การเสนองานในรูปแบบ Pitch Presentation

ปฐมสุดา อินทุประภา

Pitch ในพจนานุกรมของ Cambridge มีหลายความหมาย แต่หากพูดถึงในด้านการนำเสนองานนั้น คำว่า Pitch จะหมายถึง a speech or act that attempts to  persuade  someone to buy or do something หรือแปลว่า การกระทำหรือคำพูดที่โน้มน้าวใจผู้ฟังให้ซื้อสินค้า บริการ หรือทำตามที่เราต้องการ ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม

ในปัจจุบันการนำเสนองานในลักษณะนี้ มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจ Startup  ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุน เหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ (entrepreneur)  จะต้องนำเสนอผลงานหรือไอเดียธุรกิจให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง  Pitch Presentation   นั้น ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีทักษะในการดึงดูดผู้ฟังให้สนใจงานของตนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ยังต้องมีการฝึกซ้อมการนำเสนอให้เกิดความชำนาญ เพื่อการนำเสนอที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ และสามารถลดความรู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าลง

Man Hosting A Show And Talking Into Microphone

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการนำเสนองานในรูปแบบนี้ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเลือกข้อมูลที่เหมาะสม เนื่องจากผู้นำเสนอมีข้อมูลจำนวนมากที่อยากจะนำเสนอ จึงอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำเสนอควรจะเน้นไปในเชิงใด ดังนั้นในบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยวางแผนในการเลือกข้อมูลที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

 การเริ่มต้นนำเสนอข้อมูลจากปัญหา

ผู้นำเสนอควรจะชี้แจงถึงความสำคัญของผลงานวิจัยหรือธุรกิจของตนเองว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์อะไรในสังคม โดยข้อมูลที่เลือกมานำเสนอนั้นจำเป็นจะต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ เพราะการเริ่มต้นที่น่าประทับใจ (hook) จะทำให้ผู้ฟังสนใจและติดตามฟังไปจนจบ

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์มีการทำงานอย่างไรinvestor1

ในส่วนนี้ผู้นำเสนอควรจะพูดถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจว่าเป็นอย่างไร มีการทำงานอย่างไร มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างไร วัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการดำเนินการธุรกิจเป็นอย่างไร มีการบริหารจัดการอย่างไร โดยอาจมีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซึ่งสามารถทำให้น่าสนได้โดยการร้อยเรียงเรียงราวในลักษณะการเล่าเรื่อง (story telling) หรืออาจยกตัวอย่างในสิ่งที่ใกล้ตัวผู้ฟัง เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

investor2กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์

ผู้นำเสนอจะต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่คาดหวังว่าจะมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจบริการ โดยอาจระบุไปอย่างละเอียดถึง เพศ อายุ อาชีพ ของกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว และหากเป็นไปได้ผู้นำเสนอควรจะมีการวิเคราะห์ส่วนแบ่งการทางการตลาดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน

การรับมือกับความเสี่ยง

การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนั้นผู้นำเสนอจึงควรนำเสนอแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแก่นักลงทุน ซึ่งอาจทำได้โดยการยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมโรงงานผลิต  หรือการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่างๆ ที่มีผลต่อการดำเนินการธุรกิจหรือการผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นในการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งหากผู้นำเสนอสามารถที่จะผูกเรื่องเป็นเรื่องราวให้น่าสนใจได้ และนำเสนอในลักษณะของการบอกเล่าเรื่อง ไม่ใช้ลักษณะของการบรรยาย ใช้โทนเสียงที่มีความสูงต่ำ ยิ้มแย้ม และมีการสบตาผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้นำเสนอสามารถดึงดูดผู้ฟังได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อม ดังคำกล่าวที่ว่า practice makes perfect

อ้างอิง

http://researchpark.illinois.edu/resources/how-make-pitch-presentation

http://mashable.com/2011/06/24/startup-pitch-presentation/#buOYzxpRskqf

http://www.forbes.com/sites/carminegallo/2013/07/31/5-must-have-presentation-tips-for-pitching-to-angel-investors/#17dfce173822

