การประยุกต์ใช้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับมะขามหวานสีทอง

      มะขามหวานสีทอง มีถิ่นกำเนิดที่ตำบลหล่มเก่า อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ฝักกลม มีทั้งโค้งมากน้อยไปจนถึงเกือบตรง เนื้อสีน้ำตาลทอง รถชาติหวาน เปลือกหนา เนื้อหนา เมล็ดโต โดยมีมูลค่าการส่งออกราว 500 – 800 ล้านบาท

      ทั้งนี้ปัญหาที่มักพบโดยทั่วไป คือ โรคราจุดสีดำ มักเกิดช่วงฤดูฝน และโรคราแป้ง มักเกิดช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาว สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ทำการศึกษาและทดลองนำการประยุกต์ใช้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มาเพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลมะขามหวานพันธุ์สีทองหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีวิธีการทดลอง ดังนี้

  • คัดเลือกมะขามหวานพันธุ์สีทอง
  • ชั่งน้ำหนักคัดแยก
  • ดูด SO2 ความเข้มข้น 5%,10%, 20%
  • ปิดฝาทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนด
  • ทำการไตเตรทหาปริมาณ SO2
  • เก็บรักษาในกล่องนาน 75 วัน

      จากการทดลองพบว่า มะขามหวานพันธุ์สีทองที่รมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ความเข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ดีที่สุด โดยคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวมีสภาพความเสียหายน้อยที่สุด หลังจากทำการทดลองครบ 75 วัน และเมื่อเก็บรักษาต่ออีก 20 วันพบว่า ความชื้น รสชาติ กลิ่น สี เชื้อรา มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมน้อยที่สุดตั้งแต่วันแรกที่เก็บรักษา

 

กระบวนการรมควันลำไยด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

      ลำไยเป็นผลไม้ที่นิยมปลูกมากทางภาคเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดลำพูด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น โดยมีปริมาณการส่งออกลำไยสดในปี 2559 จำนวน 25,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท โดยมีตลาดนำเข้าที่สำคัญได้แก่ ไต้หวัน, ฮ่องกง และ สิงคโปร์  เนื่องจากลำไยเป็นผลไม้ที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เน่าเสียได้ง่ายในระหว่างการขนส่ง ทั้งนี้สัดส่วนการส่งออกอยู่ในรูปลำไยสด 59% ลำไยแห้ง 13% และลำไยกระป๋อง 28%   เพื่อแก้ปัญหาลดการเน่าเสียระหว่างการขนส่งของผลลำไยสด สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว,) ได้ทำการศึกษาและวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยืดอายุลำไยสด โดยการรมควันด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรคเน่าหลังการเก็บเกี่ยว โดยการรมควันในอัตราที่เหมาะสมจะสามารถป้องกันการเน่าเสียที่เกิดจากเชื้อรา ช่วยยับยั้งปฏิกิริยาการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลของเปลือกได้ โดยลำไยที่ผ่านการรมควันจะมีสีเปลือกที่สวยงาม และอายุในการวางจำหน่ายนานยิ่งขึ้น

      วว. ได้ออกแบบพัฒนาห้องรมควันลำไย ดังนี้

  • พัฒนาระบบกำจัด SO2 ที่เหลือทิ้ง เพื่อแก้ปัญหาการปล่อย SO2 ออกสู่บรรยากาศ
  • พัฒนาระบบผลิต SO2 ที่สามารถควบคุมปริมาณความเข้มข้นของ SO2 ที่ใช้ในห้องรมควันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • พัฒนาห้องรมควันลำไยแบบต่อเนื่อง ที่มีระบบลำเลียงลำไยเข้าห้องรมควันอย่างต่อเนื่องขณะที่ภายในห้องมี SO2 รออยู่ก่อนแล้ว และระยะเวลาที่ลำไยอยู่ภายในห้องรมควันคงที่ มีการควบคุมปริมาณ SO2 ค้างอยู่ในเปลือกและเนื้อลำไยไม่เกินตามที่กำหนด ก่อนออกจากห้องรมควันจะมีระบบดูดอากาศ ทำการดูด SO2 จากภายในตะกร้าที่บรรจุลำไยไปบำบัด ส่วน SO2 ที่อยู่ภายในห้องจะถูกนำไปใช้รมควันลำไยชุดใหม่ที่เคลื่อนที่เข้ามาแทนชุดเก่าที่ออกไปแล้ว ทั้งนี้ถ้าความเข้มข้น SO2 ภายในห้องทดลองลดลง จะมีระบบทำการผลิต SO2 เข้ามาทดแทน เพื่อให้มีความเข้มข้นตามที่ต้องการ

      ทั้งนี้ระบบห้องรมควันแบบต่อเนื่องนี้ จะสามารถควบคุมปริมาณ SO2 ที่ตกค้างที่เปลือกและเนื้อลำไยได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยลดปริมาณ SO2 ที่ต้องระบายออกสู่บรรยากาศภายนอกอีกด้วย

การสกัดแยกสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี จากสมุนไพร

การสกัดสารสำคัญจากพืชทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของสารสกัด  คุณสมบัติของสารในการทนต่อความร้อน  ชนิดของตัวทำละลายที่ใช้  ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัด  วิธีเหล่านี้ได้แก่

