กวาวเครือ

กวาวเครือจัดเป็นพืชวงศ์ถั่วพบทั่วไปตามป่าเบญจพรรณมีมากทาง ภาคเหนือ ที่พบในประเทศไทยมี 4 ชนิด คือ กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กวาวเครือมอ และกวาวเครือดำ ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกวาวเครือขาวซึ่งเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ ที่กล่าว ถึงกันอย่างแพร่หลายและมีงานวิจัยออกมามากมาย

กวาวเครือขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pueraria mirifica Airy Shaw and Suvathbandhu
วงศ์ : Leguminosae
ชื่ออังกฤษ : Kwao Khreu
ชื่อท้องถิ่น : กวาวเครือขาว (ภาคเหนือ) ตามจองหอง (ชุมพร) กวาวหัว ทองกวาว กวาวเครือ ตานเครือ โมะตะถู (กระเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ทองเครือ กว๋าวเครือ จานเครือ (อีสาน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้เถาเนื้อแข็ง ลักษณะ ต้น เป็นเครืออาศัยพันต้นไม้อื่น หรือ เลื้อยไปตามพื้นดิน ก้านหนึ่งมี ใบ ย่อย 3 ใบออกดอกเป็นช่อโปร่ง สีม่วง เป็นช่อยาวประมาณ 30 ซม. มี หัว ที่บริเวณราก หัวค่อนข้างกลมขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นกับสภาพดิน ดอก จะแปรเปลี่ยนเป็นฝักคล้ายฝักถั่วแบบ มีขนสั้นๆ มีเมล็ด 3-7 เมล็ดต่อฝัก เมื่อ ฝัก แก่เมล็ดภายในจะมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว มีสีน้ำตาลลายจุด ความยาวประมาณ 3-4 มม. สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดและการทอดเครือส่วนที่ใช้และสรรพคุณ : ส่วนหัว จากการทดลองในคน อาสาสมัครกินได้นอนหลับ ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น เต่งตึง มีน้ำมีนวล รอยตีนกาหายไป ทรวงอกเต่งตึง สายตาและความจำดีขึ้น ไม่อ่อนเพลีย มีกำลังดี ลดกำหนัดได้ ช่องคลอดไม่แห้ง มีประจำเดือนกลับมาอีก เส้นผมหงอกกลับดำ ผมดกขึ้น แก้ปวดเมื่อยตามตัว สำหรับผู้ชาย ถ้าเด็กหนุ่มกิน นมจะแตกพาน ตั้งเต้า ลดกำหนัด ใช้เป็นอาหาร

หัวกวาวเครืออ่อน อายุไม่เกิน 1 ปี ขนาดครึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัม นำมาบริโภคได้เหมือนไม้หัวชนิดอื่น เช่น มันต่างๆ กลอย หรือ หัวบุก สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ เช่น แกงบวดกวาว กวาวแช่อิ่ม กวาวเชื่อม กวาวอบคลุกน้ำตาล ข้าวเกรียบกวาว กวาวทอด ทับทิมกรอบกวาว กวาวลอยแก้ว กวาวผัดกุ้งสด เปลือกและเถา แก้พิษงู

ตามตำราไทย ใช้หัวกวาวเครือขาวที่บดเป็นผงปั้นผสมน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 1 เม็ด เท่าเม็ดพริกไทย

สารสำคัญ :

  • สารกลุ่มโครมีน (chromene) ได้แก่ ไมโรเอสตรอล (miroestrol) เป็นสารมีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ตัวที่พบมาก คือ กวาคูริน (kwakhurin) และกวาคูรินไฮเดรต (kwakurin hydrate) นอกจากนี้ยังพบสารฟลาโวนอยด์ตัวอื่น เช่น ดาอิดเซอิน (daidzeine) มิริฟิซิน (mirificin) เจนิสเตอิน (genisteine) ซึ่งสารกลุ่มนี้จะพบมากในถั่วเหลืองมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง และพบว่ามีฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนที่น้อยมากจนถือว่าไม่มีฤทธิ์ จึงสามารถใช้เป็นอาหารได้
  • สารกลุ่มคูมารินส์ (coumarins) ได้แก่ คูเมสตรอล (coumestrol) มิริฟิคูเมสแทน (mirificoumestan) มิริฟิคูเมสแทนไกลคอล (mirificoumestan glycol) และ มิริฟิคูเมสแทนไฮเดรต (mirificoumestan hydrate)
  • สารกลุ่มสเตอรอยด์ (steroids) ที่พบ ได้แก่ บีตาซิโตสเตอรอล (b-sitosterol) สติกมาสเตอรอล (stigmasterol) และ พูราเรียมิริฟิกาสเตอรอล (pueraria mirifica sterol)
  • สารประกอบอื่นๆ เช่น ซูโครส แคลเซียมออกซาเลต ลิเทียม โพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน ใยอาหาร
  • สารพิษได้แก่ butanin

ข้อควรระวัง :

  1. ห้ามคนหนุ่มสาวรับประทาน
  2. ผู้ได้รับยาส่วนใหญ่มีอาการข้างเคียง ได้แก่ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เต้านมขยายขนาด
  3. การใช้พบว่ายังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการรับยาเกินขนาดและยังขาดข้อมูลด้านความเป็นพิษ และการศึกษาขั้นคลินิกเพื่อศึกษาผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาว
  4. แพทย์พื้นบ้านแนะนำไม่ควรรับประทานมากหรือต่อเนื่องนานเกินไป จะทำให้มีอาการเต้านมโตเกินไป เต้านมดานแข็งเป็นก้อน และอาจทำให้เกิดเป็นลมสาน (เนื้องอกหรืออาจเป็นมะเร็ง) ที่เต้านมได้
  5. สำหรับผู้ชายหากรับประทานมาก จะมีเยื่อหุ้มที่อัณฑะหนาตัวขึ้นและอาจนำไปสู่การเป็นลมสาน (มะเร็ง) ที่อัณฑะได้
  6. ถ้ารับประทานมากจะทำให้เกิดอาการท้องอืดอย่างชัดเจน หมอพื้นบ้านจึงต้องให้รับประทานสมุนไพรที่มีส่วนรักษาท้องอืดร่วมด้วย เช่น ตรีกฏุก พริกไทย

1 thought on “กวาวเครือ

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *