QR Code ทันสมัยได้ประโยชน์

qrcode

สัญลักษณ์ หน้าตาแปลกประหลาดนี้ อาจเคยผ่านตาบางท่านมาบ้างไม่มากก็น้อยตามสื่อต่างๆ อย่างล่าสุดที่ทางบริษัทเครืองดื่มชื่อดัง โออิชิ ได้นำเอามาประยุกต์ใช้ในเล่นเกมส์ชิงรางวัลมากมายด้วยการติดไว้ข้างกล่องบรรจุภัณฑ์จนกลายเป็นที่คุ้นตาคนไทยมากขึ้น แล้วเจ้าสัญลักษณ์ที่ว่านี้คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

QR Code , 2D bar code หรือ two-dimensional bar code ไม่ว่าใครจะเรียกหรือเคยได้ยินชื่อไหนมาก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้ก็คือ QR Code เช่นกันค่ะ QR Code ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท Denso-Wave ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1994 และได้ทำการจดลิขสิทธิ์แล้วทั่วโลก

การเก็บข้อมูลนั้นสามารถจัดเก็บได้มากกว่าบาร์โค้ดธรรมดาได้หลายเท่า เช่น
ตัวเลขอย่างเดียว 7,089 ตัว | ตัวอักษร 4,296 ตัว | ไบนารี 8 บิต 2,953 ไบต์

QR Code นั้นสามารถตอบสนองได้รวดเร็ว (Quick Response) และอำนวยความสะดวกในการตอบสนองด้านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน จึงมีประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้งานหลายด้าน ทั้งด้านการค้า การตลาด สังเกตุได้ตามหน้าแมกกาซีน จากแผ่นป้ายโฆษณาที่แปะตามสถานที่ทั่วไป บรรจุภัณฑ์และสินค้าบางชนิด ก็นำเอา QR Code มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในญี่ปุ่น QR Code กลายเป็นเรื่องปกติที่มีให้เห็นกันทั่วไปนานแล้ว แต่ในไทยอาจจะยังเป็นเรื่องแปลกตาอยู่บ้าง

การสร้าง QR Code ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะมีเว็บไซต์อยู่หลายแห่งที่ให้บริการและให้ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้งาน ทั้งการสร้างและอ่านค่า QR Code ผ่านทางกล้องบนมือถือรุ่นต่างๆ ที่รองรับ หรือจะอ่านค่าผ่านเว็บแคม เช่น

สามารถสร้าง QR Code ผ่านหน้าว็บได้ทันทีที่เว็บ http://qrcode.kaywa.com
ดาวน์โหลดโปรแกรมอ่าน QR Code ที่เว็บ http://reader.kaywa.com/

สำหรับเครื่อง PC อ่านผ่าน webcam ที่เว็บ http://www.quickmark.com.tw/en/basic/downloadPC.asp
และสำหรับมือถือรุ่นต่างๆ ที่เว็บ http://www.quickmark.com.tw/en/basic/download.asp

most

ทางหน่วยงานภาครัฐเองได้เล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของ QR code โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเทคโนโลยีรหัสแท่งสองมิติกับมาตรฐานภาษาไทย (QR Code) ในการพัฒนาร่วมกันของเนคเทค กับ CICC ภายใต้การสนับสนุนจากเด็นโซ่เวฟและซาโต้ เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการบริหารจัดการและการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2553

ที่มาข่าว :

http://www.most.go.th/main/index.php/component/content/article/1547–qr-code.html

Internet Marketing

เทคโนโลยีด้านอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน เติบโตรวดเร็วและมีพัฒนาการที่ต่อเนื่อง จนอาจจะกลายมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการดำรงค์ชีวิตของหลายคน ด้วยเหตุนี้แนวคิดของระบบใหม่ๆ จึงถูกดึงเอาความสามารถของระบบเครือข่ายที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเข้ามาเป็นเครื่องมือบริหารจัดการระบบ
การทำการตลาดก็เช่นกัน มีการสร้างกลยุทธิ์ในการทำ Internet Marketing โดยดึงเอาศักยภาพของอินเตอร์เน็ต และเครื่องมือการตลาดออนไลน์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีความเหมาะสมกับประเภทของสินค้าและบริการ เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จของธุรกิจนั้น