  1. การหมัก (Maceration) เป็นวิธีการสกัดสารสำคัญจากพืชโดยวิธีหมักสมุนไพรกับตัวทำละลายในภาชนะปิด เช่น  ขวดปากกว้าง  ขวดรูปชมพู่ หรือโถถังเสตนเลส  เป็นต้น  ทิ้งไว้  7  วัน  หมั่นเขย่าหรือคนบ่อยๆ  เมื่อครบกำหนดเวลาจึงค่อยๆ รินเอาสารสกัดออก  พยายามบีบเอาสารละลายออกจากกาก (marc)  ให้มากที่สุด รวมสารสกัดที่ได้นำไปกรอง  การสกัดถ้าจะสกัดให้หมดจด  (exhausted) อาจจำเป็นต้องสกัดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง วิธีนี้มีข้อดีที่สารไม่ถูกความร้อน  แต่เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองตัวทำละลายมาก
  2. การไหลซึม (Percolation) เป็นวิธีการสกัดสารที่สำคัญแบบต่อเนื่องโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า percolation  นำผงสมุนไพรมาหมักกับสารละลายพอชื้นทิ้งไว้  1  ชม.  เพื่อให้พองตัวเต็มที่แล้วค่อยๆ บรรจุทีละน้อยเป็นชั้นๆ ลงใน  percolator เติมตัวทำละลายลงไปในระดับตัวทำละลายสูงเหนือสมุนไพร (solvent  head) ประมาณ 0.5 ซม. ทิ้งไว้  24  ชม.  จึงเริ่มไขเอาสารสกัดออก  โดยค่อยเติมตัวทำละลายเหนือสมุนไพรอย่าให้แห้ง  เก็บสารสกัดจนสารสกัดสมบูรณ์บีบกากเอาสารสกัดออกให้หมด  นำสารสกัดที่เก็บได้ทั้งหมดรวมกันนำไปกรอง
  3. การสกัดด้วย Soxhlet  extractor  เป็นวิธีการสกัดแบบต่อเนื่อง  โดยใช้ตัวทำละลายซึ่งมีจุดเดือดต่ำ  การสกัดทำได้โดยใช้ความร้อนทำให้ตัวทำละลายใน  flask  ระเหยไป  แล้วกลั่นตัวลงใน  thimble  ซึ่งบรรจุสมุนไพรไว้   เมื่อตัวทำละลายใน   extracting  chamber  สูงถึงระดับ  สารสกัดจะไหลกลับลงไปใน  flask  ด้วยวิธีการ  กาลักน้ำ  flask  นี้ได้รับความร้อนจาก  heating  mantle  หรือหม้ออังไอน้ำ   ตัวทำละลายจึงระเหยไป   ทิ้งสารสกัดไว้ใน  flask  ตัวทำละลายเมื่อกระทบ  condenser  จะกลั่นตัวกลับลงมาสกัดใหม่วนเวียนเช่นนี้จนกระทั่งการสกัดสมบูรณ์  การสกัดด้วยวิธีนี้ใช้ความร้อนด้วย  จึงอาจทำให้สารเคมีบางชนิดสลายตัว
  4. Liquid-liquid Extraction  เป็นการสกัดสารจากสารละลายซึ่งเป็นของเหลวลงในตัวทำละลายอีกตัวหนึ่ง  ซึ่งไม่ผสมกับตัวทำละลายชนิดแรก  แบ่งเป็น  2  ชนิดคือ Extractant  lighter  เป็น  liquid-liquid extractor  ซึ่งตัวทำละลายที่ใช้สกัดเบากว่าตัวทำละลายที่ใช้ละลายสาร Reffinate  lighter  เป็น  liquid-liquid  extractor  ซึ่งตัวทำละลายที่ใช้สกัดหนักกว่าตัวทำละลายที่ใช้ละลายสาร
  5. Supercritical  fluid  extraction  ที่จุดซึ่งอุณหภูมิและความดันเหมาะสม  สารที่อยู่ในภาชนะจะไม่กลั่นตัว  (condense)  หรือไม่ระเหย  แต่อยู่ในลักษณะเป็นของเหลว  เรียกสภาวะนี้ว่า  critical  state  เช่น  carbondioxide มี critical state    ที่ 1oC และ 72.9 atm/7.39 MPa ในทางปฏิบัติถ้าสารอยู่เหนือ  critical  temperature  และ  pressure  สารจะอยู่ในสภาวะที่มีคุณสมบัติระหว่างของเหลว และก๊าซ  จึงทำให้สามารถกระจายตัวได้ดี เช่น ก๊าซ และละลายสารได้ดี เช่น ของเหลวจึงทำให้สามารถสกัดสารออกจากพืชได้ดีกว่าปกติ  ก๊าซที่ใช้ในการสกัดสารจากพืชที่ นิยมกัน คือ CO2  ซึ่งเมื่อสกัดสารเรียบร้อยแล้ว  การเปลี่ยนสภาวะอุณหภูมิ และแรงดัน จะทำให้  CO2  เปลี่ยนเป็นก๊าซ  ทิ้งสารสกัดไว้  ข้อดี คือ ทำให้ลดมลภาวะจากตัวทำละลายอินทรีย์  และลดอันตรายที่เกิดจากตัวทำละลายอินทรีย์ต่อสุขภาพ   เช่น   คลอโรฟอร์ม  แต่จะมีข้อจำกัดคือเหมาะสำหรับสารไม่มีขั้ว   การจะเพิ่มความมีขั้วขึ้น  ทำได้โดยเติมเมธานอลลงไปผสมด้วย   นอกจากนี้แล้ว  CO2  ที่บริสุทธิ์ในบ้านเรายังมีราคาแพง   และการสกัดสารสกัดเบื้องต้น  มักมี resin ซึ่งอาจจะตกตะกอน และอุดตันที่ช่องที่สารสกัดจะไหลออกมา   แม้จะมีการแก้ปัญญาโดยใช้ความร้อนช่วยก็ตาม ในทางอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องออกแบบให้เหมาะสมกับการสกัดสารแต่ละชนิด

การประยุกต์ใช้งานระบบ RFID

ปัจจุบัน RFID ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานหลากหลายประเภท อาทิเช่น

อุตสาหกรรมการผลิต

RFID ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการติดตามการผลิต โดยใช้ Production Line Automation เพื่อให้ทราบว่าในแต่ละกระบวนการผลิตนั้นใช้เวลาในการทำงานเท่าไร และได้จำนวนการผลิตในแต่ละขึ้นตอนเท่าไร สำหรับเป็นข้อมูลในการนำไปคำนวนถึงต้นทุนการดำเนินงานต่าง ๆ

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ สามารถคืนทุนจากต้นทุนที่ลงไปได้ทันที, ลดเวลาในแต่ละขั้นตอนการผลิต, เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต, ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น นำข้อมูลที่มีอยู่ไปยืนยันให้เกิดความเชื่อมั่นถึงขั้นตอนในการผลิตและคุณภาพของสินค้า

ธุรกิจการค้า

RFID ถูกนำมาประยุกต์ในธุรกิจการค้าปลีก และ Super Store เพื่อให้ทราบว่า ภายใน 1 วัน สินค้าสามารถขายออกไปได้วันละเท่าไหร่ และ สินค้าที่วางที่ชั้นถูกหยิบไปเท่าไหร่ ควรจะนำสินค้ามาวางเพิ่มที่ชั้นสินค้าหรือไม่

ซึ่งประโยชน์ของ FRID ต่อธุรกิจค้าปลีกที่เห็นได้ชัด ก็คือ การที่มีสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการตลอดเวลา, ไม่ต้องสต๊อคสินค้า, ลดการขโมยสินค้า, นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมลูกค้า

ธุรกิจบริการ

ในธุรกิจสายการบินมีการ RFID มาใช้ในส่วนของระบบการติดตามสัมภาระของผู้โดยสาร ซึ่งระบบนี้สามารถลดการสูญหายหรือส่งสัมภาระไปผิดเครื่อง

สำหรับธุรกิจทางการแพทย์ ข้อมูลจาก The United States of Food and Drug Administration (USFDA) พบว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลบางแห่งในสหรัฐฯ ได้ฝัง RFID Chip ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณท่อนแขน ตรงส่วนกล้ามเนื้อ Triceps ของคนไข้ เพื่อความสะดวกในการตรวจรักษาและติดตามข้อมูลการรักษาของผู้ป่วย เมื่ออวัยวะที่ได้รับการฝังชิปไว้ภายในถูกสแกนด้วย RFID Reader ระบบจะแสดงข้อมูลการรักษาของคนไข้รายนั้นออกมา ทำให้แพทย์ที่ถูกเปลี่ยนให้มาดูแลรักษาคนไข้รายดังกล่าวได้รับทราบประวัติการรักษาโดยแพทย์คนก่อนหน้านั้นได้อย่างถูก ต้องและรวดเร็ว การฝังชิปลงไปใต้ผิวหนังก็ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก เพียงแค่บรรจุชิปลงในหลอดฉีดยา แล้วฉีดลงไป ซึ่งชิปจะถูกเคลือบด้วยสารที่ชื่อว่า Biobond ช่วยในการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อภายในร่างกาย และช่วยป้องกันไม่ให้ชิปเสียหายด้วย

ในธุรกิจบ่อนกาสิโน (CASINO) มีการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ โดยนำแผ่น RFID ฝังลงในชิพส์ (CHIPS) แทนเงิน ทำให้ป้องกันการนำแผ่นชิพส์ปลอม ซึ่งใช้แทนเงินภายในบ่อนกาสิโน มาใช้  ทำให้บ่อนลดการสูญเสียรายได้จากการที่ถูกนำชิพส์ปลอมมาใช้ และยังสามารถศึกษาพฤติกรรมของนักพนัน เพื่อจะนำไปวิเคราะห์ศึกษา เหมือนกับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ทางบ่อนจะได้หาทางเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการต่อไป

ซึ่งจะเห็นได้ว่า RFID มีประโยชน์ต่อธุรกิจบริการ ในด้านความสามารถในการรับทราบข้อมูลของลูกค้าอย่างรวดเร็ว, ลดต้นทุนในการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสาร

ธุรกิจการควบคุมสินค้าคงคลัง และการจัดส่งสินค้า (Logistic & Supply Chain)

การควบคุมสินค้าคงคลังและจัดส่งสินค้าถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญต่อ RFID เป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานในด้านนี้เป็นอย่างมาก ปัจจุบันกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย กรมศุลกากร การท่าเรือแห่งประเทศไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นท่าขนส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Port) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ

โดย e-Port เป็นโครงการสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในระดับประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายให้ การปฏิบัติงาน ณ ท่าเรือ เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกทางการค้าและธุรกิจ รวมทั้งเสริมความมั่นคงปลอดภัยในการค้าระหว่างประเทศ โดยระยะแรกนี้จะใช้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือนำร่องของโครงการนี้

สำหรับประโยชน์ของ RFID ต่อ Logistic & Supply Chain ที่เห็นได้ชัด ก็คือ การลดต้นทุนในการดำเนินงาน, สามารถรับทราบถึงข้อมูลสินค้าในขณะนั้น, นำข้อมูลไปใช้อ้างอิงในการทำธุรกรรมต่างๆ ได้

การบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย (Management and Security)

ในส่วนของการบริหารและการจัดการนั้น RFID สามารถนำไปประยุกต์ในเรื่องของ ระบบบริหารงานบุคคล โดยสามารถติดตามเวลาการทำงานของพนักงานรวมถึงสามารถดูได้ว่าพนักงานอยู่ในส่วนไหนของโรงงาน แต่ประเด็นนี้ยังมีปัญหาในส่วนของสิทธิส่วนบุคคล

ในส่วนระบบรักษาความปลอดภัยนั้น มีการนำ RFID ไปประยุกต์โดยทำงานคล้ายๆ กับระบบบริหารงานบุคคล นั่นคือ มีการนำข้อมูลการเข้าถึงระบบต่างๆ บรรจุไว้ใน RFID เพื่อสามารถเข้าไปทำงานในส่วนต่างๆ ได้

ซึ่งประโยชน์ของ RFID ต่อ ระบบ Management and Security นั้นก็คือ การตรวจสอบเวลาทำงาน รวมถึงการเข้าถึงส่วนต่างๆ และการนำข้อมูลไปใช้ร่วมกับระบบอื่นๆ เช่น ระบบเงินเดือน

การเกษตร

RFID ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงเกษตรกรรม ในวงการปศุสัตว์ และกำลังทดลองนำแผ่น RFID มาติดกับใบหูของวัว เพื่อที่จะทำให้ผู้เลี้ยงวัวและทางราชการ สามารถติดตามการเดินทางหรือตำแหน่งได้เป็นอย่างดี และจะมีประโยชน์ในการติดตามโรค ไม่ให้เกิดการกระจายของโรคภายในสัตว์เลี้ยง อีกทั้งยังใช้ในการติดตามการเลี้ยงกุ้งซึ่งที่ทำอยู่ก็ได้แก่การบันทึกข้อมูลว่าให้อาหารอะไรแก่กุ้งบ้าง, ใช้ยาอะไรในการเลี้ยงกุ้ง โดยข้อมูลนี้จะถูกส่งต่อไปยังโรงงานที่ทำการส่งออกกุ้งไปยังต่างประเทศ

การทหาร

กระทรวงกลาโหมอเมริกัน ใช้งบประมาณ 11,000 ล้านบาท ในการพัฒนานำอุปกรณ์ RFID มาใช้ติดตามการขนส่งอาวุธ เพื่อป้องกันการโจรกรรม และการนำไปใช้ในสถานที่อันไม่สมควร ประเทศไทย น่าจะพิจารณานำมาใช้ในคลังแสงสรรพาวุธด้วยเช่นกัน

ห้องสมุด

ปัจจุบันห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของไทยได้ทดลองนำ RFID มาใช้กับระบบห้องสมุด โดยการติด RFID Chip ไว้ที่หนังสือในห้องสมุด แล้วใส่ข้อมูลต่างๆ ของหนังสือเล่มนั้นๆ ไว้ใน Chip อย่างเช่น ข้อมูลชื่อหนังสือ ประเภทหนังสือ ชั้นที่เก็บหนังสือ และติดเครื่องอ่านไว้ตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำงานร่วมกันระบบงานที่สำคัญๆ ได้ดังต่อไปนี้

  1. การบริการยืมคืนวัสดุสารสนเทศ (Self-Service)
  2. การบริการรับคืนวัสดุสารสนเทศด้วยตนเอง (Material Return) ที่ตู้รับคืนหนังสืออัตโนมัติ (Book Return)
  3. ระบบรักษาความปลอดภัยของวัสดุสารสนเทศ (RFID Theft Detection/Security Gate)
  4. อุปกรณ์แยกวัสดุสารสนเทศ (Sorting Station) เป็นชุดอุปกรณ์เพื่อแยกหนังสือ หรือ วัสดุสารสนเทศที่ได้รับคืนจากสมาชิกออกตามหมวดหมู่ หรือชั้นวางที่ถูกต้อง
  5. การสำรวจวัสดุสารสนเทศและการจัดชั้น (Inventory and Shelf Management) การสำรวจหนังสือ หรือ วัสดุสารสนเทศบนชั้น ซึ่งจะตรวจสอบสอบว่าหนังสือเล่มใดวางผิดที่ หรือมีจำนวนหนังสือที่หายไป

