หลักการฟังขั้นพื้นฐาน
LADDER (บันได)
L คือ Look at the other person (มองคนพูด)
A คือ Ask questions (ตั้งคำถาม)
D คือ Don’t interrupt (อย่าขัดคอ)
D คือ Don’t change the subject (อย่าเปลี่ยนเรื่อง)
E คือ Express emotion with control (ควบคุมอารมณ์)
R คือ Responsively Listen (แสดงอาการสนใจ

  • Team Learning ทีมเรียนรู้ (อุดมสามัคคี)
  • Share Vision มองและมีวิสัยทัศน์ร่วม
  • Mental Models เข้าใจกรอบความคิด
  • Personal Mastery เชี่ยวชาญและเป้นที่หนึ่งในหน้าที่การงาน
  • Systems Thinking คิดเป็นเชิงระบบ

  • Sensitivity to changes in the external environment
    มีสำนึกและไวต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป
  • Agility & Flexibility in responding to change
    มีความเร็วและความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
  • Open honest communication
    มีการติดต่อสื่อสารแบบเปิดเผย ซื่อตรง
  • No fear ไม่มีความกลัว
  • Trust and respect for all members
    มีความไว้วางใจและเคารพในซึ่งกันและกันของสมาชิกในองค์กร
    ทั้งหมด
  • Alignment around shared vision & values
    วิสัยทัศน์ร่วมสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กร
  • Commitment to achieving the vision regardless of the
    restrictions of job descriptions
    มีพันธะสัญญา มุ่งมั่นที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ร่วมกัน โดยไม่คำนึงถึง
    เฉพาะหน้าที่หลักที่ต้องรับผิดชอบแต่เพียงอย่างเดียว
  • Understanding of the complexity of interrelationship in
    the systemic structure
    การเข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของความสัมพันธ์ในระบบโครงสร้าง

Openness มีบรรยากาศที่เปิดกว้าง
Mutual Respect มีความเคารพซึ่งกันและกัน
Commitment มีคำมั่นสัญญา
Shared Vision มีวิสัยทัศน์ร่วม
Safe to Take Risk มีความรู้สึกปลอดภัยต่อความเสี่ยง
No Dictators ไม่มีผู้เผด็จการ
OK to Disagree สามารถมีความคิดเห็นที่ต่างไปได้
Being Listened To สามารถออกความคิดเห็นได้ พูดได้ และมีคนรับฟัง
Humble มีความอ่อนน้อมถ่อมตน

I am my position ยึดติด ฉันเป้นของฉันอย่างนี้
The enemy is out there ศัตรูอยู่ข้างนอก
The illusion of taking charge หลงยึดอำนาจ หน้าที่ความรับผิดชอบเป็นหลัก
Fixation on events มีการแก้ไข มองปัญหา เป็นเรื่องๆ ไป
Parable of the boiling frog อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สะดวกสบาย ไม่รู้ร้อนรู้หนาว
The delusion of learning from experience หลงยึดเอาประสบการณ์ที่ผ่านเป็นตัวตัดสิน
The myth of the management team ตำนานทีมผู้บริหาร

ความฉลาดทางอารมณ์ คือความสามารถทางอารมณ์ในการดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข การรู้จักความฉลาดทางอารมณ์ของตนเองจะช่วยให้สามารถพัฒนาและสามารถใช้ศักยภาพของตนเองในการดำเนินชีวิตครอบครัว การงาน และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จ

ความฉลาดทางอารมณ์ แบ่งเป็น 3 ด้านใหญ่ๆ ได้แก่ ด้านดี ด้านเก่ง และด้านสุข

ด้านดี หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

ด้านเก่ง หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น

ด้านสุข หมายถึง ความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

ตามแนวคิดของ “คาร์ล กุสตาฟ จุง” (Carl Gustav Jung)

เคยไหมเวลาประชุมทีไร ลูกน้องมักไม่กล้าแสดงความเห็นสักเท่าไหร่ หรือเคยไหมที่เวลาคุณมอบหมายงานอะไรไป ลูกน้องไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าถาม หรือเคยไหม ที่คุณได้ยินแว่วๆ มาจากคนอื่นว่าลูกน้องไม่ชอบคุณ

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากคุณอาจใช้รูปแบบการบริหารคนไม่ถูกต้อง คุณยังไม่ได้ทำความเข้าใจและยอมรับว่าคนต่างสไตล์ย่อมต้องการการปฏิบัติ และการปฏิสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน

ดังนั้น หากคุณยังใช้วิธีการบริหารคนแบบ one size fit all อาจเกิดปัญหาสะสม ทวีความรุนแรงขึ้นจนส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทำงานได้ ดังนั้นเพื่อต้องการให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ว่ารูปแบบพฤติกรรมที่แตกต่างกันของคนแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง แล้วนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในการบริหารคนอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

Read more »

* ไม่ควร นึกถึงแต่เรื่องราวที่พึ่งเกิดขึ้น (Recency Effects)
* ไม่ควร นำพฤติกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินมาประเมิน
* พิจารณาที่ พฤติกรรมการทำงาน ไม่ใช้ที่ผลงาน
   (คนที่ทำผลงานได้ดีอาจมีพฤติกรรมที่ไม่ดีก็ได้ คนที่มีผลงานไม่ดีอาจมีพฤติกรรมที่ดีก็ได้)
* แต่ละคน สมควรมีจุดอ่อนและจุดแข็ง
* ไม่จำเป็นต้องดีทั้งหมด หรือแย่ทั้งหมด
        ** “ในเมื่อเรื่องนั้นทำได้ขนาดนั้น ที่เหลือก็ประมาณนั้นแหละ” (Halo Effects)
       ** “คนคนนี้ทำอะไรก็คงแย่ ก็เหมือนเรื่องนั้นนั่นแหละ”  (Horns Effects)

* การประเมินสมรรถนะ มาจากการ สังเกตพฤติกรรม เทียบกับพฤติกรรมตามสมรรถนะต้นแบบ ไม่ได้ใช้การวิเคราะห์ หรือความรู้สึก
* การประเมินสมรรถนะเป็นไป เพื่อการพัฒนา ไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลงาน และการจ่ายค่าตอบแทน
* คะแนนการประเมินสมรรถนะของแต่ละคน ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เพราะแต่ละคนมีสมรรถนะ และพฤติกรรมชี้วัดที่แตกต่างกัน
* ผู้ที่ได้คะแนนการประเมินสมรรถนะน้อยกว่ามาตรฐาน ไม่ได้แปลว่าไม่มีความสามารถเสมอไป
* ต้องแยกแยะความถูกใจหรือขัดใจ ออกจากการประเมินสมรรถนะ
* เทียบระหว่างพฤติกรรมของคนกับพฤติกรรมต้นแบบ ไม่ใช่ระหว่างคนกับคน

* ให้ตอบคำถามว่า ทำพฤติกรรมที่ระดับใด “บ่อยที่สุด”
* หาก พฤติกรรม ที่แสดงออก ตรงกับหลายระดับให้ตอบคำถามว่า ทำพฤติกรรมระดับใด “บ่อยกว่ากัน”
* หาก พฤติกรรม ที่แสดงออก “บ่อย” เท่าๆ กันทั้ง 2 ระดับ ให้เลือกระดับที่สูงกว่า
* ควรจะมีการแสดงพฤติกรรมจริง เกินครึ่งของจำนวนพฤติกรรมชี้วัด ของแต่ละระดับ