เกาหลีสร้างชาติ..ด้วยวิศวกร 20 คนด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นักวิจัยเกาหลี ผู้ร่วมบุกเบิกพัฒนาเกาหลีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วง 40 ปีก่อน เผยแดนกิมจิก้าวหน้าได้ด้วยกลุ่มวิศวกร 20 คน ชี้กระบวนการพัฒนาไม่ได้ใช้คนนับพัน แต่ใช้แค่ไม่กี่คนที่มีความมุ่งมั่น และผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่ทำงานอย่างตั้งใจ

ดร.ยง-อ๊ก อัน (Dr.Young-Ok Ahn) ที่ปรึกษาและนักวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนาโน (Institute of Nano Science and Technology) มหาวิทยาลัยฮันยาง (Hanyang University) กรุงโซล เกาหลีใต้ หนึ่งใน 20 วิศวกรเกาหลีที่ร่วมพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของเกาหลี ได้เดินทางมาปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สร้างประเทศเกาหลีด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ภายในการประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 24 ก.ค.52 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

นักวิจัยอาวุโสจากเกาหลีกล่าวปาฐกถาว่า เกาหลีมีแผนพัฒนาประเทศเป็นแผน 5 ปี ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2505 ด้วยความพยายามอย่างยิ่งในการริเริ่มของ ปาร์ก ชุงฮี (Park Chunghee) อดีตประธานาธิบดีเกาหลี ซึ่งแผนพัฒนาฯ หลายฉบับร่างขึ้นโดย มร.โอ วอนชุล (O Wonchul) ผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดี และมี มร.คิม กวางโม (Kim Kwangmo) ซึ่งเป็นวิศวกรเคมีและเพื่อนร่วมชั้นกับ ดร.อันด้วยนั้น เป็นทีมงานสำคัญของอดีตประธานาธิบดี

ในช่วงของแผนพัฒนาฉบับที่ 1 นั้น ขนาดเศรษฐกิจของเกาหลียังไม่สำคัญระดับโลก และการวางแผนเน้นไปที่การทดแทนนำเข้า และส่งเสริมการส่งออกโดยอาศัยนโยบายสนับสนุนของรัฐบาล ช่วงนั้นเกาหลีเริ่มผลิตยางยนต์และส่งออกไม้อัด พร้อมตั้งโรงงานปุ๋ยยูเรีย โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานซีเมนส์และโรงงานแก้ว มาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 ระหว่างปี 2510-2514 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการก่อตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเกาหลี (Korea Institute of Science and Technology: KIST) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเกาหลี

การก่อตั้งสถาบัน KIST นี้ได้ ดร.ชอย ฮยุนซุป (Dr.Choi Hyunsup) มารับตำแหน่งประธานคนแรก ซึ่ง ดร.ฮยุนซุปได้เชิญผู้เชี่ยวชาญชาวเกาหลีที่จบการศึกษาสูงและมีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปี อยู่ต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิศวกรและนักเคมีประยุกต์ ให้กลับไปทำงานที่เกาหลี โดยหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญจำนวนนั้นมี ดร.ชุง วอน (Dr.Chung Won) ที่จบปริญญาเอกทางด้านฟิสิกส์ ได้กลับไปบุกเบิกการสร้างผลึกซิลิกอนเดี่ยวในเกาหลี ส่วน ดร.ฮยุนซุปต่อมาได้กลายเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเกาหลีคนที่ 2 อีกทั้งยังเคยมาช่วยปฏิบัติงานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย เป็นเวลา 6 เดือนด้วย

ทั้งนี้ บุคคลและวิศวกรของสถาบัน KIST ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ในเกาหลี อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนัก ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมการต่อเรือ การพัฒนาโลหะพิเศษ การผลิตรถยนต์และโรงงานผลิตไฟฟ้า อีกทั้งวิศวกรเคมีของสถาบันยังมีส่วนในการวางแผนสร้างศูนย์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการจัดตั้งเมืองวิทยาศาสตร์แดดุค (Daeduk) รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการสังเคระาห์เส้นใยเพื่อผลิตเส้นผมเทียมสำหรับส่งออก และโรงงานผลิตสารเคมีสำหรับการเกษตรและอุตสาหกรรมยา

