ลักทรัพย์นายจ้าง มีโทษหนักกว่าที่คิด!

Featured

ร.ต.ท.หญิงลภัสรดา ปราบปราม

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

35 หมู่ที่ 3 เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120

การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์โดยเฉพาะกรณี “ลักทรัพย์นายจ้าง” เป็นปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นบ่อยในทางปฏิบัติ กรณีที่ลูกจ้างผู้ได้รับความไว้วางใจ กลับใช้โอกาสนั้นในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ถือเป็นการละเมิดต่อความไว้วางใจและเป็นภัยต่อระบบเศรษฐกิจและจริยธรรมในที่ทำงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ซึ่งกำหนดความผิดฐานลักทรัพย์ทั่วไป ไว้ในมาตรา 334 และได้กำหนดบทหนักขึ้น ในกรณีที่การลักทรัพย์นั้นมีลักษณะพิเศษ เช่น ลักทรัพย์ในยามวิกาล ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ หรือลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง การลักทรัพย์นายจ้างถือเป็นกรณีที่กฎหมายให้ความสำคัญ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ หากลูกจ้างกลับลักทรัพย์ของนายจ้างเสียเองย่อมเป็นการทรยศต่อความน่าเชื่อถือและทำให้ความสัมพันธ์ทางแรงงานเสียหาย กฎหมายจึงกำหนดโทษหนักขึ้นเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดดังกล่าว

              1. บทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 (ลักทรัพย์) “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” และ มาตรา 335 (11)         (ลักทรัพย์นายจ้าง) “ถ้าการลักทรัพย์เป็นการลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท” จากบทบัญญัติข้างต้นจะเห็นได้ว่ากฎหมายได้เพิ่มโทษในกรณีที่ผู้กระทำเป็นลูกจ้างและผู้เสียหายเป็นนายจ้าง เช่น การที่ลูกจ้างแอบเอาทรัพย์สินของนายจ้างไป เช่น เงิน เครื่องมือทำงาน สินค้าคงคลัง ฯลฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็น ความผิดฐานลักทรัพย์ในสถานที่ทำงานของนายจ้าง และมีบทลงโทษหนักกว่าการลักทรัพย์ทั่วไป

              2. องค์ประกอบที่ทำให้การกระทำถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง มีดังนี้

                   2.1 การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต คือ ต้องเป็นการแย่งการครอบครองโดยเจ้าของไม่ยินยอมและมีเจตนาทุจริต

                   2.2 ทรัพย์นั้นต้องเป็นของนายจ้าง คือ จะต้องพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำ (ลูกจ้าง) และผู้เสียหาย (นายจ้าง) ว่ามีการจ้างงานกันอยู่จริง

                   2.3 การกระทำของลูกจ้าง คือ ต้องเป็นบุคคลที่ทำงานภายใต้คำสั่งและการจ้างแรงงานของนายจ้างไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำหรือชั่วคราว

              3. เหตุผลที่กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้น เพราะถือว่าลูกจ้างเป็นบุคคลที่นายจ้างได้มอบความไว้วางใจและเปิดโอกาสให้เข้าถึงทรัพย์ของตนได้ง่าย หากลูกจ้างฉวยโอกาสดังกล่าวไปใช้ในทางที่ผิด จะสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและต่อความเชื่อมั่นในระบบแรงงานโดยรวม ดังนั้นการเพิ่มโทษจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองนายจ้างและรักษาความเป็นธรรมในสังคม

              4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ถือเป็นการลักทรัพย์นายจ้าง เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 2260/2529 จำเลยเป็นลูกจ้างลักทรัพย์ในโรงงานนายจ้าง ศาลเห็นว่า เป็นการลักทรัพย์นายจ้าง ต้องรับโทษตามมาตรา 335 (11)    คำพิพากษาฎีกาที่ 1401/2543 จำเลยเป็นพนักงานบริษัท ได้ยักยอกค่าสินค้าของบริษัทไปใช้ส่วนตัว ศาลวินิจฉัยว่า เป็นความผิดฐานการลักทรัพย์นายจ้าง เช่นเดียวกัน

              จากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา จะเห็นได้ว่า ศาลให้ความสำคัญกับการพิสูจน์สถานะความเป็น “ลูกจ้าง” ของผู้กระทำความผิดและถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด

              สิทธิของนายจ้างเมื่อถูกลักทรัพย์ คือ แนวทางการดำเนินการนอกจากการแจ้งความดำเนินคดีทางกฎหมายอาญาแล้ว ยังมีมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ นายจ้างอาจใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (3) เพื่อเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะถือเป็นความผิดร้ายแรง หรือหากเป็นลูกจ้าง พนักงานในองค์กรรัฐวิสาหกิจ ก็สามารถตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง เพื่อปลดออกหรือไล่ออก ตามความร้ายแรง ได้เช่นกัน 

              บทสรุป การลักทรัพย์นายจ้าง มีลักษณะพิเศษตรงที่ผู้กระทำคือผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากนายจ้าง การกระทำลักษณะนี้ จึงเป็นการทำลายความสัมพันธ์และความเชื่อใจในระบบแรงงาน นอกจากจะมีโทษทางอาญาที่หนักกว่าการลักทรัพย์ทั่วไปแล้ว ยังอาจถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้รับสิทธิใดๆ ตามกฎหมายแรงงานอีกด้วย ดังนั้น หากใครที่ยังมีความคิดที่จะนำของส่วนกลาง หรือยึดถือทรัพย์สินที่เป็นของราชการมาใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานได้ 

เอกสารอ้างอิง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1055/2560, 7803/2557, 4728/2549

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334–335

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119

ไพโรจน์ วายุภาพ. 2564. คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาค 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม.

วิชัย ดิษฐประสาทชัย. 2563. กฎหมายอาญาภาคความผิด. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.

บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปีงบประมาณ 68)

Featured

สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

ทำอย่างไรถึงจะมั่นใจผลการทดสอบหรือการสอบเทียบ

Featured

PDPA Awareness #7: อะไรคือฐานทางกฎหมาย (Lawful basis) ตามกฎหมาย PDPA

Featured

PDPA Awareness #6: หน้าที่ของ Data Controller ตามกฎหมาย PDPA

Featured