ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร 

ช่วงนี้หลายประเทศเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ เกี่ยวกับ Covid-19 กันบ้างแล้ว มาตรการคลาย lock down จากประเทศต่างๆ นั้น ทำให้ผู้คนได้ออกไปใช้ชีวิตได้เหมือนเกือบจะปกติมากขึ้น เด็กๆ ในบางประเทศก็ได้เริ่มทยอยไปโรงเรียนกันตามปกติ แต่ในความปกตินั้นมันก็เป็นความปกติใหม่ (new normal)  ซึ่งนั่นก็คือ การที่เด็กโดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ส่วนในประเทศแถบยุโรปนั้น ส่วนใหญ่จะไม่นิยมสวมหน้ากากอนามัยกัน แต่จะเน้นไปที่การล้างมือบ่อยๆ และรักษาระยะห่าง โดยเฉพาะประเทศในแถบสแกนดิเนเวียร์ อย่าง ฟินแลนด์ และนอร์เวย์ นั้น การรักษาระยะห่างเป็นสิ่งที่ทำกันเป็นนิสัย จนกระทั่งเกิดเป็น meme ในโลกออนไลน์กันเลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเพราะนิสัยรักสันโดษของผู้คนในแถบประเทศเหล่านั้นนั่นเอง 

ภาพประกอบจาก clipart.email

กลับมาที่เรื่องเกี่ยวชีวิตของผู้คนหลังจากการคลายมาตรการ lock down กันต่อ เราจะเห็นได้ว่า ในประเทศไทยของเรานั้น ผู้คนเริ่มทยอยออกมาทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้อย่างความคับคั่งของยวดยานบนท้องถนน และผู้คนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะก็เริ่มมีมากขึ้น อย่างบนรถไฟฟ้า BTS ก็เริ่มมีผู้คนใช้บริการราวๆ สองแสนคนต่อวัน ทำให้เริ่มเกิดความแออัด และหากเราไม่ระวัง อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อระลอกใหม่ขึ้นมาแบบประเทศ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ดังนั้น ชีวิตหลังจากการคลายมาตรการต่างๆ เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไรดีล่ะ 

ภาพประกอบจาก clipart.email

การปฏิบัติตัวของเราหลังการผ่อนคลายนั้น อย่างแรก เรายังจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ  สอง คือ หมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ อย่างถูกต้องเช่นเดิม สาม เราต้องอย่าลืมที่จะรักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing)  สี่ คือ บริษัท สถานประกอบการ ที่ทำงานต่างๆ ควรที่จะคงมาตรการ Work From Home ไว้ก่อน เพื่อลดความแออัดในสถานที่ทำงาน และลดความเสี่ยงจากการเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะของพนักงาน ห้า คือ สถานประกอบการ ร้านอาหาร ควรมีรักษาความสะอาดของร้าน และอุปกรณ์ในการประกอบอาหาร รวมไปถึงพนักงานเสริฟและบุคลากรในครัวที่ประกอบอาหารจำเป็นที่จะต้องใส่หน้ากาอนามัยตลอดเวลาด้วย และสุดท้าย คือ เราทุกคนควรที่จะออกจากบ้านให้น้อยที่สุด โดยควรออกเท่าที่จำเป็นเพียงแค่นั้น ยังไม่ควรที่จะออกไปสังสรรค์ รวมกลุ่มกัน เพราะช่วงเวลานี้ ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งการเฝ้าระวัง  เรายังคงต้องคอยระวังเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของเชื้อขึ้นมาใหม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศนั้นทรุดหนักลงไปกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากอาจจำเป็นต้องมีมาตรการ lock down ที่เข้มข้นกว่าเดิมก็เป็นได้

ภาพประกอบจาก clipart.email

ดังนั้นในช่วงเวลาที่เราเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบปกติ เราจำเป็นที่จะต้องพึงระลึกถึง 6 ข้อพึงปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นไว้ เพื่อให้เชื้อไวรัสร้ายหมดไปจากประเทศเราให้เร็วที่สุด และจนกว่าจะมีวัคซีน เราก็ยังจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตนเช่นนี้ต่อไป เพราะนั่นคือ ความปกติใหม่ (new normal) ของชีวิตหลังคลาย lock down ในปี 2020 นี้นั่นเอง 

โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.) 