วว. กับงานค่ายธรรมชาติศึกษาและการอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับเยาวชน

โดย ปฐมสุดา อินทุประภาและวัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง

โลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะโลกร้อน การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์บางชนิด การเสียสมดุลของระบบนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว  จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล เรียนรู้การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศวิทยา ซึ่งจะทำให้เยาวชนมีความรู้และทัศนคติเพื่อนำไปพัฒนาตนเองและสังคมได้ในอนาคต ซึ่งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวดำเนินการในรูปแบบของค่ายวิทยาศาสตร์โดยใช้ห้องเรียนธรรมชาติ  ซึ่งก็คือ  สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานีวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของ วว. รวมทั้งยังเป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลหรือพื้นที่สงวนชีวาลัย  (UNESCO Biosphere Reserves) แห่งหนึ่งของโลก ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสำหรับการศึกษาระบบนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน (ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง)

 

1

สำหรับกิจกรรมในค่ายนั้น ทาง วว. ด้านแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  และด้านการอนุรักษ์ โดยกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพธรรมชาติของป่าสะแกราช  การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ   เปรียบเทียบลักษณะของป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง การศึกษาทรัพยากรป่าไม้ และปัจจัยแวดล้อม โดยการนำเยาวชนเดินป่าตามเส้นทางเดินป่าในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เพื่อให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ของป่า การอาศัยพึ่งพากันของป่า พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิต คน  รวมไปถึงการศึกษาชีวิตสัตว์ ความสัมพันธ์ในระบบนิเวศวิทยา เช่น นก แมลง สัตว์ป่าต่าง ๆ  เป็นต้น โดยศึกษาการดูนกอย่างถูกวิธีกับนักดูนกมืออาชีพ ศึกษาเรียนรู้การใช้กล้อง Binoculars, Telescope ศึกษาการใช้คู่มือดูนกสากล เช่น หนังสือ A Guide To The Birds of Thailand  ของ Dr. Boonsong Lekagul  และ Philip D. Round และเรียนรู้มารยาทในการดูนก นอกจากนี้ยังมีเรียนรู้เรื่องดวงดาวบนท้องฟ้า เรียนรู้เรื่องการเขียนแผนที่ดูดาวอย่างง่ายด้วยตัวเอง ศึกษาการใช้กล้อง Telescope สำหรับดูดาว เรียนรู้ถึงประโยชน์ของดวงดาวบนท้องฟ้า การโคจรของดวงดาว ดวงดาวที่สำคัญ การบอกทิศจากการดูดาว ในส่วนของกิจกรรมทางด้านการอนุรักษ์จะเน้นไปที่กิจกรรมการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับเยาวชน โดยใช้วิธีการบรรยาย สาธิต และฝึกปฏิบัติ เรื่องวิธีการที่เยาวชนจะสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติใกล้ตัวได้ และจะนำกลับไปปฏิบัติต่อที่บ้าน สังคม โรงเรียน ชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการจุดประกายการอนุรักษ์ให้เยาวชนเกิดความตระหนัก รัก และหวงแหนสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่จะส่งผลกระทบไปถึงสิ่งแวดล้อมรอบโลก

2

 

โครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนนี้ ทาง วว. ได้มีดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยมีการคัดเลือกเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6  เข้าร่วมโครงการ ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่ง วว. เล็งเห็นว่าโครงการนี้สามารถพัฒนาเป็นต้นแบบของการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ (Environmental Education) ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์อย่างจริงจังเหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างใน อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา การสร้างต้นแบบโดยใช้ค่ายวิทยาศาสตร์ของโครงการนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและเหมาะสมอย่างยิ่งในประเทศไทย  และ วว. ก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชนไทย

เทคนิคการเขียนบทความเชิงวิชาการ

 

ปัจจุบันการสื่อสารสามารถทำได้หลายวิธี การสื่อสารด้วยการเขียนบทความก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ ยิ่งมีความจำเป็นในการเขียนบทความเชิงวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของตนและของหน่วยงาน ซึ่งการเขียนบทความเชิงวิชาการมีความแตกต่างกับบทความทั่วไป เพราะข้อมูลที่นำมาเขียนจะต้องเป็นข้อเท็จจริง และภาษาที่ใช้ควรจะเป็นภาษาเชิงวิชาการ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีการหาข้อมูลและมีการฝึกฝนทักษะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการฝึกฝนทักษะดังกล่าวสามารถเริ่มได้โดยใช้เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อ ดังนี้

  • การวางแผน

การเขียนบทความเชิงวิชาการจำเป็นต้องมีการวางแผนการเขียน โดยอาจทำโดยการใช้ mind map หรือ การวาง layout  ของสิ่งที่ต้องการจะเขียนก่อน เพื่อตีกรอบให้เรื่องที่จะเขียนอยู่ในประเด็นที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

Writing Clip Art #11024

  • การกำหนดโครงเรื่อง

การกำหนดโครงเรื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเขียนบทความเชิงวิชาการ ซึ่งโครงเรื่องจะต้องประกอบด้วย บทเกริ่นนำ (overview) ตัวเรื่อง (body) และบทสรุป (conclusion) โดยทั้งสามส่วนนี้จะต้องมีความต่อเนื่อง สอดคล้อง และสนับสนุนซึ่งกันและกัน

Student at Desk

  • การทบทวนแก้ไขบบทความ

เมื่อผู้เขียนเสร็จสิ้นการเขียนบทความแล้ว ผู้เขียนควรมีการทวนแก้ไข โดยตรวจทานในเรื่องของการใช้ภาษาที่ฟุ่มเฟือย การสะกดคำ และการใช้วรรคตอนที่ถูกต้องตามหลักภาษา นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบเอกสารอ้างอิงว่ามีครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะบทความวิจัยและบทความเชิงวิชาการนั้น จำเป็นต้องมีการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือ ไม่หลักลอยtyping-clipart-typing-on-computer

 

เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อฝึกฝน เพิ่มพูนทักษะการเขียนบทความเชิงวิชาการได้ และเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ ผู้เขียนก็จะสามารถเขียนบทความให้มีความเป็นเอกภาพ ต่อเนื่อง กระชับ และมีความน่าอ่านได้ต่อไป ดังคำกล่าวที่ว่า “Practice makes perfect.”

เอกสารอ้างอิง

ธนกิจวนิชย์, เอก. 2559. เทคนิคการเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และวารสารวิชาการ. ใน: เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่อง เทคนิคการเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และวารสารวิชาการ วันที่ 25 สิงหาคม 2559. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, หน้า 1-15.

