การทำความเคารพธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       คราวนี้ เรามาร่วมกันเรียนรู้ถึง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ การทำความเคารพ ธงชาติไทย เพื่อว่า เราสามารถแนะนำเพื่อน หรือ คนอื่นๆ ได้อย่างถูกต้อง เมื่อต้องมีการร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสที่ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ

วิธีประดับ ธงชาติไทย ที่ถูกต้อง

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       เนื่องจาก ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ เรามาศึกษาถึง วิธีประดับ ธง ที่ถูกต้องกันดีกว่า

การเชิญ การชัก ธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       ตามที่ ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ และเราได้ทำความรู้จักเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของธงชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาแล้วนั้น คราวนี้เรามาร่วมกันเรียนรู้ถึง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ การเชิญ การชัก ธง กันดีกว่า

รู้รอบธงชาติไทย จากกิจกรรม 100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย

ดร. คนึงนิจ  บุศราคำ
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์, วว.

 

     เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมโครงการ “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย”  ที่จัดขึ้น ณ วว. เทคโนธานี คลอง 5 ซึ่ง วว. ได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย คุณพฤติพล  ประชุมพล และทีมงาน นำของสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธงชาติไทยมาจัดแสดง พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจเกี่ยวกับประวัติของธงชาติไทยของเราให้ชาว วว. ได้ฟังกัน ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับฟังการบรรยายของท่านผู้อำนวยการฯ ผู้เขียนรู้สึกประทับใจและอยากถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวประวัติของธงชาติไทยให้ผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมฟังในวันนั้นได้อ่านใน TISTR Blog นี้ค่ะ

AOR

กำเนิดธงไตรรงค์

 

     อดีตที่ผ่านมาเนเธอร์แลนด์ได้เข้ามาทำการค้าในแดนสุวรรณภูมิเป็นประเทศแรกๆ  ซึ่งเส้นทางการคมนาคมขนส่งคือทางน้ำ  ครั้นเมื่อเรือรบฝรั่งเศสได้เดินทางเข้ามาในน่านน้ำ ณ ดินแดนสยาม และมีความประสงค์ในการให้เกียรติประเทศเรา  จึงได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ป้อมปราการให้แสดงธงประจำชาติเพื่อการยิงปืนทำความเคารพตามอารยธรรมของชนชาติตะวันตก   แต่ด้วยความที่ประเทศเราไม่มีวัฒนธรรมดังกล่าวจึงได้เชิญธงของประเทศเนเธอร์แลนด์ขึ้นสู่ป้อมปราการดังกล่าว  ยังความขุ่นเคืองให้กับทหารฝ่ายฝรั่งเศส  จนทำให้ฝ่ายไทยต้องเชิญธงประเทศเนเธอร์แลนด์ลง แต่ด้วยความรีบระคนกับตกใจทหารประจำป้อมจึงได้เปลี่ยนไปใช้ธงเดินเรือแทนธงชาติเนเธอร์แลนด์   นี่จึงเป็นการใช้ธงชาติครั้งแรกของไทย    ส่วนสาเหตุที่ธงเดินเรือในสมัยก่อนเป็นสีแดงเนืองจากสีแดงเป็นสีที่เห็นชัดที่สุด

     ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีการอาศัยกันแบบบ้านพี่เมืองน้องไป   ประชาชนของแต่ละประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันตามอัธยาศัย  ต่อมาเมื่อถึงยุคล่าอาณานิคม    การแบ่งแยกดินแดนโดยประเทศผู้ล่าฯ ทำให้วิถีชีวิตของคนในแถบนี้เปลี่ยนไป   คือ มีการกำหนดเขตแดนกันชัดเจนระหว่างประเทศนักล่าอาณานิคม คือ อังกฤษ และฝรั่งเศส    ย้อนกลับมาที่ความเชื่อของคนไทยในอดีตที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้นคือ องค์อวตารของพระนารายณ์  ซึ่งพระนารายณ์มีหัตถ์ 4 กร ถือ จักร สังข์ คทา และดอกบัว  ซึ่งจักรนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรี  ดังนั้นจึงมีการนำสัญลักษณ์จักรใส่ไว้ตรงกลางธงสีแดง   อย่างไรก็ตาม ธงพื้นแดงกับจักรนั้นเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์และพระมหากษัตริย์   ซึ่งประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถนำไปใช้ได้

     สมัยรัชกาลที่ 2   เป็นยุคที่บ้านเมืองสงบสุข  และมีการจับช้างเผือกได้ทั้งสิ้น 3 ตัว  ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่หายาก  นำไปสู่การใช้รูปช้างลงไปบนธง  ทำให้สมัยนี้ธงชาติประกอบไปด้วย ธงพื้นแดง จักร และช้างเผือก กลางจักร  กลางธง   ซึ่งธงนี้ประชาชนทั่วไปนั้นไม่สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน     ดังนั้นในหลวงรัชกาลที่ 3  จึงทรงให้มีการจัดทำธงที่ราษฎรสามารถนำไปใช้ได้   โดยการนำเอาสัญลักษณ์จักรออกจากธง     ดังนั้นในรัชกาลที่ 3 นี้ ธงประจำชาติมี 3 แบบ คือ ธงสำหรับพระมหากษัตริย์ (ธงพื้นขาบ (น้ำเงินอมม่วง) ตรงกลางธงธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  ธงสำหรับราชวงศ์ (ธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  และธงสำหรับราษฎร (ธงพื้นแดงและตรงกลางมีรูปช้างเผือก)

     สมัยรัชกาลที่ 4  เป็นยุคที่สยามประเทศทำการค้ากับชาติตะวันตกหลายประเทศ  โดยประเทศนั้นๆ ได้มีการตั้งสถานทูตขึ้นและมีการเชิญธงประจำประเทศตัวเองที่สถานทูตนั้นๆ  ทำให้ชาวบ้านเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าสยามประเทศตกเป็นเมืองขึ้นของชาติยุโรป   ส่งผลให้เกิดความแตกตื่นของราษฎรที่เกรงกลัวการโดนชาวต่างชาติทำร้ายและจับกุมตัวไป     ร้อนถึงในหลวงรัชกาลที่ 4 ต้องทรงแก้ปัญหาโดยการให้เอาธงเรือ (ธงพื้นสีแดง และช้างเผือกตรงกลางธง) ขึ้นมาปักตามบ้านเรือนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรายังคงมีอธิปไตย   โดยที่ชาวต่างชาตินั้นไม่มีสิทธิในการทำร้ายคนไทย   จึงนับเป็นการใช้ธงบนบกเป็นครั้งแรกในสยามประเทศ   อย่างไรก็ตาม การทำธงในสมัยก่อนนั้นต้องอาศัยการวาดรูปช้างบนผืนธง  ทำให้รูปช้างนั้นมีหลายลักษณะและไม่สง่างาม

     สมัยรัชกาลที่ 5  เนื่องจากปัญหาความไม่สง่างามของรูปช้างบนผืนธง  ส่งผลให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 นั้นมีการออกพระราชบัญญัติธงในปี พ.ศ. 2434  ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายธงฉบับแรกของสยามประเทศ  โดยมีข้อกำหนดให้สัญลักษณ์ช้างเผือกบนผืนธงนั้นมีลักษณะไปในทางเดียวกัน    ต่อมาในรัชสมัยของในหลาวงรัชกาลที่ 6  พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ในการนำเอารูปช้างเผือกออกจากผืนธงเพื่อความเป็นสากล  แต่โดนทัดทานจากเสนาบดีต่างๆ    จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2459 ทรงเสด็จพระราชดำเนินยังจังหวัดอุทัยธานี   ราษฎรได้ประดับธงเพื่อรอรับเสด็จ แต่เกิดความผิดพลาดในการขึ้นธงคือเกิดโดยขาช้างนั้นชี้ขึ้นข้างบนซึ่งเป็นการมิบังควร   ประกอบกับธงชาติดังกล่าวหาได้ยากชาวบ้านจึงมีการดัดแปลงใช้ผ้าริ้วแดงและขาว  โดยสีขาวนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนช้างเผือก  ใช้ประดับเพื่อรอรับเสด็จ   ในหลวงรัชกาลที่ 6  ทรงพระราชบัญญัติลงในหนังสือวชิราวุธานุสรณ์ในปี 2459  ว่าด้วยเรื่องธง  คือ กำหนดให้ธงที่ใช้ในการรับเสด็จนั้นเป็นธงริ้วขาวแดง  และธงที่ใช้ตามสถานที่ราชการคือ ธงพื้นแดงและมีรูปสัญลักษณ์ช้างเผือกตรงกลาง   โดยประกาศให้มีการใช้ธงทั้งสองดังกล่าวในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2459

     การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของสยามประเทศในรัชกาลที่ 6   นั้นก็นับเป็นอีกหนึ่งสามาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นของธงชาติ   เนื่องจากฝ่ายพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา  ซึ่งธงชาติของทั้ง 3 ประเทศประกอบไปด้วยสีแดง น้ำเงิน และขาว   เพื่อเป็นการสอดคล้องกับประเทศดังกล่าว  ในหลวงรัชกาลที่ 6  จึงรับสั่งให้นำสีน้ำเงินมาใช้ในธงชาติ   โดยสีน้ำเงินนี้เรียกว่าสีขาบ ซึ่งมีเฉดน้ำเงินอมม่วง)  ซึ่งเป็นที่มาของธงไตรรงค์   โดยมีการประกาศให้ใช้ธงไตรรงค์ครั้งแรก ในวันที่ 24 กันยายน 2460

     ดังนั้นที่มาของธงไตรรงค์แต่ละสี ได้แก่ สีแดง มาจากสีของธงเรือที่ใช้ในสมัยก่อน  สีขาวมาจากสีของช้างเผือก และสีน้ำเงินมาจากสีของธงชาติพันธมิตร   โดยความหมายของแต่ละสีนั้นในหลวงรัชกาลที่  6  ทรงเป็นผู้พระราชทานความหมายดังนี้ คือ  สีแดง หมายถึงสีของโลหิตของบรรพบุรุษที่ปกป้องผืนแผ่นดินสยามให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม  สีขาว หมายถึงธรรมที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี  และสีน้ำเงิน หมายถึงสีของพระมหากษัตริย์ อันหมายถึงสีประจำวันพระชนมวาร ของในหลวงรัชกาลที่ 6

     พระราชบัญญัติธงชาติฉบับที่ใช้ อยู่ปัจจุบันคือฉบับประกาศในปี 2522 โดยมีการกำหนดสัดส่วนชัดเจนคือ กว้าง คูณ ยาว เท่ากับ 6 คูณ 9 ส่วน  แบ่งเป็น แดง/ขาว/น้ำเงิน/ขาว/แดง เท่ากับ 1/1/2/1/1 ตามลำดับ   ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการประกาศใช้ธงไตรรงค์คือ การนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่  1 ปัจจุบันตามพระราชบัญญัติธงปี 2522 ธงชาติไทย มี 2 แบบ คือ

  1. ธงไตรรงค์
  2. ธงราชนาวี คือ ธงไตรรงค์ที่มีรูปช้างเผือกกลางธง

     สาเหตุที่ต้องมีธงชาติชนิดที่ 2 คือ  ในข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเดินทะเล  คือ เรือหนึ่งลำนั่นหมายถึง อธิปไตย ของเรือลำนั้นๆ   ดังนั้นเท่ากับเป็นการประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ   ดังนั้นเรือรบหลวงจึงต้องมีธงประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ

     ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการประกาศให้วันที่ 28 กันยายน เป็นวันประดับธงชาติไทย และในปี 2560 นี้ ก็จะครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ไตรรงค์ธงชาติไทยค่ะ

     และทั้งหมดนี้ก็คือ ประวัติคร่าวๆ เกี่ยวกับธงชาติไทย จากกิจกรรม “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย” ที่ผู้เขียนเก็บมาฝากค่ะ

พัฒนาการของธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

ตามที่ ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของธงชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเรื่องของกฏหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง การใช้การชัก การประดับ การแสดง และการเคารพธงชาติไทย ว่า ที่พวกเราๆท่านๆทำอยู่ถูกต้องหรือไม่ กันดีกว่า โดยสัปดาห์นี้ เราจะเริ่มกันที่ ประวัติความเป็นมาของธงชาติไทย


02_Thai flag timeline_edit_190760