กฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

money1

ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/tracy_olson/61056391/ By Tracy O

รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม คำ ๆ นี้ยังใช้ได้ดีอยู่ในทุกยุคสมัย เพราะในบางครั้งบางเรื่องราวที่ดูแล้วอาจไม่เกี่ยวข้องกับเราอย่างเช่นเรื่องของกฎหมายการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฟังดูเหมือนเป็นกฎหมายที่ไกลตัวของบุคคลธรรมดาโดยทั่วไป เพราะมักคิดว่าคงไม่ได้ไปทำสิ่งผิดกฎหมายมา เช่น การกรรโชกทรัพย์ หรือความผิดเกี่ยวกับอาวุธสงคราม และเราอาจมีเงินหรือทรัพย์สินไม่มากพอที่จะต้องไปเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับนี้ได้ระบุผู้มีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรมไว้ และถ้าท่านเป็นผู้ที่ต้องรายงานธุรกรรมตามที่กฎหมายฉบับนี้ระบุไว้ หากเพิกเฉยก็อาจตกเป็นผู้ถูกกล่าวโทษได้โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก” อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำว่าถ้าท่านต้องเป็นผู้รายงานธุรกรรมทางการเงิน หน้าที่ของท่านคือถามที่มาของเงิน ไม่ใช่ผู้สอบสวน


ก่อนอื่นขอกล่าวถึงนิยามดังนี้ “การฟอกเงิน หมายถึง 1) การนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด หรือได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย มาเปลี่ยนสภาพให้เป็นเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาอย่างถูกต้อง หรือเรียกได้ว่า กระบวนการทำ “เงินสกปรก” ให้เปลี่ยนสภาพเป็น “เงินสะอาด” 2) หรือ หมายถึง การเปลี่ยนสภาพเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย ให้ดูเสมือนว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย 3) หรือ หมายถึง การนำเงินสนับสนุนเพื่อการก่อการร้าย”  อ่านมาถึงตรงนี้บางท่านบอกปวดหัว ภาษากฎหมายเข้าใจและตีความยาก ก็ขอให้ทิ้งย่อหน้านี้ไว้ก่อน ขอให้เข้าใจเพียงว่าถ้าหน่วยงานหรือการประกอบอาชีพของท่านอยู่ในรายการด้านล่าง ท่านมีหน้าที่ต้องรายงานธุรกรรทางการเงินตามที่กฎหมายกำหนด


1. สถาบันการเงิน ได้แก่
1.1 ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารตามที่กฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ
1.2 บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทหลักทรัพย์
1.3 บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม
1.4 บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย
1.5 สหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ เฉพาะสหกรณ์ที่มีทุนดำเนินการ ซึ่งมีมูลค่าหุ้นรวมตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไป (สำหรับสหกรณ์กำลังได้รับการแก้ไขให้ทุกสหกรณ์ต้องรายงานธุรกรรมทางการเงิน)
นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ได้แก่
1.6 นิติบุคคลเฉพาะกิจตามกฎหมายว่าด้วยนิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์
1.7 นิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
1.8 บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
1.9 บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์
1.10 นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
1.11 นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า2. กรมที่ดิน3. ผู้ประกอบอาชีพบางประเภท ได้แก่
3.1 ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการดำเนินการ การให้คำแนะนำ หรือการเป็นที่ปรึกษาในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุน หรือการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน
3.2 ผู้ประกอบอาชีพค้าอัญมณี เพชรพลอย ทองคำ หรือเครื่องประดับที่ประดับด้วยอัญมณี เพชรพลอย หรือทองคำ
3.3 ผู้ประกอบอาชีพค้าหรือให้เช่าซื้อรถยนต์
3.4 ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
3.5 ผู้ประกอบอาชีพค้าของเก่าตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า
3.6 ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงินตามประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ หรือตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
3.7 ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มิใช่สถาบันการเงินตามประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือตามกฎหมาว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
3.8 ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่มิใช่สถาบันการเงินตามประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต หรือตามกฎหมาย่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
3.9 ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์

Bank account

ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/pjern/2151622668/ By pjern_Phil Jern


กรณีที่ท่านหรือหน่วยงานของท่านประกอบอาชีพด้านบน แล้วมีธุรกรรมอะไรบ้างที่ต้องรายงาน