อ้างอิง www.arip.co.th

การให้บริการไอทีแบบเก่า

ยุคสมัยที่บริการไอทีมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น มีการปรับแต่งรายละเอียดปลีกย่อยตามความต้องการของลูกค้า ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก กำลังจะปิดฉากลงในไม่ช้า เพราะในปัจจุบัน องค์กรธุรกิจต้องการบริการไอทีที่เข้าใจได้ง่าย ปรับใช้ได้สะดวก สอดคล้องกับเป้าหมายทางด้านธุรกิจ และที่สำคัญก็คือ เชื่อมโยงโดยตรงกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน (Return of Investment – ROI)
โลกธุรกิจที่แบนราบ หนังสือของโธมัส ฟรีดแมน ที่มีชื่อว่า The World is Flat: The Globalized World in the twenty-first century (Thomas L. Friedman, 2005) ระบุว่า พลังขับเคลื่อนทางด้านเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญมากที่สุดต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกของเรา
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจดอทคอมอันเฟื่องฟู ส่งผลให้บริษัทโทรคมนาคม ที่มีเงินทุนจำนวนมหาศาล สามารถติดตั้งสายไฟเบอร์ออปติกใต้มหาสมุทรได้ ผลดีที่ได้รับ คือ เราสามารถใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และบริการรับส่งข้อมูลในอัตราค่าบริการที่ถูกลงอย่างมาก
ต่อมาเมื่อถึงยุคฟองสบู่แตก บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ด้วยการย้ายฐานการผลิตหรือเอาต์ซอร์สกระบวนการทางด้านธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ที่สามารถบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ต่ำกว่า
ปัจจุบัน ประเทศจีนจึงถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก โดยทำหน้าที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า 30% ในขณะที่ประเทศอินเดียจะส่งออกบริการไอทีและส่วนงานสนับสนุน ที่มีมูลค่าถึง 57,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2008 ดังนั้น ในทุกประเทศทั่วโลก องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รูปแบบธุรกิจใหม่เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาล่าสุดของไอบีเอ็มเกี่ยวกับทัศนะของผู้บริหารระดับซีอีโอ ซึ่งมีชื่อว่า Expanding the Innovation Horizon: The Global CEO Study 2006 (IBM Global Business Services, 1 March 2007) ระบุว่า ผู้นำองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ไม่ใช่ภัยคุกคามแต่อย่างใด แต่ถือเป็นโอกาสที่ควรไขว่คว้าสำหรับองค์กรต่างๆ โดยประเด็นหลัก 3 ข้อจากผลการศึกษาดังกล่าวได้แก่ เนื่องจากนวัตกรรมด้านสินค้าและบริการ ยังคงมีบทบาทสำคัญ องค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างสรรค์รูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่ จะมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันสูงสุด เพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่อย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภายนอกองค์กร กล่าวคือ แทนที่จะต้องประดิษฐ์ล้อรถยนต์ด้วยตนเอง คุณสามารถหาคู่ค้าที่สามารถผลิตล้อรถยนต์ได้ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า นอกจากนี้ความร่วมมือจากภายนอก ยังอาจช่วยให้คุณค้นพบแนวคิดที่แปลกใหม่ได้อีกด้วย ในการสร้างรากฐานสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรม จำเป็นที่จะต้องปรับระบบไอทีพื้นฐานให้สอดคล้องกับธุรกิจมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างแท้จริง องค์กรจะต้องผสานเทคโนโลยีเข้ากับแงุ่มมเชิงลึกทางด้านธุรกิจและการตลาด ผลกระทบต่อไอที ผลการศึกษาดังกล่าว ชี้ให้เห็นนัยสำคัญทางด้านธุรกิจ 4 ข้อดังต่อไปนี้: ประการแรก สิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีล้วนๆ อีกต่อไป หากแต่คุณต้องการโซลูชั่นทางธุรกิจ ที่จริงแล้วในปัจจุบัน บรรดาผู้บริหารในสายงานธุรกิจ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านกระบวนการจัดซื้อ โดยอย่างน้อย 90% ของการจัดซื้อสินค้าและบริการไอที เกิดจากการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้บริหารในฝ่ายไอทีและฝ่ายธุรกิจ ประการที่สอง องค์กรธุรกิจไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะรองรับโครงการติดตั้งและโครงการบริการไอทีขนาดใหญ่ที่มีราคาแพงและมีการปรับแต่งรายละเอียดตามความต้องการอีกต่อไป บทความที่มีชื่อว่า IBM repackages its brain power (Financial Times, 11 July 2006) ระบุว่า องค์กรธุรกิจเหล่านี้ เปลี่ยนไปใช้วิธีให้ผู้ผลิตหลายรายแข่งประมูลในโครงการขนาดเล็ก ซึ่งสามารถดำเนินการ บริหารจัดการ และประเมินผลได้ง่ายกว่า ประการที่สาม องค์กรธุรกิจต้องการโซลูชั่นทางไอทีที่แยกเป็นโมดูลย่อย สามารถผนวกรวมเข้าด้วยกัน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย โดยผู้จัดหาโซลูชั่นทางด้านไอทีรับหน้าที่ทดสอบและประกอบส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันก่อนที่จะทำการติดตั้ง ประการที่สี่ คู่ค้าทางด้านไอที สามารถนำเสนอแนวคิดหรือแนวทางที่แปลกใหม่ รวมทั้งจัดหาบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรองรับรูปแบบธุรกิจไอทีแบบใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่สำหรับบริการไอที ในขณะที่บริการไอทีจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในโลกธุรกิจแบบใหม่ แต่บริการไอทีในรูปแบบเดิม ๆ กลับไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ได้ ดังนั้นในการนำเสนอความยืดหยุ่นและนวัตกรรม บริการไอทีจะต้องมีลักษณะดังนี้: แยกออกจากกัน เพื่อให้สามารถกำหนดขอบเขตและสิ่งที่ต้องส่งมอบได้อย่างชัดเจน และทำการประเมินผลหรือตรวจวัดได้อย่างง่ายดาย ประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อให้การลงทุนสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น ดำเนินการซ้ำได้ เพื่อให้สามารถคัดลอกกรณีที่ประสบความสำเร็จและนำไปปรับใช้กับส่วนอื่นๆ ของธุรกิจตามความจำเป็น เป็นไปตามมาตรฐานและรองรับการผนวกรวม เพื่อให้สามารถ ปรับใช้ร่วมกับระบบและบริการไอทีที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว โดยสรุปก็คือ บริการไอทีจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีลักษณะที่เป็นรูปธรรม สามารถระบุคุณสมบัติและความสามารถต่างๆ ของบริการได้อย่างชัดเจน การประยุกต์บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ คำถามที่เกิดขึ้น คือ ลูกค้าควรจะปรับใช้บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์นี้ในกรณีใดบ้าง มี 3 กรณีหลักๆ ที่องค์กรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการประยุกต์ใช้ นั่นคือ
กรณีที่ 1 ใช้ระบบไอทีอย่างเต็มศักยภาพ เมื่อเวลาผ่านไป เรามีแนวโน้มที่จะติดตั้งส่วนประกอบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เครื่องใหม่เพื่อรองรับซอฟต์แวร์ตัวใหม่ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว จะส่งผลให้ระบบไอทีของเรามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และเนื่องจากเราขยายระบบเพื่อรองรับการทำงานในช่วงเวลาที่มีปริมาณงานสูงสุด ดังนั้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ ระบบจึงไม่ได้รับการใช้งานอย่างเต็มที่ บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โซลูชั่นการปรับปรุงระบบไอที จะช่วยระบุและขจัดส่วนที่ไร้ประสิทธิภาพในระบบไอที ในขณะที่โซลูชั่นอื่นๆ จะช่วยกำหนดแผนงานสำหรับการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางด้านไอทีของคุณให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ นอกจากนั้น บริการ กำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบไอทีจะช่วยลดความซับซ้อนของระบบ และทำให้คุณสามารถใช้งานระบบไอทีได้อย่างเต็มศักยภาพ
กรณีที่ 2 ลดความเสี่ยง ในขณะที่คุณประสานงานร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ในส่วนต่างๆ ของโลก ธุรกิจของคุณ ย่อมต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบและภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของระบบไอที ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องโดยส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อลูกค้า คุณสามารถปรับใช้บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ เช่น บริการด้านการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานและการรักษาความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบไอทีของคุณ ตัวอย่างของบริการประเภทนี้ได้แก่ บริการประเมินแผนงานสำหรับความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และบริการกู้คืนระบบที่รองรับการทำงาน
กรณีที่สาม ขยายธุรกิจให้เติบโต คุณอาจพบว่าระบบไอทีที่ขาดความยืดหยุ่น เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางด้านธุรกิจใหม่ๆ ดังนั้น คุณจึงจำเป็นต้องปรับใช้ส่วนประกอบที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และด้วยสถาปัตยกรรมที่มุ่งเน้นบริการ (Service-Oriented Architectures – SOA) คุณจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับรองรับความยืดหยุ่นและการเติบโตของธุรกิจ บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างเหมาะสม เพราะหลักการพื้นฐานของบริการเหล่านี้สอดคล้องกับโครงสร้าง SOA ซึ่งรองรับการเพิ่มเติมส่วนประกอบและการนำกลับมาใช้อีกครั้ง อนาคตของบริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ การนำเสนอบริการไอทีในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปัจจุบัน มีการนำมาใช้ในบริการไอทีพื้นฐาน เช่น เว็บโฮสติ้ง และเริ่มขยายเข้าสู่บริการไอทีที่ซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมไอที ไปจนถึงการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และการวางแผนเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะได้รับคุณประโยชน์สูงสุดเหมือนเช่นเคย กล่าวคือ ลูกค้าจะมีทางเลือกที่หลากหลายสำหรับบริการไอทีในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถระบุรายการส่วนประกอบพื้นฐาน สิ่งที่จะต้องส่งมอบ และสูตรการกำหนดราคาที่เข้าใจง่าย ลูกค้าสามารถเลือกที่จะผสมผสานส่วนประกอบอื่นๆ ที่แสดงอยู่ในรายการหากต้องการ ผู้ชนะในสนามธุรกิจบริการไอทีรูปแบบใหม่นี้ คือ บริษัทที่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการโซลูชั่นไอทีที่เรียบง่ายมากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมทางด้านธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น
อ้างอิง www.arip.co.th

ยุคสมัยที่บริการไอทีมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น มีการปรับแต่งรายละเอียดปลีกย่อยตามความต้องการของลูกค้า ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก กำลังจะปิดฉากลงในไม่ช้า เพราะในปัจจุบัน องค์กรธุรกิจต้องการบริการไอทีที่เข้าใจได้ง่าย ปรับใช้ได้สะดวก สอดคล้องกับเป้าหมายทางด้านธุรกิจ และที่สำคัญก็คือ เชื่อมโยงโดยตรงกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน (Return of Investment – ROI)