เป็นที่ทราบกันดีว่า Covid-19 ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบวิถีชิวิตใหม่กันไปทั่วโลก จากที่เราเคยออกจากบ้านไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปช้อปปิ้ง ไปทานอาหาร หรือแม้กระทั่งไปพบแพทย์ เราต้องหันมาทำทุกอย่างที่บ้านในรูปแบบ online ไม่ว่าจะเป็นการ Work From Home, online learning, online shopping, online food ordering, online medical consulting   ทุก อย่างนี้ถูกปรับเปลี่ยนในช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาด Covid-19 ขึ้น ก็เพื่อให้วิถีชีวิตเราดำเนินต่อไปได้อย่างปกติที่สุด แต่ในความปกติที่กำลังเกิดขึ้นนี้จริงๆ แล้ว มันคือ วิถีใหม่ในการดำรงชีวิต ซึ่งเมื่อเราจำต้องปฏิบัติกันเป็นปกติเช่นนี้ ในที่สุดมันก็ได้กลายเป็น New Normal ในสังคมของเราไปนั่นเอง 

คำว่า New Normal จริงๆ แล้ว เป็นคำศัพท์ในเชิงของธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งกล่าวถึง วิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกในช่วงปี 2007-2008 และเหตุการณ์ในปี 2008-2012 ภายหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าว คำๆ นี้ ได้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายวงการต่อจากนั้น และโดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์ Covid-19 เช่นนี้ คำๆ นี้จึงได้ถูกหยิบยกมาใช้อีกครั้ง  ซึ่งเราอาจได้เห็น New Normal หลายๆ อย่างเกิดขึ้นแน่นอนทั้งในภาครัฐและเอกชน หาก Covid-19 จบลง 

ภาพประกอบจาก Can Stock Photo

หากจะคาดเดาถึง New Normal ที่จะเกิดขึ้นในสังคม เราคงเดาได้ไม่ยาก โดย 5 อันดับที่กำลังจะพูดถึงนี้ ก็คือสิ่งที่ได้ค่อยๆ เริ่มเกิดขึ้นแล้วในหลายๆ ประเทศ  ซึ่งอันดับ คงนี้ไม่พ้นเรื่องของ การเรียน online และการ Work From Home ที่คาดว่าจะถูกดำเนินการต่อโดยที่อาจจะมีการพัฒนาในเรื่องของ digital technology ให้มีความสอดรับกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งทั้งนี้เราอาจจะได้เห็นภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันกันอย่างจริงจังในการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบสื่อสาร online ระบบสัญญาณ 5G อาจจะถูกพัฒนาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศเพื่อรองรับ online และการ Work From Home 

ภาพประกอบจาก VectorStock

อันดับต่อมา น่าจะเป็นด้านการแพทย์ ที่เราอาจจะได้ใช้ระบบ online medical consulting กันมากขึ้น และรัฐเพิ่มงบประมาณและให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านสาธารณสุขของประเทศมากกว่าเดิม เพราะบทเรียนจาก Covid-19 ทำให้เราเห็นว่า การลงทุนใดๆ ก็สามารถพังลงได้ในพริบตาหากระบบสาธารณสุขของประเทศล้มเหลว ผู้คนล้มตายเป็นหมื่นๆ แสนๆ คน ในยามที่ประเทศต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก  ซึ่งหากรัฐบาลได้ lesson learn จากการะบาดของ Covid-19 ในครั้งนี้ เราอาจจะไม่ต้องเห็นพี่ตูนมาวิ่งเพื่อระดมทุนให้โรงพยาบาลต่างๆ อีกต่อไป

ภาพประกอบจาก VectorStock

อันดับต่อมา คือ เรื่องของ online business คาดว่า เราน่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการลงทุนของภาคเอกชน ห้างร้านต่างๆ หันมาจริงจังกับการทำธุรกิจ online กันมากขึ้น ดังนั้น เราอาจจะได้เห็นถึงแพลตฟอร์มธุรกิจ online ใหม่ๆ เกิดขึ้น วิธีการชำระเงินแบบ contactless รูปแบบต่างๆ ที่ได้รับการปรับปรุง รวมไปถึงการแข่งขันในด้านการค้าระหว่างแม่ค้าออนไลน์กับเจ้าของแบรนด์และห้างร้านดังๆ ต่างๆ  ดังนั้นฐานข้อมูลของลูกค้า จึงจะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเป็นเท่าตัว และเทคโนโลยี AI ที่สามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าจากฐานข้อมูลที่มีอยู่จะกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของ Online business 

