คนที่เล่นคอมพิวเตอร์เป็นประจำมักจะเกิดโรค CTS หรือ โรค Carpal Tunnel Syndrome ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเกิดจากการที่เพิ่มหนาขึ้นของพังผืดบริเวณช่องเส้นเอ็นตรงข้อมือ (ปกติตรงข้อมือของคนเราจะมีเส้นเอ็นข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงเส้นประสาทที่วิ่งผ่าน) เนื่องจากการใช้เมาส์โดยใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน  หรือการกดคีย์บอร์ด 

โรค CTS หรือ โรค Carpal Tunnel Syndrome

เกิดจากการที่เส้นประสาทที่วิ่งผ่านท่อนแขนจากข้อศอกไปยังข้อมือได้รับแรงกดซ้ำ ๆ หรือ เกิดจากการเพิ่มหนาขึ้นของพังผืดที่บริเวณอุโมงค์ข้อมือกดทับเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณแขนและมือ และเป็นเส้นประสาทที่รับความรู้สึกบริเวณฝ่ามือ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง  เส้นประสาทนี้จะเดินทางตั้งแต่บริเวณต้นคอจนถึงปลายนิ้วมือ

ลักษณะผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค

  1. ผู้ที่ใช้ข้อมือทำงานในท่าเดิมๆ 
  2. ผู้ที่ต้องใช้มือหรือข้อมือมากๆในชีวิตประจำวัน
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อปลายประสาท เช่น โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ
  4. หญิงตั้งครรภ์ระยะใกล้คลอด
  5. ผู้ที่ใช้มือและข้อมือติดต่อกันเป็นเวลานานๆ แม้จะเป็นงานเบาๆ
  6. ผู้ที่ใช้ข้อมือกระดกขึ้นลงบ่อยๆ หรือทำงานที่มีการสั่นสะเทือนของมือและแขนอยู่เป็นเวลานาน 

อาการของโรค CTS

  • ชาหรือปวดบริเวณมือ ในบางรายอาจมีอาการได้ทั้งฝ่ามือ มักมีอาการชัดในมือข้างที่ถนัด บางรายอาจเป็นทั้ง 2 ข้าง ส่วนมากมักเป็นเวลากลางคืน หลังจากนอนหลับบางครั้งอาจตื่นขึ้นมาจากอาการปวด แต่เมื่อสะบัดมือแล้วอาการจะดีขึ้นชั่วคราว
  • ถ้าเส้นประสาทถูกกดทับมากขึ้น จะทำให้อาการอ่อนแรงของมือ หยิบจับของลำบาก หรือถือของหล่นบ่อยๆ และทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือลีบลง
  • จะพบได้บ่อยสำหรับเพศหญิง มากว่าเพศชาย
  • อายุที่พบบ่อย ประมาณ 35-40 ปี
  • มักพบในผู้ที่มีข้อมือค่อนข้างกลม

การรักษา

  1. หลีกเลี่ยงการกระดกข้อมือขึ้นลงในกิจวัตรประจำวัน โดยการเปลี่ยนมาใช้ข้อศอกหรือข้อไหล่ในการทำกิจกรรม เพื่อลดอาการอักเสบบริเวณข้อมือ
  2. การทำกายภาพบำบัด การบริหารมือ ซึ่งจะได้ผลดีในผู้ที่เริ่มต้นมีอาการไม่มาก
  3. การใส่เครื่องช่วยพยุงมือในเวลากลางคืน   จะช่วยจัดท่าของข้อมือให้อยู่ในท่าที่ดีที่สุดเวลานอน เพื่อช่วยลดอาการปวดและเป็นการเตือนผู้ป่วยไม่ให้กระดกข้อมือมากเกินไป
  4. แบบให้ยา ถ้าเพิ่งเริ่มเป็นอาจจะกินยาแก้ปวดแล้วก็พักข้อมือหยุดการเคลื่อนไหวอาการก็อาจทุเลาและหายไปได้เองโดยตรง
  5. การผ่าตัด  พิจารณาในผู้ที่มีอาการค่อนข้างมากได้ผลดี  หลังผ่าตัดแล้วผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เลยและหลังจากที่แผลหายดีแล้ว    ควรจะมีการฝึกการบริหารมือและข้อมือ   เพื่อให้เส้นเอ็น     และเส้นประสาทของมือเคลื่อนไหวได้สะดวก   ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเจ็บบริเวณแผลผ่าตัด  ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการทำกายภาพบำบัด เช่น การนวดหรือลูบเบาๆ บริเวณแผล การใช้ความร้อน  ความเย็น

ที่มาข้อมูล

โรงพยาบาลลาดพร้าว แพทย์เฉพาะทางเวศศาสตร์ฟื้นฟู

จับฉ่ายดอทคอม

กระทรวงสาธารณสุขได้เตือนถึงปัญหาสุขภาพที่จะเกิดกับคนไทยที่ใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ เนื่องจากปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น การที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์และทำงานที่นั่งอยู่กับที่เช่นนี้ ส่งผลให้คนไทยออกกำลังกายน้อยลง  จนเกิดปัญหาโรคอ้วน สำหรับในเด็กนั้น นอกจากขาดการออกกำลังกายจนเกิดปัญหาโรคอ้วนแล้ว การเล่นคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยังส่งผลให้ขาดทักษะในการเข้าสังคมอีกด้วย
นอกจากนี้ปัญหาที่พบบ่อย ๆ เมื่อต้องนั่งปฏิบัติงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ก็คือ ปัญหาความล้าของสายตา ซึ่งเกิดจากการมองทั้งจอภาพ แป้นพิมพ์ และเอกสารสลับกันไปมา รวมทั้งระยะความห่างที่แตกต่างกันในการมองเห็น ทำให้สายตาต้องปรับโฟกัสตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดความล้าของสายตา นอกจากนี้การใช้สายตาเพ่งนาน ๆ ยังอาจทำให้ตาแห้งและเกิดระคายเคืองตาได้ อีกทั้งยังจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคต้อหิน
ปัจจุบันมีปัญหาทางสุขภาพใหม่ ๆ ที่สามารถเกิดกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ ได้อีก ดังนี้
  • อาการ Cumulative Trauma Disorders (ความผิดปกติจากอุบัติภัยสะสม) เป็นอาการสึกหรอสะสมของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เส้นประสาทรับรู้ กระดูก และข้อต่อ อันเป็นผลที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บ ปวด เหน็บชา รู้สึกร้อนวูบวาบ เคลื่อนไหวได้จำกัด หรือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
  • โรค Hurry Sickness (โรคทนรอไม่ได้)  มักจะเกิดกับผู้ที่เล่นอินเทอร์เน็ต โดยจะมีอาการเป็นคนขี้เบื่อ หงุดหงิดง่าย ใจร้อน เครียดง่าย ทนรอเครื่องดาวน์โหลดนาน ๆ ไม่ได้ กระวนกระวาย หากมีอาการมาก ๆ ก็จะเข้าข่ายโรคประสาทได้
  • โรคภูมิแพ้ เกิดจากการแพ้สารที่ชื่อว่า Triphenyl  Phosphate ซึ่งมีการใช้สารนี้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในจอวีดีโอ และจอคอมพิวเตอร์ โดยพบว่าเมื่อจอคอมพิวเตอร์ร้อนขึ้นจะเกิดการปล่อยสารเคมีดังกล่าวออกมา ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น คัน คัดจมูก และปวดศีรษะ นอกจากนี้หากสภาพภายในห้องทำงานมีเนื้อที่จำกัด อากาศไม่มีการไหลเวียนที่ดีเครื่องคอมพิวเตอร์ก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