หนังสือของโธมัส ฟรีดแมน ที่มีชื่อว่า The World is Flat: The Globalized World in the twenty-first century (Thomas L. Friedman, 2005) หรือ โลกธุรกิจที่แบนราบ ระบุว่า พลังขับเคลื่อนทางด้านเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญมากที่สุดต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกของเรา

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจดอทคอมอันเฟื่องฟู ส่งผลให้บริษัทโทรคมนาคม ที่มีเงินทุนจำนวนมหาศาล สามารถติดตั้งสายไฟเบอร์ออปติกใต้มหาสมุทรได้ ผลดีที่ได้รับ คือ เราสามารถใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และบริการรับส่งข้อมูลในอัตราค่าบริการที่ถูกลงอย่างมาก

ต่อมาเมื่อถึงยุคฟองสบู่แตก บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ด้วยการย้ายฐานการผลิตหรือเอาต์ซอร์สกระบวนการทางด้านธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ที่สามารถบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ต่ำกว่า เช่น ประเทศจีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก โดยทำหน้าที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า 30% ในขณะที่ประเทศอินเดียจะส่งออกบริการไอทีและส่วนงานสนับสนุน ที่มีมูลค่าถึง 57,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2008 ดังนั้น ในทุกประเทศทั่วโลก องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รูปแบบธุรกิจใหม่เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาล่าสุดของไอบีเอ็มเกี่ยวกับทัศนะของผู้บริหารระดับซีอีโอ ซึ่งมีชื่อว่า Expanding the Innovation Horizon: The Global CEO Study 2006 (IBM Global Business Services, 1 March 2007) ระบุว่า ผู้นำองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ไม่ใช่ภัยคุกคามแต่อย่างใด แต่ถือเป็นโอกาสที่ควรไขว่คว้าสำหรับองค์กรต่างๆ โดยประเด็นหลัก 3 ข้อจากผลการศึกษาดังกล่าวได้แก่

  1. นวัตกรรมด้านสินค้าและบริการ ยังคงมีบทบาทสำคัญ องค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างสรรค์รูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่ จะมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันสูงสุด
  2. เพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่อย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภายนอกองค์กร กล่าวคือ แทนที่จะต้องประดิษฐ์ล้อรถยนต์ด้วยตนเอง คุณสามารถหาคู่ค้าที่สามารถผลิตล้อรถยนต์ได้ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า
  3. ความร่วมมือจากภายนอก ยังช่วยให้คุณค้นพบแนวคิดที่แปลกใหม่ เป็นการสร้างรากฐานสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรม

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับระบบไอทีพื้นฐานให้สอดคล้องกับธุรกิจมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างแท้จริง องค์กรจะต้องผสานเทคโนโลยีเข้ากับแงุ่มมเชิงลึกทางด้านธุรกิจและการตลาด ผลกระทบต่อไอที

จากผลการศึกษาดังกล่าว ชี้ให้เห็นนัยสำคัญทางด้านธุรกิจ 4 ข้อดังต่อไปนี้:

  • ประการแรก สิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีล้วนๆ อีกต่อไป หากแต่คุณต้องการโซลูชั่นทางธุรกิจ ที่จริงแล้วในปัจจุบัน บรรดาผู้บริหารในสายงานธุรกิจ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านกระบวนการจัดซื้อ โดยอย่างน้อย 90% ของการจัดซื้อสินค้าและบริการไอที เกิดจากการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้บริหารในฝ่ายไอทีและฝ่ายธุรกิจ
  • ประการที่สอง องค์กรธุรกิจไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะรองรับโครงการติดตั้งและโครงการบริการไอทีขนาดใหญ่ที่มีราคาแพงและมีการปรับแต่งรายละเอียดตามความต้องการอีกต่อไป บทความที่มีชื่อว่า IBM repackages its brain power (Financial Times, 11 July 2006) ระบุว่า องค์กรธุรกิจเหล่านี้ เปลี่ยนไปใช้วิธีให้ผู้ผลิตหลายรายแข่งประมูลในโครงการขนาดเล็ก ซึ่งสามารถดำเนินการ บริหารจัดการ และประเมินผลได้ง่ายกว่า
  • ประการที่สาม องค์กรธุรกิจต้องการโซลูชั่นทางไอทีที่แยกเป็นโมดูลย่อย สามารถผนวกรวมเข้าด้วยกัน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย โดยผู้จัดหาโซลูชั่นทางด้านไอทีรับหน้าที่ทดสอบและประกอบส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันก่อนที่จะทำการติดตั้ง
  • ประการที่สี่ คู่ค้าทางด้านไอที สามารถนำเสนอแนวคิดหรือแนวทางที่แปลกใหม่ รวมทั้งจัดหาบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรองรับรูปแบบธุรกิจไอทีแบบใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่สำหรับบริการไอที

ในขณะที่บริการไอทีจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในโลกธุรกิจแบบใหม่ แต่บริการไอทีในรูปแบบเดิม ๆ กลับไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ได้ ดังนั้นในการนำเสนอความยืดหยุ่นและนวัตกรรมบริการไอทีจะต้องมีลักษณะดังนี้:

  • แยกออกจากกัน เพื่อให้สามารถกำหนดขอบเขตและสิ่งที่ต้องส่งมอบได้อย่างชัดเจน และทำการประเมินผลหรือตรวจวัดได้อย่างง่ายดาย
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อให้การลงทุนสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น
  • ดำเนินการซ้ำได้ เพื่อให้สามารถคัดลอกกรณีที่ประสบความสำเร็จและนำไปปรับใช้กับส่วนอื่นๆ ของธุรกิจตามความจำเป็น
  • เป็นไปตามมาตรฐานและรองรับการผนวกรวม เพื่อให้สามารถ ปรับใช้ร่วมกับระบบและบริการไอทีที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว

โดยสรุปก็คือ บริการไอทีจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีลักษณะที่เป็นรูปธรรม สามารถระบุคุณสมบัติและความสามารถต่างๆ ของบริการได้อย่างชัดเจน

การประยุกต์บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์นั้น ลูกค้าควรจะปรับใช้ในกรณีหลักๆ ที่องค์กรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการประยุกต์ใช้ ดังนี้

