วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

>> เรียบเรียง โดย นพวรรณ  หาแก้ว <<<

 

 

          ในทางการเกษตรเห็ดจัดเป็นอาหารประเภทผักชนิดหนึ่ง  แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้น เห็ดจัดเป็นราชนิดหนึ่ง  เห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง  เนื่องจากมีโปรตีนกากใยอาหารสูง  ปราศจากไขมัน  ปริมาณน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ  รวมทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิดรวมทั้งวิตามินบีรวม  และสารไนอาซิน ซึ่งช่วยควบคุมระบบย่อยอาหาร  นอกจากนี้อะมิโนหลายชนิดในเห็ดทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรู้รสอาหารของลิ้นให้ไวกว่าปกติ ดังนั้นเห็ดจึงจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพของมนุษย์มีคุณสมบัติเป็นยาป้องกันและรักษาโรค  นอกจากนี้เห็ดบางชนิดยังสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางเพื่อความงามด้วยตัวอย่างประโยชน์ของเห็ดทางการแพทย์  เช่น  เห็ดนางรมและเห็ดนางฟ้า  สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและช่วยการไหลเวียนเลือด  เห็ดเข็มทองช่วยบำรุงตับกระเพาะและลำไล้  เห็ดหอมช่วยลดไขมันในเสนเลือด  เพิ่มภูมิคุ้มกัน  บำรุงกระดูกและฟัน  เห็ดฟางมีวิตามินสูง  ช่วยลดความดัน  และช่วยเร่งสมานแผล  เห็ดหลินจือที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  เห็ดเข็มทองช่วยบำรุงตับ กระเพาะและลำไส้  และเห็ดหูหนูที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน  รักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง  เป็นต้น

          ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  เล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของเห็ด  จึงได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งการดำเนินวิจัยและพัฒนาเห็ดของ วว. นั้นประกอบด้วยการวิจัยหลักๆ ทั้งสิ้น 4 สาขาคือ เทคโนโลยีก่อนการเก็บเกี่ยว (preharvest)  เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (postharvest)  การวิจัยและพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเห็ด (R&D product)  และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transferring, consultancy and training services)  หนึ่งในงานที่ประสบผลสำเร็จของฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรกับการวิจัยด้านเห็ดทางด้านเทคโนโลยีก่อนการเก็บเกี่ยวคือ การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดยานางิ (เห็ดโคนญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นเห็ดเมืองหนาว  ให้สามารถเพาะได้ในพื้นที่ราบหรือภาคกลางได้ โดยดั้งเดิมนั้นเห็ดสายพันธุ์นี้สามารถเปิดดอกในที่อุณหภูมิต่ำเท่านั้น  หรือเพาะได้เฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย    ส่งผลให้ผลิตผลของเห็ดดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการตลอดทั้งปี    ซึ่ง ดร.ธนภักษ์ อินยอด และคณะ ได้ริเริ่มดำเนินโครงการวิจัยการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดเมืองหนาว สำหรับกลยุทธ์ที่นำมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้คือ การกระตุ้นให้เห็ดยานางิสายพันธุ์เดิมนั้นเกิดการกลายพันธุ์ด้วยรังสีแกมมา  โดยเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการคือ เห็ดยานางิที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนเดิมทุกประการ  แต่สามารถเพาะในพื้นที่ราบซึ่งมีอุณหภูมิสูงได้  จากการวิจัยและพัฒนานี้ทำให้สามารถได้เห็ดยานางิสายพันธุ์ที่สามารถเปิดดอกในที่อุณหภูมิสูงได้ทั้งหมด 5 สายพันธุ์  จึงนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของ วว. อีกครั้งหนึ่ง

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
การเปิดดอกเพื่อทดสอบสายพันธุ์เห็ดเทียบกับสายพันธุ์ควบคุม

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดโคนญี่ปุ่น ด้วยรังสีแกมมาเพื่อเพาะในเขตพื้นที่ราบ

          นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรได้จัดงานสัมมนาวิชาการภายในขึ้น โดยมีนักวิจัยในฝ่ายมาแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรกันอย่างหลากหลาย ดร.คนึงนิจ บุศราคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บรรยาย ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินงานวิจัยทางด้านเห็ดขอวง วว. ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512   โดยแต่เดิมนั้น ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรมีศูนย์ประสานงานเกษตรที่สูงที่รับผิดชอบในการนำเข้าเห็ดเมืองหนาวเข้ามาเพาะในพื้นที่ภาคเหนือของไทย  ซึ่งเห็ดที่นำเข้ามาเพาะได้แก่ เห็ดหอม  เห็ดกระดุม  เห็ดภูฐาน  เห็ดเข็มทอง  เห็ดเป๋าฮื้อ  และเห็ดยานางิ  โดยระหว่าง พ.ศ. 2512-2540 ซึ่งเป็นระยะแรกของการดำเนินงานด้านเห็ดนั้น วว. มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิธีการและการพัฒนาวัสดุปลูกให้เหมาะสมต่อเห็ดแต่ละชนิดเพื่อให้สามารถเพาะปลูกได้บนพื้นที่ภาคเหนือของไทย การศึกษาและทดลองในระยะนั้น ทำให้ วว. มีพันธมิตรในการทำวิจัยหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มหาวิทยาลัยนเรศวร  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  มหาวิทยาลัยศิลปากร  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือหน่วยงานราชการอย่างกรมวิทยาศาสตร์บริการ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  กรมอนามัย  กรมวิชาการเกษตร  กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานเอกชน เช่น บริษัท สหฟาร์มเห็ด  สวนเห็ดบ้านอรัญญิก  และบริษัทปิยะพรเทคโนโลยีจำกัด เป็นต้น

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
เห็ดเมืองหนาว ที่นำเข้ามาผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ในอดีต

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นระยะที่สองของการดำเนินงาน  แนวทางในการวิจัยของ วว. ได้ปรับเน้นไปทางด้านการศึกษาสารสำคัญของเห็ดชนิดต่างๆ ในการป้องกันรักษาโรค  ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าเห็ดเศรษฐกิจอย่างครบวงจรและยั่งยืน  โดยในปี พ.ศ. 2548- 2550 วว. มีโครงการบูรณาการด้านวิจัยและพัฒนาการเพิ่มมูลค่าเห็ดเศรษฐกิจอย่างครบวงจรและยั่งยืน และในปีพ.ศ. 2557-2559 ได้ดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดความเสี่ยงโรคเกาต์  ต่อมา วว. ได้เริ่มทำการวิจัยการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดเมืองหนาว อันได้แก่ เห็ดหอม  เห็ดยานางิหรือเห็ดโคนญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถเพาะปลูกในบริเวณภาคกลางหรือพื้นที่ราบได้ โดยในปี พ.ศ. 2556-2558 ได้เริ่มดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์เห็ดและระบบการผลิตเห็ดเมืองหนาวในพื้นราบเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูกเห็ดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร  ในระหว่างปี พ.ศ. 2560-2562  วว. ได้เริ่มดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ดพื้นบ้านแบบธรรมชาติในป่าชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน และในปีพ.ศ. 2561-2562 ยังริเริ่มโครงการเทคโนโลยีการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นแบบอินทรีย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศขึ้นอีก

วว. กับการวิจัยด้านเห็ด
โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ดพื้นบ้านแบบธรรมชาติในป่าชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน

          ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็ดเพื่อส่งเสริมสุขภาพนั้น ดร.ตันติมา กำลัง และคณะ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเห็ดเพื่อลดความเสี่ยงโรคเกาต์  เนื่องจากองค์ประกอบหลักของเห็ดคือ สารเบต้ากลูแคน (b-glucan) ซึ่งเป็นสารพอลิแซคคาไรด์ (polysaccharide) ที่ลดการอักเสบ  โดยงานวิจัยนี้จะเป็นการพัฒนาเห็ดที่มีสารเบต้ากลูแคนให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการบริโภค  นอกจากนี้ ดร.ตันติมา และคณะ ยังการพัฒนากระบวนการผลิตโดยใช้ถังหมัก (fermenter) เพื่อลดระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเห็ดให้ผลิตสารดังกล่าวในระยะเวลาที่สั้นลง

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
โครงการวิจัยและพัฒนาเห็ดเพื่อลดความเสี่ยงโรคเกาต์

 

          สำหรับงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว  ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรร่วมกับศูนย์บรรจุหีบห่อไทย วว. ได้ทำการศึกษาและพัฒนาการใช้กล่อง รวมทั้งศึกษาชนิดของพลาสติกต่างๆ ในตลาด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของเห็ดสดหลังจากการเก็บเกี่ยว  ซึ่งปกติแล้วการเสื่อมคุณภาพของเห็ดนั้น เกิดจากการทำงานของเอนไซม์กลุ่มพอลิฟีนอลออกซิเดส (polyphenol oxidase, PPOs) และเพอร์ออกซิเดส (peroxidase)  ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในสภาวะที่มีออกซิเจน (aerobic oxidation) ของสารประกอบฟีนอล (phenolic compound) เกิดเป็นสารควิโนน (quinone)  ที่มีสีน้ำตาล  ซึ่งทำให้เห็ดกลายเป็นสีน้ำตาล (browning) นั่นเอง   ซึ่งการกลายเป็นสีน้ำตาลนั้น ทำให้เห็ดเสียราคา  และเก็บรักษาได้ไม่นาน

