วว. ติดปีกสตาร์ทอัพไทย  ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมครบวงจร

ในยุคที่เทคโนโลยีและกระแสความยั่งยืนเป็นตัวกำหนดทิศทางโลก สตาร์ทอัพไทยจะก้าวข้ามสถานการณ์นี้ได้อย่างไร? กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อปลดล็อกศักยภาพงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง พร้อมติดปีกให้ผู้ประกอบการสาย DeepTech, FoodTech และ GreenTech ให้ก้าวสู่ Global Supply Chain ได้อย่างมั่นใจด้วยมาตรฐานสากล

วว. มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนจากไอเดียหรือผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ให้เป็นธุรกิจนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในเวทีสากล ดังนี้

1. การทำหน้าที่เป็น Total Solution Provider (ผู้ให้บริการที่ครบวงจร) จุดอ่อนอย่างหนึ่งของสตาร์ทอัพไทยในช่วงเริ่มต้นคือการมีไอเดียที่ดี แต่ขาดโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี หรือเครื่องมือราคาแพงในการวิจัยและผลิต โดย  วว. มีศักยภาพในการเข้ามาอุดช่องว่างนี้ด้วยแนวคิดการเป็นผู้ดูแลแบบเบ็ดเสร็จ ได้แก่

– การวิจัยและพัฒนา (R&D)   บริการทดสอบความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี นวัตกรรมวัสดุ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ (สมุนไพร  อาหารสุขภาพ เกษตรสร้างสรรค์)

– การรับจ้างผลิต (OEM/Product Development)  สตาร์ทอัพสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานหรือโรงงานต้นแบบของ วว. ในการผลิตสินค้าล็อตแรกเพื่อทดลองตลาด (Minimum Viable Product : MVP) โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล

2. การสร้างมาตรฐานและการทดสอบระดับสูง (Testing & Certification)  การที่สตาร์ทอัพจะระดมทุน (Funding) หรือส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศได้ สินค้าเหล่านั้นจำเป็นต้องมีมาตรฐานรองรับ ซึ่ง วว. มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิเคราะห์ ทดสอบ และสอบเทียบเครื่องมือที่ได้มาตรฐานสากล  ได้แก่

– ศูนย์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ (BioD)  ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล

– บริการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องสำอาง ซึ่งช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับสตาร์ทอัพสาย DeepTech, FoodTech และ BioTech ของไทย

3. การขับเคลื่อนนวัตกรรมบนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ (BCG Economy) ปัจจุบันกระแสโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืน วว. นำทิศทางนี้มาเป็นแกนหลักในการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ เช่น โครงการ “ตาลเดี่ยวโมเดล” ที่จัดการขยะสู่พลังงาน หรือการพัฒนานวัตกรรมจุลินทรีย์ไทยเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้สร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสาย GreenTech และ AgTech (เทคโนโลยีการเกษตร) ให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ได้ง่ายขึ้น

4. การเชื่อมโยง “งานวิจัย” สู่ “เชิงพาณิชย์” (Commercialization) ในระบบนิเวศสตาร์ทอัพ วว. ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกวิชาการ (Academic/Research) กับโลกธุรกิจ (Business) โดยการนำผลงานวิจัยที่อยู่บนหิ้ง มาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ให้สตาร์ทอัพนำไปต่อยอด เป็นการติดอาวุธทางปัญญาและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เลียนแบบได้ยาก (Unfair Advantage)

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐานและบริการวิเคราะห์ทดสอบของ วว. ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิดการให้บริการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร (Industrial Services Group) ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานสากล เช่น ISO/IEC 17025 (มาตรฐานห้องปฏิบัติการ) และ ISO/IEC 17020 (มาตรฐานหน่วยตรวจ)

ดังนั้นสตาร์ทอัพหรือผู้ประกอบการสามารถเข้ามาใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ทดสอบหลัก ๆ ของ วว. ได้ตามกลุ่มอุตสาหกรรม ดังนี้

1. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการวิจัย พัฒนา และผลิต (Product Development) สำหรับสตาร์ทอัพที่ต้องการพัฒนาสูตร ผลิตสินค้าต้นแบบ (MVP) หรือทดลองตลาดโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานเอง วว. มีศูนย์เชี่ยวชาญและโรงงานต้นแบบที่เปิดให้เข้าใช้บริการ  ได้แก่

  • โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (Food Innovation Service Plant : FISP)  มาตรฐาน GMP สำหรับวิจัยและผลิตอาหารแปรรูป เครื่องดื่ม และอาหารสุขภาพต้นแบบ
  • ศูนย์บริการนวัตกรรมเครื่องสำอาง (Innovative Cosmetic Services Center : ICOS)ให้บริการตั้งแต่พัฒนาสูตร พัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทดสอบความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ
  • ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย (Algal Excellent Center : ALEC)  สำหรับสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารแห่งอนาคต (Future Food) หรือสารสกัดมูลค่าสูงจากสาหร่าย
  • ศูนย์นวัตกรรมผลิตจุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม (Innovative Center for Production of Industrially used microorganisms : ICPIM)สำหรับสตาร์ทอัพสาย AgTech หรือ BioTech ที่ต้องการหัวเชื้อจุลินทรีย์คุณภาพสูงนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์

2. ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา (Metrology and Testing Centre : MTC) ซึ่งเป็นหัวใจหลักด้านการวิเคราะห์และทดสอบเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียน หรือยื่นขอมาตรฐานต่าง ๆ  ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ  ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ  ห้องปฏิบัติการมาตรฐานวิศวกรรมทางกล  ห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์   ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา

3. ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (MPAD) เหมาะสำหรับสตาร์ทอัพสาย DeepTech, วัสดุศาสตร์ (Materials) หรือยานยนต์  ประกอบด้วย   ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณสมบัติวัสดุและวิเคราะห์ความเสียหาย   ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสมรรถนะและความปลอดภัย  ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ (BioD)  สำหรับสตาร์ทอัพผลิตบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือพลาสติกชีวภาพ เพื่อทดสอบว่าย่อยสลายได้จริงตามมาตรฐานสากลหรือไม่

4. ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (Thai Packaging Centre : TPC)  สำหรับสตาร์ทอัพสาย Logistic, E-commerce หรือ FoodTech ที่ต้องการพัฒนาและทดสอบบรรจุภัณฑ์มาตรฐานสากล ประกอบด้วย  ห้องปฏิบัติการพัฒนาบรรจุภัณฑ์  บริการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร (Shelf-life extension) และเพิ่มมูลค่าสินค้าห้องปฏิบัติการทดสอบบรรจุภัณฑ์  บริการทดสอบความแข็งแรงของกล่องบรรจุภัณฑ์ ฟิล์มพลาสติก ถุงใส่อาหาร รวมถึงการทดสอบจำลองการขนส่ง (Transport Packaging Testing) ตามมาตรฐานสากล (ISTA) ป้องกันสินค้าเสียหายระหว่างส่งออก

5. ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (RTTC)  สำหรับสตาร์ทอัพกลุ่ม HardTech, Heavy Industry หรือกลุ่มระบบขนส่ง (Mobility) ให้บริการทดสอบเกี่ยวกับชิ้นส่วนระบบราง รถไฟ รถไฟฟ้า รวมถึงนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมขนส่ง ช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการทดสอบวิเคราะห์ด้านระบบราง สนับสนุนการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ทดแทนการนำเข้าสนับสนุนการผลิตบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านระบบราง ตลอดจนวิจัยพัฒนาแก้โจทย์ปัญหาด้านระบบรางของประเทศสู่การสร้างความยั่งยืนในการขนส่งระบบราง ภายใต้กรอบความร่วมมือ 5 ด้าน ได้แก่   1.การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา 2.การพัฒนามาตรฐานระบบราง  3.การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง  4.การทดสอบและการทดลอง  และ 5.การพัฒนาทรัพยากรบุคคล

นอกจากระบบนิเวศนวัตกรรมดังกล่าวแล้ว  วว. ยังมีช่องทางการเข้าใช้งานบริการ วทน. สำหรับสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบัน วว. มีระบบบริการลูกค้า  “วว. JUMP” (e-Services) https://tistrservices.tistr.or.th/ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกบริการ ส่งตัวอย่างวิเคราะห์ ติดตามสถานะตรวจแล็บ และชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการต่าง ๆ ของ วว. พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจนวัตกรรม เป็นเรื่องของการเข้าถึงทรัพยากรและมาตรฐานที่ถูกต้อง โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของ วว. คือคำตอบที่จะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มมูลค่า และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้มาร่วมขับเคลื่อนไอเดียขให้กลายเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่จับต้องได้จริงในวันนี้ ด้วยระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่งของ วว. ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์ทดสอบหรือโรงงานต้นแบบเท่านั้น แต่เราคือ Partner of Your Success” ที่พร้อมเคียงข้างสตาร์ทอัพไทยในทุกย่างก้าวของการเติบโต ตั้งแต่ก้าวแรกของการขึ้นรูปไอเดีย ไปจนถึงการส่งออกนวัตกรรมสู่ตลาดโลก ซึ่งจะเปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ… หากคุณพร้อมที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยพลังแห่ง วทน. วว. พร้อมที่จะนำผู้ประกอบการ  ‘กระโดด’ ไปสู่อนาคตที่เหนือกว่า

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

#อว #วว #TISTR #สตาร์ทอัพไทย #วทน #นิเวศนวัตกรรม #เศรษฐกิจ

………………………

📍นำเสนอโดย   กองประชาสัมพันธ์   สำนักสื่อสารองค์กร วว.

☎️ โทร. 0 2577 9048

📧 E-mail : pr@tistr.or.th

🟩 Line@tistr

🟧 IG : tistr_ig

🟥 YouTube : tistr2506

🟪 TIKTOK : @tistr2506

🟩 Facebook page : TISTR

Views: 5