บัวตอง…พืชต่างถิ่น ณ ดอยปุยหลวง

นายวรพล บรรณจิต
ลูกจ้างทั่วไป
สถานีวิจัยลำตะคอง
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์

ประวัติความเป็นมา

    บัวตอง (Mexican Sunflower Weed) เป็นไม้ประจำถิ่นของอเมริกากลางแถบเม็กซิโก มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Tithonia diversifolia (Hemsl.) A. Gray. เป็นไม้ดอกที่มีอายุการเจริญเติบโตหลายปี ลำต้นสามารถสูงได้ถึง 5-6 เมตร ลักษณะการออกดอกเป็นช่อเดียว บริเวณปลายกิ่ง ดอกมีสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวัน แต่มีขนาดเล็กกว่า ดอกวงนอกเป็นหมัน กลีบเรียวมีประมาณ 12–14 กลีบ ดอกวงในสีเหลืองส้มเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ใบของบัวตองเป็นใบเดี่ยว รูปไข่หรือแกมขอบขนาน มีขนขึ้นเล็กน้อยประปราย ปลายใบเว้าลึก 3–5 แฉก ชอบขึ้นในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น กระจายพันธุ์มากบนยอดดอยที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป โดยจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนมกราคม พบการกระจายพันธุ์ครั้งแรกในประเทศไทยบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจริญเติบโตอย่างกว้างขวางจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จนถึงปัจจุบัน

   

ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien species)

    บัวตอง จัดเป็นพืชชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive Alien Species-IAS) เรียกกันโดยทั่วไปว่า เอเลียนสปีชีส์ เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามาในประเทศไทยแล้ว และสามารถเจริญเติบโตและมีการแพร่กระจายได้ในธรรมชาติ เป็นชนิดพันธุ์เด่นในสิ่งแวดล้อมใหม่ (dominant species) และเป็นชนิดพันธุ์ที่อาจทำให้ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นหรือชนิดพันธุ์พื้นเมืองสูญพันธุ์ รวมถึงส่งผลคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และมีผลทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล

กรณีศึกษา…..การปลูกบัวตองบนยอดดอย “ลงทุนน้อยเสียหายมาก”

