CoP ชุมชนนักปฏิบัติ จะเกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างไร

สร้างสื่อที่น่าสนใจกว่าด้วย Gifographic

อทิตยา วังสินธุ์ 
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

     เมื่อกล่าวถึงสื่อ Infographic หลายคนคงจะรู้จักดีไม่มากก็น้อย ว่าเป็นสื่อที่มีการนำรูปภาพกราฟิกและข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ แผนผัง ตัวเลข ฯลฯ นำมาสรุปย่อและออกแบบให้ดูเข้าใจง่ายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากมนุษย์สามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อมูล เหมาะสำหรับคนยุคใหม่ที่ต้องการรับสารที่สั้นกระชับในเวลาจำกัด และกำลังเป็นที่นิยมในโลก Social Network แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีสื่อที่สามารถนำเสนอได้น่าสนใจและดึงดูดกว่านั่นก็คือ Gifographic

     Gifographic จะเรียกว่าเป็นสื่อที่พัฒนามาจาก Infographic ก็ว่าได้ ซึ่งมีการเพิ่มรูปแบบให้มีความน่าสนใจขึ้นด้วยภาพเคลื่อนไหว Gif (Graphics Interchange Format) Gifographic ประกอบด้วย ข้อมูล กราฟิก และภาพเคลื่อนไหว เราสามารถใช้โปรแกรมในการสร้างสื่อ Gifographic ได้หลากหลายโปรแกรม อาทิเช่น Adobe Photoshop, Adobe Illustrator หรือ Inkscape

Gifographic มีขั้นตอนในการผลิตดังนี้

  1. กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย ต้องการจะสื่ออะไรกับคนกลุ่มไหน เพื่อให้สามารถเลือกรูปแบบและเนื้อหาการนำเสนอได้ง่ายและเหมาะสมกับกลุ่มคนที่ต้องการสื่อสารด้วยมากที่สุด
  2. เลือกเนื้อหาในการนำเสนอ ในสื่อ Gifographic แต่ละชิ้นงานนั้น ควรเลือกเรื่องที่จะนำเสนอเพียงเรื่องเดียว หัวข้อเดียวเท่านั้น และกำหนดใจความสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารให้ชัดเจน
  3. สำรวจและรวบรวมข้อมูล ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่สำรวจและรวบรวมมาอย่างดีทุกครั้ง สามารถตรวจสอบที่มาที่น่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ ได้ เพื่อให้มีความถูกต้องของข้อมูลที่ต้องการจะสื่อสาร
  4. สร้างหัวเรื่อง (Topic) ที่น่าสนใจ คิดประเด็น สร้างหัวเรื่องให้น่าดึงดูดชวนให้ติดตามเนื้อหาต่อไป
  5. ออกแบบและผลิต ออกแบบ Gifographic ให้โดดเด่น สวยงาม สร้างกราฟิกสะดุดตา สีสันชวนมอง นอกจากจะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาดูแล้ว การจัดวางที่ดี จะช่วยให้ผู้อ่านทำความเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น และสื่อสารตรงประเด็น สั้น และกระชับใจความ จบภายในหน้าเดียว

ข้อดีของ Gifographic คือ

  • สร้างความน่าสนใจได้มากกว่า Infographic ด้วยการแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหว
  • แสดงผลได้บน Twitter และ Google+ เพียงแค่อัพโหลดภาพไฟล์ .gif ก็สามารถแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ทันที
  • มีคำอธิบายที่กระชับ เข้าใจได้โดยง่าย เพราะมนุษย์สามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อมูลที่ซับซ้อน
  • มีเอกลักษณ์ทำให้ง่ายต่อการจดจำ มีการใช้สีสันที่สะดุดตา พร้อมกับภาพกราฟิกที่สามารถเคลื่อนไหวได้
  • รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน

ข้อด้อยของ Gifographic คือ

  • ไม่แสดงผลทันทีบน facebook ทั้งนี้เพราะฟีเจอร์ของเว็บไซต์ facebook นั้นยังไม่รองรับภาพ gif แบบเคลื่อนไหว จึงต้องใช้วิธีฝากไฟล์กับเว็บไซต์อื่นก่อน เช่น giphy.com, pinterest.com ฯลฯ และไม่แสดงผลโดยอัตโนมัติ จะต้องทำการคลิกที่ภาพก่อนภาพจึงจะเคลื่อนไหว
  • ใช้เวลาโหลดนานกว่า Infographic เนื่องจากเป็นภาพเคลื่อนไหว จึงทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ภาพปกติ
  • ใช้เวลาในการผลิตนานกว่า Infographic ถึงแม้ว่าขั้นตอนการออกแบบจะเหมือนกัน แต่ในขั้นตอนการผลิตนั้นจะใช้เวลามากกว่า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกแบบชิ้นงานจำนวนมากขึ้น และมีขั้นตอนของการทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหวเพิ่มมาอีกด้วย

     ด้วยเหตุผลนี้ Gifographic จึงถือเป็นสื่อใหม่ที่อาจจะได้รับความนิยมมากขึ้นต่อจาก Infographic เป็นตัวเลือกในการนำเสนอข้อมูลที่กระชับ ฉับไว สามารถเข้าใจได้ง่ายอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความสวยงามและมีรูปแบบที่ไม่น่าเบื่ออีกด้วย

กิจกรรมดีๆ CSR พัฒนาครูวิทย์ ตามแนวคิด Thailand 4.0

เพ็ญศรี สมประจบ

กองสื่อสารภายใน

       ครู นับเป็นทรัพยากรบุคคลอันสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นเยาวชนที่ดี มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต การส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โครงการ “กิจกรรมดีๆ CSR พัฒนาครูวิทย์ ตามแนวคิด Thailand 4.0” จึงเกิดขึ้น โดยดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานคณะทำงาน CSR วว. กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการ คือ

  • เพื่อพัฒนาศักยภาพครูวิทยาศาสตร์ให้มีแนวคิด ทัศนคติ และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชนต่อไป
  • เพื่อส่งเสริมให้ครูวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยตรง เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์โดยตรงให้แก่ครูผู้สอน
  • เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงาน วว. กับชุมชนและสถานศึกษาในจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียง
  • เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วว. ไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการเผยแพร่ผลงาน วว. ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

วันที่เริ่มโครงการ วว. ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล กรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นประธานการเปิดงานท่านกล่าวว่า ฐานรากสำคัญของความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากบุคลากรที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ คือ “ครูวิทยาศาสตร์” ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเยาวชนให้เกิดความรู้ ความสนใจและใฝ่รู้ด้านวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น”

 การดำเนินโครงการและการเยี่ยมชม ศึกษา ดูงาน

       ผู้บริหารและคณะทำงานโครงการ CSR ได้ศึกษาข้อมูลและพิจารณาคัดเลือกครูที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คลองห้า จังหวัดปทุมธานี โรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงสถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา รวมครูที่เข้าร่วมกิจกรรม CSR ในครั้งนี้จำนวน 25 ท่าน โดย วว. ได้นำคณะครูเข้าเยี่ยมชม ศึกษา ดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อต่างๆ จากฐานเรียนรู้ของ วว. ได้แก่

  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรม
  • ศึกษาดูงานห้องปฏิบัติการต่างๆ

   นอกจากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในห้องเรียนแล้ว    คณะครูยังได้ไปเยี่ยมชม ศึกษา  และดูงาน ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เป็นหน่วยงานอีกแห่งหนึ่งของ วว. ที่ส่งเสริมความรู้เชิงวิชาการเกี่ยวกับสมุนไพร การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรหลากหลายชนิด โดย วว. ได้ทำการศึกษา ค้นคว้าคุณสมบัติและการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดต่างๆ อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สถานที่ๆ ไปเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน ณ สถานีวิจัยลำตะคอง ได้แก่

  1. แปลงสาธิตการปลูกพืชเชิงระบบ
  2. แปลงรวบรวมพันธุ์มะขามป้อม
  3. บล็อกประสาน วว.
  4. กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
  5. แปลงผักพื้นบ้าน
  6. อาคารสมุนไพร

 ประโยชน์ที่ได้รับ

ครูวิทยาศาสตร์ได้รับการพัฒนาศักยภาพ เพิ่มองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยตรง ครูสามารถนำความรู้ไปต่อยอดและถ่ายทอดให้แก่เยาวชน ได้เรียนรู้เรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์จากประสบการณ์จริง ส่งเสริมครูให้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้น เด็กก็ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงาน วว. กับชุมชนและสถานศึกษาบริเวณใกล้เคียงเทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานีอีกด้วย จากการติดตามผลเบื้องต้นพบว่า ครูหลายโรงเรียนได้นำประสบการณ์ไปถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ ทำให้เด็กมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลายมากขึ้นจากในตำรา

การระบุเชิงอรรคในรายงานวิชาการของ วว.