อันดับที่สี่ คือ online entertainment ซึ่งก็คือ การท่องเที่ยว การดูหนัง ฟังเพลง หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ในรูปแบบ online ซึ่งในปัจุบัน ทางพิพิธภัณฑ์และแกลอรี่ชื่อดังต่างๆ ก็ได้จัดทำ virtual museum และ vitrul gallery ให้ผู้คนทั่วโลกได้เข้าไปท่องเที่ยวแบบ online กันแล้วหลายแห่ง ซึ่งในประเทศไทยก็มีเช่นที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย 

ภาพประกอบจาก Freepik

อันดับที่ห้า คือ การ deglobalization ซึ่งข้อนี้คือ สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คาดเดาไว้ เนื่องจากการระบาดที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจากประเทศจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ของอุตสาหกรรมหลายๆ อย่าง ในหลายๆ ประเทศ แม้ว่าการระบาดของโรคยังไม่ไปถึงประเทศอื่นๆ แต่เมื่อประเทศจีนมีการปิดเมือง อุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ของจีนก็จำต้องหยุดชะงัก รวมไปถึงการขนส่งต่างๆด้วย ดังนั้น อุตสาหกรรมหลายแห่งในประเทศที่ใช้จีนเป็นฐานการผลิต จึงหยุดชะงักตามไปด้วยเช่นกัน และภายหลังจากจบการระบาดของ Covid-19 อาจเป็นไปได้ว่า หลายประเทศอาจจะเปลี่ยนมาพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้นนั่นเอง 

ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่า เป็น lesson learn ที่เราได้รับจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 และเราก็จำเป็นต้องปรับตัว เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตต่อไปอย่างเป็นปกติที่สุด แม้ความปกตินั้นจะเป็นเรื่องใหม่ที่เราจะต้องเรียนรู้ก็ตาม New Normal ได้เกิดขึ้นช้าๆ ในทุกสังคม หากเรามองเห็นและทำความเข้าใจกับมันได้เร็ว เราก็จะปรับตัวได้และมีความสนุกกับความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา และ ธันยกร อารีรัชชกุล

กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

ภาพประกอบจาก UX Planet

ช่วงเวลาโควิด-19 ที่ระบาดหนัก ทำให้หลายองค์กรต้องปรับตัว มีทั้งการให้พนักงานเหลื่อมเวลาทำงาน และให้ทำงานจากที่บ้าน (work from home) แบบเต็มรูปแบบ ซึ่งหากเป็นบริษัทเอกชนที่มีคนรุ่นใหม่ซึ่งคุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่เป็นจำนวนมากก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไรมากนักในการเตรียมตัวก่อนจะเข้าสู่โหมด work from home อย่างเต็มรูปแบบ  แต่หากเป็นในส่วนของราชการและรัฐวิสาหกิจนั้น อาจจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานกันก่อน เพราะเชื่อว่า บุคลากรหลายท่านอาจจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีหรือระบบใหม่ๆ ที่ถาโถมกันเข้ามาอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นก่อนการเตรียมตัว ในทีมหรือในหน่วยงานจำเป็นจะต้องเลือกเทคโนโลยี หรือระบบต่างๆ ที่ต้องใช้ในการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกัน โดยคำนึงถึงความเสถียรและการใช้งานที่สะดวกและง่ายดาย (user friendly) เป็นหลัก

สำหรับในการเตรียมตัวจากประสบการณ์ตรงที่อยากจะมาแชร์ สิ่งแรกเลยคือ เราจะต้องเลือกระบบที่จะนำมาใช้ในการดำเนินงานทางด้านต่างๆ ดังนี้