  • กรณีที่ 1 ใช้ระบบไอทีอย่างเต็มศักยภาพ เมื่อเวลาผ่านไป เรามีแนวโน้มที่จะติดตั้งส่วนประกอบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เครื่องใหม่เพื่อรองรับซอฟต์แวร์ตัวใหม่ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว จะส่งผลให้ระบบไอทีของเรามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และเนื่องจากเราขยายระบบเพื่อรองรับการทำงานในช่วงเวลาที่มีปริมาณงานสูงสุด ดังนั้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ ระบบจึงไม่ได้รับการใช้งานอย่างเต็มที่ บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โซลูชั่นการปรับปรุงระบบไอที จะช่วยระบุและขจัดส่วนที่ไร้ประสิทธิภาพในระบบไอที ในขณะที่โซลูชั่นอื่นๆ จะช่วยกำหนดแผนงานสำหรับการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางด้านไอทีของคุณให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ นอกจากนั้น บริการ กำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบไอทีจะช่วยลดความซับซ้อนของระบบ และทำให้คุณสามารถใช้งานระบบไอทีได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • กรณีที่ 2 ลดความเสี่ยง ในขณะที่คุณประสานงานร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ในส่วนต่างๆ ของโลก ธุรกิจของคุณ ย่อมต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบและภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของระบบไอที ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องโดยส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อลูกค้า คุณสามารถปรับใช้บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ เช่น บริการด้านการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานและการรักษาความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบไอทีของคุณ ตัวอย่างของบริการประเภทนี้ได้แก่ บริการประเมินแผนงานสำหรับความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และบริการกู้คืนระบบที่รองรับการทำงาน
  • กรณีที่สาม ขยายธุรกิจให้เติบโต คุณอาจพบว่าระบบไอทีที่ขาดความยืดหยุ่น เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางด้านธุรกิจใหม่ๆ ดังนั้น คุณจึงจำเป็นต้องปรับใช้ส่วนประกอบที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และด้วยสถาปัตยกรรมที่มุ่งเน้นบริการ (Service-Oriented Architectures – SOA) คุณจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับรองรับความยืดหยุ่นและการเติบโตของธุรกิจ บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างเหมาะสม เพราะหลักการพื้นฐานของบริการเหล่านี้สอดคล้องกับโครงสร้าง SOA ซึ่งรองรับการเพิ่มเติมส่วนประกอบและการนำกลับมาใช้อีกครั้ง อนาคตของบริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ การนำเสนอบริการไอทีในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปัจจุบัน มีการนำมาใช้ในบริการไอทีพื้นฐาน เช่น เว็บโฮสติ้ง และเริ่มขยายเข้าสู่บริการไอทีที่ซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมไอที ไปจนถึงการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และการวางแผนเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะได้รับคุณประโยชน์สูงสุดเหมือนเช่นเคย กล่าวคือ ลูกค้าจะมีทางเลือกที่หลากหลายสำหรับบริการไอทีในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถระบุรายการส่วนประกอบพื้นฐาน สิ่งที่จะต้องส่งมอบ และสูตรการกำหนดราคาที่เข้าใจง่าย ลูกค้าสามารถเลือกที่จะผสมผสานส่วนประกอบอื่นๆ ที่แสดงอยู่ในรายการหากต้องการ ผู้ชนะในสนามธุรกิจบริการไอทีรูปแบบใหม่นี้ คือ บริษัทที่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการโซลูชั่นไอทีที่เรียบง่ายมากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมทางด้านธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น

อ้างอิง www.arip.co.th

จีพีเอส (GPS) ทำงานอย่างไร

GPS หรือ Global Positioning System ทำงานโดยมีดาวเทียม 24 ดวง เคลื่อนที่โคจรรอบโลก และมันจะทำงานร่วมกับอุปกรณ์ภาครับ GPS เพื่อระบุตำแหน่งของคุณบนโลก

การระบุตำแหน่ง ของ GPS นั้น ทำในลักษณะของรูปสามเหลี่ยมที่เกิดขึ้นจากการวัดระยะห่างจากจุด 3 จุดจากดาวเทียม เพื่อหาตำแหน่งของอุปกรณ์ GPS

สมมติว่า เพื่อนของคุณกำลังหลงทางอยู่ คุณทราบว่า เพื่อนคนนี้อยู่ห่างจากบ้านของเขา 50 เมตร ณ.จุดเดียวกันเขาอยู่ห่างจากห้างสรรพสินค้า 200 เมตร และอยู่ห่างจากโรงหนัง 275 เมตร ซึ่งหากวาดวงกลมจากสถานที่ทั้งสาม (รัศมีเท่ากับระยะห่างที่ได้) จะพบว่า จุดตัดของวงกลมทั้งสามจะระบุตำแหน่งของเพื่อนคุณได้

อุปกรณ์ GPS ก็ทำงานด้วยวิธีเดียวกัน โดยมันสามารถรู้ระยะห่างของมันกับดาวเทียม GPS ได้จากการที่ดาวเทียม GPS ในวงโคจรจะส่งสัญญาณพร้อมทั้งระบุเวลา ซึ่งเมื่ออุปกรณ์ GPS ได้รับสัญญาณก็จะเทียบเวลาที่อุปกรณ์ได้รับสัญญาณกับเวลาที่สัญญาณถูกส่งออกมาจากดาวเทียม จากนั้นมันก็จะคำนวณเวลาที่ใช้ในการเดินทางของสัญญาณ เพื่อหาระยะห่างของอุปกรณ์ GPS กับดาวเทียม GPS ได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากสัญญาณที่ส่งมาจะมีการเดินทางด้วยความเร็วคงที่ เมื่ออุปกรณ์ GPS ได้รับสัญญาณจากดาวเทียมที่ GPS แตกต่างกันครบ 3 ดวงก็จะสามารถทราบระยะห่าง

ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ GPS อยู่ห่างจากดาวเทียม GPS ดวงแรกเป็น 12,185.00048 ไมล์ และห่างจากดาวเทียม GPS ดวงที่สอง 11,495.1835 ไมล์ ส่วนดาวเทียม GPS ดวงที่สามอยู่ห่าง 11,382.8513 ไมล์ เพียงแค่นี้ อุปกรณ์ GPS ก็สามารถคำนวณตำแหน่งของมันบนโลกได้อย่างแม่นยำ

ระบบ GPS จะใช้ฐานเวลาที่มาจากสัญญาณนาฬิการะดับอะตอมที่มีความแม่นยำสูงมากในดาวเทียม GPS และชิปคำนวณที่สามารถอ่าน และแก้โจทย์สมการที่จำเป็นต่อการคำนวณหาระยะทาง และตำแหน่งได้นับร้อยๆ ครั้งในหนึ่งนาที

นั่นหมายความว่า แม้อุปกรณ์ GPS จะเคลื่อนที่ไม่อยู่นิ่ง การคำนวณระยะห่างจากดาวเทียม GPS ต่างๆ ตลอดจนการระบุตำแหน่งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ซึ่งสัญญาณนาฬิกาจากดาวเทียม GPS จะมีความแม่นยำระดับ 10 นาโนวินาที หรือ 1 ในพันล้านวินาที

ที่มา www.arip.co.th

ใช้ Facebook อย่างปลอดภัย

คุณจะเริ่มโพสต์เนื้อหาหรือรูปภาพต่างๆ อย่าลืมตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ระบุว่าใครบ้างที่สามารถเข้ามาดูอัลบั้มภาพถ่าย วิดีโอ โพรไฟล์ สถานะการอัพเดต และอีกสารพันข้อมูลเกี่ยวกับตัวของคุณได้บ้างคิดก่อนรับเป็นเพื่อน – การค้นหาว่าใครบ้างที่อยู่ในรายชื่อคอนแทกต์บนอีเมล์ของคุณกำลังใช้ Facebook อยู่ เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ก่อนที่จะรับคนเหล่านั้นให้เป็นเพื่อนบน Facebook อย่าลืมพิจารณาให้รอบคอบด้วย

เสน่ห์ ของ Facebook มีหลายอย่าง แน่นอนว่าการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงที่รู้จัก ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ว่าไปแล้วสิ่งที่หลายคนกลัวมาก ที่สุดก็คือ เรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรให้คนอื่นรู้ แต่กลับถูกเปิดเผยไว้บนวอลล์ของ Facebook ที่ทำให้ทุกคนที่คุณรู้จักได้ล่วงรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมไปด้วย ซึ่งถ้าคนที่คุณเป็นเพื่อนด้วยบน Facebook นั้นมีแต่เพื่อนสนิทจริงๆ นั่นก็คงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร แต่หลายครั้งเพื่อนเหล่านั้น — ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นเจ้านายบ้าง คู่ค้าทางธุรกิจบ้าง ลูกน้องบ้าง หรือแฟนเก่าบ้าง

คุณไม่ สามารถคาดเดาหรือควบคุมได้เลยว่า จะมีใครที่ขอเข้ามาเป็นเพื่อนของคุณบ้างบน Facebook จะตอบรับอย่างไรถ้าเจ้านายหรือลูกค้าของคุณขอเป็นเพื่อนบน Facebook ด้วย? จะปล่อยให้คนเหล่านั้นเข้ามาเห็นพฤติกรรมความร่าเริงแบบเกินตัวของคุณสมัย เรียนหรือที่ยังเป็นอยู่แม้แต่ในขณะนี้ หรือว่าจะกล้าปฏิเสธการขอเป็นเพื่อนดังกล่าว? นี่เป็นสถานการณ์ที่ชวนปวดหัวอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการเล่น Facebook