การใช้ SOE หรือ Search engine optimization ซึ่งเป็นการโฆษณาหรือการทำ Internet Marketing ผ่านเซิร์สเอ็นจิ้นด้วยเทคนิคของการปรับแต่งทั้งทางด้าน on-page และ off-page เป็นหนึ่งทางเลือกที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย

On-Pages Factor คือ สิ่งที่ Search engine สามารถมองเห็นจากเว็บไซต์ เช่น เนื้อหา Title Link  เป็นต้น เหมือนกับที่มนุษย์เราสามารถที่มองเห็นได้จากโปรแกรม Text Browser ซึ่งในการทำ On-Page Factor ควรคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ

  1. ที่ Title Tag ควรใส่คำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาภายในหน้าเอกสารนั้น ๆ
  2. ควรวางขอบเขตของเนื้อหาในเอกสารแต่ละหน้าให้เป็นข้อมูลเฉพาะของเรื่องนั้นๆ ไม่ปะปนกัน
  3. การสร้าง Links ควรเชื่อมโยงไปที่หน้าเอกสาร ที่เกี่ยวกับข้อความที่ปรากฎใน Links เช่น การทำ HyperLinks ที่ข้อความว่า “ติดต่อ” ก็ควร Links ไปในหน้าที่มีข้อมูลการติดต่อไม่ควร Link ไปในหน้าที่มีเนื้อหาอื่น ๆ เช่น เนื้อเพลง หรือ กลอน
  4. พยายามจัดกลุ่มของเนื้อหา และการเชื่อมโยงต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย
  5. พยายามตั้งชื่อไฟล์ให้สอดคล้องกับหัวข้อของเนื้อหาภายในหน้าเอกสาร

Off-Pages Factor คือ สิ่งต่าง ๆ ที่ Search engine ไปพบเจอมา ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎอยู่ในหน้าเอกสารเว็บไซต์

  • การทำ Sitemap
  • การเพิ่ม Link Popularity
  • การเพิ่มรายชื่อเว็บไซต์ใน Directory Listing
  • การทำ Social Networking

SOE ที่ดียังสามารถช่วยเรื่องการ PR และลดค่าใชจ่ายบางส่วนในการใชสื่อโฆษณารูปแบบเดิมได้

นอกจากนี้ยังมี Blog ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนไม่น้อยสร้าง Blog ส่วนตัวขึ้นมา และเผยแพร่ข้อมูล
ต่างๆที่ตนสนใจเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ ระหว่างกลุ่มสังคมเดียวกันในโลกอินเตอร์เน็ต
หากนำข้อมูลสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ บรรจุลงใน Blog แล้ว ผู้ที่สนใจในสินค้าชนิดเดียวกันก็จะให้ข้อมูลกัน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนและโฆษณาสิ้นค้าได้อีกทางหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องมือต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตในปัจจบัน ยังมีทั้ง auto-responder email  EZine หรือแมกซีนออนไลน์ แม้แต่การสนทนาออนไลน์
ก็ถือเป็นการสร้างการตลาดบนอิเตอร์เน็ตได้เช่นกัน

ข้อมูลด้านเทคนิคเพิ่มเติมจาก :

http://seo.siamsupport.com/blog/meta-tags/

ที่มา :

http://www.slclickbiz.com/

http://seo.siamsupport.com/blog/on-page-off-page-factor/

u-Leaning เพราะการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด

ยุคนี้ต้องมีตัวอักษรย่อนำหน้าคำต่างๆ ให้ได้ฉงนสงสัยกันเรื่อยมา ตั้งแต่ e- (electronic)  m- (mobile)  แล้วก็มาถึงยุคของ u- กันบ้าง