     เชิงอรรถ หรือ Footnote คือ ข้อความที่อยู่ส่วนข้างล่างท้ายกระดาษของแต่ละหน้า เพื่ออธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ของคำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่คัดลอกมาใช้ในรายงานที่อยู่ในหน้านั้นๆ

     ประเภทของเชิงอรรถ

  • เชิงอรรถอ้างอิง หรือ Citation Footnote เพื่อใช้แสดงถึงแหล่งที่มา
  • เชิงอรรถเสริมความ หรือ Content Footnote เพื่อใช้อธิบายขยายความ เสริมความ เพิ่มเติม
  • เชิงอรรถโยง หรือ Cross-reference Footnote เพื่อให้ผู้อ่านไปอ่านเพิ่มเติมในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดนั้นๆ ที่อยู่ในหน้าอื่นของรายงานฉบับเดียวกัน หรือ ในแหล่งอื่น ซึ่งมีรายละเอียดไว้แล้วและไม่ต้องการกล่าวซ้ำอีก

     วิธีการเขียนเชิงอรรถ

     ใช้ “ตัวยก” เป็นลำดับหมายเลข ระบุไว้ในหน้ากระดาษ 2 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ โดย

  • ตำแหน่งแรกใส่ไว้ต่อท้ายสุดของ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่ใช้ในรายงาน
  • อีกตำแหน่งใส่หมายเลขเดียวกันไว้หน้า คำ ข้อความ หรือ ประโยค ที่ใช้อธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ในรายการเชิงอรรถที่ส่วนข้างล่างของหน้าแต่ละหน้าที่อ้างถึง

     ทั้งนี้ การเรียงลำดับเลขของเชิงอรรถ ให้เริ่มเชิงอรรถแรกของแต่ละบทด้วยเลย 1 ต่อเนื่องกันไปจนจบบท เมื่อขึ้นบทใหม่หมายเลขเชิงอรรถจะเริ่มที่ 1 ใหม่เสมอ

     สำหรับเชิงอรรถระบุหน่วยงานของผู้วิจัย นอกจากจะระบุไว้ที่ส่วนข้างล่างของหน้ากระดาษแล้ว ต้องระบุไว้ที่หน้าบทคัดย่อในภาษาที่จัดทำรายงานดังนี้

  • รายงานที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า ABSTRACT
  • รายงานที่เป็นภาษาไทยทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า บทคัดย่อ

การศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

นางวรรณวิภา กาญจนไวกูณฐ์
นักประชาสัมพันธ์
กองสื่อสารภายใน

      การศึกษาดูงานครั้งนี้ สืบเนื่องจาก วว. ได้กำหนดให้ ปี 2559-2560 เป็นปี “วัฒนธรรมนวัตกรรม” ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการ I Talk for TISTR Innovator 2017 ได้จัดการบรรยายถ่ายทอดความรู้ด้านนวัตกรรมจากวิทยากรภายนอก และภายในหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง และเห็นความสำคัญของการนำบุคลากรเยี่ยมชม ศึกษาดูงานหน่วยงานภายนอกด้านนวัตกรรม เพื่อเปิดโลกทัศน์ สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัย ต่อยอดความรู้ด้านนวัตกรรม ทำให้บุคลากรเกิดความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมใหม่ๆ สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ทั้งนี้ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ได้จัดการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center        และ บริษัท ศูนย์ วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมีผู้บริหารและพนักงานเข้าเยี่ยมชมจำนวน 32 คน