การป้องกัน

  • ติดแผ่นกรองแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ วิธีนี้สามารถลดระดับปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาจากจอภาพลงได้บ้าง แต่ไม่สามารถลดลงได้ทั้งหมด วิธีนี้ทำให้ผู้ใช้งานเกิดความสบายใจ คลายความกังวลลงได้บ้าง นอกจากนี้ยังช่วยลดแสงจ้า แสงสะท้อนเข้าสู่ตา และไฟฟ้าสถิตย์ได้ระดับหนึ่ง ทำให้ดวงตามีอาการล้าลดลง
  • ควรพักสายตาประมาณ 10 นาทีต่อชั่วโมง หรือพักทุก 15 นาที ต่อ 2 ชั่วโมง เช่น หลับตา มองไปไกลๆ มองวิวธรรมชาติ พวกใบไม้ ดอกไม้ หรือเปลี่ยนอิริยาบทโดยการเดิน การแข่วงแขนไปมาประมาณ 5-10 นาที หรือดูสิ่งพิมพ์ตัวโตๆ โดยควรทำงานกับจอภาพไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง

ข้อมูลที่มา       

  • นิตยสาร Health Today
  • โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อำนวยการกองเวชศาสตร์ฟื้นฟู
  • การจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

เวลาที่เราเห็นคนที่มีความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู เรามักจะสงสัยว่าเขาเป็นโรคอะไร โดยเฉพาะในสมัยโบราณมีผู้เชื่อว่าคนที่เป็นโรคติดต่อชนิดนี้เป็นผู้ที่ประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขัดต่อข้อห้ามทางศาสนาหรือประเพณีต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิด ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันดีกว่า โรคนี้เรียกว่า โรคเรื้อน

โรคเรื้อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ ไมโคแบคทีเรีย เลแปร (Mycobacterium lepreae) ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ วัณโรค แต่อาการจะไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้ ตรงกันข้ามกลับมีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ จนในระยะหลังทำให้เกิดความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ซึ่งหากมารับการรักษาเสียแต่ในระยะเริ่มแรก ก็สามารถหายได้ง่าย และไม่ก่อเกิดความพิการดังกล่าว

อาการของโรค

เชื้อโรคเรื้อน ก่อให้เกิดอาการของโรคที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย การอักเสบของเส้นประสาทส่วนปลายจะทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมด้วยเส้นประสาทเส้นนั้นฝ่อลีบไป ทำให้มือเท้าหงิกและกุดได้ในระยะท้ายของโรค

โดยในระยะแรกของโรคมักจะมีผื่นจำนวนเล็กน้อย ผื่นมักจะมีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่น ไม่มีเหงื่อออก และขนร่วง บางรายมีผื่นเพียงแห่งเดียว หากได้รับการรักษาตั้งแต่ในระยะนี้ก็จะหายสนิท และไม่เกิดความพิการใด ๆ เหลืออยู่

แต่หากปล่อยทิ้งเนิ่งนานเป็นเดือน เป็นปี หรือหลาย ๆ ปี โรคจะลุกลามอย่างช้า ๆ มีผื่นจำนวนมากขึ้น ซึ่งระยะนี้ผื่นจะมีสีแดงก่ำ ผิวเป็นมัน ขนคิ้วร่วง จมูกยุบ ใบหูหนาและบิดรูป ซึ่งในระยะนี้แม้จะรักษาจนหายจากโรคแต่จะไม่สามารถแก้ไขความพิการดังกล่าวได้

การรักษา

รับประทานยาตามแบบแผนที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลกตามความรุนแรงของโรค โดยผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกที่มีอาการน้อย จะต้องรับประทานยานาน 6 เดือน ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการมาก จะต้องรับประทานยานาน 2 ปี

ซึ่งผู้ป่วยที่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะหายจากโรคและไม่แพร่เชื้อไปติดต่อกับผู้อื่น

เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และไม่มียาป้องกันการเกิดโรค ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเรื้อน จึงควรสำรวจผื่นผิวหนังตามร่างกาย หากมีผื่นที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเรื้อนในระยะเริ่มแรก ซึ่งมักมีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่น จะไม่มีเหงื่อออกและขนร่วง ให้รีบไปปรึกษาแพทย์

ดังนั้นหากไม่แน่ใจ เมื่อเกิดผื่นที่มีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจ ดีกว่าไปหาซื้อยามาทาเอง

