ลิงกับลา

เรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องเล่าที่ให้ข้อคิดในเชิงการบริหารบุคคลในองค์กรที่น่าสนใจครับ�
———————————————————— 

       หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย

      ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ

      สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง…

Continue reading ลิงกับลา

The end of the day

ผมมีประสบการณ์หาแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่หลายครั้ง พบว่าบางทีค่ารักษากับหมอใหม่แพงกว่าหมอที่มีประสบการณ์ยาวนาน ทั้งที่ขัดกับหลักตรรกที่ว่า หมอที่ทำงานยาวนานน่าจะคิดค่ารักษาแพงกว่า

เหตุผลก็เพราะว่า…หมอจบใหม่บางคนเกิดอาการเกร็งอาจเกิดความกลัววูบขึ้นมาว่า “จะเกิดอะไรขึ้นหากวินิจฉัยโรคพลาด?” เมื่อเกร็งก็เกิดความไม่แน่ใจ เพื่อความปลอดภัยต่ออาชีพของตน ก็สั่งให้มีการทดสอบในห้องแล็บเพิ่มอีกหลายรายการ

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคนไข้ท้องเสีย ก็สั่งตรวจดูว่าเกิดจากเชื้อโรคชนิดใด ทั้งที่คนไข้บอกว่าไม่ได้กินอาหารสกปรกอย่างแน่นอน ผลตรวจที่ออกมาสรุปว่าท้องเสียไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค หากเกิดจากความเครียด เมื่อรวมค่าตัวของหมอใหม่ (ซึ่งไม่สูงนัก) กับค่าตรวจในแล็บและอื่นๆ รวมๆ แล้วก็มากกว่าที่คนไข้ควรจ่าย เมื่อรักษากับหมอที่มีประสบการณ์กว่า

ครั้งหนึ่งผมเกิดอาการปวดหัวตึบๆ หมอใหม่ก็จัดการส่งผมไปสแกนสมอง
ทั้งที่ผมรู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก
“เพื่อความชัวร์” หมอว่า
เมื่อเห็นใบเสร็จ ผมก็เกิดอาการปวดหัวกว่าเดิม

เพื่อนสถาปนิก-ผู้รับเหมา คนหนึ่งบอกผมว่า ในงานทุกชิ้นของเขา จะเจาะจงใช้แต่ช่างชั้นหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช้ ‘มือใหม่หัดขับ ‘ เลย ทั้งที่ค่าแรงช่างเก่าแพงกว่า 2-3 เท่า “ทำไม?” ผมถาม

เขายกตัวอย่างงานปูน ช่างปูนที่เพิ่งทำงานไม่นานค่าแรงต่อวันถูกมาก แต่เนื่องจากยังอ่อนประสบการณ์ จึงใช้ปูนซิเมนต์เปลืองมาก…  

Continue reading The end of the day

ข้อแตกต่างระหว่างการคิดแบบมุ่งที่ปัญหา กับ มุ่งที่ทางแก้

วันนี้มีเรื่องเล่ากันเล่นๆ แต่น่าสนใจสองตัวอย่าง สำหรับวิธีการคิดพิจารณาแก้ปัญหาโดยมุ่ง focus ในมุมมองที่แตกต่างกัน ระหว่างการ focus กรอบความคิดตรงเข้าที่ทฤษฎีของปัญหา กับการ focus ตรงไปที่การมุ่งหาแนวทางแก้ปํญหา

1. ปากกา

เมื่อองค์การนาซ่าได้เริ่มปล่อยจรวดเพื่อการสำรวจอวกาศ พวกเขาพบว่า ปากกาไม่สามารถเขียนได้ที่แรงโน้มถ่วงของโลกเท่ากับ 0 (น้ำหมึกไม่สามารถไหลออกมาที่กระดาษที่ต้องการเขียนได้)

การแก้ปัญหานี้ ได้ใช้เวลาราว 10 ปี และได้ใช้เงินมูลค่า 12 ล้านดอลล่าห์ (480 ล้านบาท) พวกเขาได้สร้างปากกาที่สามารถใช้งานได้ที่แรงโน้มถ่วงเป็นศูนย์ เขียนแบบคว่ำ หรือเขียนที่ใต้น้ำได้ สามารถเขียนได้ไม่ว่าสภาพผิวเป็นเช่นไร รวมทั้งผิว Crystal และที่อุณหภูมิช่วงต่ำกว่าจุดเยือกแข็งจนถึงที่มากกว่า 300 องศาเซลเซียลได้

ด้วยปัญหาแบบเดียวกัน ทางรัสเซียใช้ดินสอ

ตัวอย่างถัดมา

2. สบู่

หนึ่งในเรื่องที่นิยมใช้ในการสอนที่ประเทศญี่ปุ่นได้แก่ เรื่องของการเกิดปัญหาที่ว่า สบู่ที่ลูกค้าซื้อไป กลับได้แต่กล่องเปล่าๆ ไม่มีสบู่มาด้วย เรื่องนี้มาจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตเครื่องสำอางของญี่ปุ่น ที่ได้รับการร้องเรียนจากทางลูกค้าถึงปัญหาดังกล่าว

ทางด้านวิศวกรที่รับผิดชอบ ได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเครื่อง X-ray เพื่อการตรวจดูว่าภายในของกล่องสบู่มีสบู่หรือไม่ และเพื่อการนี้ก็ได้ให้คน 2 คนคอย เฝ้าที่จอเพื่อดูให้แน่ใจได้ว่าไม่มีการหลุดของกล่องที่ไม่ได้บรรจุสบู่ไปแน่นอนว่าคน 2 คนที่ดูจอมอนิเตอร์ คงไม่สนุกในการทำงานนี้เท่าไหร่

ด้วยปัญหาเดียวกัน พนักงานหน้างานที่บริษัทผลิตสบู่เล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาไม่ได้แก้ปัญหาโดยการสร้างเครื่อง X-ray แต่สิ่งที่เขาทำได้แก่ การไปซื้อพัดลมที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม แล้วนำมาเป่าที่รางสายพาน ขณะที่กล่องสบู่วิ่งผ่าน หากกล่องที่ไม่ได้บรรจุสบู่ เมื่อถูกลมก็จะปลิวออกนอกสายพานลำเลียงเอง

บางครั้งหากเรายึดติดอยู่เฉพาะภายในกรอบของทฤษฎีหรือหลักการหรือความมากรู้จนเกินไปนั้น ก็อาจมองข้ามการแก้ปัญหาด้วยองค์ความรู้หรือภูมิปัญญาเดิมที่เรามีอยู่ไปได้ ดังนั้นการจัดการองค์ความรู้และการมีระบบคิดที่ดี แม้จากพนักงานระดับเล็กๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามละเลย เพราะหากยอมรับและได้รับการต่อยอด นำมาเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ย่อมสร้างประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน บางเรื่องไม่จำเป็นต้องแก้ไขทำอะไรให้ใหญ่โตเกินกว่าปัญหา ดั่งขี้ช้างจับตั๊กแตน และไม่จำเป็นที่เราต้องเดินตามกรอบความคิดของใคร หรือทำตามสิ่งที่ได้รับการสอนมาแต่เพียงเท่านั้น เพราะนั่นอาจจะเป็นการปิดกั้นวิธีแก้ปัญหาที่ง่าย และได้ผลดีที่สุดออกไปก็ได้