1. รายงานธุรกรรมเงินสด มีวงเงินตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป ในกรณีธุรกรรมที่ใช้เงินสดในการโอนเงินและการชำระเงินทางอเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ 100,000 บาท     ขึ้นไป (ที่ไม่ใช่การรับชำระแทน) ในกรณีธุรกรรมการโอนและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ 700,000 บาทขึ้นไป
2. รายงานธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สิน ตั้งแต่ 5,000,000 บาทขึ้นไป เช่นในกรณีที่ดินมีราคาเกิน 5,000,000 บาท
3. รายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย ไม่จำกัดจำนวนครั้ง จำนวนเงินสด หรือมูลค่าธุรกรรม (เป็นธุรกรรมที่ต้องใช้ดุลพินิจว่าลูกค้าหรือสมาชิกมีการทำธุรกรรมที่     ไม่ปกติหรือไม่ ตัวอย่างธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย เช่น การฝากเงินวันละ 100,000 บาทติดต่อกันทุกวันของลูกค้ารายหนึ่ง โดยผู้ฝากเงินมีอาชีพและมีรายได้       ไม่น่าจะมีเงินจำนวนมากขนาดนี้)


วิธีการรายงานธุรกรรมสามารถดูได้ที่ http://www.amlo.go.th/amlofarm/farm/web/index.php?option=com_content&view=article&id=798&Itemid=670


เรื่องแบบฟอร์มรายงาน หลักเกณฑ์ และวิธีการ


แบบรายงานการทำธุรกรรมตามมาตรา 13 ของสถาบันการเงินให้ใช้ดังนี้
1. แบบรายงานธุรกรรมที่ใช้งเนิสดให้ใช้แบบ ปปง. 1-01
2. แบบรายงานธุรกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สินให้ใช้แบบ ปปง. 1-02
3. แบบรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัยให้ใช้แบบ ปปง. 1-03
4. แบบรายงานธุรกรรมการโอนเงินหรือชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ใช้แบบ ปปง. 1-05-9


ตัวอย่างแบบฟอร์มการรายงานสามารถดูได้ที่ http://www.amlo.go.th/amlofarm/farm/web/index.php?option=com_content&view=article&id=588&Itemid=672#


ทั้งนี้ท่านต้องเขียนให้ชัดเจน โดยบอกว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร มีข้อสงสัยอย่างไร และที่สำคัญ คือ รายละเอียดชื่อผู้ทำธุรกรรม ต้องเขียนให้ถูกต้องครบถ้วน ถึงแม้ผู้ทำธุรกรรมจะเป็นเพียงพนักงานส่งเอกสารก็ตาม


นอกจากนี้หน่วยงานของท่านยังต้องเก็บรักษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม ดังนี้


1) 5 ปีนับแต่วันที่มีการปิดบัญชี หรือ
2) 5 ปีนับแต่วันที่ยุติความสัมพันธ์กับลูกค้า


และการเก็บรักษาบันทึกข้อเท็จจริงรายงานธุรกรรม


1) 5 ปีนับแต่ได้มีการทำธุรกรรม หรือ
2) 5 ปี นับแต่ได้มีการบันทึกข้อเท็จจริง


(ทั้งนี้เว้นแต่จะได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น)


ทั้งนี้หากไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทบังคับตามกฎหมายของผู้มีหน้าที่รายงานธุรกรรม


Prison

ภาพจาก http://www.flickr.com/photos/gforsythe/8245308748/By Giulia Forsythe

• มาตรา 62 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 16 มาตรา 20 มาตรา 20/1 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 22/1 มาตรา 35 หรือ มาตรา 36 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
• มาตรา 63 ผู้ใดรายงานหรือแจ้งตามมาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 16 มาตรา 21 วรรคสอง โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความเป็นจริงที่ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
• มาตรา 64/1 ความผิดตามมาตรา 62 มาตรา 63 ให้คณะกรรมการเปรียบเทียบที่คณะกรรมการแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบได้

จากบทบัญญัติของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดังกล่าว จึงทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้มีอาชีพที่เกี่ยวข้องไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบที่ต้องรายงานธุรกรรม ซึ่งถือเป็นหน้าที่ ทั้งนี้กรุณาตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอีกครั้งที่เว็บของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน www.amlo.go.th

(อ้างอิงจากเอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง “การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 27 เม.ย. 56”)

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *