Digital TV

ระบบดิจิทัล ทีวี ( Digital TV )

เดิมระบบทีวี เป็นการรับสัญญาณแบบ Analog TV คือ ใช้สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็นตัวส่งสัญญาณ และใช้เสาอากาศที่ติดตั้งตามบ้านเป็นตัวรับสัญญาณ หรือที่เรียกว่า “เสาหนวดกุ้ง” ความคมชัดจะขึ้นอยู่กับระยะทาง

ต่อมาได้มีการพัฒนาจนเกิดเป็นระบบโทรทัศน์ดาวเทียม (Satellite TV) ขึ้น เช่น True Vision , GMM-Z , D-TV โดยเราสามารถรับสัญญาณดิจิทัลโดยตรงจากจานดาวเทียม (จานเหลือง จานแดง จานส้ม) จากนั้นมาทำการถอดรหัสสัญญาณดิจิทัลเป็นอนาล็อกที่กล่อง Set Top Box แล้วจึงส่งสัญญาณเข้าทีวีเราอีกที ทั้งนี้สำหรับกล่อง Set Top Box ที่มีช่อง Output เป็น HDMI เราถือว่ามีความสามารถในการรองรับระบบดิจิทัล

ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบส่งสัญญาณแบบใหม่ที่จะมาแทนที่การส่งแบบระบบอนาลอก ทีวี (Analog TV) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งตัวเครื่องจำเป็นต้องมีภาครับ หรือ Digital Tuner ที่มีมาตรฐาน DVB-T2 หรือใช้กล่อง Set top Box เป็นตัวรับสัญญาณและเชื่อมต่อเข้าทีวีอีกที ซึ่งระบบนี้จะทำให้เราได้รับชมภาพที่มีความคมชัดสูงแบบ High- Definition หรือ HD ได้ และสามารถรับชมกับโทรทัศน์แบบ Wide Screen 16:9 ได้อย่างเต็มจอ โดยอัตราส่วนไม่ผิดเพี้ยน จะไม่เกิดมีอาการสัญญาณขาดๆหายๆแต่จะเกิดอาการรับสัญญาณได้ คือมีภาพขึ้น กับ รับสัญญาณไม่ได้ คือภาพไม่ขึ้นแทน

สำหรับประเทศไทยเลือกใช้ระบบ DVB-T2 หรือ (Digital Video Broadcasting – Terrestrial 2nd generation) ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ที่มีช่องสัญญาณมากกว่าแบบ Terrestrial เดิมถึง 1.5 เท่า สามารถส่งสัญญาณที่มีความละเอียดสูงแบบ HD หรือ Full HD ได้ และมีระยะส่งที่ไกลกว่าเดิม โดยมาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งหมดตกลงใช้ร่วมกัน

วิธีที่จะทำให้สามารถรับชมในระบบดิจิทัล ทีวีได้นั้นมี 2 วิธี คือ

  • ใช้กล่องรับสัญญาณ Digital TV หรือ ( Set Top Box ) ที่สามารถรับสัญญาณ DVB-T2 ได้
  • ใช้ทีวีที่มี Digital Tuner แบบ DVB-T2 ในตัว

3G และ 4G เทคโนโลยีใหม่มาแรง

ยุค 1G (ปี 1981)

โทรศัพท์เป็นแบบเซลลูล่าอันใหญ่ๆ ใช้สัญญาณอนาลอก หรือสัญญาณคลื่นวิทยุ  เป็นการใช้โทรศัพท์เพื่อพูดคุยได้อย่างเดียว

ยุค 2G (ปี 1992)

โทรศัพท์เป็นแบบใช้ระบบดิจิตอล คือการนำสัญญาณเสียงมาบีบอัดให้เล็กลงจนเป็นสัญญาณอิเล็กโทรนิค

โทรศัพท์ก็สามารถถ่ายรูปได้ ส่งข้อความได้ ส่งอีเมล์ได้ แต่ยังติดขัดอยู่ในเรื่องของสัญญาณที่ติดๆ ขัดๆ เวลาเคลื่อนไหว

ยุค 3G (ปี 2001)

ระบบโทรศัพท์ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้สามารถทำให้การพูดคุยแบบเห็นหน้ากันได้

นั่นคือระบบมีความสามารถในการเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลภาพเคลื่อนไหวและเสียงได้พร้อมๆกันตลอดเวลาด้วยความเร็วที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เราสามารถดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆที่ใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลมากๆบนเครือข่ายอินเตอร์เนตได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

การคิดราคาจึงคิดตามอัตราการโหลดข้อมูล

ซึ่งในยุคนี้ ซอฟท์แวร์ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโทรศัพท์

นั่นคือ โทรศัพท์จะสามารถส่งสัญญาณควบคุมสิ่งของที่บ้านได้ เช่น ส่งให้เปิดปิดตู้เย็น เปิดปิดหม้อหุงข้าว เป็นต้น

ยุค 4G

เป็นยุคของเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ ที่ใช้เทคโนโลยี LTE หรือ Long Term Evolution

เป็นยุคที่การเข้าถึงข้อมูลสามารถทำได้ในลักษณะที่เป็นสากล และมีความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้น

เป็นยุคที่รองรับการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง

เครือข่ายมีความสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายในระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 100 Mbps – 1024 Mbps (1Gbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G เดิมถึง 7 เท่า ส่งผลให้

  • สามารถใช้งานมัลติมีเดียที่ดีขึ้น
  • สามารถรับส่งข้อมูลในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นกว่า
  • สามารถถ่ายทอดสดแบบ Live Broadcast
  • สามารถรับส่งข้อมูลในลักษณะ Realtime
  • สามารถประชุมทางไกลแบบ Interactive ที่ช่วยให้โต้ตอบแบบทันที

เพียงแค่มี Aircard 4G และ Wifi Adaptor ก็สามารถแชร์สัญญาณ 4G ให้กับอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณ Wifi ให้สามารถใช้งานพร้อมกันได้

NFC คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

NFC หรือ Near Field Communication

เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะสั้น ซึ่งถูกพัฒนาขึ้น โดย Sony และ NXP

เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่ 13.56 MHz บนพื้นฐานมาตรฐาน ISO14443 เพื่อให้อุปกรณ์พกพาสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ง่ายขึ้น เพียงแต่นำอุปกรณ์ทั้งสองเครื่องมาวางชิดกันหรือแตะกันเท่านั้น

เทคโนโลยีนี้มีลักษณะการทำงานคล้ายกับการเชื่อมต่อแบบบลูทูธ แต่มีระยะสั้นกว่าและแคบกว่า โดยผู้ใช้งานนั้นจะต้องนำอุปกรณ์มาไว้ในระยะสัมผัสได้เสียก่อน จึงจะสามารถเชื่อมต่อกันได้

ปัจจุบัน บริษัท NTT Docomo ได้นำเทคโนโลยี NFC มาใช้สำหรับการจ่ายเงิน และทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ผ่านการสัมผัสที่จุดบริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว

NFC มีโหมดในการใช้งาน 3 โหมดดังนี้

  • NFC Card Emulation Mode ทำงานเสมือนเป็นบัตร Contactless นั่นคือ อุปกรณ์มือถือตามมาตรฐาน NFC จะสามารถทำงานเหมือนกับ Contactless Smart Card เพื่อใช้ในการทำธุรกรรม เช่น Touch SIM จาก True ซึ่งใช้กับระบบ Truemoney หรือ บัตรเครดิต Visa Wave เป็นต้น
  • Peer-to-Peer Mode เป็นการทำงานในลักษณะแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ NFC ด้วยกัน คล้ายกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยการจับคู่ (Pair) ผ่าน Bluetooth แต่ทำแค่เลือกข้อมูลที่ต้องการแลกเปลี่ยนแล้วนำอุปกรณ์ NFC ที่รองรับโหมดนี้มาแตะกัน ข้อมูลก็จะทำการถ่ายโอนกันระหว่างเครื่อง ซึ่งรัศมีทำการของ NFC อยู่ในระดับน้อยกว่า 10 ซม.
  • Reader/Writer Mode ซึ่งในโหมดนี้อุปกรณ์ NFC สามารถทำตัวเสมือนเป็นเครื่องอ่านเขียน Contactless Smart Card (หรือบางครั้งเรียกว่า Tag) โดยจะสามารถอ่านข้อมูลจาก Tag ที่ติดอยู่ใน Smartposter หรือจุดให้บริการข้อมูล โดยในโหมดนี้ปัจจุบันถูกนำไปประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการขาย เหมือนกับลักษณะของการแจกคูปองส่วนลดสำหรับ 50 คนแรกที่มาอ่านโฆษณาที่จุดให้บริการ ซึ่งการกำหนดจำนวนแบบนี้ไม่สามารถทำได้โดยการใช้ 2D Bar Code

Image

ที่มา :

http://www.siamget.com/buyerguide/3432

http://www.kingdomplaza.com/mobile/newsforprint.php?nid=532

ประวัติ internet 49ปี พลิกโฉมโลก!

นับตั้งแต่วันแรกที่ internet ถือกำเนิดมา ในปี 1962 นั้นวันเวลาได้ผ่านล่วงเลยไป ถึง 49 ปีแล้วโดยจุดกำเนิดในครั้งแรกของอินเตอร์เน็ตนั้นมีเพียงเพื่อใช้สื่อสารกันในองค์กรเท่านั้น แต่ด้วยการคิดค้นและพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งจึงทำให้อินเตอร์เน็ตแพร่หลายเข้าสู่กลุ่มคนทุกระดับชั้นในเวลาต่อมา ถึงแม้ว่าจะ วันนั้นถึงวันนี้ อินเตอร์เน็ตจะมีอายุครบ 49 ขวบแล้วแต่พูดได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ยุคเริ่มต้นที่แท้จริงของมันเท่านั้น อนาคตของอินเตอร์เน็ตยังมีอีกไกล ดังนั้นวันนี้ เราจะขอเสนอแผนภาพย้อนรอยจุดกำเนิด วิทยาการที่พลิกโฉมหน้าของโลกกลม ๆ ใบนี้ ที่ชื่อว่า Internet กันครับ

internet-history

ถึงแม้ว่า วิทยาการจะก้าวไกลไปอย่างไรก็ตามแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้วิทยาการนั้นมีคุณค่าก็คือตัวผู้ใช้เอง จงอย่าได้ลุ่มหลงในสิ่งเหล่านั้นจนตกเป็นทาสของมัน หรือใช้มันในทาง ที่ผิดขอให้ใช้ด้วยความพอดีนะครับ

ที่มา : http://www.freewarelands.com/wp4/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-internet-49%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%89%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81/

นั่งอยู่หน้าจอคอมพ์ทั้งวัน กินอย่างไร? ให้พอดีกับความต้องการ

สมมุติชีวิตประจำวันของนายเป็ด (ชาย) อายุ 25 ปี น้ำหนัก 70 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร
อาชีพพนักงานตอบเมลล์ลูกค้า ทำงานนั่งหน้าจอคอม เริ่มงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น

  • อาหารเช้าจานด่วนเพื่อเข้างานให้ทัน “ข้าวเหนียวหมูปิ้งหน้าบริษัท” “กาแฟ 1 แก้วสตาร์บักส์”
  • อาหารกลางวันคู่ชีพพนักงานบริษัท “ข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวซุ้มริมถนน” “ลูกชิ้นทอดรถเข็นเจ้าเก่า”
  • อาหารเย็นจัดหนัก “ไก่ทอดผู้พัน” “น้ำอัดลมหมีโคอาล่า 1 กระป๋อง”

ก่อนอื่นเลย เรามาคำนวณปริมาณพลังงาน(แคลลอรี่) ที่นายเป็ดได้รับภายใน 1 วันจากการรับประทานอาหารข้างต้น

จากตารางใน 1 วัน นายเป็ดได้รับพลังงานจากการกินเข้าไปต่อวันประมาณ 2,425 กิโลแคลอรี่

คราวนี้เรามาลองคำนวณปริมาณแคลอรี่ที่นายเป็ดต้องการต่อวัน โดยใช้สูตรง่ายๆที่ใช้น้ำหนักอย่างเดียว ของ Dr. Fred Hatfield (The International Sports Sciences Association)