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
ศึกษาและพัฒนาการใช้กล่อง รวมทั้งศึกษาชนิดของพลาสติกต่างๆ ในตลาด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของเห็ดสดหลังจากการเก็บเกี่ยว

          ในส่วนของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การบริการที่ปรึกษา รวมถึงการฝึกอบรม  ทางฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรได้ทำการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกร  กลุ่มแม่บ้าน และชุมชนต่างๆ มากมาย  เช่น การให้คำปรึกษากระบวนการผลิตเห็ดตามมาตรฐาน GMP โดยผู้รับการถ่ายทอด คือ พี.เจ. ฟาร์ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  การถ่ายทอดการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาเห็นล้นตลาด เช่น ข้าวเกรียบเห็ด  แหนมเห็ด เป็นต้น โดยผู้รับการถ่ายทอดคือ สวนเห็ดกรรณิการและผลิตภัณฑ์แสนสมัย  การอบรมการเพาะเห็ดตีนแรด เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งมีผู้เข้าอบรมคือ เกษตรกร จ.ยโสธร  และการอบรมการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยมีเกษตรกรผู้สนใจผู้เข้ารับการอบรม ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

การให้คำปรึกษากระบวนการผลิตเห็ดตามมาตรฐาน GMP ผู้รับการถ่ายทอด คือ พี.เจ. ฟาร์ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

 

วว. กับงานวิจัยทางด้านเห็ด
การถ่ายทอดการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาเห็นล้นตลาด ผู้รับการถ่ายทอดคือ สวนเห็ดกรรณิการและผลิตภัณฑ์แสนสมัย

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
การอบรมการเพาะเห็ดตีนแรด เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ผู้เข้าอบรมคือ เกษตรกร จ.ยโสธร

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
การอบรมการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยมีเกษตรกรผู้สนใจผู้เข้ารับการอบรม ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

          งานวิจัยและพัฒนาด้านเห็ดของฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร วว. นั้น นับว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยให้การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

——————————————————

โดย วรวิทย์ อินทร์กง กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

ในปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัลความต้องการในการใช้กระดาษและงานพิมพ์ได้ลดลงมาก หนังสือ นิตยสาร และสำนักพิมพ์ต่างๆ ทยอยปิดตัวลง เนื่องจากความนิยมในการอ่านของผู้อ่านเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เพราะ e-book, e-journal, e-magazine ได้เข้ามาแทนที่ แต่อย่างไรก็ตาม กระดาษและงานพิมพ์ก็ยังไม่ถึงกับสูญหายไปเสียทีเดียว เนื่องจากความต้องการในการพิมพ์งานจิปาถะต่างๆ ยังคงมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น การพิมพ์นามบัตร การพิมพ์บัตรเชิญ การพิมพ์รายงานสำหรับนักเรียน นักศึกษา การพิมพ์รายงานสำหรับนักวิจัย การพิมพ์โปสเตอร์สำหรับการนำเสนองานในการประชุมและงานโฆษณา เป็นต้น  ดังนั้น เราจึงควรมีความรู้ในเรื่องของการเลือกกระดาษที่เหมาะกับงานพิมพ์ เพื่อให้งานของเราออกมาดีและสวยงามยิ่งขึ้น  pa1

หลักการพื้นฐานในการเลือกกระดาษให้เหมาะกับบงานพิมพ์มี 4 สิ่งที่ต้องคำนึง คือ

  1. ความสว่างของกระดาษ (brightness) ในที่นี้หมายถึงความขาวสว่างของกระดาษ ซึ่งยิ่งกระดาษมีความขาวสว่างมากเท่าใด ก็จะทำให้เกิดมิติและความเข้มของสีมากขึ้นเท่านั้น ทำให้สีสันของงานพิมพ์ออกมาสวยงามชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน
  2. ความทึบแสงของกระดาษ (opacity) ความทึบแสงของกระดาษสามารถสังเกตได้จากการที่เราชูกระดาษขึ้นให้แสงส่องผ่าน แล้วเราสามารถมองเห็นสิ่งที่ถูกเขียนหรือถูกพิมพ์ไว้ในอีกด้านหนึ่งของกระดาษ ซึ่งหากเรามองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของกระดาษได้ชัดเจน ก็แสดงว่ากระดาษชนิดนั้น ไม่เหมาะสำหรับงานพิมพ์สองด้าน (double-sided printing)  ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว หากกระดาษพิมพ์คุณภาพดีจะมีความทึบแสงสูง ทำให้เหมาะกับงานพิมพ์หลากหลายประเภท และสามารถพิมพ์ได้ทั้งสองด้านpa2
  3. น้ำหนักกระดาษ (weight) ซึ่งบ่งบอกถึงความหนา ความบางของกระดาษ และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของกระดาษ เพราะหากกระดาษมีน้ำหนักมาก ย่อมมีหนามากและมีความทึบแสงมากขึ้น ดังนั้นการเลือกกระดาษที่มีน้ำหนักมาก ความสูง จะทำให้งานพิมพ์ที่ออกมาดูดี มีคุณค่าและดูมีราคา กว่าการเลือกใช้กระดาษที่มีความบางและโปร่งแสง
  4. เนื้อกระดาษ (texture) หมายถึง พื้นผิวหรือความเรียบของเนื้อกระดาษ ซึ่งเนื้อกระดาษมีความสำคัญมากในการพิมพ์ เนื่องจากส่งผลต่อการกระจายตัวของหมึกพิมพ์ ซึ่งหากเลิกใช้เครื่องพิมพ์ inkjet และ laser เราควรเลือกใช้กระดาษที่มีความเรียบมากกว่ากระดาษที่มีพื้นผิวขรุขระpa3

จากหลักการพื้นฐานในการเลือกกระดาษทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ จึงสรุปได้ว่า การเลือกกระดาษที่เหมาะสมกับงานพิมพ์แต่ละชนิดจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพงานพิมพ์ที่ผลิตออกมา ผลงานออกแบบต่างๆ ที่ดูสวยงามจอคอมพิวเตอร์จะถูกลดความสวยงามลงไปในทันที หากผู้ผลิตไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการเลือกกระดาษในเหมาะสมกับออกแบบนั้นๆ

เอกสารอ้างอิง                                                                                                                                   

ไม่ปรากฏผู้แต่ง .2559. Printing Basics: How to Choose the Right Kind of Paper. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.computershopper.com/feature/printing-basics-how-to-choose-the-right-kind-of-paper/(page)/2, [เข้าถึงเมื่อ 9 กันยายน 2559].

วว. กับงานด้านการเก็บรักษาและอนุรักษ์เห็ด

>>> บรรยาย โดย ลาวัลย์ ชตานนท์

>>> เรียบเรียง โดย นพวรรณ หาแก้ว

 

การวัดและประเมินผลการ

       ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วว.) รับผิดชอบงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่าย ผลิต และเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์  และยังได้ร่วมในโครงการ การเก็บรวบรวมเชื้อพันธุ์เห็ดในประเทศไทย โดยทำการแยกเชื้อเห็ดและเก็บเชื้อพันธุ์ด้วยวิธีเก็บในเมล็ดข้าวฟ่างไว้ที่อุณหภูมิเยือกแข็ง ซึ่งในการร่วมโครงการนี้คุณลาวัลย์ ชตานนท์ นักวิจัยจากฝ่ายชีวภาพ ได้กล่าวถึงวิธีการ พร้อมทั้งแนวทางการเก็บรักษาและการอนุรักษ์เห็ดในลักษณะโครงสร้างที่แห้ง (Herbarium) รวมไปถึงเชื้อพันธุ์ในด้านพันธุกรรมซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  คุณลาวัลย์แสดงความเห็นว่า การอนุรักษ์เห็ดในลักษณะโครงสร้างที่แห้งหรือ herbarium นั้น มีการจัดการดูแลในลักษณะพิพิธภัณฑ์ เช่นที่ พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือในลักษณะเชื้อพันธุ์เห็ด ก็มีการจัดการดูแลรักษาในรูปแบบของศูนย์เก็บรวบรวมเห็ดในประเทศไทย ที่กรมวิชาการเกษตร ในส่วนของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยนั้น ทางศูนย์จุลินทรีย์  โดยฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการอนุรักษ์สายพันธุ์เห็ดพื้นเมืองภาคอีสานกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำ herbarium ของเห็ดพื้นเมืองภาคอีสานมาเก็บไว้ที่ศูนย์จุลินทรีย์ วว. เพื่อเป็นคลังสำรองให้แก่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากนี้ศูนย์จุลินทรีย์ วว. ยังมีความพร้อมในการรับเก็บรักษาเชื้อพันธุ์เห็ดที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในเมล็ดข้าวฟ่าง จากนั้นจึงนำไปเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิเยือกแข็งเพื่อใช้เป็นคลังสำรองและ เพื่อความปลอดภัยของเชื้อพันธุ์เห็ดในอนาคต

         สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการเก็บรักษาเห็ดนั้น คุณลาวัลย์ ได้กล่าวไว้ 2 ประการ คือ

  1. เพื่อคงโครงสร้างธรรมชาติ โดยมีวิธีการเก็บรักษา คือ การดอง การตากแห้ง และการอบ

วิธีการดอง

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

 

