โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา และ ธันยกร อารีรัชชกุล

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

ภาพประกอบจาก UX Planet

ช่วงเวลาโควิด-19 ที่ระบาดหนัก ทำให้หลายองค์กรต้องปรับตัว มีทั้งการให้พนักงานเหลื่อมเวลาทำงาน และให้ทำงานจากที่บ้าน (work from home) แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหากเป็นบริษัทเอกชนที่มีคนรุ่นใหม่ซึ่งคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่เป็นจำนวนมากก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไรมากนักในการเตรียมตัวก่อนจะเข้าสู่โหมด work from home อย่างเต็มรูปแบบ  แต่หากเป็นในส่วนของราชการและรัฐวิสาหกิจนั้น อาจจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานกันก่อน เพราะเชื่อว่า บุคลากรหลายท่านอาจจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีหรือระบบใหม่ๆ ที่ถาโถมกันเข้ามาอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นก่อนการเตรียมตัว ในทีมหรือในหน่วยงานจำเป็นจะต้องเลือกเทคโนโลยี หรือระบบต่างๆ ที่ต้องใช้ในการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกัน โดยคำนึงถึงความเสถียรและการใช้งานที่สะดวกและง่ายดาย (user friendly) เป็นหลัก

สำหรับในการเตรียมตัวจากประสบการณ์ตรงที่อยากจะมาแชร์ สิ่งแรกเลยคือ เราจะต้องเลือกระบบที่จะนำมาใช้ในการดำเนินงานทางด้านต่างๆ ดังนี้

  1. ระบบที่จะใช้สื่อสารระหว่างกัน 
  2. ระบบที่จะใช้จัดเก็บ หรือส่งต่อข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ระหว่างกัน 
  3. ระบบที่จะใช้ในการควบคุมหรือแก้ไขปัญหาในระยะไกลผ่านทางคอมพิวเตอร์ 
  4. ระบบที่จะประเมินผลการทำงานในระหว่างที่ work from home

ทั้ง 4 ระบบนี้ จำเป็นต้องใช้ทั้งเทคโนโลยี และการวางแผนอันชาญฉลาดของหัวหน้าทีม โดยเฉพาะในข้อที่ 4 ต้องมีการจัดทำให้สอดคล้องกับการประเมินผลงานประจำปี/KPI/OKRs ของหน่วยงานด้วย โดยในช่วง work from home อาจให้มีการรายงานผลเพื่อประมินทุก 1 หรือ 2 สัปดาห์

สิ่งต่อมาในการเตรียมตัวเข้าสู่โหมด work from home นั้น ก็คือ การอบรมและซักซ้อมทำความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีที่หัวหน้าทีมเลือกมาเพื่อใช้สื่อสาร และใช้จัดเก็บหรือส่งต่อข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ระหว่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจอย่างของผู้เขียนนั้น มีบุคลากรหลายท่านไม่คุ้นเคยกันการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Zoom, Google Duo, Slack, Microsoft Team และ Cloud Drive ซึ่ง application ต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นสิ่งใหม่ของบุคลากรหลายๆ ท่าน  ดังนั้น ก่อนการเริ่ม work from home ทางทีมของผู้เขียนจึงต้องมีการปรึกษาหารือ เพื่อเลือกระบบที่เป็น user friendly มากที่สุด เพื่อการอบรมและซักซ้อมให้กับทางหน่วยงานของเราในเวลาที่จำกัด ซึ่งเมื่อหารือกันแล้ว และทดลองใช้ระบบต่างๆ ทีมของเราจึงได้เลือก Line, Zoom, Cloud Drive และ Team Viewer มาใช้ในการดำเนินงาน

ภาพประกอบจาก 123RF.com

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของผู้เขียนได้เคยมีการอบรมการเข้าใช้ Cloud Drive กันมาบ้างแล้ว เราจึงแค่มีการทบทวนความจำกันสั้นๆ จากนั้นจึงเริ่มอบรมการใช้ Zoom และทดลอง video conference ที่โต๊ะทำงานตนเองก่อนเป็นเวลาอีก 1 วัน แล้วจึงให้ทดลองที่บ้านอีกเป็นเวลา 2 วัน โดยก่อนที่จะให้ work from home ทางหัวหน้าทีมจะให้ทุกคนลงโปรแกรม Team Viewer ไว้กับเครื่องที่จะใช้ทำงาน เพื่อที่หากมีปัญหา ทางหัวหน้าทีมจะได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้แบบรีโมทกันเลย ซึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเมื่อเราเริ่ม work from home กันสองวันแรก เราต้องให้ความช่วยเหลือแบบรีโมทกับบุคลากรบางท่านเช่นกัน  ทำให้การทำงานและการประชุมผ่านไปได้อย่างราบรื่น

ดังนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงพอที่จะสรุปได้ว่า การเตรียมตัวในการ work from home นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เราจะคิดถึงแต่เรื่องของการแบ่งเวลาของตนเองในการทำงาน หรือจะหาวิธีประเมินผลงานของบุคลากรในทีมอย่างไร แต่คนในทีมทั้งหมดจำเป็นต้องพูดคุย ซักซ้อม ทำความเข้าใจร่วมกันก่อนในเรื่องของระบบต่างๆ ที่ต้องใช้ร่วมกัน รวมไปถึงวิธีการสื่อสารระหว่างกันในช่วงที่ไม่ได้ทำงานร่วมกันในที่ทำงาน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ทุกคนได้ทำงานที่บ้านได้อย่างราบรื่นไม่สะดุดนั่นเอง

นางสาวนวพร ชูศักดิ์
นักบริหารการเงินและการคลัง

                   ด้วยปัจจุบัน วว. ได้ดำเนินโครงการโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนที่อยู่ในชุมชนและท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการเพิ่มผลผลิตตามนโยบายของรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดต่างๆ โดยได้ปลูกสร้างโรงเรือนและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ด้วย เช่น โรงงานต้นแบบผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 317 แห่ง โรงงานผลิตเอทานอลจากมันสำปะหลัง    โรงรมลำไย โรงสับปะรด เป็นต้น อย่างไรก็ตามเมื่อการดำเนินการโครงการเหล่านี้เป็นอันเสร็จสิ้นก็จะมีปัญหาอยู่บ่อยครั้งว่าหาก วว. จะโอนโรงเรือน สิ่งก่อสร้าง อุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ของโครงการให้แก่กลุ่มเกษตรกรหรือชุมชนท้องถิ่นเพื่อเป็นการสานต่อโครงการให้มีความยั่งยืนว่าจะสามารถกระทำได้หรือไม่เพียงใดนั้น ซึ่งสำหรับประเด็นนี้กองพัสดุและคลังพัสดุมักจะถูกสอบถามจากผู้ดำเนินโครงการอยู่เป็นประจำ  ดังนั้นเพื่อให้นักวิจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพัสดุโครงการที่หมดความจำเป็น ว่า หาก วว. จะทำการโอนพัสดุดังกล่าวให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นจะมีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติอย่างไร และผู้ที่จะมีสิทธิรับโอนพัสดุจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านบทความฉบับนี้ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจำหน่ายพัสดุด้วยการโอนตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 จึงขอสรุปประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายพัสดุด้วยการโอนดังนี้

                 1. พัสดุหรือครุภัณฑ์ที่จะทำการโอนได้

                   พัสดุหรือครุภัณฑ์ที่จะทำการโอนให้แก่หน่วยงานที่ได้แสดงความประสงค์เพื่อขอรับโอนได้นั้น จะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องแล้ว และต้องได้ข้อเท็จจริงว่าพัสดุหรือครุภัณฑ์ดังกล่าว วว.ได้หมดความจำเป็นที่จะใช้งานอีกต่อไปหรือ หาก วว. ยังต้องใช้งานต่อไปก็มีแต่ที่จะทำให้ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก (ระเบียบข้อ 215 วรรคหนึ่ง) และผู้ว่าการได้อนุมัติให้ทำการโอนแล้ว

                   ยกเว้นการโอน อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างถาวรจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน ถึงจะทำการโอนได้ (พรบ.วว. มาตรา 7 วรรคสอง)

                   อย่างไรก็ตามหากพัสดุดังกล่าวยังไม่หมดความจำเป็น หรือมิใช่พัสดุที่ วว. ใช้งานต่อไปแล้วจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก แต่ วว. มีความประสงค์ที่จะโอนพัสดุดังกล่าว วว.จะต้องขออนุมัติยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบเป็นรายกรณีต่อคณะกรรมการวินิจฉัย (หนังสือด่วนที่สุดที่ กค (กวจ) 0405.2/ว546)

                2. หน่วยงานที่จะเป็นผู้รับโอนพัสดุ

                   การโอนพัสดุหรือครุภัณฑ์ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐนั้น ผู้รับโอนจะต้องมีฐานะเป็นหน่วยงานตามที่ระเบียบกำหนด คือ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร เท่านั้น (ระเบียบข้อ 215(3) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงส่งผลให้หน่วยงานอื่นๆ นอกเหนือจากที่ระเบียบกำหนด บุคคลธรรมดา หรือคณะบุคคล ไม่อยู่ในสถานะที่จะเป็นผู้รับโอนได้ ซึ่งสำหรับหน่วยงานที่ระเบียบกำหนดให้เป็นผู้รับโอนได้นั้นสามารถจำแนกออกได้ดังนี้

                    2.1 หน่วยงานของรัฐ หมายถึงหน่วยงานตามที่พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรา 4 บัญญัติให้เป็นหน่วยงานของรัฐอันประกอบด้วย ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชน องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญหน่วยธุรการของศาล มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หน่วยงานสังกัดรัฐสภาหรือในกำกับของรัฐสภา หน่วยงานอิสระของรัฐ และหน่วยงานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง

                    2.2 องค์การสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งตามประกาศกระทรวงการคลังได้จำแนกองค์การสาธารณกุศลออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

                          2.2.1 สถานสาธารณกุศลซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นองค์การสาธารณกุศลตลอดไป ประกอบด้วย

                                  (1) สถานพยาบาลของทางราชการหรือขององค์การของรัฐบาล

                                  (2) สถานศึกษาของทางราชการหรือขององค์การของรัฐบาล

                                  (3) สถานศึกษาที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น

                                  (4) สถานศึกษาที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดม ศีกษาเอกชน

                                  (5) สภากาชาดไทย

                                  (6) วัดวาอาราม

                            2.2.2 สถานสาธารณกุศล ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นองค์การ สาธารณกุศล แต่อาจเพิกถอนได้หากการดำเนินการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งสำหรับ    องค์การสาธารณกุศลในกรณีนี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นสมาคมหรือมูลนิธิ แต่จะต้องเป็นสมาคมหรือมูลนิธิตามที่กระทรวงการคลังประกาศเท่านั้น

                3. การโอนพัสดุถือว่าเป็นการขายจึงทำให้มีภาระภาษี

                       ด้วยการโอนพัสดุหรือครุภัณฑ์ตามที่กล่าวมานี้แม้จะเป็นการโอนให้แก่หน่วยงานของรัฐหรือองค์การสาธารณกุศลตามมาตรา 47 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นลักษณะของการให้เปล่าโดย วว.ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่กรมสรรพากรถือว่าเข้าลักษณะเป็นการขายสินค้าที่ วว.ต้องอยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายด้วย (หนังสือที่ กค 0702/1098)

                   ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหาภาระภาษีดังกล่าว เสียตั้งแต่ต้น ผู้ดำเนินโครงการต้องมีหน้าที่เจรจาให้หน่วยงานที่จะเป็นผู้รับโอนเป็นผู้รับผิดชอบในภาระภาษีด้วย ซึ่งหากมิได้มีข้อตกลงดังกล่าวกันไว้ วว. ในฐานะผู้โอนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในภาระภาษีดังกล่าว

                4. หลักฐานที่ต้องมีต่อกันระหว่าง วว. กับหน่วยงานผู้รับโอน

                       เมื่อ วว. ได้ดำเนินการส่งมอบพัสดุหรือครุภัณฑ์ให้แก่หน่วยงานผู้รับโอนตามข้อ 2 แล้ว ให้จัดทำหลักฐานการส่งมอบไว้ต่อกันด้วย (ระเบียบข้อ 215(3) ซึ่งหลักฐานการส่งมอบดังกล่าวจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีรายละเอียดที่ระบุอย่างชัดแจ้งว่าหน่วยงานผู้รับโอนได้รับมอบพัสดุใดไว้บ้าง และผู้แทนของหน่วยงานต้องลงลายมือชื่อการรับมอบไว้เป็นหลักฐาน

                 ตามที่ได้กล่าวมาเห็นว่าผู้อ่านบทความโดยเฉพาะนักวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการต่างๆ น่าจะพอมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาพบว่าผู้ดำเนินโครงการบางส่วนที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ว่าพัสดุโครงการที่หมดความจำเป็นภายหลังโครงการเสร็จสิ้นนั้นสามารถที่จะโอนให้แก่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือแม้แต่การโอนให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ประชาชนในชุมชนท้องถิ่นได้ใช้ร่วมกันต่อไป