สรุปเนื้อหา

      การศึกษาดูงาน ณ SCG Open Innovation Center  และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด นั้น ได้รับการต้อนรับและการบรรยายจาก น.สพ. สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายขายและบริการคีย์แอคเคานต์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่สนใจมาเช่าพื้นที่ทำการ คณะผู้ร่วมศึกษาดูงานได้สรุปเนื้อหาที่เป็นประเด็นสำคัญ พอสรุปได้คือ สวทช. มีแนวคิด นโยบายการบริหารงานที่เปิดกว้าง แต่มุ่งวัตถุประสงค์เดียวกัน โดยเน้นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเป็นเพื่อนร่วมทาง สู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจ เน้นการเชื่อมโยงสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ร่วมวิจัยงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมกับหน่วยงานต่างๆที่หลากหลาย มีการแบ่งงานที่เป็นระบบ ชัดเจน ตลอดจนการสื่อสาร และการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ นับเป็นองค์กรวิจัยหลักของประเทศ เป็นหน่วยงานที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมจำนวนหลายล้านคนต่อปี ทั้งนี้มีหน่วยงานจำนวนมากเช่าพื้นที่ สวทช. โดยหน่วยงานต่างๆนั้น จะมีสภาพแวดล้อม การออกแบบห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่สร้างสรรค์และสวยงาม สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน

ประโยชน์ที่ได้รับและการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน

      การดูงานในครั้งนี้ ผู้ร่วมศึกษาดูงานได้รับประโยชน์มากมาย ได้แก่

  • ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้น การมองโลก กับมุมมองที่กว้างขึ้น
  • ทำให้เห็นบรรยากาศการทำงานที่เป็นระบบ มีความเป็นมืออาชีพ
  • การให้ความสำคัญกับการวิจัย มุ่งเน้นผลงานสู่เชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับบริษัทเอกชน และเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับหน่วยงานของรัฐ โดยทุกๆ อย่างเน้นการพัฒนางานวิจัย และต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการและตลาด
  • ได้แนวคิดการคัดกรองลักษณะงานวิจัย และแนวคิดใน Product แบบใหม่ๆ ที่มุ่งสู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงถ่ายทอดได้ รวมทั้งการคิดค้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำจากทรัพยากรชีวภาพ วัสดุรีไซเคิล วัสดุเพื่อโลกร้อน นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ครบทุกด้าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และตอบสนองการใช้งานของลูกค้า เช่น ต่อยอดวัสดุเพื่อ Smart home ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ SCG และเบทาโกร เช่น ซีเมนต์น้ำในทะเล ซีเมนต์ที่เป็น Insulator, ตัวอย่างซีเมนต์ที่ใช้ในกับงานทันตกรรม
  • ทำให้ได้เห็นมุมมองการทำงานที่หลากหลายของหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ต้องมีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์ และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และหาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ถ้าไม่สามารถพัฒนาตนเองในด้านนี้ได้แล้ว สิ่งที่แต่ละคนทำจะมีมูลค่าน้อย
  • การทำงานที่จะให้ได้ผลงานที่ดีและประสบความสำเร็จนั้น การพัฒนาทีมงานเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

สร้างงานเขียน..จาก “ค่ายสารคดี”

ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน
นักประชาสัมพันธ์
กองสื่อสารภายใน

       รูปแบบการจัดค่ายมีให้เห็นอยู่หลากหลาย เช่น ค่ายเยาวชน ค่ายอนุรักษ์พลังงาน ค่ายรักษ์ธรรมชาติ ค่ายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานค่ายเยาวชน “ค่ายสารคดี” ซึ่งจัดโดย นิตยสารสารคดี ทำให้ได้มุมมองที่น่าสนใจมาถ่ายทอดให้ทุกท่าน

ค่ายสารคดีคืออะไร

    ค่ายสารคดีคือค่ายสำหรับเยาวชนที่จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์คือ ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการเขียนบทความทั้งในแง่ของการเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ รวมถึงภาพประกอบเรื่องที่มีความสอดคล้องกันกับเนื้อหา จัดโดย นิตยสารสารคดี เป็นการบ่มเพาะนักเขียน และช่างภาพมือใหม่ ถ่ายทอดความรู้โดยนักเขียนมืออาชีพ และ ช่างภาพของนิตยสารสารคดี พร้อมกับ การลงพื้นที่จริง สัมภาษณ์จริง ในการได้ไปมีส่วนร่วมในครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 13 นิตยสารสารคดีเลือกลงพื้นที่ในตลาดหัวตะเข้ ชุมชนหลวงพรตท่านเลี่ยม เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่ผมอยู่ มีความโดดเด่นในเรื่อศิลปะ เพราะอยู่ใกล้วิทยาลัยช่างศิลป และ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมเป็นคนในชุมชน และได้เข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนของวิทยากรชุมชน พบว่าเป็นค่ายที่ได้ทั้งสาระความรู้และความสนุก ที่สำคัญได้ “นักเขียน” “นักถ่ายภาพ” รุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นหลายคน

การบริหารจัดการค่าย

       ในด้านการเตรียมงาน มีการลงพื้นที่ก่อนการจัดงานประมาณ 4 เดือน บุคลากรในนิตยสารสารคดีต้องสืบค้น กลั่นกรองข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ค้นคว้าลงสัมผัสพื้นที่และสัมภาษณ์ผู้รู้จากคนในชุมชน เพื่อเป็นแบบฝึกหัดในการปฏิบัติการเก็บข้อมูลอย่างเข้มข้นแบบเสมือนจริง โดยมีครูคอยประกบ ท่ามกลางการปฏิบัติจริงพร้อมรับสมัครและคัดเลือกเยาวชนระดับอุดมศึกษา จำนวนประมาณ 50 คน เพื่อทำกิจกรรมค่ายสารคดี


การประชาสัมพันธ์เชิญชวน

  ในด้านการประชาสัมพันธ์ นิตยสารสารคดีใช้ช่องทางการประกาศรับสมัครทั้งในนิตยสาร และสื่อทางโซเชียล เช่น Facebook, YouTube อย่างต่อเนื่อง มีหลากหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรการเขียนบทความแบบมืออาชีพ สำหรับบุคคลทั่วไป  วิธีการเข้าถึงง่ายมาก เมื่อค้นหาในกูเกิล พิมพ์ข้อความ ค่ายสารคดี ก็เจอกิจกรรมมากมาย

สาระที่ได้ในวันงาน

    วันงานห้องเรียนค่ายสารคดีที่ตลาดหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันกับอีกสัปดาห์ เพื่อกลั่นกรอง ร้อยเรียงเรื่องราวที่เก็บมา ให้กลายเป็นงานเขียน แต่ในระหว่างขั้นตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญในการทำหนังสือและภาพประกอบ คัดประโยคเด็ด ซึ่งเป็นวรรคทองและภาพประกอบที่มีการนำเสนอที่น่าสนใจ แบ่งปัน แลกเปลี่ยน แนะนำ วิธีคิดต่างๆ เช่น

“ตลาดหัวตะเข้ ขายความเงียบอันเรียบง่าย”  – ป้าอ้อย จิตอาสาหนึ่งในทีมฟื้นฟูตลาดหัวตะเข้

“ชีวิตนอกกรอบ เป็นสุขได้เพราะมีกรอบ”  สรุปภาพชีวิตของคนทำกรอบรูปที่ตลาดหัวตะเข้

“แท้ ไม่แท้ เก่าใหม่ ได้หมด มันอยู่ที่ใจ พระอยู่ไหนก็ไม่เสื่อม”คำพูดของ จี๊ด (ณรงค์ศักดิ์) เซียนพระใต้สะพาน กล่าวถึงพระเครื่องบนแผง

   คำพูดบางประโยคที่คัดมาของนักศึกษาในค่ายสารคดี มีท่วงทำนองที่น่าสนใจ สามารถพัฒนาไปเป็นนักเขียนในอนาคตได้เป็นอย่างดีเป็น”วรรคทอง” เหมือนดอกไม้สีแดงสด ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว เป็นจุดเด่นที่ทำให้ตื่นตา ตื่นใจ อยากอ่านบทความต่อไป (รายละเอียดต่างๆ ได้จากบทความของนายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสารสารคดี)

นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพถ่ายโดย นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นิตยสารสารคดี บรรยากาศระหว่างบรรยายเรื่อง “กราฟฟิตี้”

สถานที่ที่น่าสนใจในตลาดหัวตะเข้มีมากมาย คัดมาในส่วนที่น่าสนใจ เช่น ร้านเอเฟรม รับทำกรอบรูป (มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9), หมอนวดตาบอด, กราฟฟิตี้กับชุมชนเก่า  ความลงตัวกับวิถีที่แตกต่าง,การทำผักกาดดอง,การทำขนมใบไม้  ฯลฯ ผลลัพธ์ของการดูงานค่ายสารคดี ทำให้ได้เห็น นักเขียน นักสร้างจินตนาการ นักถ่ายภาพที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากสิ่งที่เห็นและเผยแพร่ถ่ายทอดให้สาธารณชนรับรู้ นับว่าเป็นค่ายที่ “สร้างคน” สร้างผลงานด้านการเขียนที่คุ้มค่าและมีประโยขน์จริงๆ

ภาพถ่ายโดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล นิตยสารสารคดี

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ยวกับ เทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว.