    บัวตอง ณ ดอยปุยหลวง หมู่บ้านห้วยฮี้ ตำบลห้วยปูลิง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากในอดีตได้มีความคิดที่จะทำให้ดอยปุยหลวงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงคิดวิธีหาทางทำให้ดอยปุยหลวงนั้นมีจุดโดดเด่นขึ้นเพื่อให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว จึงได้ทำเลียนแบบที่ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม โดยนำเมล็ดบัวตองมาปลูก บนยอดดอยปุยหลวง โดยบัวตองเป็นพืชที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในธรรมชาติและยิ่งในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตด้วยแล้วจะทำให้บัวตองสามารถเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยปกติแล้วบัวตองมีความสามารถในการแก่งแย่งสูง ขึ้นเป็นกอแน่นในที่โล่ง เพียงเวลาแค่ไม่นานบัวตองก็เริ่มปกคลุมดอยปุยหลวงเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งทำให้พืชถิ่นเดิมที่ดอยปุยหลวงเริ่มมีการกระจายพันธุ์น้อยลง และประชากรลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด โดยรากของบัวตองสามารถปล่อยสารพิษยับยั้งพืชอื่น (Allelopathy) จึงทำให้พืชอื่นไม่สามารถขึ้นได้ ต้นแตกหน่อได้ดี ภายใต้ชั้นเรือนยอดของบัวตองไม่ปรากฏว่ามีกล้าของไม้ต้นหรือไม้พุ่มชนิดอื่นขึ้นเลย โอกาสที่พื้นที่เปิดโล่งจะมีการทดแทนของลูกไม้และกล้าไม้ที่อยู่โดยรอบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ถึงเริ่มมีทุ่งดอกบัวตองแล้วดอยปุยหลวงก็ยังไม่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวมากนัก ซึ่งต่างจากทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างมาก……ในช่วงเวลานั้นดร.ปราโมทย์ ไตรบุญ นักวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้มีโอกาสไปทำงานวิจัยที่ดอยปุยหลวง และเห็นสภาพดอยปุยหลวงที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่เคยเห็นพันธุ์ไม้แปลกๆ หายาก แต่ตอนนี้กลับเริ่มหายไปและมีดอกบัวตองขึ้นมาแทนเป็นจำนวนมาก จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพืชถิ่นเดิมและความหลากหลายทางชีวภาพของดอยปุยหลวง ว่าจะเกิดการเสื่อมโทรมและเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่ยากจะแก้ไข จึงได้สร้างเครือข่ายการกำจัดบัวตองร่วมกับนักวิจัยจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อที่จะได้เข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบต่างๆ ของบัวตองต่อการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพของท้องถิ่น และร่วมกันหาทางออกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของดอยปุยหลวง ซึ่งชาวบ้านก็เห็นสมควรแล้วให้ความร่วมมือที่จะให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยในขั้นต้นได้ดำเนินการให้ชาวบ้านหยุดการนำเมล็ดไปเพาะขยายพันธุ์เพื่อลดปริมาณของต้นบัวตอง ส่วนบัวตองที่กระจายพันธุ์บนดอยปุยหลวงนั้น ยังกินพื้นที่ไม่มากนักก็สามารถควบคุมโดยวิธีเชิงกลได้ เพื่อที่จะลดการใช้สารเคมีอันตรายต่างๆ โดยการถาง ตัดลำต้นและขุดรากทำลายทิ้งก่อนที่จะมีการออกดอก ติดเมล็ด และทำการสำรวจพื้นที่ประมาณ 4 เดือน/ครั้ง ว่าปริมาณของต้นบัวตองลดจำนวนลงมากน้อยเพียงใด ควบคุมดูแลจนกว่าปริมาณของต้นบัวตองจะลดลงไปจนหมดพื้นที่ดอยปุยหลวง และให้ดอยปุยหลวงคืนสภาพกลับมาเป็นดอยที่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชดั้งเดิมและเกิดการฟื้นฟูอย่างยั่งยืนของชุมชนและธรรมชาติ ซึ่งความสวยงามของดอยปุยหลวงไม่ได้ขึ้นอยู่กับบัวตองอย่างที่ชาวบ้านคิด แต่จริงๆ แล้วความสวยงามที่แท้จริงของดอยปุยหลวงอยู่ที่ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมาให้นั่นเอง

  สำหรับในพื้นที่ที่มีการระบาดของบัวตองในปริมาณมากแล้วนั้น หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ ที่ทำรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่แห่งนั้น ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของบัวตองที่สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับชุมชนได้ ทั้งนี้ในพื้นที่ดังกล่าวก็ควรมีการควบคุมจำกัดขอบเขตการกระจายพันธุ์ให้ชัดเจน และไม่ควรให้มีการแพร่พันธุ์เข้าสู่พื้นที่อื่นๆ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ เพื่อลดและหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจจะเกิดในอนาคต

  รวมถึงนักวิชาการและนักวิจัยเองก็ควรมีวิธีการในการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับชาวบ้านและนักท่องเที่ยว ถึงผลกระทบและความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนมีวิธีการจัดการกับพื้นที่ที่มีการกระจายพันธุ์แล้วให้สามารถควบคุมและจำกัดขอบเขตการกระจายพันธุ์ให้ชัดเจน เพื่อความยั่งยืนของความหลากหลายทางทรัพยากรชีวภาพของไทย ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมแล้วใช้ประโยชน์ต่อไป

  • ความหลากหลายทางชีวภาพจังหวัดเชียงใหม่. 2552. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน (Invasive alien species). [Online]. Available:
    http://chm-thai.onep.go.th/chm/data_province/Chiangmai/alien_spp.html (25 พฤษภาคม 2560)
  • จริยา แสวงทรัพย์สกุล. 2549. ดอกบัวตอง. [Online]. Available: http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/ 2549/m6-3/no12/flower/sec01p07.htm (25 พฤษภาคม 2560)
  • ฟ้าใสวันใหม่. 2557. วัชพืชแสนสวย เอเลียนสปีชีส์. [Online]. Available: https://www.bloggang.com/m/viewdiary. php?id=fasaiwonmai&month=11-2014&date=24&group=2&gblog=631 (25 พฤษภาคม 2560)

สูงสุดประเทศไทย เส้นทางชมความงามกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์

