้ออกมา

          อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสิ่งที่เราต้องทำการปรับปรุงนั้น ทางกจค. ก็ได้เล็งเห็นว่า กิจกรรมนี้ยังสามารถประบปรุงให้ดีขึ้นได้ ในครั้งต่อไป ซึ่งก็มีเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • การประชาสัมพันธ์กิจกรรม มีความกระชั้นชิดเกินไป ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างน้อย 1 อาทิตย์ และควรมีความถี่ในการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพื่อย้ำเตือนผู้สนใจเข้าร่วมฟัง
  • ควรจัดให้มี คุณอำนวย หรือ Facilitator ทำหน้าที่ช่วยเหลือให้กิจกรรมราบรื่น สร้างบรรยากาศของความชื่นชม ความคิดเชิงบวก และเพิ่มการซักถามด้วยความชื่นชม (Appreciative Inquiry) ทั้งนี้เพื่อช่วยกระตุ้นให้มีการถ่ายทอดความรู้ที่ฝังลึกออกมามากขึ้น
  • ควรมีการสรุปประเด็นจากสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดในช่วงท้ายของกิจกรรม เพื่อให้ผู้เล่าและผู้ฟังให้ทบทวนองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้กิจกรรม
  • ควรมีการนำองค์ความรู้ที่ได้เผยแพร่ในคลังความรู้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และน่าสนใจ ทั้งนี้ควรจะทำภายหลังจบกิจกรรมอย่างช้าไม่เกิน 1 อาทิตย์ และควรมีการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ดังกล่าวผ่านสื่อต่างๆ ขององค์กรด้วย

          ทั้งหมดนี้ ก็คือ ข้อคิดที่ได้รับจากกิจกรรม storytelling  ของ ท่านผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ดร. ธีรภัทร  ศรีนรคุตร  โดยได้มาจากการทำ AAR นั่นเอง  

กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากขยะพลาสติกด้วย เทคโนโลยี Pyrolysis

ก๊าซชีวภาพในระดับชุมชนและครัวเรือน (Biogas Production)


ก๊าซชีวภาพในระดับชุมชนและครัวเรือน Biogas Production

ระบบสูบน้ำประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

 

โดย ดร. นิกร  แก้วแพรก

         ปัจจุบันการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ อาทิ พลังงานความร้อน (thermal energy) พลังงานลม (wind energy) และพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน และจากภาวะขาดแคลนพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลายประเทศได้ให้ความสนใจในการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานหลักจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างประเทศไทยได้เริ่มมีการใช้พลังงานทดแทนอย่างเช่น แก๊สโซฮอล์ และ  ไบโอดีเชล ที่เห็นเป็นรูปประจักษ์ เมื่อไม่นานมานี้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นจากโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์ภายในโครงการและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้ยังอ่างเก็บน้ำหนองเสือแล้วปล่อยน้ำลงมาเพื่อใช้ในด้านเกษตรกรรมของโครงการชั่งหัวมัน และยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสูบน้ำบาดาลด้วยโซลาเซลล์อีกมากมาย อาทิ โครงการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนเพื่อลดต้นทุนการผลิตระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3 กิโลวัตต์ ของกลุ่มเกษตรบ้านหางแขยง ตำบลหางน้ำสาคร อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นต้น

ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบปัญหาภัยแล้งจากภาวะการขาดแคลนน้ำใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างมาก ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มีส่วนช่วยเหลืออย่างมากมายในการเป็นแหล่งพลังงานทดแทนด้านกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและประสบปัญหาภัยแล้ง แต่อาจยังไม่คลอบคลุมในหลายๆจังหวัดของประเทศไทย มีการคาดการณ์อีกว่าในปี 2560 อาจจะเกิดภัยแล้งขึ้นอีกครั้ง ระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จึงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากปัจจัยด้านราคาของวัสดุและอุปกรณ์มีราคาถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และจากการนำระบบผลิตไฟฟ้ามาใช้กับการสูบน้ำบาดาล บทความนี้จะกล่าวถึงการประยุกต์เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนสำหรับระบบประปาบาดาลเพื่อใช้อุปโภคและบริโภคสำหรับหมู่บ้านและลดต้นทุนด้านกำลังไฟฟ้าด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell) พร้อมระบบสำรองพลังงาน (battery backup)

 

รูปที่ 1 ระบบประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

หลักการทำงานของระบบ

เทคโนโลยีระบบสูบน้ำประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (The Photovoltaic Systems) พร้อมระบบสำรองพลังงาน มีหลักการทำงานดังต่อไปนี้

  • ขณะสูบน้ำขึ้นหอถัง
    • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีเพียงพอ พลังงานไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังเครื่องสูบน้ำผ่านเครื่องควบคุมหรืออินเวอร์เตอร์ และประจุสะสมเข้าแบตเตอรีสำรองไฟฟ้า
    • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีไม่พอสำหรับเครื่องสูบน้ำ พลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะสมไว้ในแบตเตอรีจะถูกนำมาเสริมกับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์เพื่อให้ระบบเกิดการทำงานสมดุลแบบอัตโนมัติ
    • และในกรณีฉุกเฉิน เช่นพลังงานไฟฟ้าทั้งจากแสงอาทิตย์และไฟฟ้าจากแบตเตอรีสำรองมีไม่เพียงพอ หากมีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเชื่อมเข้ากับเครื่องควบคุม ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายพลังงานให้กับเครื่องสูบน้ำและสามารถประจุแบตเตอรีในเวลาเดียวกัน (เช่น ในช่วงเวลาที่มีฝนตกต่อเนื่อง)
    • พลังงานที่ถูกสะสมในแบตเตอรี ยังสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ได้ ในขณะเครื่องสูบน้ำทำงาน เช่น ระบบแสงสว่าง กล้องวงจรปิด หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพิ่มเติมตามความต้องการ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ข้างต้นให้เข้ากับระบบสูบน้ำประปาบาดาลในปัจจุบัน

ระบบสูบน้ำบาดาลสามารถพิจารณาได้จากเครื่องสูบน้ำในแต่ละรุ่นประกอบไปด้วยประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยของมอเตอร์อยู่ที่ประมาณ 55% ของประสิทธิภาพโดยรวมและเมื่อชดเชยกับค่าการสูญเสียทางไฟฟ้า 5% ดังนั้นกำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์แต่ละรุ่นจึงมีขนาดดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 กำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์

 

การนำพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบสูบน้ำประปาบาดาลจะต้องมีความสัมพันธ์กับอัตราการสูบที่กำหนดไว้นั้น เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง หากคำนวณเฉพาะแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ สามารถสรุปได้ดังแสดงในตารางที่ 2

 

 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบอัตราการสูบกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการ

 

จากข้อมูลเชิงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทพบว่า ระบบมีความต้องการใช้น้ำสูงสุด (peak demand) 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า 06.00-08.00 น. และช่วงเย็น 16.00-18.00 น. ทั้งในกรณีประปาเพื่อการเกษตรและประปาหมู่บ้าน (ทั้งนี้เวลาอาจแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการ (peak demand) ได้

ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบขนาดเครื่องสูบน้ำกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

 

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลานอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือเวลา 08.00-16.00 น. จะเป็นระยะเวลาที่พลังงานแสงอาทิตย์ที่ความเข้มของแสงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และยังเป็นช่วงเวลาที่ระบบประปาบาดาลสามารถสูบน้ำเข้าหอถังพักน้ำจนเต็ม จนกระทั่งระบบหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติในท้ายที่สุด หากนำปัจจัยด้านเวลามาพิจารณาจะพบว่า ระบบสูบน้ำจำเป็นจะต้องมีพลังงานส่วนเกิน (06.00-08.00 น. และ 16.00-18.00 น. รวม 4 ชั่วโมง) ที่สามารถชดเชยและนำมาประจุสะสมเข้าแบตเตอรีเพื่อนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่จำเป็น