จิตวิทยาในการสื่อสาร

ทุกวันนี้การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งขับเคลื่อนให้ธุรกิจและการดำเนินงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรอาจประสบปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้องค์กรไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ตามความคาดหวังของผู้บริหารระดับสูง ทั้งนี้ปัญหาที่ข้องเกี่ยวกับการสื่อสารนี้อาจมาจากการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรก็ได้ ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรงก็คือ บุคลากรภายในองค์กรขาดทักษะในการสื่อสารและไม่เข้าใจถึงหลักจิตวิทยาในการสื่อสาร ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกันเองภายใน หรือติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกได้สำเร็จ ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจในหลักจิตวิทยาพื้นฐานของการสื่อสาร เพื่อให้การสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ของบุคลากรใน องค์กรมีความราบรื่นอันจะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน เพราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้น ขึ้นอยู่กับการคิดวิเคราะห์ในระดับจิตใต้ สำนึกเกี่ยวกับประโยชน์หรือผลเสียที่จะได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งการคิดวิเคราะห์นี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบุคคลจะเลือกกระทำพฤติกรรมที่ประเมินแล้วว่า ตนเองจะไม่เสียผลประโยชน์ หรือได้รับผลเสียจากการเลือกกระทำพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในการประชุมหากมีการขอความคิดเห็นในการแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องที่องค์กรกำลังประสบอยู่ แต่ไม่มีบุคคลใดเสนอความคิดเห็น ซึ่งนี่ก็อาจไม่ได้เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นไม่มีแนวความคิดในการแก้ไขปัญหา แต่อาจเป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นได้ประเมินแล้วว่า การเสนอแนวความคิดในการแก้ปัญหาออกไปจะเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับตนเอง เพราะผู้บังคับบัญชาอาจโยนความรับผิดชอบให้ตนเองเพียงผู้เดียว เป็นต้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เราจำเป็นต้องเข้าใจหลักจิตวิทยาในการสื่อสาร เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นบวก (positive) ในการมีปฏิสัมพันธ์กันของบุคลากรในองค์กร ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรมีความก้าวหน้าและเติบโต ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พื้นฐานของหลักจิตวิทยาในการสื่อสารเบื้องต้นนั้น สามารถสรุปได้สั้นๆ คือ การสื่อสารด้วยการสร้างแรงจูงใจด้วยความสนุก เป็นกันเอง มีความเห็นอกเห็นใจ และให้เกียรติ นอกจากนี้ตัวสารหรือข้อความที่ต้องการจะสื่อออกไปนั้นต้องกระชับ เข้าใจง่าย และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ เป็นข้อความในเชิงบวกเท่านั้น ลักษณะการพูดในเชิงการออกคำสั่ง การขู่บังคับ การพูดตัดพ้อ หรือการพูดเหน็บแนม ประชดประชัน เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งในการสื่อสารภายในองค์กร เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งอันจะส่งผลเสียระยะยาวต่อองค์กรได้ การสื่อสารด้วยการสร้างแรงจูงใจ ด้วยความสนุก เป็นกันเอง เห็นอกเห็นใจและให้เกียรตินี้ เป็นการประยุกต์มาจากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของ Maslow’s hierarchy of needs ซึ่งมีการตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตวิทยามาตั้งแต่ปี 1943 และถูกใช้อ้างอิงอย่างกว้างจนมาถึงปัจจุบัน ตามหลักทฤษฎีของ Maslow ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์นั้น มีความต้องการเป็นลำดับ 5 ขั้นพีระมิด ดังนี้

ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของ Maslow นี้เริ่มตั้งแต่ฐานพีระมิดไปจนถึงยอดพีระมิด Maslow เชื่อว่า หากมนุษย์ได้รับความต้องพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่แล้ว ก็จะเริ่มต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิต จากนั้นจึงจะต้องการความรักและความรู้สึกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือองค์กรที่ตนเองสังกัด จากนั้นจึงจะเริ่มต้องการการให้เกียรติและการได้รับความเคารพจากบุคคลอื่น และเมื่อได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น มนุษย์ก็จะมีความต้องการที่จะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง ซึ่งอาจหมายถึงความต้องการพัฒนาศักยภาพ และการเรียนรู้จักผิดชอบชั่วดี การให้เกียรติคนอื่น และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของความต้องการของมนุษย์ ซึ่งความต้องการสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากความต้องการพื้นฐานด้านล่างของพีระมิดยังไม่ได้รับการเติมเต็ม