  1. ระบบที่จะใช้สื่อสารระหว่างกัน 
  2. ระบบที่จะใช้จัดเก็บ หรือส่งต่อข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ระหว่างกัน 
  3. ระบบที่จะใช้ในการควบคุมหรือแก้ไขปัญหาในระยะไกลผ่านทางคอมพิวเตอร์ 
  4. ระบบที่จะประเมินผลการทำงานในระหว่างที่ work from home

ทั้ง 4 ระบบนี้ จำเป็นต้องใช้ทั้งเทคโนโลยี และการวางแผนอันชาญฉลาดของหัวหน้าทีม โดยเฉพาะในข้อที่ 4 ต้องมีการจัดทำให้สอดคล้องกับการประเมินผลงานประจำปี/KPI/OKRs ของหน่วยงานด้วย โดยในช่วง work from home อาจให้มีการรายงานผลเพื่อประมินทุก 1 หรือ 2 สัปดาห์

สิ่งต่อมาในการเตรียมตัวเข้าสู่โหมด work from home นั้น ก็คือ การอบรมและซักซ้อมทำความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีที่หัวหน้าทีมเลือกมาเพื่อใช้สื่อสาร และใช้จัดเก็บหรือส่งต่อข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ระหว่างกัน ซึ่งแน่นอนว่าในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจอย่างของผู้เขียนนั้น มีบุคลากรหลายท่านไม่คุ้นเคยกันการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น Zoom, Google Duo, Slack, Microsoft Team และ Cloud Drive ซึ่ง application ต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นสิ่งใหม่ของบุคลากรหลายๆ ท่าน  ดังนั้น ก่อนการเริ่ม work from home ทางทีมของผู้เขียนจึงต้องมีการปรึกษาหารือ เพื่อเลือกระบบที่เป็น user friendly มากที่สุด เพื่อการอบรมและซักซ้อมให้กับทางหน่วยงานของเราในเวลาที่จำกัด ซึ่งเมื่อหารือกันแล้ว และทดลองใช้ระบบต่างๆ ทีมของเราจึงได้เลือก Line, Zoom, Cloud Drive และ Team Viewer มาใช้ในการดำเนินงาน

ภาพประกอบจาก 123RF.com

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานของผู้เขียนได้เคยมีการอบรมการเข้าใช้ Cloud Drive กันมาบ้างแล้ว เราจึงแค่มีการทบทวนความจำกันสั้นๆ จากนั้นจึงเริ่มอบรมการใช้ Zoom และทดลอง video conference ที่โต๊ะทำงานตนเองก่อนเป็นเวลาอีก 1 วัน แล้วจึงให้ทดลองที่บ้านอีกเป็นเวลา 2 วัน โดยก่อนที่จะให้ work from home ทางหัวหน้าทีมจะให้ทุกคนลงโปรแกรม Team Viewer ไว้กับเครื่องที่จะใช้ทำงาน เพื่อที่หากมีปัญหา ทางหัวหน้าทีมจะได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้แบบรีโมทกันเลย ซึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะเมื่อเราเริ่ม work from home กันสองวันแรก เราต้องให้ความช่วยเหลือแบบรีโมทกับบุคลากรบางท่านเช่นกัน  ทำให้การทำงานและการประชุมผ่านไปได้อย่างราบรื่น

ดังนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงพอที่จะสรุปได้ว่า การเตรียมตัวในการ work from home นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เราจะคิดถึงแต่เรื่องของการแบ่งเวลาของตนเองในการทำงาน หรือจะหาวิธีประเมินผลงานของบุคลากรในทีมอย่างไร แต่คนในทีมทั้งหมดจำเป็นต้องพูดคุย ซักซ้อม ทำความเข้าใจร่วมกันก่อนในเรื่องของระบบต่างๆ ที่ต้องใช้ร่วมกัน รวมไปถึงวิธีการสื่อสารระหว่างกันในช่วงที่ไม่ได้ทำงานร่วมกันในที่ทำงาน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ทุกคนได้ทำงานที่บ้านได้อย่างราบรื่นไม่สะดุดนั่นเอง

โดย ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา และ ธันยกร อารีรัชชกุล

