ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

เศรษฐกิจชีวภาพ (bioeconomy) ตามนิยามจากหนังสือเศรษฐกิจชีวภาพ ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) นั้น หมายถึง “ระบบเศรษฐกิจที่รวมเอาทั้งการผลิตสินค้า บริการ และการใช้ประโยชน์สิ่งเหล่านี้ โดยอาศัยทรัพยากร กระบวนการ และหลักการต่างๆทางชีววิทยา” จากคำนิยามดังกล่าว อาจจะสรุปได้ว่า เศรษฐกิจชีวภาพ ก็คือ รูปแบบใหม่ของอุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจ ที่มีการนำเอากระบวนการทางชีวภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการนำพลังงาน หรือสิ่งของเหลือใช้ทางอุตหกรรมต่างๆ มาหมุนเวียนใหม่ ให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร พลังงาน หรือสินค้าอื่นๆ

ภาพประกอบ Clipart library

จากคำนิยามและความหมายของเศรษฐกิจชีวภาพข้างต้นนั้น ทำให้พอจะทราบถึงความสำคัญของเรื่องนี้กันบ้างแล้วในเบื้องต้น แต่ในบทความนี้จะขอขยายความให้เข้าใจถึงเรื่องความสำคัญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อน

เศรษฐกิจชีวภาพ สำคัญอย่างยิ่งต่อ การลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากเป็นการใช้พลังงานทดแทนโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัย คิดค้น ขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกนั่นเอง การที่เราหาพลังงานทดแทนจากธรรมชาติมาใช้แทนน้ำมันอย่างเช่นไบโอดีเซลหรือเอทานอลนั้น เป็นจุดเริ่มต้นแรกของเศรษฐกิจชีวภาพเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นการใช้พลังงานทดแทนจากธรรมชาติ โดยมีการหมุนเวียนนำทรัพยากรทางธรรมชาติหรือของเหลือใช้จากการเกษตรมาทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางด้านสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้การนำเอาเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ทดแทนการเชื้อเพลิงในด้านต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมนั้น ก็ยังส่งผลให้ก๊าซในกลุ่มของที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกลดลงได้ เช่น การใช้พืชและมาผลิตเป็น bioplastics ที่ไม่ใช่แค่การผลิตถุงพลาสติกแต่เป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ขวด หลอด บรรจุภัณฑ์ต่างๆ หรือ แม้กระทั่ง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่าง ผ้าอ้อมเด็กไปจนถึงกบเหลาดินสอ!

ลองจินตนาการว่า หากโลกเราขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ ทั้งหมด ของเหลือใช้ ขยะต่างๆ ก็แทบจะไม่มี ทุกอย่างอาจสามารถนำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ หรือเป็นพลังงานได้ใหม่ การจัดการขยะ ก๊าซที่เกิดจากกองขยะ การเผาไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม ก็จะลดน้อยลงอย่างมาก อุตสาหกรรมการขนส่งที่ไม่ใช้น้ำมันก็จะเกิดขึ้น มลภาวะก็ลดลง ภาวะโลกร้อนก็จะค่อยๆ ดีขึ้น พวกเราก็จะมีสุขภาพที่ดีขึ้น

ดังนั้นการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านเศรษฐกิจชีวภาพให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนั้น จึงเป็นเรื่องที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ และให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจชีวภาพโดยเร็ววัน

ตอนปี 2550 ได้เริ่มทำงานเรื่อง KM: Knowledge Management หรือ การจัดการความรู้ ควบคู่กับ ICT: Information and Communication Techology หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานในตอนนั้น


“People search for knowledge when they want to use it: คนจะแสวงหาความรู้ ก็ต่อเมื่อ ต้องการใช้ความรู้นั้น ๆ”

ผ่านมา 13 ปี ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นต้องทำ คือ การที่ทำให้ความรู้เหล่านั้นยังคงอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง และพร้อมรอให้สามารถสืบค้น เข้าถึงได้ตลอดเวลาที่ผู้ใช้ต้องการ ความรู้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงแค่ความรู้ที่ถูกต้อง ความรู้ที่ผิดก็ควรคงอยู่ แต่ต้องมีผลลัพธ์ของการนำความรู้นั้นไปใช้ด้วย เพื่อที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น บางครั้ง ณ ช่วงเวลา สถานการณ์ สิ่งแวดล้อมแบบนั้น อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในอีก ช่วงเวลา สถานการณ์ และสิ่งแวดล้อมอีกแบบ สิ่งนั้นก็อาจช่วยให้เกิดผลดีได้บ้าง

ทั้งนี้ สิ่งที่เราเรียกว่า ความรู้ หรือ Knowledge สามารถจำแนกได้หลายระดับ

  • Data: ข้อมูลดิบ พรรณารายละเอียดของสิ่งที่ปรากฎให้เห็น
  • Explicit Knowledge: ความรู้ที่ปรากฎชัดแจ้ง สามารถเห็นและจับต้องได้ ผ่านการวิเคราะห์ ประมวล สกัด และสรุปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแยกได้เป็น
  1. Information : สารสนเทศ ผ่านการประมวลผลหรือจัดระเบียบให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมาย
  2. Knowledge : ความรู้ ผ่านการพิสูจน์ยืนยันและได้รับการยอมรับว่าสิ่งนั้นได้ผลเป็นจริงและถูกต้องตามข้อสรุปของการนำไปใช้
  • Tacit Knowledge: ความรู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวบุคคล เป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้จากการกระทำ ฝึกฝน ประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยม และยากที่จะถ่ายทอดออกมาทั้งหมดได้ ซึ่งแยกได้เป็น
  1. Know-How : ความชำนาญ เกิดจากการนำความรู้ไปใช้
  2. Experience : ประสบการณ์ เกิดจากการฝึกฝนปฏิบัติเป็นประจำ
  3. Expertise : ความเชี่ยวชาญ เกิดจากการนำไปปฏิบัติและได้ผลที่มีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการ
  4. Wisdom : ภูมิปัญญา ได้จากการรวบรวมความสัมพันธ์ต่าง ๆ เพื่อไขปรากฎการณ์และความรู้ต่าง ๆ