การประยุกต์เทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนอย่างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบประปาบาดาลทำให้เราสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าลงไปได้อย่างมากมาย มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี และเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้ทรัพยากรน้ำยามขาดแคลนในช่วงหน้าแล้ง

เอทานอลกับเชื้อเพลิงใหม่ไฮโดรเจนในรถยนต์

เอทานอลกับเชื้อเพลิงใหม่ไฮโดรเจนในรถยนต์

โดย ดร.ธีรภัทร ศรีนรคุตร

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

     ถ้าเอ่ยถึง “เอทานอล” ในปัจจุบันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงรู้จักกันดีว่าเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่ผลิตจากวัสดุทางการเกษตร อาทิเช่น มันสำปะหลัง อ้อย กากน้ำตาล ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น โดยนำมาใช้ทดแทนน้ำมัน ด้วยการนำเอทานอลมาผสมกับน้ำมันเบนซินได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “แก๊สโซฮอล์” ซึ่งมีหลายสูตรขึ้นกับสัดส่วนของการใช้เอทานอลมาผสม เช่น ถ้าผสมกับน้ำมันเบนซินอัตราส่วนร้อยละ 10 เราก็จะเรียกแก๊สโซฮอล์ อี10 (E10) ถ้าผสมกับน้ำมันเบนซินอัตราส่วนร้อยละ 85 เราก็จะเรียกแก๊สโซฮอล์ อี85 (E85) เป็นต้น นอกเหนือจากบทบาทการนำมาผลิตเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์แล้ว จะขอกล่าวถึงบทบาทใหม่ของเอทานอลในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกชนิดใหม่ที่ชื่อว่า “ไฮโดรเจน (hydrogen)” ประยุกต์ใช้กับรถยนต์ซึ่งมีการผลิตออกมาใช้ในเชิงการค้าแล้ว ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ก๊าซไฮโดรเจนของค่ายโตโยต้า โดยบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ได้เปิดตัว “ยานยนต์แห่งอนาคต” ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน แต่ใช้ “ไฮโดรเจนเหลว” เป็นเชื้อเพลิงแทน เมื่อกลางเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2557  รถยนต์โตโยต้าที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนรุ่นแรกนี้ชื่อว่า โตโยต้ามิราอิ (TOYOTA MIRAI) มิราอิ แปลว่า “อนาคต” (รูปที่ 1)  ราคาจำหน่ายประมาณ 1.8 ล้านบาท (ราคาในประเทศญี่ปุ่น) เมื่อเติมไฮโดรเจนเต็มถังสามารถใช้ได้ถึง 650 กิโลเมตร มากกว่ารถยนต์พลังไฟฟ้าถึง 3 เท่า แถมใช้เวลาเติมไม่กี่นาทีเช่นเดียวการเติมน้ำมัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปคือเรื่องการได้มาซึ่งเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและมีความเกี่ยวข้องกับเอทานอลอย่างไร?

hydro1

รูปที่ 1 รถยนต์โตโยต้ามิราอิใช้เชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกไฮโดรเจน

ที่มา: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000133149&Html=1&TabID=2&

พลังงานไฮโดรเจนได้มาจากอะไร?

     ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล สามารถพบอยู่ในสารประกอบอื่นๆ อย่างเช่น น้ำ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนของเชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติ เอทานอล เป็นต้น ไฮโดรเจนถือว่าเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพสูง สะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

     เมื่อพิจารณาจากวัตถุดิบเป็นหลักเราสามารถผลิตไฮโดรเจนได้จาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ แหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล  แหล่งพลังงานหมุนเวียน และแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ ดูในรูปที่ 2

hydro2

รูปที่ 2 แหล่งพลังงานไฮโดรเจน

ที่มา : https://www.iea.org/publications/freepublications/publication/hydrogen.pdf

เทคโนโลยีในการผลิตไฮโดรเจน

     เทคโนโลยีในการผลิตไฮโดรเจนในระดับอุตสาหกรรมมีหลากหลาย ขึ้นกับชนิดของวัตถุดิบ เทคโนโลยีแรกเกิดขึ้นปลาย ค.ศ.1920 เป็นกระบวนการใช้ไฟฟ้าเคมี คือ การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (electrolysis) ออกเป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจน อย่างไรก็ตามช่วงกลาง ค.ศ.1960 วัตถุดิบจากฟอสซิล (fossil based feedstock) ที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น ได้ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไฮโดรเจนโดยผ่านกระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำ (steam reforming)  เป็นการนำสารไฮโดรคาร์บอนมาทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลด้วยไอน้ำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นอกจากนั้นก็ยังมีวิธีการการแยกสลายสารด้วยความร้อน (thermolysis) และกระบวนการทางชีววิทยาสังเคราะห์ (synthetic biology) ในการทำให้จุลชีพ (จุลินทรีย์ และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) มีความสามารถในการผลิตไฮโดรเจน

     โดยสรุปพลังงานไฮโดรเจนที่นำมาใช้กับยานพาหนะหากไม่ได้ผลิตจากวัตถุดิบกลุ่มฟอสซิล ยานพาหนะเหล่านั้นจะไม่มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลีกเลี่ยงการเกิดภาวะโลกร้อน (global warming) นำมาซึ่งอุบัติภัยต่างๆ มากมาย ซึ่งถือเป็นจุดประสงค์หลักของการใช้ไฮโดรเจน ดังนั้นการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน อย่างเช่น เอทานอลซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่จำนวนมาก จึงมีความน่าสนใจ และเหมาะกับประเทศไทยที่ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้นำวัสดุการเกษตรมาผลิตเอทานอลในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย

The 10th Biomass-Asia Workshop

sample2_title_top

The 10th Biomass-Asia Workshop : “Biomass Refinery to Community and Industrial Applications” with Asia Biomass Office Conference will held on August 5 – 6, 2013 at Centara Grand at Central World Hotel, Bangkok, Thailand. The program will be in English and the registration fee is free.

2nd_Circular_01
Website : http://www.biomass-asia-workshop.jp

NGV vs LPG

NGV หรือ Natural Gas Vehicles ซึ่งสากลเรียกว่า CNG : Compressed Natural Gas หรือ ก๊าซธรรมชาติอัด คือ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์  ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีสถานะเป็นก๊าซที่เบากว่าอากาศ เมื่อรั่วจะลอยขึ้นสู่อากาศทันที เกิดขึ้นจากการนำก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ที่มีองค์ประกอบของก๊าซมีเทน มาอัดจนมีความดันสูงประมาณ 3,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว

LPG หรือ Liquefied Petroleum Gas คือ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ ก๊าซหุงต้ม  ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีสถานะเป็นของเหลว หนักกว่าอากาศ เมื่อรั่วจะกระจายอยู่ตามพื้นราบ สามารถสะสมและลุกไหม้ได้ง่าย ส่วนใหญ่ใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือนและกิจการอุตสาหกรรม ได้จากการแยกน้ำมันดิบในโรงกลั่นน้ำมันหรอการแยกก๊าซธรรมชาติในโรงแยกก๊าซ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ที่มีองค์ประกอบของก๊าซโพร-เพน (Propane) เป็นส่วนใหญ่ มีค่าออกเทนสูงถึง 105 RON* ปกติจะเติมสารมีกลิ่นก่อนนำไปใช้งานเพื่อจะได้ทราบเมื่อมีการรั่วไหล

* RON หรือ Research Octane Number เป็นค่าออกเทนที่มีประสิทธิภาพต่อต้านการน็อคในเครื่องยนต์หลายสูบ ที่ทำงานอยู่ในรอบของช่วงหมุนต่ำ โดยใช้เครื่องยนต์ทดสอบมาตรฐานภายใต้สภาวะมาตรฐาน 600 รอบต่อนาท

ที่มา : สวัสดิการสาร ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2551