การ หลอกลวงทาง Facebook กำลังเริ่มระบาด มีกรณีที่ Facebook ของคนรู้จักโดนแฮก และมีการส่งข้อความหาเพื่อนหลายๆ คนทำนองว่าต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน และเริ่มมีการแช็ตกันจริงจังเพื่อเริ่มกระบวนการหลอกลวง ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้ระแวงอะไร มันก็เป็นเพียงแค่คำร้องขอจากเพื่อนคนหนึ่งที่คุณรู้จักและเต็มใจจะช่วย เหลือ แต่บางครั้งอาจเป็นเพียงแค่การอาศัยประโยชน์จาก Facebook โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย หากเจอกับสถานการณ์แบบนี้จริง ติดต่อกันโดยตรงดีที่สุด จะทางโทรศัพท์หรือจะนัดเจอกันก็ได้ หากใครพอจะได้เค้าลางว่ากำลังโดนหลอก แจ้งตำรวจเอาไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด

หรือ บางครั้งคุณอาจได้รับคำร้องขอเป็นเพื่อนผ่าน Facebook ที่ชักชวนให้ดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับเล่นไฟล์วิดีโอ ซึ่งโปรแกรมที่ว่านั้นแท้จริงก็คือ โปรแกรมอันตรายที่กำลังจะแอบแฝงตัวเข้ามาในคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งอาจจะมีการชักชวนทั้งผ่านทางอีเมล์หรือหน้าเว็บ และด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกันบน Facebook ก็ทำให้หลายคนเผลอเรอไม่ระมัดระวังในเรื่องนี้จนเกิดปัญหาขึ้นตามมาภายหลัง

คุณสามารถใช้ Facebook อย่างปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง วิจารณญาณที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ได้พอสมควร ลองเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ที่ Privacy Settings จากเมนู Settings ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนรายละเอียดในการเผยแพร่ภาพถ่าย ข้อความ ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลการทำงานได้ ซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่สมาชิกคนอื่นๆ จะมองเห็นด้วย ฉะนั้นเจ้านายหรือแฟนเก่าของคุณถูกกำหนดให้เห็นข้อมูลที่แตกต่างออกไปบน Facebook ของคุณ

อีกหนึ่งคุณสมบัติ ที่ต้องระวังก็คือ “Find Friends” ซึ่งยอมให้คุณกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของเว็บเมล์อย่าง Gmail หรือ Yahoo! Mail เพื่อดึงเอาข้อมูลรายชื่อคนที่คุณรู้จักมาใส่ไว้บน Facebook — อย่าลืมดูให้แน่ใจว่า รายชื่อเหล่านั้นไม่มีคนที่คุณติดต่อทางธุรกิจอยู่ด้วย เพราะนั่นอาจจะเสี่ยงต่อการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวที่ไม่เหมาะไม่ควรให้แก่คน เหล่านั้นได้ทราบ

ทางออกอีก ทางหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การจัดแบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ให้ชัดเจน เช่น หากมีเพื่อนนักธุรกิจหรือลูกค้าที่ต้องการติดต่อกับคุณผ่านเว็บไซต์เครือ ข่ายสังคมออนไลน์ การหันไปใช้ LinkedIn หรือเว็บอื่นๆ ก็น่าจะดีกว่าการที่รวมเอาผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาไว้ภายใต้ Facebook แถมคุณยังมีข้ออ้างดีๆ ในการปฏิเสธการขอเป็นเพื่อนบน Facebook และชักชวนให้คนรู้จักทางธุรกิจหันไปคบค้าสมาคมกันบนเว็บอื่นที่เฉพาะทางมาก ขึ้นด้วย

อ้างอิงจาก www.arip.co.th

IT Disaster Recovery Planning

IT Disaster Recovery Planning

เพื่อให้ระบบ IT ทำงานต่อไปเมื่อเกิดภัยพิบัติ เราจึงจำเป็นต้องจัดทำ Disaster Recovery Planning (DRP) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับองค์กร ซึ่ง ภัยพิบัติที่เราพบเจอมีอยู่กัน 2 ประเภท คือ ภัยพิบัติจากธรรมชาติ และ ภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์ โดยที่ภัยพิบัติจากธรรมชาติเป็นภัยพิบัติที่เราไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่สามารถบริหารจัดการตนเองได้ ส่วนภัยพิบัติจากมนุษย์นั้นบางอย่างเราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายได้ เช่น การโจรกรรม

Disaster Recovery Planning

คือ การวางแผนเพื่อกอบกู้ระบบ IT ให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้หลังเกิดภัยพิบัติ หรือ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องในขณะที่เกิดภัยพิบัติ ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ กล่าวคือ การจัดการประเภทของภัยพิบัติ การประเมินความเสี่ยง การวางแผนป้องกัน การตรวจวัดและบันทึกข้อมูล

DRP เป็นส่วนหนึ่งของแผนภาพใหญ่ขององค์กรที่เตรียมการไว้เผื่อเผชิญกับภัยพิบัติ หรือที่เรียกว่า Business Continuity Plan (BCP) โดย DRP จะกล่าวถึงด้าน IT เป็นหลัก ในขณะที่ BCP จะกล่าวถึงภาพรวมขององค์กร

ขั้นตอนการทำ DRP

ขั้นตอนแรกคือ Risk Analysis เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงว่าจะมีภัยพิบัติประเภทไหนบ้าง

ขั้นตอนที่ 2 คือ Risk Classification เพื่อจำแนกกลุ่มหรือประเภทความเสี่ยงตามมุมมองต่างๆ เช่น ความเสี่ยงที่เกิดจากภายนอก (External Risk) ความเสี่ยงของข้อมูล (Data System Risk) ความเสี่ยงของการให้บริการ (Service System Risk) ความเสี่ยงของระบบพื้นฐาน (Infrastructure Risk) เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3 คือ Disaster Effect Analysis เพื่อประเมินผลของภัยพิบัติว่ามีผลกระทบกับเราอย่างไรบ้าง โดยขั้นตอนนี้มักทำร่วมกับขั้นตอนที่สอง คือ เมื่อแบ่งแยกประเภทความเสี่ยงได้ชัดเจนแล้ว ก็จะวิเคราะห์ว่าภัยพิบัติจะก่อให้เกิดผลอะไรต่อมา

ขั้นตอนที่ 4 คือ Disaster Recovery Plan การวางแผนปฏิบัติงานในกรณีเกิดภัยพิบัติ ได้แก่ แผนรับมือภัยพิบัติขั้นปกติ แผนรับมือภัยพิบัติขั้นรุนแรง แผนการปฏิบัติเมื่อไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ แผนการกอบกู้ระบบ และ แผนการเริ่มต้นระบบสนับสนุนใหม่ เช่น เมื่อประเมินแล้วพบว่าไม่มีพลังงานไฟฟ้าใช้แล้วในช่วงสุดท้ายของอุทกภัย ก็ควรมีอุปกรณ์สร้างพลังงานสำรองไว้ใช้งาน เป็นต้น

IT Security and IT Standard

ความปลอดภัยสารสนเทศนับวันเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น และระบบรักษาความปลอดภัยก็ต้องมีความสามารถทำงานได้ซับซ้อนมากขึ้นตามภัยคุกคามที่มีการพัฒนาให้มีความเก่งมากขึ้นกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา โดย IT Security จะอยู่ในทุกๆ ส่วนของไอทีตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เน็ตเวิร์ก และข้อมูลการใช้งาน

IT Standard

เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ หลายๆ องค์กรให้ความสำคัญของการได้รับรองมาตรฐานสากลต่างๆ โดยเฉพาะมาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้องกับไอที เช่น ISO/IEC 20000 (International Standard for IT Service Management), ISO/IEC 27001:2005 (Information Security Management System: ISMS), ISO/IEC 27003 (Implementation Guidance) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการพัฒนาระบบ ISMS
นอกจากนี้ยังมีระบบมาตรฐานสากลระบบอื่นๆ อีก เช่น ITIL (Information Technology Infrastructure Library) แนวปฏิบัติในการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ และ COBIT แนวทางในการพัฒนาระบบการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งทุกมาตรฐานองค์กรจะให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ตลอดจนเพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร และการเตรียมพร้อมองค์กรเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางธุรกิจในประชาคมอาเซียน หรือ AEC 2015 (ASEAN Economic Community 2015)