     เนื่องจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ที่ดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา และบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 50 ปี ดังนั้นจึงมีการระดมความคิดกันภายในจนได้ข้อสรุปเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว. ที่อยากมาแบ่งปัน พอสรุปได้ดังนี้

  • ภาษาที่ใช้ ควรระวังไม่นำภาษาพูดที่เข้าใจกันเองในห้องปฏิบัติการมาใช้ในการเขียน
  • ความสม่ำเสมอของรายงาน ควรระวังการใช้คำที่อาจเขียนได้หลายแบบ โดยเลือกแบบหนึ่งแบบใดและเขียนให้เหมือนกันทั้งฉบับ เช่น หน่วยวัดอุณหภูมิ หรือ สัดส่วนทางคณิตศาสตร์

ควรเลือกเขียนแบบหนึ่งแบบใด เป็นต้น

  • การระบุปี ควรใส่ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ไว้หน้าตัวเลขของปีด้วย เช่น พ.ศ.2558 หรือ ค.ศ.2015 แทนการใส่ว่า ปี 2558 หรือ ปี 2015 เฉยๆ เพื่อป้องกันการสับสนและคลาดเคลื่อน
  • ชื่อเฉพาะที่มาจากภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอื่น ปกตินิยมเขียนเป็นภาษาไทย และ ภาษานั้นๆ ร่วมกัน เช่น ไบโอดีเซล (อังกฤษ: biodiesel) ในครั้งแรกที่ปรากฏในรายงานวิชาการ จากนั้นควรใช้ชื่อเฉพาะนั้นเป็นภาษาไทยต่อไป เช่นในที่นี้ใช้ ไบโอดีเซล ต่อไปให้เหมือนกันทั้งรายงาน ไม่ควรใช้สลับภาษากันไปมา
  • การทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ ให้ยึดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสภา โดยศึกษาได้จาก เว็บไซต์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาพ หรือ หนังสือศัพท์วิทยาศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสภา

รูปแบบโครงสร้างการจัดทำรายงานวิชาการของ วว.

     สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานวิชาการของ วว. เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ประกอบด้วยรายละเอียดเนื้อหาสาระสมบูรณ์ครบถ้วนตามหลักของการจัดทำรายงานวิชาการที่มีคุณภาพ

     โดยในส่วนของรูปแบบการจัดหน้าของรายงานวิชาการ วว. ได้กำหนดไว้ดังนี้

     ทั้งนี้ในการจัดเก็บรายงานวิชาการในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล วว. ได้กำหนดให้จัดเก็บแต่ละส่วนแยกเป็นไฟล์ดังนี้

       สำหรับโครงสร้างเนื้อหาของการจัดทำรายงานวิชาการ วว. ประกอบด้วย

 

เก็บตกจากการประเมินโครงการ : การสร้างนวัตกรรมและข้อเสนอโครงการที่ดี

       ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมประเมินโครงการวิจัยพัฒนากับ ดร.เสริมพล รัตสุข, อ.อัครพงศ์ ผ่องสุวรรณ, Innovation Developer จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ ผู้เชี่ยวชาญ จาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องของมุมมองในการคิดงานวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ผลผลิตสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงขอนำความรู้ดังกล่าวมาแบ่งปันเพื่อนักวิจัยรุ่นใหม่และผู้ที่กำลังคิดสร้างนวัตกรรมสามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

       ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง นวัตกรรม กับ สิ่งประดิษฐ์ ในมุมมองของการตลาดอย่างง่ายๆกันดีกว่า

       นวัตกรรม (Innovation) คือ การสร้างสิ่งใหม่ที่ขายได้ ถ้าขายไม่ได้ ถือว่าเป็นแค่ การประดิษฐ์ (Invention)