สูตรน้ำยาดองเห็ด น้ำยาฟอร์มาลิน (เข้มข้น) 40 มิลลิลิตร เอทิลแอลกอฮอล์ ( 95 %) 300 มิลลิลิตร น้ำกลั่น 2000 มิลลิลิตร

วิธีตากแห้ง

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

ตากแดด 1-3 วัน

วิธีการอบ

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

 

อบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส 1-3 วัน และเก็บใส่ภาชนะให้มิดชิด

การเก็บรักษาตัวอย่างเห็ดลักษณะแห้งหรือ herbarium

  • เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้เก็บรักษาที่ถาวร
  • ใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิง ศึกษารายละเอียด และการเปรียบเทียบ
  • ห้องเก็บ herbarium ควรรมด้วยด่างทับทิมและฟอร์มาลิน และวางลูกเหม็นตามชั้นตัวอย่างเห็ด เพื่อป้องกันแมลงมารบกวน

 

  1. เพื่อรักษาพันธุกรรม

โดยใช้วิธีการแยกเชื้อพันธุ์จากดอกเห็ด สามารถทำได้  2 วิธี คือ

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

 

  1. การทำรอยพิมพ์สปอร์ (spore print ) เลือกดอกเห็ดที่โตเต็มที่ผลิตสปอร์สามารถที่จะ

พิมพ์รอยได้

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

 

  1. การแยกเชื้อบริสุทธิ์จากดอกเห็ด เลือกดอกเห็ดที่เจริญเต็มที่ โดยการเขี่ยเนื้อเยื่อ

นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์หลักๆ 2 ข้อ ข้างต้น คุณลาวัลย์ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า การเก็บ รักษาเชื้อพันธุ์เห็ดนั้น ยังมีประโยชน์สำหรับผู้ค้นพบ ศึกษา เก็บไว้กับตนเอง และสำหรับหน่วยงาน เก็บเพื่อความปลอดภัย ฝากเก็บไว้กับสถานที่สำรอง

 

          สำหรับในส่วนของโครงการที่ วว.  ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในเรื่อง การจัดตั้งคลังเก็บรักษาสายพันธุ์เห็ดพื้นเมืองอีสานสำรอง (back-up ) ของพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เป็นระยะเวลา 5 ปี  (ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2554 ถึง กุมภาพันธ์ 2559)นั้น ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีการส่งตัวอย่างเห็ด : อบแห้ง จำนวนแต่ละชนิด : 3 ตัวอย่าง/ชนิด โดย วว. มีจำนวนตัวอย่างเห็ดที่รับเก็บรักษา ระยะเวลา 5 ปี จำนวน 7 ครั้ง รวมทั้งสิ้น  1,188 ชนิด 3,564 ตัวอย่าง

 รายการต่อไปนี้คือ ชื่อสกุลเห็ดจำนวน 10 ลำดับ ที่ วว.นำมาเก็บรักษา

mushroom-7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          จำนวนเห็ดที่เก็บรักษารวมทั้งสิ้น 1,188 ชนิด  ในจำนวนชื่อสกุลเห็ด 10 ลำดับข้างต้น มีจำนวนทั้งหมด 589 ชนิด  นอกจากนั้นยังเหลือเห็ดชนิดอื่นๆ อีกจำนวน 599 ชนิด

       ก่อนที่จะจากกันคุณลาวัลย์ ยังได้ฝากเรื่องการอนุรักษ์เห็ดเอาไว้ เพื่อให้เห็ดสามารถเกิดขึ้นและเจริญเติบโตยังประโยชน์ให้แก่ธรรมชาติ และผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งแนวทางการอนุรักษ์เห็ดพื้นบ้านในชุมชน  ที่คุณลาวัลย์ฝากไว้มี 4 แนวทางหลักๆ  คือ

แนวทางที่ 1 การให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเห็ด ว่าเห็ดเป็นฐานอาหาร ความสัมพันธ์ของเห็ดพื้นบ้านและป่าแต่ละชนิด รวมถึงการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

แนวทางที่ 2 การปลูกป่าเพิ่มทุกปี ป่าเป็นที่อยู่อาศัยของเห็ด เมื่อป่าเพิ่มเห็ดจะเพิ่มตามมา ป่าใดเห็ดน้อยก็ส่งเสริมให้นำไปปลูกเพิ่มให้มีจำนวนมากขึ้น

แนวทางที่ 3 ส่งเสริมอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่าและไม่เผาทำลายป่า เป็นการสร้างจิตสำนึกและรักษาระบบนิเวศน์ หากป่าคงความอุดมสมบูรณ์ เห็ดก็ยังคงอยู่ให้เป็นอาหารสืบไป

แนวทางที่ 4 การเก็บเห็ดให้ถูกวิธี เพื่อเพิ่มการแพร่และการกระจายพันธุ์  โดยเก็บพอรับประทาน  เก็บในระยะที่เหมาะต่อการบริโภค เห็ดที่แก่แล้วไม่ต้องเก็บให้เหลือดอกไว้เป็นเชื้อพันธุ์ในพื้นที่ต่อไป

ปฐมสุดา อินทุประภา

Pitch ในพจนานุกรมของ Cambridge มีหลายความหมาย แต่หากพูดถึงในด้านการนำเสนองานนั้น คำว่า Pitch จะหมายถึง a speech or act that attempts to  persuade  someone to buy or do something หรือแปลว่า การกระทำหรือคำพูดที่โน้มน้าวใจผู้ฟังให้ซื้อสินค้า บริการ หรือทำตามที่เราต้องการ ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม

ในปัจจุบันการนำเสนองานในลักษณะนี้ มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจ Startup  ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุน เหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ (entrepreneur)  จะต้องนำเสนอผลงานหรือไอเดียธุรกิจให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง  Pitch Presentation   นั้น ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีทักษะในการดึงดูดผู้ฟังให้สนใจงานของตนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ยังต้องมีการฝึกซ้อมการนำเสนอให้เกิดความชำนาญ เพื่อการนำเสนอที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ และสามารถลดความรู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าลง

Man Hosting A Show And Talking Into Microphone

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการนำเสนองานในรูปแบบนี้ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเลือกข้อมูลที่เหมาะสม เนื่องจากผู้นำเสนอมีข้อมูลจำนวนมากที่อยากจะนำเสนอ จึงอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำเสนอควรจะเน้นไปในเชิงใด ดังนั้นในบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยวางแผนในการเลือกข้อมูลที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

 การเริ่มต้นนำเสนอข้อมูลจากปัญหา

ผู้นำเสนอควรจะชี้แจงถึงความสำคัญของผลงานวิจัยหรือธุรกิจของตนเองว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์อะไรในสังคม โดยข้อมูลที่เลือกมานำเสนอนั้นจำเป็นจะต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ เพราะการเริ่มต้นที่น่าประทับใจ (hook) จะทำให้ผู้ฟังสนใจและติดตามฟังไปจนจบ

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์มีการทำงานอย่างไรinvestor1

ในส่วนนี้ผู้นำเสนอควรจะพูดถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจว่าเป็นอย่างไร มีการทำงานอย่างไร มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างไร วัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการดำเนินการธุรกิจเป็นอย่างไร มีการบริหารจัดการอย่างไร โดยอาจมีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซึ่งสามารถทำให้น่าสนได้โดยการร้อยเรียงเรียงราวในลักษณะการเล่าเรื่อง (story telling) หรืออาจยกตัวอย่างในสิ่งที่ใกล้ตัวผู้ฟัง เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

investor2กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์

ผู้นำเสนอจะต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่คาดหวังว่าจะมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจบริการ โดยอาจระบุไปอย่างละเอียดถึง เพศ อายุ อาชีพ ของกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว และหากเป็นไปได้ผู้นำเสนอควรจะมีการวิเคราะห์ส่วนแบ่งการทางการตลาดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน

การรับมือกับความเสี่ยง

การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนั้นผู้นำเสนอจึงควรนำเสนอแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแก่นักลงทุน ซึ่งอาจทำได้โดยการยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมโรงงานผลิต  หรือการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่างๆ ที่มีผลต่อการดำเนินการธุรกิจหรือการผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นในการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งหากผู้นำเสนอสามารถที่จะผูกเรื่องเป็นเรื่องราวให้น่าสนใจได้ และนำเสนอในลักษณะของการบอกเล่าเรื่อง ไม่ใช้ลักษณะของการบรรยาย ใช้โทนเสียงที่มีความสูงต่ำ ยิ้มแย้ม และมีการสบตาผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้นำเสนอสามารถดึงดูดผู้ฟังได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อม ดังคำกล่าวที่ว่า practice makes perfect

อ้างอิง

http://researchpark.illinois.edu/resources/how-make-pitch-presentation

http://mashable.com/2011/06/24/startup-pitch-presentation/#buOYzxpRskqf

http://www.forbes.com/sites/carminegallo/2013/07/31/5-must-have-presentation-tips-for-pitching-to-angel-investors/#17dfce173822

 วว. กับการสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน

>>>>> โดย  วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง <<<<<

15676352_10154973150273938_3643245635217486564_o (1)

 

          ในการเสวนา “วว….สืบสานงานพ่อ” ณ วว.เทคโนธานี คลองห้า เมื่อปลายเดือนธันวาคม ที่ผ่านมาดร.ธีรภัทร ศรีนรคุตร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้เล่าให้ชาว วว. ฟังว่า วว. ได้เริ่มดำเนินการโครงการเอทานอล ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นปีที่ท่านผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้เริ่มเข้ามาทำงาน ในตำแหน่งวิศวกร ท่านได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระราชดำริว่าวิกฤตด้านพลังงานกระทบกับชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นจากการเกิดวิกฤตพลังงานนับตั้งแต่ปี 2516 ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากสงคราม และต่อมาในปี 2523 ก็เกิดวิกฤตพลังงานขึ้น โดยประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ มีเนื้อเพียงแค่ที่ราวๆ 1 % ของโลกใบนี้ กลับต้องนำเข้าน้ำมันเป็นมูลค่านับล้านล้านบาท แต่ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าประเทศไทยเราตั้งอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมิซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมาย พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้นำเอาพืชผลทางเกษตรที่มีอยู่มาผลิตเป็นพลังงานทดแทนการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งเป็นพลังงานฟอสซิลเกิดจากการทับถมของซากพืช ซากสัตว์ใช้เวลาเป็นล้านๆ ปี มาทำทดแทนน้ำมัน โดยไม่ต้องใช้เวลาเป็นล้านล้านปีเพื่อที่จะรอน้ำมัน

          วว. จึงได้คิดโครงการสนองแนวพระราชดำริดังกล่าว ด้วยการนำเอาพืชผลทางการเกษตร ได้แก่ มันสำปะหลัง  และอ้อย มาผลิตเป็นเอทานอลใช้ทดแทนน้ำมัน โดยเริ่มทำโครงการวิจัยและพัฒนานี้ ตั้งแต่ปี 2522  ต่อมาในปี 2524 จึงเริ่มสร้างโรงงานต้นแบบ และเริ่มทดลองผลิตในปี 2526 จากนั้นจึงเริ่มทดลองตลาดครั้งแรกในปี 2528 ด้วยการเอาเอทานอลผสมน้ำมันเบนซินได้เป็นแก๊สโซฮอล์ (สมัยนั้นเรียก เบนโซฮอล์ หรือน้ำมันเบนซินพิเศษ) สุดท้ายเมื่อประสบความสำเร็จเราก็เสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไป 4 ครั้ง แต่เนื่องจากสมัยก่อนราคาน้ำมันอาจจะไม่แพงมาก ทำเป็นเชิงพาณิชย์อาจจะไม่คุ้ม ทำให้โครงการหยุดชะงัก

          จนกระทั่งในปี 2540 หลังจาก ดร.ธีรภัทร สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกกลับจากต่างประเทศ จึงเริ่มเสนอโครงการฯ ในระดับนโยบายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้พิจารณาเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี จึงได้ตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา โดย วว. สนับสนุนข้อมูลด้านเทคนิค และให้มีการไปศึกษาดูงานที่ประเทศบราซิล เนื่องจากเป็นประเทศแรกที่มีการใช้เอทานอลเป็นเชิงพาณิชย์ โดยยึดหลักการที่ว่า เมื่อเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ จากนั้นก็เริ่มทำการประชาสัมพันธ์โครงการฯ ผ่านสื่อโทรทัศน์ครั้งแรกในรายการท้าพิสูจน์ หัวข้อ “มันสำปะหลังนำมาทำน้ำมันได้จริงหรือ” ซึ่ง ดร.ธีรภัทร ได้ร่วมรายการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเอทนอล

          ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน 2543 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้นำเรื่องเอทานอลเข้าที่ประชุม ครม. ซึ่งครม. มีมติให้สนับสนุนและส่งเสริมการใช้เอทานอลในเชิงพาณิชย์ จากนั้นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมขณะนั้นได้ขอให้ย้ายโครงการฯ นี้ ไปอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งเป็น “คณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ” โดย ดร.ธีรภัทร ได้รับเกียรติให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดำเนินการเรื่องนโยบาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของการผลิตเอทานอลเชิงพาณิชย์ และในปัจจุบันมีโรงงานผลิตเอทานอล 22 โรงงาน ผลิตเอทานอลได้วันละประมาณ 4 ล้านลิตร

15540914_10154973150638938_5038547393470841823_o (1)          อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนแล้ว ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่เชื่อว่าเอทานอลสามารถนำมาทดแทนน้ำมันได้จริง ดร.ธีรภัทร ได้ประสานความร่วมมือกับ ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ผู้อำนวยการอาวุโสของบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น ได้อนุมัติงบประมาณให้ วว. มา 7 แสนบาท สำหรับซ่อมแซมโรงงานต้นแบบผลิตเอทานอลของ วว. ที่บางเขน เพื่อให้ผลิตเอทานอลส่งให้บางจากนำไปทดลองตลาดระหว่างปีพ.ศ. 2544 – 2546 และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ จึงได้ขอความร่วมมือทดลองใช้แก๊สโซฮอล์กับรถยนต์ของทางราชการก่อน

              ดร.ธีรภัทร กล่าวว่า “การใช้เอทานอล หรือแก๊สโซฮอล์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มี วว. ที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการดำเนินโครงการเอทานอลสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดชีวิตการทำงานได้ทำงานในโครงการเอทานอลประมาณเกือบ 50 โครงการ และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถึง 4 ครั้ง แต่ครั้งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตคือ ครั้งที่ได้ทูลเกล้าถวายหนังสือเฉลิมพระเกียรติ พลังงานทดแทนเอทานอลไบโอดีเซล เล่มนี้ถือเป็นคัมภีร์เล่มแรกสำหรับเอทานอลในเมืองไทย”

          โครงการเอทานอลของ วว. ถือเป็นความภาคภูมิใจของ วว. เป็นอย่างมาก ที่ได้สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่อง การลดการนำเข้าพลังงาน และช่วยเหลือเกษตรกรหลาย 10 ล้านครัวเรือน และช่วยประเทศไทยมีพลังงานสะอาดใช้ อย่างยั่งยืน

—————————————————————————-

เตาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานฟรี จากค่ายเยาวชนสะแกราช

>>>>> โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง <<<<<

          “ไข่ต้มพลังงานแสงอาทิตย์ของเด็กๆ พร้อมทานแล้วค่ะ”

           ไม่น่าเชื่อว่า เพียงระยะเวลาแค่ 3 – 4 ชั่วโมง กับแสงแดดจ้าในฤดูร้อนกลางป่าดิบแล้งสะแกราช จะทำให้เยาวชนสมาชิกค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์ ของ วว. ได้รับประทานไข่ไก่ที่สุกทั่วถึงกัน

          เราได้ให้น้องๆ เยาวชนทำการทดลอง ประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เลียบแบบตามหลักการทำเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ของมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา ด้วยหลักการง่ายๆ อันได้แก่ การใช้พื้นผิวโลหะที่รองรับและสะสมพลังงานแสงอาทิตย์ และเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน ก่อนที่จะถ่ายเทไปสู่พื้นผิวภาชนะที่รองรับอาหารที่ต้องการปรุงให้สุก

image001image003

 

          ด้วยหลักการดังนี้ จะได้ เตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ภายในกล่องสี่เหลี่ยมมีผนัง 4 ด้าน และพื้น 1 ด้านที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่สามารถกักเก็บความร้อน ส่วนด้านบนของกล่องปิดด้วยกระจกใส เมื่อแสงแดดส่องผ่านกระจกเข้าไปในกล่อง จะถูกดูดซับไว้ด้วย แผ่นรองรับแสงสีดำและภาชนะใส่อาหารสีดำ พลังงานแสงที่ถูกดูดซับเอาไว้จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อนสะสมอยู่ภายในกล่อง

       น้องๆ เยาวชน แบ่งกลุ่มกันออกไปเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มช่วยกันสร้างเตาเลียนแบบเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ด้วยหลักการเดียวกัน จากวัสดุ อุปกรณ์ที่พอหาได้ ได้แก่ ลังกระดาษ A4 กระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์ ปกเอกสารแผ่นใส กระดาษโปสเตอร์สีดำ กรรไกร คัตเตอร์ แลกซิน ฯลฯ

         จากการสังเกตการณ์ของทีมงาน และพี่เลี้ยง พบว่าเยาวชนทุกคนตื่นเต้นมาก และร่วมมือร่วมใจช่วยกันประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นอย่างดี หลายกลุ่มทำได้เหนือความคาดหมายว่าเยาวชนชั้นประถมศึกษาตอนปลายจะสามารถทำได้ น้องๆ ใช้หลักการสังเกต พยายามประดิษฐ์เลียนแบบเตาต้นแบบให้ใกล้เคียงได้มากที่สุด มีการใช้หลักการดูดซับแสง-โดยใช้กระดาษสีดำ หลักการสะท้อนของแสง-ใช้อะลูมิ
เนียมฟอยล์ หลักการกักเก็บความร้อน-ใช้แผ่นใสปิดหน้ากล่อง จนทำให้หลายกลุ่มประสบความสำเร็จในการทำไข่ให้สุก

 

image008image004image006

 

          กิจกรรมนี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เยาวชนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่น้องๆ ได้ลงมือทำเอง ประดิษฐ์สิ่งของ และทำการทดลองเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ด้วยตัวเอง สร้างความรู้ (knowledge) ความภาคภูมิใจ (proudly) ให้กับเยาวชน และยังก่อให้เกิดความตระหนัก (awareness) ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งผลให้เยาวชนมีทัศนคติ (attitude) ที่ดีต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อโลกที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น