ทางด้านกฎหมายไทย ได้มี การออกกฎหมายมาเพื่อรองรับต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2554 มีผลใช้บังคับใช้ตั้งแต่ 3 เม.ย.2554 โดยรองรับผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 25501 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 18 ก.ค. 2550 โดยกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษสำหรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกำหนดหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไว้

นอกจากนี้ยังมี พรฎ.ภายใต้ พรบ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ คือ พรฎ.กำหนดประเภทธุรกรรมในทางแพ่งและธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ยกเว้นมิให้นำกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับ พ.ศ. 2549 ใช้บังคับ 15 มี.ค.2549 เพื่อกำหนดข้อยกเว้นมิให้ดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 3) (ครอบครัวและมรดก) และพรฏ.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิสก์ภายรัฐ พ.ศ.2549 เพื่อกำหนดการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (มาตรา 35)

สำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์กันดีมัย ?

การสำรวจข้อมูลและไฟล์ระบบเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่ควรทำหลังจากที่คุณได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปสักระยะ เพราะมันจะไม่ทำให้คุณต้องมานั่งคอตกในยามที่วินโดวส์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจเข้าไปเอาข้อมูลคืนได้!!!

ปัญหาระบบวินโดวส์ล่มข้อมูลสูญหาย ไวรัสกล้ำกรายเป็นสิ่งที่เราพบเห็นกันจนชินตา ในปัจจุบันซึ่งผู้ใช้บางคนที่ไม่ทราบวิธีแก้ปัญหาก็ได้แต่ยกเครื่อง ไปที่ร้านซ่อมคอมพ์ และเสีย 300 บาท เพื่อรักษาทุกอาการ! โดยวิธีการปัญหาของร้านพวกนี้ก็คือ หากเข้าไปเอาข้อมูลที่คุณต้องการไม่ได้พวกเขาก็มักจะบอกคุณว่า “ต้องลงวินโดวส์ใหม่” จากนั้นก็จัดการโคลนนิ่งวินโดวส์พร้อมโปรแกรมต่าง ๆ จากฮาร์ดดิสก์ตัวหลักที่ใช้ประจำ ไปยังฮาร์ดดิสก์ของคุณ ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ก็ได้วินโดวส์พร้อมโปรแกรมคืนมา แต่ทว่าโปรแกรมประเภท Anti Virus หากโคลนนิ่งมาแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องอัพเดตแพตช์มันจะไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้เมื่อใช้ไปนานๆ พอมีไวรัสใหม่ๆ มาโปรแกรม Anti Virus จะไม่มีไฟล์แพตเทิร์นของไวรัสพวกนี้ ผลที่ตามมาก็คือคอมพิวเตอร์ของคุณจะไร้ซึ่งภูมิคุ้มกัน และหากติดไวรัสเข้าละก็ ปัญหาระบบวินโดวส์ล่ม ข้อมูลสูญหาย ก็คงจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

มาแบ็กอัพข้อมูลกันเถอะ
คุณพร้อมหรือยังสำหรับการแบ็กอัพ? เพราะความเสี่ยงที่ข้อมูลและไฟล์ระบบได้รับความเสียหายจะลดลงหากคุณเริ่มต้นแบ็กอัพตั้งแต่ตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องมองหาเครื่องมือหรือโปรแกรมภายนอกมาช่วยเลยก็ยังได้ เพราะวินโดวส์ได้เตรียมมาให้คุณแล้ว หากจะถามว่าการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? อย่างแรกเลยก็คือ คุณสามารถเรียกข้อมูลกลับคืนมาได้ทุกเวลาที่ต้องการ และอย่างที่สองนั้นหากวินโดวส์เกิดล่มขึ้นมาจริง ๆ คุณก็มีวิธีรับมือกับมันด้วยตัวเอง นอกจากนั้นหากคุณมั่นแบ็กอัพข้อมูลอยู่เป็นประจำแล้วละก็ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าคุณได้เตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว…

ก่อนอื่นเราไปดูกันว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุณใช้นั้น มีเครื่องมือหรือยูทิลิตี้อะไรบ้างสำหรับการแบ็กอัพข้อมูลและเรียกาคืนกลับมา เมื่อต้องการซ่อมแซม (บทความตอนนี้จะอ้างอิงถึงผู้ใช้ Windows XP เป็นหลัก)

System Restore
หนึ่งในโปรแกรมแบ็กอัพและรียกข้อมูลกลับคืน ที่หลายคนมักจะไม่ค่อยใช้งานนั้น ด้วยเหตุผลเดียวที่ว่า “ไม่รู้จะใช้ทำอะไร” เพราะไม่ทราบวิธีการใช้งานนั่นเอง! ซึ่งอันที่จริงแล้วโปรแกรม System Restore ใช้งานง่ายกว่าที่คุณคิดซะอีก เพราะวินโดวส์จะสร้างจุดสำหรับแบ็กอัพเพื่อใช้ในการเรียกข้อมูลกลับคืนให้เป็นระยะๆ อยู่แล้ว (อัตโนมัติ) ดังนั้น หากวินโดวส์มีปัญหาคุณก็สามารถใช้การ Restore ได้ทันที นอกจากนั้นหากคุณต้องการกำหนดจุดแบ็กอัพเองเพื่อเพิ่มความถี่ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องเรียนรู้เทคนิคอีกนิดหน่อย ซึ่งไม่ยากเกินไปสำหรับคุณแน่นอน

Backup Utility
สำหรับโปรแกรมตัวที่สองนี้ ค่อนข้างมีสมรรถนะการทำงานที่สูงพอตัว เพราะไมโครซอฟท์ได้เลือกใช้ซอฟต์แวร์ของ VERITAS ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านซอฟต์แวร์โซลูชันและดาต้าเบส Backup Utility ช่วยให้ผู้ใช้ที่ต้องการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบสามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะมีโหมดการทำงานอย่าง Wizard ที่เพียงแคคลิ้กเมาส์ตามก็ได้เช่นกัน ซึ่งโปรแกรมก็ได้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มาให้เพียบ รับรองว่าลองใช้ดูแล้วจะรู้ว่าดีจริง!
คุณสามารถใช้โปรแกรม Backup Utility โดยไปที่ Start->All Programs -> Accessories -> System Tools ->Backup

แบ็กอัพข้อมูลด้วยอุปกรณ์ฮาร์แวร์
สำหรับการแบ็กอัพข้อมูลโดยใช้อุปกรณ์นั้น แน่นอนว่าย่อมลดความ เสี่ยงจากการที่ข้อมูลอาจสูญหายได้อีกขั้น นั่นก็เพราะคุณได้สำรองข้อมูลเอาไว้มากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียวอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแบ็กอัพข้อมูลในปัจจุบันก็ได้แก่ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอกผ่านพอร์ต USB เทปแบ็กอัพ ที่มักจะใช้กับการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ ซิปไดรฟ์ (Zip Drive) เครื่องบันทึก DVD/CD นอกจากนั้นยังมีการใช้แฟลชเมโมรี่ความจุสูง รวมทั้งไมโครไดรฟ์ที่ใช้กับอุปกรณ์โมบายมาแบ็กอัพข้อมูลด้วยเช่นกันซึ่งทำให้ข้อมูลสำคัญๆ ของคุณยังคงถูกรักษาเอาไว้ แม้ฮาร์ดดิสก์หลักของระบบจะได้รับความเสียหายก็ตาม ดังนั้น หากคุณมีงบเหลือพอที่จะซื้ออุปกรณ์แบ็กอัพข้อมูลสักชิ้นก็จะดีไม่น้อย!