จากสูตร Dr. Fred ข้างบน
นายเป็ดควรได้รับพลังงานวันละ = 1 X 70 X 24 = 1,680 กิโลแคลลอรี่ เพื่อให้มีชีวิตรอดไปวันๆ
ต่อมาให้คูณด้วยค่าปัจจัยความลำบากของกิจกรรม (ทำงานเบาๆ ก็ใช้พลังงานน้อยกว่าคนทำงานหนักนั่นเอง)

อย่าพึ่งลืมคิดถึงนายเป็ดนายแบบของเรา ซึ่งทำงานเบาๆหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ในขณะเดียวกันต้องมีประชุม พูดคุยภายในแผนกบ้าง จะเห็นว่าอยู่ในช่วงที่ 2 ซึ่งใช้พลังงานประมาณ 2,300 กิโลแคลลอรี่ ในขณะเดียวกันนายเป็ดกินอาหารเข้าไปต่อวัน 2,400 กิโลแคลลอรี่ นั่นต้องเอาไปคิดต่อว่า นายเป็ดควรออกกำลังกายเพิ่มเติมบ้าง หรือปรับการรับประทานอาหารต่อวันดี

แต่หมูปิ้ง กระเพราไก่ไข่ดาว ยังไงก็ขาดไม่ได้ ก็อาหารประจำอาชีพนี่หว่า…..

• ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bodybuildingapplied.com/index_center_nutrition.asp?newsId=68
• หมายเหตุ ตัวอย่างนายเป็ดเป็นการคำนวณคร่าวๆ หากต้องการคำนวณอย่างละเอียดไม่พลาดแม้แคลอรี่เดียว สามารถเข้าไปตามลิ้งค์ที่อ้างอิง

ที่มา : http://www.arip.co.th/articles.php?id=407338

ผลวิจัยชี้ “คีย์บอร์ด” “โทรศัพท์มือถือ” สกปรกกว่าห้องน้ำ!!!

เอานิ้วจิ้มฝาชักโครกยังสะอาดกว่าจิ้มคีย์บอร์ด” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยอริโซน่า ในสหรัฐฯ เผยผลวิจัย “10 สิ่งสกปรกอุดมเชื้อโรคที่ถูกใช้บ่อยที่สุด” แถม 2 อุปกรณ์ใกล้ตัวชาวไอทีอย่าง “คีย์บอร์ด” และ “โทรศัพท์มือถือ” ก็ติดอยู่ใน 5 อันดับแรกซะด้วย ใกล้ตัวชาว ARiP ขนาดนี้รู้ไว้ซะหน่อยกันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าต้องขึ้นโรงหมอเสียตังค์ เสียเวลาแถมเจ็บตัว ดูจะไม่ค้มกันนะ

หากนึกถึงสิ่งสกปรกรอบๆตัว หลายคนคงชี้ไปยังห้องน้ำ หรือไม่ก็ลูกบิดที่แสนจะไกลตัวซะเหลือเกิน แต่ที่แท้จริงแล้วมันใกล้มากกว่านั้น หรืออาจเป็นเพราะมันแนบชิดสนิทติดตัวซะจนเรามองข้ามมันไป มาดูกันว่า”รายงาน 10 อันดับสิ่งสกปรกที่ถูกใช้บ่อยมากที่สุด” นั้นมีอะไรบ้าง

10 อันดับสิ่งสกปรกที่ถูกใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน

1. เงิน ได้แก่ ธนบัตร เหรียญ

แบงค์ที่เราหยิบจ่ายซื้อของกันอยู่ทุกวันนี้ มีเชื้อโรคอยู่ประมาณ 135,000 ตัว ถึงจะเชื่อว่าใครๆก็อยากมีเงินเยอะๆ จะได้รวยๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องสะสมเชื้อโรคไปตามความรวยด้วยนะ

2. สวิทเปิด/ปิดไฟ

สุขภาพวันนี้…ต้องเล่นกับไฟ
วัตถุที่มนุษย์สัมผัสบ่อยมากเท่าไหร่ เชื้อโรคก็ชอบตามไปอยู่มากเท่านั้น โดยเฉพาะปุ่มสวิทปิดเปิดไฟที่ต้องกดกันอยู่ทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญเผยทุกๆตารางนิ้วบนสวิทไฟที่เราเอานิ้วไปโดนเชื้อโรคสามารถย้ายสำมโนครัวตามติดมือไปได้ถึง 217 ตัว

3. คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์

คนติดคอมติดเนทหลายๆคน คงคุ้นชินกับพฤติกรรมการกินขนมขบเคี้ยว หรือแม้กระทั่งกินอาหารมื้อหลักหน้าจอคอมพ์ หรือแม้กระทั่งสาวๆเองที่ชอบหวีผมแต่งหน้าบนโต๊ะทำงาน เวลาว่างก็เม้าท์พ่นไฟแชทหน้าเวบแคม

รู้หรือไม่ว่า คีย์บอร์ดนั้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี โดยเฉพาะ เศษอาหาร ผิวหนัง เหงื่อไคลต่างๆ ที่ผู้ใช้คอมทำตกลงไปในคีย์บอร์ดแล้วไม่ค่อยให้ความสนใจ เนื่องจากเพราะมันตกลงไปในร่อง ทำให้ยากต่อการมองเห็นว่าสกปรกและยากต่อการทำความสะอาด เป็นที่มาว่าทำไมจึงไม่มีใครสนใจจะทำความสะอาดกันเท่าไหร่นัก จึงทำให้คีย์บอร์ดกลายเป็นแหล่งหมักหมมเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี รายงานระบุว่าคีย์บอร์ดที่ได้รับการสำรวจนั้นสกปรกกว่าฝานั่งชักโครกถึง 40 เท่า แต่ถึงขนาดต้องใช้วิกซอลเข้มข้น 40 เท่าราดคีย์บอร์ดเพื่อทำความสะอาดด้วยรึเปล่ารายงานไม่ได้ระบุไว้

4.โทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ราคาแพงสำหรับเชื้อโรคเลยก็ว่าได้ ด้วยความเป็นพื้นที่สมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยความเจริญของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิอุ่นๆเหมือนร่างกายมนุษย์ที่เชื้อโรคชอบ พร้อมซอกซอยร่องหลืบง่ายต่อการกบดานหลบหนี พร้อมพรั่งด้วยโภชนาการและอาหารจากน้ำลายและขี้ไคลมนุษย์ ถ้าโทรศัพท์มีชีวิตเราอาจต้องพามันไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาแทนที่จะไปมาบุญครองเพื่อไปซ่อมมันก็เป็นได้

5.ฝาที่นั่งชักโครก

ความจริงมันน่าจะสกปรกได้มากกว่านี้รึเปล่า แต่รู้หรือไม่ว่าฝาที่นั่งชักโครกนั้นมีการออกแบบวัสดุและพื้นผิวให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและยากที่เชื้อโรคจะอาศัยอยู่ แถมเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญในการทำความสะอาดอยู่เสมอ (ไม่เอื้ออำนวยขนาดนั้นก็ยังติด 1 ใน 10) โดยรายงานระบุว่า ทุกตารางนิ้วบนฝานั่งชักโครกมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 295 ตัว

6.ตะกร้าช้อปปิ้ง

ห้างสรรพสินค้ามีทุกสิ่งให้คุณเลือกสรร ฉันใดก็ฉันนั้นตะกร้าช้อปปิ้งในห้างก็มีทุกสิ่งให้เชื้อโรคเลือกที่จะอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะมาจากสินค้าที่อยู่ในห้างเอง เช่น ของสด ของแห้ง สารเคมี หรือมาจากมือของท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่านที่พึ่งจับราวบันไดเลื่อน หรือพึ่งออกมาจากห้องน้ำห้างมา

7.รีโมททีวี

อุปกรณ์บันเทิงประจำครัวเรือนที่เรามักจะลืมทำความสะอาดมัน ทั้งๆที่เราออกจะหยิบสอยใช้มันออกจะบ่อย ทำความสะอาดบ้านครั้งหน้าก็อย่าลืมหยิบรีโมทไปเช็ดถูกันบ้างนะ

8.อ่างอาบน้ำ

อ่างอาบน้ำเป็นรังเพาะเชื้อโรคชั้นดีที่หลายคนมองข้ามไป รู้อย่างนั้นแล้วเราจึงควรทำความสะอาดมันสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