ที่มา : สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 กทม. และ ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะนำวิธีป้องกันอัคคีภัยเบื้องต้น ผู้อาศัยในแต่ละบ้าน ควรหมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟฟ้า ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย และติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ภายในบ้าน ไม่ควรจุดธูปเทียนทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแล ปิดสวิตซ์ และถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังเลิกใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า ป้องกันการเกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจร ที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้

สำหรับบ้านหรือห้องที่ติดตั้งเหล็กดัดกันขโมยตามประตู หรือหน้าต่าง ควรทำช่องที่สามารถเปิดออกด้วยการไขกุญแจอย่างน้อย 1 บาน และควรเก็บกุญแจไขเปิดไว้ในที่ซึ่งสามารถหยิบใช้ได้ง่าย

ส่วนผู้ที่เข้าไปในอาคารที่ไม่คุ้นเคย ควรสังเกตทางหนีไฟที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างน้อย 2 แห่ง พร้อมกับมองหาตำแหน่งของอุปกรณ์ดับเพลิง

กรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ควรต้องสติ ไม่ตื่นตระหนก และปฏิบัติตามวิธีดังต่อไปนี้

  1. ตะโกนหรือส่งสัญญาณแจ้งเหตุให้ผู้อื่นทราบทันที
  2. รีบออกจากอาคารอย่างเป็นระเบียบโดยเร็วที่สุด และไม่ควรกลับเข้าไปในอาคารอีก
  3. หากต้องอพยพออกจากห้อง ควรใช้มือสัมผัสบริเวณผนังหรืออังใกล้ ๆ ลูกบิดประตู ถ้ามีความร้อนสูง แสดงว่าเกิดเพลิงไหม้บริเวณใกล้ ๆ ห้ามเปิดประตูโดยเด็ดขาด
  4. ควรหนีไฟลงด้านล่างของอาคาร โดยใช้บันไดหนีไฟด้านนอกอาคาร เนื่องจากลักษณะบันไดภายในอาคารเป็นเหมือนช่อง โพรง ที่เสริมให้เปลวไฟพุ่งขึ้น และลุกลามอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าลงทางบันไดไม่ได้ ให้ลงทางหน้าต่าง โดยใช้เชือก หรือผ้ายาวผูกตัวแล้วโหนลงมา ส่วนการกระโดดลงจากอาคาร ควรมีเบาะหรือฟูกที่นอนรองรับ
  5. ห้ามใช้ลิฟท์ เพราะขณะเกิดเพลิงไหม้ ไฟฟ้าจะดับ ทำให้ลิฟท์ค้าง จะทำให้ด้านในของตัวลิฟท์ไม่มีอากาศ
  6. หากเส้นทางหนีไฟเต็มไปด้วยกลุ่มควันให้ใช้ผ้าชุบน้ำมาคลุมตัว และปิดจมูก ป้องกันการสำลักควัน แล้วหมอบคลานเนื่องจากอากาศบริสุทธิ์จะอยู่ด้านล่าง(เหนือพื้น)
  7. ไม่ควรหนีไฟเข้าไปหลบในห้องต่าง ๆ ที่เป็นจุดอับภายในอาคาร เช่น ห้องน้ำ ที่แม้ในช่วงแรกจะปลอดภัย แต่เมื่อไฟลุกลาม น้ำที่อยู่ในห้องอาจไม่เพียงพอสำหรับดับไฟ และความร้อนของไฟจะส่งผลให้น้ำมีความร้อนสูงขึ้นจนสามารถลวกให้เสียชีวิตได้
  8. กรณีติดอยู่ในห้องที่ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ ให้ปิดประตูหน้าต่าง ใช้ผ้าชุบน้ำอุดตามช่องว่างทั้งหมดป้องกันควันลอยเข้าไป และรีบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เช่น โทรศัพท์ โบกผ้า หรือเป่านกหวีด
  9. หากถูกไฟไหม้ติดตัว อย่าใช้มือตบไฟ เพราะจะทำให้ไฟลุกลามมากขึ้น ให้ถอดเสื้อผ้าออกทันที แล้วล้อมตัวลงที่พื้น กลิ้งตัวไปมาเพื่อดับไฟ กรณีที่ไฟไหม้ร่างกายผู้อื่น ให้ใช้ผ้าห่มพันตัวหลาย ๆ ชั้น จนกว่าไฟจะดับ แล้วใช้น้ำราดตัว แล้วห่มด้วยผ้าแห้ง
  10. ถ้าจำเป็นต้องวิ่งฝ่าเปลวไฟให้ใช้ผ้าชุบน้ำจนเปียกคลุมตัวก่อนวิ่งฝ่าออกไป