อันที่จริงอาจจะไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ซะทีเดียว แต่เหมือนการผสมระหว่าง e- และ m- เข้าด้วยกัน เอามาปั่นเทรวมในแก้ว แลัวตกแต่งเพิ่มเติมให้ดูดีทันสมัยเป็นที่นิยมในสังคมก็ว่าได้ ด้วยเทคโนโลยีที่วิ่งไวเหมือนติดจรวดเช่นทุกวันนี้ด้วยแล้ว ยิ่งเอื้ออำนวยให้ u-Learning ได้ออกมาแนะนำตัวแก่ผู้รักการเรียนรู้ให้ได้ทำความรู้จักกัน

หลายคนรู้จักและคุ้นเคยกับ e-Learning มาแล้วว่าเป็นการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านสื่ออิเล็กทรอกนิกส์ ซึ่งพัฒนารูปแบบต่อเนื่องมาจาก WBI (Web-based Instruction) โดยนำความสามารถของเทคโนโลยีด้านเครือข่ายมาใช้เพื่อการเรียนรู้ แต่ในช่วงแรกการเรียนแบบนี้จะเรียนกันในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อต่ออินเตอร์เน็ตภายในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาขึ้นอีกขั้น ก็ถึงยุคของ m- ได้ออกมาแนะนำตัวให้ใครต่อใครได้รู้จักกันในทางการศึกษาก็คือ m-Learning นั่นเอง เหตุที่คุณ m- ช่วยให้การเรียนรู้ของเรากว้างขึ้นได้นั้น ก็เพราะว่านอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียนผ่านเครือข่ายแล้ว หากเพียงคุณสามารถนำอุปกรณ์เคลื่อนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ติดตัวคุณไปเพื่อศึกษาและค้นคว้าให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ เราก็เรียกว่า m-Learning แล้ว โดยมากเรามักมองว่า m- น่าจะหมายถึงการเรียนผ่านมือถือ ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือ แต่แท้จริงแล้วในยุคของ m- อาจจะหมายรวมถึง โทรศัพท์มือถือ PDA  LAPTOP ที่ทำงานผ่านเครือข่ายแบบไร้สาย รถสอนหนังสือที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนที่ไปให้ความรู้ในที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งหนังสือที่เรานำติดตัวไปอ่านก็ยังถือว่าเป็น m-Learning ได้เช่นกัน เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต….แล้วทำไมต้อง u-Learning

u ตัวนี้ก็คือ Ubiquitous ที่เคยกล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้ นั่นก็คือ การมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น u-Learning คือการที่เราสามารถที่จะเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยใช้เทคโนโลยีเครือข่ายทั้งแบบไร้สายและใช้สายในการเชื่อมต่อเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้นั่นเอง

ยูบิควิตัส – IT จะอยู่ทุกที่กับคุณ

ubiquitous(ยู-บิก-ควิ-ทัส) คลื่น IT ลูกที่3

เป็นภาษาลาติน มีความหมายว่า อยู่ในทุกแห่ง หรือ มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง  Mark Weiser (มาร์ค ไวเซอร์) แห่งศูนย์วิจัย Palo Alto ของบริษัท Xerox ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำนิยาม Ubiquitous Computing (ยูบิควิตัสคอมพิวติง) ไว้ว่า  กระบวนการบูรณาการ (integrating) คอมพิวเตอร์เข้ากับ Physical World อย่างไร้ของเขต (seamlessly) ซึ่งการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้เทคโนโลยีต่างๆ นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน
                  
Ubiquitous Computing จะรวมถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ประเภท microprocessors โทรศัพท์เคลื่อนที่ (mobile phones) กล้องดิจิตอล และอุปกรณ์อื่นๆ  โดยเราสามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศได้ทุกหนทุกแห่ง ที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับเครือข่ายได้