ดังนั้น หากเราสามารถ จัดการความรู้ เหล่านี้ เก็บไว้ในที่ใดที่หนึ่งซึ่งสะดวกต่อการเข้าถึงได้ น่าจะก่อเกิดประโยชน์ที่สุด แต่การได้มาซึ่งความรู้เหล่านี้ จำเป็นต้องมีกระบวนการในการจัดการที่เหมาะสม เนื่องจากความรู้ในแต่ละรูปแบบย่อมต้องใช้เทคนิคหรือเครื่องมือในการจัดการที่แตกต่างกัน

โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

  • Speed 

Speed คือ ความเร็ว ในส่วนของงานการจัดการความรู้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความรวดเร็ว ทั้งนี้ความรวดเร็วในการจัดการความรู้นั้น ต้องเป็นความรวดเร็วในแง่ของการรวบองค์ความรู้ที่ทันสมัย และมีความจำเป็นต่อการพัฒนาด้านต่างๆ ขององค์กร  บุคลากรที่ทำหน้าที่ในการจัดการความรู้จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ มีหูตากว้างไกล ว่องไวต่อการรับรู้ข่าวสารที่อาจเป็นประโยชน์ต่อองค์กร และมีความฉับไวในการรวบรวมองค์ความรู้ และจัดการองค์ความรู้ที่ทันสมัยเหล่านั้น ให้อยู่ในรูปแบบที่คนในองค์กรเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว 

 ดังนั้น การพัฒนาในส่วนของ Speed ของการจัดการความรู้ อาจจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการจัดการความรู้ให้มีความคล่องตัวในการรวบรวมองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่ พัฒนาให้รู้จักใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการจัดเก็บเผยแพร่องค์ความรู้ได้อย่างฉับไว ทันต่อสถานการณ์ ทั้งนี้อาจรวมไปถึงการพัฒนาทักษะในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ด้วยเช่นกัน 

ภาพประกอบจาก Webstockreview
  • Satisfaction 

Satisfaction คือ การสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า งานการจัดการความรู้นั้น ลูกค้าของเรา คือ บุคลากรในองค์กร ดังนั้นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า ก็คือ การสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้รับองค์ความรู้ที่เป็นบุคลากรในองค์กรนั่นเอง ซึ่งการจะสร้างความพึงพอใจได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่า บุคลากรต้องการองค์ความรู้ในด้านใดเสียก่อน  นอกจากนั้น ต้องคาดการณ์ได้ว่า องค์ความรู้ด้านใดที่จำเป็นต่อองค์กรในอนาคต เราจำเป็นต้องเข้าใจ trend ต่างๆ ในด้านการวิจัย แล้วทำการรวบรวมองค์ความรู้จากแหล่งความรู้ทั้งภายใน และภายนอกองค์กรให้พร้อม และนำเข้าสู่คลังความรู้ในองค์กร เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคลากรในองค์กร

นอกจากนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องของการบริหารจัดการความคาดหวังของผู้รับบริการด้วยเช่นกัน ซึ่งการเรียนรู้ในเรื่องนี้จะทำให้เรามีข้อมูลเพื่อเตรียมให้บริการ หรือพัฒนานวัตกรรมการให้บริการ ให้ตรงกับความคาดหวัง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้รับบริการเกิดความพึงพอใจ โดยหากเราสามารถตอบสนองได้เกินความคาดหวังก็จะทำให้ผู้รับบริการเกิดความประทับใจแบบ beyond expectation

ภาพประกอบจาก freesvg.org
  • Sharing 

Sharing คือ การแบ่งปัน resource service และ idea ในส่วนของงานจัดการความรู้ แน่นอนว่า เราต้องแบ่งปันทั้ง 3 ข้อนี้อยู่แล้ว การแบ่งปัน resource ของเราคือการแบ่งปันและรวบรวมแหล่งองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินงานขององค์กร โดยจัดทำเป็นคลังความรู้ สำหรับ service นั้น คือ การทำให้คลังความรู้เป็นฐานข้อมูลที่สามารถสืบค้นได้ง่าย idea ในส่วนของงานจัดการความรู้ คือ การจัดกิจกรรมให้คนในองค์กร สามารถมาแชร์ความคิด องค์ความรู้กันได้ โดยการใช้เครื่องมือในการจัดการความรู้เช่น Storytelling CoP และ Dialogue เป็นต้น

ภาพประกอบจาก Clipartkey

กล่าวโดยสรุป คือ งานด้านการจัดการความรู้ หากจะทำให้ตรงกับค่านิยม 3S ขององค์กร เราจำเป็นที่จะต้องพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการความรู้ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น รวมไปถึงต้องสร้างบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยอาศัยช่องทางต่างๆ ในองค์กรให้เกิดประโยชน์