ทั้งนี้ จงอย่าลืมว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการหนีรอดจากเหตุอัคคีภัย คือ การมีสติเป็นอันดับแรก เพราะจะทำให้คุณสามารถหนีเอาตัวรอด และช่วยเหลือผู้ร่วมชะตากรรมให้ออกมาจากบริเวณดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย

ที่มา: เดลินิวส์

“ไฟคนละแบบ วิธีดับ…วิธีจัดการก็คนละอย่าง”
ฉาดเฉลียว และ ฉานฉลาด บุนนาค สองพี่น้องผู้เชี่ยวชาญการผจญเพลิงภายในอาคาร บริษัท ดี.ดี.ไฟร์ แอนด์ เซฟตี้ บอก

 

เพลิงไหม้แยกได้เป็น 4 ประเภท

 • ประเภท A ไฟไหม้วัสดุที่ใช้น้ำดับได้ เช่น ไม้ ผ้า พลาสติก กระดาษ โฟม
• ประเภท B ไฟไหม้ของเหลวและแก๊สที่ติดไฟ เช่น น้ำมัน แอลกอฮอล์ เหล้า ทินเนอร์
• ประเภท C ไฟไหม้จากกระแสไฟฟ้า เกี่ยวกับผู้ปฏิบัติให้ระวังตัวขณะปฏิบัติงาน
• ประเภท D ไฟไหม้โลหะติดไฟ เช่น แมกนีเซียม โซเดียม โปแตสเซียม

 

เพลิงไหม้ยังอาจแยกช่วงออกเป็น 4 เฟส…

เฟสที่ 1: ธรรมชาติไฟอาคาร จุดเริ่มเฟสแรกอาจมีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส วัดที่อุณหภูมิห้อง ช่วงเริ่มนี้ ไฟไม่ทำให้บรรยากาศเปลี่ยน แต่มีกลุ่มควันเกิดขึ้นเยอะแบบฟุ้งๆ …ช่วงไฟไหม้เฟสแรก ยังมี 4 ปัจจัยหลักสนับสนุน…

Read more »

โดยปกติคนเราไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรืออดมื้ออาหาร เพียงแค่รู้จักควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่บริโภคในแต่ละวันให้ไม่มากเกินความต้องการของร่างกายเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว หากวันไหนคุณรู้สึกอยากทานอะไรที่มีปริมาณแคลอรี่* ที่มาก คุณก็สามารถทานได้ เพียงแต่ในมื้ออื่น ๆ ของวันนั้น คุณควรเลือกอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่น้อย แต่อิ่มท้อง แค่นั้นก็เท่ากับว่าคุณสามารถควบคุมอาหารได้อย่างมีความสุขแล้ว มาดูกันดีกว่าค่ะว่า ปริมาณแคลอรี่ในอาหารแต่ละชนิด มีค่าโดยประมาณเป็นเท่าไหร่กัน

* แคลอรี (Calorie) เป็นหน่วยวัดพลังงานอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปการวัดหน่วยพลังงานมักใช้หน่วย “จูล” ซึ่งเป็นมาตราเอสไอสำหรับการวัดพลังงาน ส่วนแคลอรีมักใช้ในการวัดหน่วยพลังงานอาหาร ซึ่ง 1 แคลอรี มีค่าเท่ากับพลังงานที่ต้องใช้เพื่อทำให้อุณหภูมิของน้ำ 1 กรัม เพิ่มขึ้น 1 °C หรือมีค่าประมาณ 4.184 จูล