วันนี้อยากจะมาเล่าถึงประสบการณ์การใช้ Contactless Payment  ซึ่งเหมาะกับช่วงเวลา Covid 19 Outbreak เช่นนี้มาก เนื่องจากเราไม่ต้องสัมผัสกับปากกาหรือแผ่นรองเซ็นชื่อจากสถานประกอบการ และไม่ต้องจับเงินสดที่อาจมีเชื้อ Covid 19 ปนเปื้อนอีกด้วย  ซึ่งประสบการณ์การใช้ Contactless Payment นั้น จริงๆ แล้วเกิดขึ้นมาก่อนที่จะมีโรคระบาดหลายปี ด้วยความที่การจ่ายเงินด้วยระบบนี้ มันมีความสะดวกและรวดเร็ว แถมยังปลอดภัยเพราะจำกัดยอดอยู่ที่ 1,500 บาท เท่านั้น  ทำให้เราใช้ค่อนข้างบ่อย เพราะมั่นใจในความปลอดภัยของระบบ เนื่องจากเราไม่สะดวกใจในการยื่นบัตรไปให้คนแปลกหน้ารูด เพราะกังวลในการถูก copy ข้อมูล เพื่อไปทำบัตรปลอม ดังนั้นระบบนี้จึงตอบโจทย์คนเช่นเราได้เป็นอย่างดี

สำหรับประสบการณ์ในการใช้  Contactless Payment ของเรา มีทั้งการใช้ในรูปแบบของบัตรเครดิตธรรมดา และในโทรศัพท์ผ่านระบบ Samsung Pay  ในส่วนของระบบที่ผ่านทางบัตรเครดิตธรรมดานั้นไม่มีอะไรแปลกใหม่ เราเพียงแค่นำไปทาบกับเครื่องรับชำระ (Electronic Data Capture:EDC) เมื่อเครื่องอ่านเรียบร้อย บัตรก็จะถูกตัดไปตามยอดชำระ  หากบังเอิญมี error เกิดขึ้น พนักงานที่รับชำระสามารถทำการยกเลิกยอดให้เราได้ทันทีเช่นเดียวกับแบบที่เราต้องเซ็นชื่อ หรือใส่หมายเลข PIN แต่เท่าที่ใช้มาหลายครั้งนั้น ไม่เคยมียอดชำระที่ตัดเกินไป 2 ครั้งเกิดขึ้นเลย  สำหรับยอดชำระนั้น สามารถชำระได้ในหลักสิบบาท เพราะเราเคยนำไปใช้ชำระค่าโดยสารรถเมล์ได้ ซึ่งเราได้ทดลองมาแล้วกับรถเมล์สาย 522 ตอนที่นั่งกลับมาจากอนุเสาวรีย์ฯ ซึ่งตอนนั้นเราได้เห็นประกาศทางสื่อต่างๆ ว่า รถเมล์ไทยรองรับ Contactless Payment แล้ว เรากับเพื่อนจึงได้ขอลองจ่ายดูด้วยบัตรคนละใบ ซึ่งคุณพี่กระเป๋ารถเมล์ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร รับชำระอย่างเต็มใจ คาดว่าทาง ขสมก. คงได้อบรมพนักงานมาแล้วเป็นอย่างดี เราและเพื่อนจึงชำระค่าโดยสารผ่านทางระบบดังกล่าวได้อย่างสะดวกสบาย 

สำหรับในส่วนของ Contactless Payment ผ่านโทรศัพท์มือถือนั้น iPhone ของประเทศไทยยังไม่เปิดให้ใช้ระบบดังกล่าว แต่ Sumsung นั้นมีแล้ว ซึ่งนั่นก็คือ Sumsung Pay นั่นเอง แต่ก่อนจะใช้งานนั้น เราต้องทำการ add บัตรเครดิตของเราเข้าไปในระบบของ Sumsung Pay ก่อน เมื่อทำตามขั้นตอนต่างๆ ครบถ้วน และได้ virtual card ของเราปรากฏในระบบของ Sumsung Pay แล้ว เราก็สามารถชำระเงิน โดยเปิดระบบ และนำหน้าจอโทรศัพท์ที่เปิดระบบไว้ไปทาบกับเครื่องรับชำระ EDC ได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิตปกติ ระบบนี้ทำงานโดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะตัวอย่าง Magnetic Secure Transmission (MST) และ Near Field Communication (NFC) ของ Sumsung นั่นเอง ซึ่งการชำระเงินผ่านทาง Sumsung Pay นั้น แม้ว่าจะไม่ต่างจากบัตรจริงก็ตาม แต่ว่าจากประสบการณ์ของเราและเพื่อนนั้น ค่อนข้างไม่ราบรื่นนัก ไม่ใช่เพราะระบบที่ทำให้ไม่ราบรื่น แต่เป็นพนักงานรับชำระต่างหาก  เพราะทุกครั้งที่เราและเพื่อนบอกว่า จะชำระด้วยบัตรเครดิต แต่เรายกโทรศัพท์ขึ้น พนักงานมักจะเปิดระบบ QR Code (Quick Response Code) ขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากคิดว่าเราจะจ่ายด้วยการสแกน QR code จนทำให้พวกเราต้องบอกซ้ำว่า ชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่งก็ต้องรอให้พนักงานเปลี่ยนเครื่อง EDC mode รับชำระผ่านบัตคเครดิตอีกครั้ง จึงเอาโทรศัพท์ไปทาบได้ ซึ่งสร้างความงุนงงให้พนักงานบ่อยครั้ง จนหากไปร้านที่มีคนเยอะๆ เราจึงไม่กล้าที่จะชำระด้วย Contactless Payment ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะกลัวจะช้า ในการที่ต้องมาเสียเวลาอธิบายให้พนักงานฟัง เรามักจึงมักจะเลือกจ่ายด้วยวิธีนี้กับร้านประจำที่มีสัญลักษณ์ Samsung Pay เท่านั้น 

จากประสบการณ์ ที่ผ่านมา จึงพอสรุปได้ว่า เรากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านเพื่อจะเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Soceity) โดย Covid 19 อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เราเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเร็วขึ้น เพราะผู้คนจะเริ่มกลัวการติดเชื้อไวรัสจากการสัมผัสเงินสด และหันมาชำระเงินผ่าน Contactless Payment กันมากขึ้น ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจ และเปิดใจยอมรับกับ Contactless Payment ให้มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญไปกว่านั้น ก็คือ ผู้ให้บริการ ที่จำเป็นต้องอบรมพนักงานให้เข้าใจถึงเทคโนโลยี Contactless Payment ให้ดี เพื่อที่จะได้ให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและรวดเร็ว ดังเช่นคุณพี่กระเป๋ารถเมล์สาย 522 ท่านนั้น ที่สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาให้บริการได้อย่างน่าประทับใจ

โดย ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

            การบรรยายในหัวข้อ การสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดย อาจารย์บุญเลิศ อรุณพิบูลย์  ผู้อำนวยการฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมวิชาการ เรื่อง เสริมพลังการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในยุคการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การบริการความรู้แบบเสรี (Empowering S&T Research with the Openness Revolution)  ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารสถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ หลักสี่  

            หลังจากการวนหาที่จอดรถอยู่ราวๆ 20 นาที ซึ่งเราก็ไม่ได้ที่จอดจึงต้องอ้อนวอน คุณรปภ. หน้าอาคารช่วยจัดหาที่จอดให้ จึงจะได้ขึ้นไปที่ห้องประชุมซึ่งอยู่ชั้น 2 ของอาคารดังกล่าว  ทำให้พลาดพิธีเปิด แต่ก็ทันฟังอาจารย์บุญเลิศ บรรยายสาระน่ารู้เพื่อในการเตรียมเข้าสู่การสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งก่อนการบรรยายจะเริ่มนั้น อาจารย์บุญเลิศก็ได้ให้ link เพื่อเข้าไปดูสไลด์การบรรยายผ่านทางโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ซึ่งก็คือ https://padlet.com/boonlerta/opened  ในการบรรยายครั้งนี้ อาจารย์ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนที่เราจะสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลนั้น เราต้องพิจารณาว่า องค์กรของเรามีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้ขนาดไหน มีความพร้อมในด้าน human resources และ infrastructure แล้วหรือยัง เพราะการสร้างองค์ความรู้ในยุคนี้จำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้ที่อยู่ในลักษณะพร้อมใช้งาน กล่าวคือ ข้อมูลที่มีการเผยแพร่หรือเชื่อมโยงผ่านระบบดิจิทัลนั้น จะต้องนำมาใช้ต่อได้ทันที ไม่ใช่อยู่ในรูปไฟล์ PDF  เท่านั้น แต่จะต้องอยู่ในรูปแบบที่ programmer หรือ end user  สามารถนำไปเชื่อมโยงเข้าระบบของตนเองได้ทันทีโดยไม่ต้องมีการนำมาแปลงหรือพิมพ์ใหม่  ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในด้านการวางแผนทรัพยากรบุคคลและเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ให้พร้อมจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในด้านบุคคลกร จำเป็นที่จะต้องมีทักษะดิจิทัล (digital literacy) เป็นอย่างดี ต้องรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้ได้เต็มประสิทธิภาพ โดยสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังต้องวิเคราะห์พร้อมทั้งประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นได้  และยังสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาในรูปแบบของสื่อหรือสร้างเป็นข้อมูลพร้อมใช้ผ่านเครื่องมือดิจิทัลได้อีกด้วย  