       นวัตกรรมที่น่าสนใจในมุมมองของการตลาดจำเป็นต้องตอบโจทย์ในประเด็นดังนี้

  • Fixing Pain Point คือ การแก้ปัญหา หรือข้อจำกัด ที่ผู้ใช้ได้รับจากบริการหรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้ยังไม่รู้สึกพอใจหรือได้ประโยชน์สูงสุดตามที่ได้ลงทุนไป
  • Market Impact คือ ผลที่ได้เมื่อเรานำสิ่งที่เราคิดไปจัดจำหน่ายในท้องตลาด เช่น เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและน่าสนใจจนสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการนวัตกรรมนั้นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ลงทุนน้อยกว่าคู่แข่ง ราคาถูกกว่าคู่แข่ง มีคุณค่าที่แตกต่างจากคู่แข่ง
  • Disrupt Industry คือ การเปลี่ยนมุมมองการผลิตและการบริการที่ออกนอกกรอบกฏเกณฑ์ที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือ อุตสาหกรรม จนสามารถสร้างพื้นที่ใหม่ของผลิตภัณฑ์และบริการ ในฐานะของการเป็นเจ้าแรกที่มีความแตกต่างจากของเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาดเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้แนวความคิดที่เรียกว่า Disruption นั้นจะไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัว สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมและบริบทที่เปลี่ยนไป

       จากนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการ หัวใจสำคัญของข้อเสนอโครงการที่ดี อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

  • ชื่อโครงการ ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อดำเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้ว อะไรคือนวัตกรรมที่จะได้ โดยสามารถตอบโจทย์ในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้การจะได้มานั้นซึ่งนวัตกรรมที่เราต้องการจะสร้างนั้น เราจำเป็นต้องศึกษา ค้นคว้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ในท้องตลาด รวมถึงงานวิจัยทั้งที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ที่กำลังดำเนินการอยู่ และที่มีการวางแผนจะดำเนินการ ไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะแค่ในประเทศแต่ต้องรวมถึงที่มีในต่างประเทศด้วย เพื่อจะได้เกิดความแน่ใจว่าสิ่งที่เราคิดจะสร้างนั้น มีใครทำแล้วหรือคิดเหมือนเราไหม ถ้าเหมือนก็ไม่ควรที่จะทำ ถ้าต่างเราก็ต้องตอบได้ว่าต่างกันตรงไหน ระหว่างเรากับเขาใครดีกว่ากัน ถ้าดีกว่าก็ลุย
  • มีการระบุกลุ่มลูกค้า หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์ จากโครงการที่ชัดเจน ยิ่งถ้าสามารถแสดงให้เห็นว่ามีคนรอใช้ผลผลิตของโครงการเราอยู่จำนวนไม่น้อย โอกาสที่ข้อเสนอโครงการจะผ่านก็ยิ่งมีมาก
  • มีแผนและงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการที่ครอบคลุมทุกกิจกรรม รวมทั้งมีระยะเวลาในการดำเนินงานที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ การศึกษา กฏระเบียบ ข้อกำหนด และมาตรฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เราจะดำเนินการ เช่น ถ้าจะทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสักชนิด เราจำเป็นต้องรู้ว่าการที่เราจะผลิตออกขายในท้องตลาดได้นั้น เราต้องได้รับการรับรองหรืออนุญาตจากใครบ้าง และระยะเวลาตลอดจนค่าใช้จ่ายในการขอการรับรองและการอนุญาตนั้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะทำให้เราสามารถกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการและงบประมาณที่ต้องใช้ได้อย่างครบถ้วนเหมาะสม
  • มีแบบจำลองธุรกิจ หรือ Business Model  ที่แสดงให้เห็นว่า ผลของโครงการจะสามารถทำเงินให้กับลูกค้า หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ อย่างไร โดยแสดงให้เห็นวิธีการ ทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ และต้นทุนในการดำเนินงานในโครงการนั้นๆประกอบด้วย
  • ระยะเวลาการคืนทุนไม่ควรเกิน 2 ปีครึ่ง

       เพียงแค่นี้ ไม่ยากใช่ไหมคะที่เราจะคิดสร้างนวัตกรรม และทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนในการดำเนินงาน มาร่วมกันสร้างนวัตกรรมที่มี Impact กันเถอะค่ะ