ดังนั้น หลักจิตวิทยาในการสื่อสารจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงหลักทฤษฎีความต้องการนี้โดยใช้วิธีการสื่อสารที่สร้างแรงจูงใจมีความสนุก เป็นกันเอง เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ และให้เกียรติ ซึ่งทำได้โดยการเลือกใช้ภาษา ถ้อย คำ หรือน้ำเสียงที่เป็นไปในเชิงบวก เช่น การพูดชมเชย การพูดในเชิงขอความร่วมมือแทนการออกคำสั่งและชี้แจงให้ทราบถึงเหตุผลหรือความจำเป็นในการขอความร่วมมือ โดยอาจชี้แจงถึงผลกระทบในภาพรวม หากไม่ได้รับความร่วมมือ ซึ่งควรพูดในเชิงขอความเห็นใจไม่ใช่การขู่ถึงผลที่จะตามมา นอกจากนี้หากจำเป็นต้องมีการติเตียน ควรจะสื่อสารในลักษณะที่เป็นไปในเชิงบวก เช่น การให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแทนการต่อว่า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ฟังไม่เกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกดูถูกเหยียดหยามหรือไม่ได้รับความเคารพหรือนั่นเอง

นอกจากนี้การสื่อสารที่มีความสนุกและเป็นกันเองนั้น ยังช่วยให้ผู้ฟังมีทัศนคติที่เป็นไปในเชิงบวกต่อผู้พูด ซึ่งส่งผลให้ผู้ฟังมีความตั้งใจที่จะฟังผู้พูด และไม่เกิดอคติแก่ผู้พูด ทำให้ไม่เกิดการแปลความหมายของข้อความที่ผู้พูดต้องการจะสื่อสารผิดเพี้ยนไป และอาจส่งผลให้ผู้ฟังคล้อยตามผู้พูดอีกด้วย เทคนิคการสื่อสารที่มีบรรยากาศของความสนุกสนานเป็นกันเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะใช้ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก เช่น การปาฐกถา การบรรยายต่างๆ ซึ่งเทคนิคการสื่อสารในลักษณะนี้ ผู้สื่อสารจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงลักษณะอารมณ์ต่างๆ ของผู้ฟัง หรือรู้ทันอารมณ์ของผู้ฟัง สามารถประเมินอารมณ์ของผู้ฟังได้โดยอาจสังเกตจากสีหน้าและภาษากายของผู้ฟัง ซึ่งความสามารถการประเมินอารมณ์ของผู้ฟังนี้จะช่วยให้ผู้พูดสามารถปรับวิธีการสื่อสารและรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี โดยเฉพาะในกรณีการสื่อสารกับลูกค้าภายนอกองค์กร

การสื่อสารที่สร้างแรงจูงใจ มีความสนุกเป็นกันเอง เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นในนั้น เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน และตัวผู้สื่อสารเองจำเป็นต้องมีความตระหนักรู้ถึงอารมณ์ตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ และมีความใจกว้าง เห็นอกเห็นใจ และรับฟังความเห็นผู้อื่นอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สารที่ส่งออกไปสามารถโน้มน้าวผู้ฟังให้เชื่อ ยินยอมทำตาม หรือแม้แต่นำสารที่เราสื่อออกไปกลับไปคิดพิจารณา ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การเรียนรู้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องทำความเข้าใจผู้ฟังฝ่ายเดียว ผู้สื่อสารเองก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจและรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองด้วย เพื่อให้สารที่ส่งไปยังผู้พูดไม่เป็นข้อความในเชิงลบ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ความหวาดกลัว หรือความตื่นตระหนัก ส่งผลการสื่อสารนั้นล้มเหลว จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอมานี้ จึงกล่าวได้ว่า จิตวิทยาในการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาในหลายๆ ด้านขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น การบริหารงานภายในองค์การ การถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร หรือแม้แต่ภาพลักษณ์ขององค์กรต่อสาธารณะ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การพยายามสร้างบุคลากรที่มีทักษะในการสื่อสารที่ดีเรียนรู้จิตวิทยาในการสื่อสารจึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรควรไม่ควรจะละเลย

บรรณานุกรม
Harré, N. (2011). Psychology for a better world. Lulu. com.
Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological review,50(4), 370.
Tannenbaum, A. (2013). Social psychology of the work organization. Routledge.