            นอกจากนี้อาจารย์ยังได้กล่าวถึงแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมียุทธศาสตร์ชาติ 2561-2580 ที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งในยุทธศาสตร์ที่ 1 ก็คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประสิทธิภาพสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ  โดยเป้าหมายหลักก็คือ การพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของไทยให้มีคุณภาพและครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 2 เป็นเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยการนำเอานวัตกรรมและความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีมาในภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การสร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ห่างไกล สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้ โดยเน้นไปในเรื่องของการศึกษา การสาธารณสุข การบริการสาธารณะต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็ยังต้องให้ส่งเสริมให้ประชาชนมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล โดยสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐให้มีการจัดเก็บบริหารข้อมูลแบบบูรณาการ ไม่ซ้ำซ้อน และรองรับการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานได้ เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คล่องตัว และโปร่งใส  ยุทธศาสตร์ที่ 5 เป็นเรื่องของการพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์เน้นตั้งแต่แรกว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากแม้ว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงใด แต่หากบุคลากรไม่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีนั้น ๆ ก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นในยุทธศาสตร์นี้จึงมีแผนงานในการพัฒนาทักษะดิจิทัลในทุกสาขาอาชีพ และยังมุ่งเน้นพัฒนาความเชี่ยวชาญดิจิทัลเฉพาะด้านอีกด้วย นอกจากนี้ยังมุ่งพัฒนาผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่ฉับไวในอนาคต ยุทธศาสตร์ที่ 6 เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยจะเน้นไปที่การปรับปรุงกฎหมายดิจิทัลให้ทันสมัย ครอบคลุม และรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล มีการสร้างมาตรฐานข้อมูลที่เป็นสากลเพื่อรองรับการเชื่อมโยงและการทำธุรกรรมพร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ

            นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ อาจารย์ยังย้ำในเรื่องของความฉลาดทางดิจิทัล ซึ่งได้แก่

  1. ทักษะในการรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองในโลกออนไลน์และโลกความเป็นจริง
  2. ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว
  3. ทักษะในการจัดสรรเวลาหน้าจอ
  4. ทักษะในการคิดวิเคราะห์ข้อมูล
  5. ทักษะในการับมือภัยคุมคามทางออนไลน์
  6. ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้ทิ้งไว้บนโลกออนไลน์
  7. ทักษะในการในการรักษาความปลอดภัยของตนเอง
  8. ทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม

            ซึ่งทักษะทั้ง 8 ทักษะนี้มีความสำคัญที่บุคลากรผู้ที่จะสร้างสรรค์สร้างองค์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องมี ซึ่งรวมไปถึงผู้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลทั่ว ๆ ไปด้วย

            และสุดท้าย ก่อนที่จะจบการบรรยายนั้น อาจารย์ได้ทิ้งท้ายด้วยแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า การที่เราจะก้าวเข้าสู่ ยุคดิจิทัลระบบเปิดอย่างมั่นคงยั่งยืน เราจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการคิดใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ และเกิดกระบวนการทำงานใหม่ ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ และเกิดวิถีชีวิตใหม่ในยุค Thailand  4.0