9.ซิ้งอ่างล้างจาน

เห็นสะอาดอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะสะอาด ถึงจะไม่ได้ใช้บ่อยเท่าอย่างอื่น แต่มันเป็นบริเวณที่สกปรกที่สุดในบ้านซึ่งแต่ละตารางนิ้วนั้นมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 500,000 ตัว วิธีทำความสะอาดขจัดคราบที่คู่ควรกับตัวเลขห้าแสนนี้ก็คือ ใช้โซดาไฟหรือน้ำส้มสายชูราดทำความสะอาดมันซะ แล้วตามด้วยน้ำเปล่าตามไปอีกที

10. ฟองน้ำล้างจาน

ด้วยวัสดุและรูปลักษณ์ของมันที่เต็มไปด้วยรูพรุนที่สามารถให้ น้ำ อากาศ ออกซิเจน เศษอาหารเข้าไปอาศัยอยู่ จึงเป็นแหล่งชุมชนแออัดของเหล่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี วิธีทำความสะอาดง่ายๆก็คือ เอาไปต้มหรือให้ความร้อนผ่านไมโครเวฟซัก 60 วินาที

วัตถุสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายล้วนมีประโยชน์และมีคุณค่าในตัวของมัน แต่อย่าลืมดูแลทำความสะอาดมันด้วยก่อนที่มันจะกลายเป็นโทษเพราะความละเลยของเราเสียเอง ด้วยความรักจาก ARiP.co.th ดูแล เทคแคร์ เสมอ
มือถือเจ๊ง เนทเต่า ไม่มีเพื่อนเม้าท์ เข้ามาเยี่ยมเยียน www.ARiP.co.th ไม่มีเหงาแน่นอน เลิฟยูว์นะคนไอที

ที่มา : http://www.arip.co.th/articles.php?id=407339

ประเภททรัพย์สินทางปัญญา

สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด โดยสิทธินี้เจ้าของมีสิทธิเด็ดขาดหรือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์ทั้งจากการผลิตหรือจำหน่ายการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธินั้นและจะมีสิทธิอยู่เพียงช่วงระยะเวลาที่จำกัดช่วงหนึ่งเท่านั้น

ซึ่งความหมายของการประดิษฐ์ และ การออกแบบผลิตภัณฑ์ มีดังนี้

  • การประดิษฐ์ (Invention) คือ ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับลักษณะ องค์ประกอบ โครงสร้างหรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การรักษา หรือปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นหรือทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ ขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ ที่แตกต่างไปจากเดิม

ผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถยื่นขอรับความคุ้มครองได้จะต้องมีลักษณะดังนี้

  • เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
  • เป็นการประดิษฐ์มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น
  • เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือหัตถกรรมได้

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถยื่นขอรับความคุ้มครองได้จะต้องมีลักษณะดังนี้

  • เป็นการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม คือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใช้แพร่หลายในประเทศ ซึ่งรวมถึงการขายด้วยหรือยังไม่่เคยเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร หรือไม่คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว

สิ่งที่จดสิทธิบัตรไม่ได้ ได้แก่

  • จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มี ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดที่ได้จากสัตว์และพืช ซึ่งถือเป็นการค้นพบเท่านั้น แต่ในกรณีที่นำไปผสมกับสารหรือส่วนประกอบอื่นสามารถที่จะขอจดสิทธิบัตรได้
  • กฎเกณฑ์และทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
  • ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์
  • การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี อนามัยหรือสวัสดิภาพของประชาชน
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่กำหนดโดยพระราชกฏษฏีกา (ยังไม่มีกำหนด)

อนุสิทธิบัตร (Petty patent) คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์

ความแตกต่างระหว่าง สิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร

  • อนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่างก็ มีขอบเขตให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์เช่นเดียวกันแต่อนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ที่มีเทคนิคที่ไม่สูงมากนัก อาจจะเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย  ส่วนสิทธิบัตรการประดิษฐ์จะต้องมีการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคของสิ่งที่มีมาก่อนหรือที่เรียก ว่ามีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
  • ขั้นตอนการขอรับอนุสิทธิบัตรจะใช้ระยะเวลาสั้นกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาก เนื่องจากใช้ระบบจดทะเบียนแทนการใช้ระบบที่ต้องมีการตรวจสอบก่อนการรับจดทะเบียน
  • ผู้ประดิษฐ์คิดค้นสามารถที่จะเลือกว่าจะยื่นขอความคุ้มครองสิทธิบัตร หรือ อนุสิทธิบัตรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะขอความคุ้มครองทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้

ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นโดยการแสดงออกตามประเภทงานลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ถือเป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น “ ทรัพย์สินทางปัญญา ” ประเภทหนึ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้น เจ้าของผลงานทางลิขสิทธิ์จึงควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย รวมทั้งเป็นทรัพย์สินประเภทที่สามารถ ซื้อ ขาย ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกโฆษณา หรือโอนสิทธิกันได้ ทั้งทางมรดก หรือโดยวิธีอื่น ๆ การโอนสิทธิ์ควรที่จะทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือทำเป็นสัญญาให้ชัดเจน จะโอนสิทธิทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ได้

งานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์ ประกอบด้วยประเภทงานต่าง ๆ ดังนี้

การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ คือ

  1. Hardware – อุปกรณ์
  2. Software – โปรแกรมประยุกต์, ระบบ, OS, DB, Application
  3. Data – ข้อมูลดิบ, Information, Knowledge
  4. People (User) – คน (Personnel)
  5. Business Process (Process, Procedure)

องค์ประกอบของความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ ประกอบด้วย

1. ความลับ (Confidentiality) – เป็นการทำให้มั่นใจว่ามีเฉพาะผู้มีสิทธิ์หรือได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

2. ความถูกต้องสมบูรณ์(Integrity) – ข้อมูลที่ปกป้องนั้น ต้องมีความถูกต้องสมบูรณ์ ต้องมีกลไกในการตรวจสอบสิทธิ์ การอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูล

3. ความพร้อมใช้งาน (Availability) – ต้องสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบได้เมื่อต้องการ

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ คือ

1. ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศต้องป้องกัน (สม่ำเสมอ) ทุกองค์ประกอบ (ทั้ง 5 องค์ประกอบ) ความเข้มแข็งรวมของระบบนั้นมาจากความอ่อนแอของระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย

2. ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศป้องกันตามมูลค่า คุ้มครองข้อมูลตามมูลค่า (มูลค่า – การลงทุนป้องกัน, มูลค่าความเสียหายถ้าไม่ป้องกัน) จัดเกรดข้อมูลว่าอันไหนสำคัญ เพื่อจะได้วางระบบรักษาความปลอดภัยได้ถูก

3. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ ไม่มีระบบที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีระบบที่ใช้ได้ตลอดไป

4. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ เป็นกระบวนการที่ต้องทำต่อเนื่องตลอดไป

ในรูปของการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ให้ทันต่อภัยคุกคาม โดยใช้ PDCA, PDCA, … ทำหลายๆ รอบ A ตัวสุดท้ายจะเป็นเหตุให้ต้องทำ P รอบถัดไป วงรอบที่เหมาะสมในการทำ PDCA คือ 1 ปี

โดยที่ PDCA คือ กระบวนการของการทำ P (Plan คือ วางแผน), D (Do คือ ดำเนินการตามแผน), C (Check หรือ ตรวจสอบสอบทานการดำเนินงานตามแผน), A (Act หรือ เมื่อพบข้อผิดพลาดมีการสั่งการหรือหาแนวทางในการดำเนินการแก้ไข)

5. ผู้ที่จะเข้ามาโจมตีระบบสารสนเทศ จะเลือกเข้ามาในทิศทางที่คุณคาดไม่ถึงเสมอ

หลักการของการทำให้ปลอดภัย แบ่งเป็น 3 วิธี คือ

  1. Prevention       – ถ้ากันได้กัน      ß เป็นวิธีที่ดีที่สุด (เรื่องไม่เคยเกิดขึ้น, ไม่มีวันเกิดขึ้น)
  2. Detection        – กันไม่ได้แต่รู้ทันทีที่เกิด ß ทำให้มีปฏิกิริยาได้เร็ว บางครั้งแพง
  3. Recovery         – ปล่อยให้เกิดแล้วค่อยไปตามแก้ไข ต้องมีความสามารถเหมือน Detection แต่ช้ากว่า

ที่มา :  ผศ. พีรวัฒน์ วัฒนพงศ์ (วิชา Information System Security)