นายทศวรรษ แผนสมบูรณ์
สถานีวิจัยลำตะคอง
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์

     กล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารี (Paphiopedilum) ได้ตั้งสกุลนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2429 โดยนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน มาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ Paphia หมายถึง เทพธิดาแห่งความรักและความงาม และ pedilon หมายถึง รองเท้าของผู้หญิง ซึ่งหมายถึงลักษณะกลีบดอกที่เป็นถุงลึกคล้ายรองเท้า พบทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล้วยไม้รองเท้านารี มีชื่อสามัญคือ Lady’s Slipper จัดไว้ในวงศ์กล้วยไม้ (Family Orchidaceas) ชื่อสกุล (Genus) Paphiopedilum โดยลักษณะเด่นของกล้วยไม้ในสกุลนี้ คือ ส่วนกลีบปากลักษณะคล้ายถุง (saccate) หรือทั่วไปดูว่าคล้ายส่วนหัวของรองเท้าสุภาพสตรี จึงทำให้มีชื่อสามัญว่า“Slipper Orchid” ซึ่งคนไทยรู้จักกันดีในชื่อว่า “กล้วยไม้รองเท้านารี”

ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงกล้วยไม้สกุลรองเท้านารีชนิดหนึ่ง คือ กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ Paphiopedilum villosum (Lindl.) Stein ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่มีความเสี่ยงใกล้ที่จะสูญหายไปจากประเทศไทย

โดยช่วงต้นปี ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปสำรวจพรรณไม้และจัดเก็บตัวอย่างพรรณไม้ที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ และได้มีโอกาสเดินสำรวจในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ “กิ่วแม่ปาน” ซึ่งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีวงรอบระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ระดับความสูงประมาณ 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล หลังจากเดินสักพัก ก็ได้พบกับกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ ซึ่งเป็นกล้วยไม้ที่สวยงามและกำลังออกดอก พอสังเกตดูพบว่า มีการทำตะกร้าและใส่วัสดุรองปลูกมาติดไว้ตามต้นไม้ ทำให้เข้าใจว่าได้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ และนำมาปลูกคืนป่า ซึ่งเป็นข้อบ่งชี้เบื้องต้นได้ว่า กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์เป็นกล้วยไม้ที่หายาก และ ใกล้ที่จะสูญพันธุ์ และอีกเหตุผลที่สำคัญคือมีลักษณะดอกที่สวยงาม โดยสาเหตุของการสูญพันธุ์อาจมาจากการที่ชาวบ้าน หรือนักลงทุนมีการบุกรุกเข้าพื้นที่ป่าเพื่อเก็บกล้วยไม้ป่าไม่ว่าจะเป็นรองเท้านารีหรือกล้วยไม้ป่าชนิดอื่นๆ เพื่อนำไปขาย ทั้งการขายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์และกล้วยไม้ชนิดอื่น ๆ มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย

กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ มีถิ่นการกระจายพันธุ์ตั้งแต่รัฐอัสสัม สาธารณรัฐอินเดีย จนถึงทางตอนใต้ของประเทศจีน มีลักษณะ พุ่มต้นกว้างประมาณ 25-30 ซม. ใบกว้าง 3.5-4 ซม. ยาว 30-40 ซม. ใบด้านบนสีเขียวเป็นมัน ใต้ใบบริเวณโคนกาบใบ มีจุดประสีม่วง แตกหน่อได้ดี มักเจริญเติบโตเป็นกอใหญ่ ดอกเป็นดอกเดี่ยว ขนาดประมาณ 10-12 ซม. ก้านดอกตั้งตรงยาว 10-12 ซม. กลีบดอกหนาเป็นมันเงา พื้นดอกสีเหลืองปนน้ำตาล กลีบบนบริเวณขอบมีสีเหลืองหรือขาว โคนกลีบบนสีน้ำตาลเข้ม กลีบในมีเส้นสีน้ำตาลเข้มแบ่งกึ่งกลางตามความยาวกลีบ กระเป๋าสีน้ำตาลเป็นมันเงา มีเส้นร่างแหสีน้ำตาล ออกดอกในช่วง มกราคม – มีนาคม ในธรรมชาติพบในทำเลที่เป็นป่าดิบภเขา ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่หนา โดยขึ้นอยู่สูงประมาณ 1200-1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล รองเท้านารีอินทนนท์เป็นกล้วยไม้แบบอิงอาศัย โดยพบขึ้นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ที่มีลักษณะเปลือกหนา มีการผุพังของเปลือกไม้ง่าย ปกคลุมด้วย มอส เฟิร์น ตะไคร่น้ำ อุ้มความชื้นได้ดี โดยหยั่งรากไปตามเปลือกไม้ ตามดอยสูงทางภาคเหนือ เช่น ดอยอินทนนท์ และดอยเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ ดอยแม่อูคอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน บริเวณภูหลวงจังหวัดเลย รวมถึงในฝั่งประเทศพม่า อินเดีย และตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

     และหลังจากที่ผู้เขียนลงมาจากการสำรวจพรรณไม้ ณ กิ่วแม่ปาน ก็ได้สำรวจและเดินศึกษาธรรมชาติตรงจุดอื่น ๆ จนพระอาทิตย์ใกล้ที่จะตกดิน และก่อนที่จะเข้าที่พักก็ได้มีโอกาสไปที่ “ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์” แต่น่าเสียดายเมื่อไปถึงศูนย์อนุรักษ์กำลังจะปิดและปิดในส่วนของโรงเรือนเพาะชำไปหมดแล้ว แต่ในส่วนของสวนสาธารณะยังไม่ปิดตัวลง จึงได้เข้าไปเดินชมกล้วยไม้รองเท้านารีนานาชนิดที่ได้ทำการจัดแสดงไว้ภายในสวน

     ในพื้นที่ศูนย์อนุรักษ์ฯ มีการรวบรวมและจัดแสดงกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี ในประเทศไทยซึ่งพบทั้งหมด 17 ชนิด ทำรูปปั้นเสมือนดอกกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี ชนิดต่างๆ ไว้โดยมีขนาดที่ขยายขึ้นมาให้เห็นดอกและจุดเด่นของแต่ละชนิดไว้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาศึกษาได้ชมและแยกแต่ละชนิดออกได้

     โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ ตามพระราชดำริ ในพื้นที่ภาคเหนือ (ดอยอินทนนท์) อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้งขึ้น “ เพื่อสนองพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี เพื่อการศึกษาวิจัยและการท่องเที่ยว ขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารี ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวและจำหน่ายกล้วยไม้ที่ได้จากการขยายพันธุ์ สร้างจิตสานึกและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีหายาก ขจัดปัญหาการลักลอบนำกล้วยไม้ออกจากป่าธรรมชาติซึ่งเสี่ยงต่อการสูญพันธ์ของกล้วยไม้”

     โครงการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีสายพันธุ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาวิจัยด้านพฤกษศาสตร์ที่สำคัญ โดยสามารถขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีที่หายากเพื่อนำกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติ เพื่อจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของกล้วยไม้รองเท้านารีและรักษาไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ ประชาชนในพื้นที่โครงการฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการปลูกจิตสานึกและกระตุ้นความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอย่างยั่งยืนต่อไป ช่วยลดปัญหาการลักลอบนำกล้วยไม้จากป่าธรรมชาติออกมาจำหน่าย

     การขยายผลการดำเนินงานในอนาคต คือ ทำการศึกษาวิจัยถิ่นที่อยู่อาศัยของกล้วยไม้รองเท้านารีแต่ละชนิดว่าขึ้นอยู่ในระดับความสูงเท่าไหร่ อิงอาศัยกับพืชพรรณชนิดใด ในทิศทางใด เพื่อให้การดำเนินการปล่อยกล้วยไม้คืนสู่ป่า มีเปอร์เซ็นต์รอดตายสูงสุด

     ทั้งนี้ผู้เขียนได้เขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ เพื่อให้ผู้อ่านได้มีส่วนร่วมกันในการอนุรักษ์พันธุ์พืชของไทย โดยเฉพาะกล้วยไม้ป่าที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ของไทย ที่มีความหลากหลายและความงามอย่างโดดเด่น เพื่อให้คงอยู่สำหรับอนุชนรุ่นหลังที่จะได้เห็น ชื่นชมและได้รู้จักกันสืบต่อไป และให้เป็นมรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่าของประเทศตราบนานเท่านาน