นอกจากนี้ บริษัท ฮันเด มอเตอร์ หรือที่คนไทยรู้จักว่า “ฮุนได” ได้ถูกจัดตั้งขึ้นแผนพัฒนาฉบับที่ 3 ระหว่างปี 2515-2519 ขณะเดียวกันโรงงานเหล็กที่ก่อตั้งในแผนพัฒนาก่อนหน้านั้นสามารถทำการผลิตได้ถึงปีละ 10.3 ล้านตัน และฮุนได พร้อมด้วย แดวูและซัมซุง ได้เริ่มอุตสาหกรรมต่อเรือในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 ระหว่างปี 2525-2529 เป็นผลให้เกิดการสนับสนุนให้เกิดบริษัทด้านวิศวกรรม และบริษัทเอกชนเริ่มเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเริ่มจัดตั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนาขึ้นภายในหน่วยงาน ขณะเดียวกันเริ่มมีการผลิตคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวิดีโอและเซมิคอนดัคเตอร์ในช่วงเวลาดังกล่าว

ตลอด 40 ปีของการพัฒนาเกาหลีด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนัวตกรรมนั้น เงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของเกาหบีได้เพิ่มขึ้นจาก 0.2% ของจีดีพีในปี 2507 มาเป็น 2.99% ของจีดีพีในปี 2548 โดยสัดส่วนการลงทุนระหว่างภาครัฐต่อภาคเอกชนได้เปลี่ยนแปลงช่วง 97:3 มาเป็น 24:76 ในปัจจุบัน ซึ่ง ดร.อัน ได้ย้ำว่ากระบวนการพัฒนาของเกาหลีนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากกลุ่มคนนับพัน หากแต่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนเพียง 20-30 คนในภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้นำประเทศจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ พร้อมด้วยทีมงานอุทิศตัวที่คิดนอกกรอบและเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

ทั้งนี้ บางคนยกความสำเร็จให้กับคณะผู้วางแผนภาครัฐซึ่งรวมถึงบุคคลในคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรม แต่บางคนอาจจะยกความสำเร็จของเกาหลีให้แก่กลุ่มแชร์โบล์ (Chaebol) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมใหญ่ ได้แก่ แอลจี ซังซุงและฮุนได และผู้ก่อตั้งบริษัทเหล่านี้ แต่สำหรับ ดร.อันแล้ว ควรยกความสำเร็จให้กับบุคคลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างถูกที่ถูกเวลาด้วย แต่องค์ประกอบทั้งสามต้องมาพบกันในแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องและถูกช่วงเวลา

“ความสำเร็จในวันนี้จะไม่มีเลย หากไม่มีกลุ่มวิศวกรที่ทำงานด้วยความทุ่มเทอย่างหนัก ซึ่งผมกล่าวเช่นนี้เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากมาจากวิศวกรในหลายๆ สาขา ทั้งกลุ่มวิศวกรผู้ดูแลโรงงาน กลุ่มวิศวกรผู้ผู้ทำหน้าที่ออกแบบและพัฒนา ซึ่งควรได้รับการยกย่องที่พวกเขาได้ทำหน้าที่ในการแยกรายละเอียดของเทคโนโลยีนำเข้าจากประเทศ” ดร.อันกล่าว และบอกว่าการลอกเลียนเทคโนโลยีในช่วงเริ่มต้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการส่งออกของเกาหลี

“เมื่อหันกลับไปมองสิ่งที่ผมได้เน้นย้ำ โปรดระลึกว่าการที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องประกอบด้วยหลายๆ ปัจจัย อย่างหนึ่งคือความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาล ซึ่งผมของแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีของท่านทั้งหลายได้ให้สัญญาว่าจะพยายามผลักดันงบประมาณได้วิทยาศาสตร์ให้ได้ 1% ของจีดีพี อีกปัจจัยคือความทุ่มเทของบุคลากรในภาคธุรกิจซึ่งมีความมุ่งมั่นภายใต้คำว่า “ทำได้” รวมทั้งกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่” ดร.อันกล่าวในช่วงท้ายของการปาฐกถา.

 

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วิทยาศาสตร์  27 กรกฎาคม 2552
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspewsID=9520000084060

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*