หมวด ก
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่,เส้นเล็ก ๑/๒ ถ้วยตวง (๖๕ กรัม) ๖๘ แคลอรี่
กุ้งชีแฮ้ ๙-๑๐ ตัว ๕๕ แคลอรี่
ไก่ทอด ๑ น่อง (๓๐ กรัม) ๗๓ แคลอรี่
ไก่ทอด ๑/๒ อก (๙๐ กรัม) ๑๕๕ แคลอรี่
ไก่ทอด (ส่วนเนื้อและมัน) น่องและตะโพก (๑๐๐ กรัม) ๒๕๔ แคลอรี่
ไก่ย่าง ๑/๔ ตัว ๒๒๐ แคลอรี่
กะทิ ๑ ช้อนโต๊ะ (๑๔ กรัม) ๔๕ แคลอรี่
แกงจืดผักกาดขาวหมูสับ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๕๐ แคลอรี่
แกงจืดผักตำลึงหมูสับ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๕๐ แคลอรี่
แกงจืดฟักกับไก่ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๕๐ แคลอรี่
แกงหน่อไม้กับไก่ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๓๗ แคลอรี่
แกงจับฉ่ายกับซี่โครงหมู ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๑๐๐ แคลอรี่
แกงจืดวุ้นเส้น ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๕๔ แคลอรี่
แกงจืดจับฉ่าย ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๖๗ แคลอรี่
แกงจืดผักกวางตุ้ง ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๔๐ แคลอรี่
แกงจืดเต้าหู้ขาวหมูสับ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๕๑ แคลอรี่
แกงต้มยำไก่ (ไม่ติดมัน) ๑ ถ้วย (๑๒๐ กรัม) ๕๕ แคลอรี่
แกงต้มยำปลาหมึก ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๗๓ แคลอรี่
แกงต้มยำเนื้อ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๑๐๘ แคลอรี่
แกงต้มยำปลาทู ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๖๔ แคลอรี่
แกงต้มกะทิกับปลาทู ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๑๐๐ แคลอรี่
แกงมัสมั่นเนื้อ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๑๖๒ แคลอรี่
แกงกะหรี่เนื้อ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๑๓๔ แคลอรี่
แกงเผ็ดเนื้อ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๑๑๙-๑๖๓ แคลอรี่
แกงต้มข่าไก่ ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๑๑๘ แคลอรี่
แกงคั่วหน่อไม้ดอง ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๗๖ แคลอรี่
แกงส้มถั่วฝักยาว ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๑๐๐ แคลอรี่
แกงเลียงนพเก้า ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๕๒ แคลอรี่
แกงต้มโคล้ง ๑ ถ้วย (๑๐๐ กรัม) ๕๕ แคลอรี่
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับ ๑ จาน (๒๑๑ กรัม) ๒๑๔ แคลอรี่
ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำ ๑ ชาม (๓๒๒ กรัม) ๒๗๖ แคลอรี่
ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว ๑ จาน ๔๒๕ แคลอรี่
ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ๑ จาน ๔๑๑ แคลอรี่
ก๋วยเตี๋ยวหลอด ๒ อัน (๗๐ กรัม) ๑๐๐ แคลอรี่
กระหรี่พัฟ ๑ ตัว (๓๘ กรัม) ๑๕๗ แคลอรี่
เกรวี่ ๒ ช้อนโต๊ะ ๓๕ แคลอรี่
กล้วยฉาบ ๗ ชิ้น ๒๐๐ แคลอรี่
กล้วยแขก ๕ ชิ้น ๒๕๒ แคลอรี่
กล้วยไข่เชื่อม ๒ ผล ๑๗๗ แคลอรี่
กล้วยต้มจิ้มมะพร้าว ๒ ผล ๑๘๐ แคลอรี่
กล้วยบวดชี ๔ ชิ้น ๑๒๙ แคลอรี่
กาแฟร้อน ๑ ถ้วย ๑๐๗ แคลอรี่
กระเพาะปลา ๑ ชาม (๒๓๘ กรัม) ๑๓๙ แคลอรี่

คลิกที่  more  เพื่อดูหมวดลำดับต่อไป…

Read more »