การจัดการข้อร้องเรียนของ วว.

     วว. ได้มีการทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนในการจัดการข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์และบริการของ วว. ตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าและความต้องการของตลาดสูงสุด

กระบวนการสร้างนวัตกรรม

อรุณี ชัยสวัสดิ์
นักวิจัย
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.)

     การพัฒนานวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาด  มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ สามารถขายและสร้างเป็นธุรกิจได้นั้น  ต้องมีองค์ประกอบหลายประการ  เช่น ความใหม่ (Newness)   ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำ หรือเลียนแบบ สามารถใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefit) หรือสามารถขยายผลสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องได้

     กระบวนการสร้างนวัตกรรม เกิดขึ้นหลากหลายวิธี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ความต้องการแก้ปัญหา (Problem) การจัดการและต่อยอดองค์ความรู้ (Knowledge Management) และการปรับปรุงและพัฒนา (Improvement) ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยม เนื่องจากประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ อีกทั้งมีโอกาสสำเร็จสูง สามารถนำไปใช้ได้ทั้ง นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) วิธีการโดยการระดมความคิด เพื่อค้นหาจุดบกพร่องของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการเดิม ประกอบกับการประเมินความต้องการหรือความพึงพอใจของผู้ใช้ นำมาใช้เป็นข้อมูลป้อนเข้า (Input) เพื่อใช้วิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่แท้จริงของปัญหา ดังนั้น การวางแผนเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้วยวิธีนี้ จึงต้องมีการกำหนดแผนและวิธีการดำเนินงาน ในรูปแบบของกระบวนการ (Process Approach) โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน รูปแบบนี้สามารถใช้ได้กับ งาน กระบวนการ และ กิจกรรมทุกประเภท นั่นคือ พิจารณาจาก ส่วนปัจจัยนำเข้า (Input) คือ ทรัพยากร วัตถุดิบ ประกอบด้วย ชนิด ประเภท สัดส่วน ปริมาณ น้ำหนัก ความชื้น ฯลฯ ส่วนกระบวนการ (Process) คือ วิธีการ ขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนการผลิต ได้แก่ กระบวนการ เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ ระยะเวลาการผลิต อุณหภูมิ ความดัน ระบบควบคุม ระบบ IT การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลผลิต (Output) คือ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ บริการใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ตามต้องการ

     หลักการ Process Approach เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยนำเข้า (Input) เช่น เปลี่ยนวัตถุดิบ สัดส่วนหรือปริมาณฯลฯ ก็จะทำให้ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับกระบวนการ (Process) สามารถจำแนกเป็น กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนหรือวิธีการ เช่น เปลี่ยนเทคโนโลยี/เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนเครื่องมือ ระยะเวลา อุณหภูมิ ความดัน ฯลฯ ทำให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน สำหรับกระบวนการทำงานในภาคธุรกิจบริการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น การบริหารงานคุณภาพ การนำระบบ IT มาใช้ สามารถลดขั้นตอน การซ้ำซ้อน ใช้คนน้อยลง ลดความผิดพลาด รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น เกิดเป็นกระบวนการใหม่ ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่นี้ หากสามารถสร้างรายได้ หรือมูลค่าเชิงพาณิชย์ ก็จะกลายเป็นนวัตกรรมใหม่นั่นเอง

     อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดำเนินงานในภาคธุรกิจ หรือภาคอุตสาหกรรมการผลิตนั้น ประกอบด้วย กิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆมากมาย เมื่อนำมาเชื่อมโยงกัน จะทำให้ Output ของ Process หนึ่งไปเป็น Input ของอีก Process หนึ่ง เกิดความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) จนเกิดเป็นระบบ (System Approach) ดังนั้น หาก Input เริ่มต้นดี จะส่งผลให้ได้ Output ดี เช่นกัน แต่หาก Input ไม่ดี ก็จะส่งผล Output ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพ ซึ่ง Output ที่ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพนี้จะกลายเป็น Input ของกระบวนการต่อไปอีก ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลลัพธ์ด้อยคุณภาพ ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่โดยใช้ Process Approach และ System Approach จะช่วยให้นวัตกร (Innovator) สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของกระบวนการ และค้นหาจุดบกพร่อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นเครื่องมือดำเนินการ ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลาย สามารถตอบสนองความคาดหวัง และความต้องการของผู้บริโภค มีความทันสมัย โดดเด่นและแตกต่าง สร้างเป็นธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างไม่สิ้นสุด

การทำความเคารพธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       คราวนี้ เรามาร่วมกันเรียนรู้ถึง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ การทำความเคารพ ธงชาติไทย เพื่อว่า เราสามารถแนะนำเพื่อน หรือ คนอื่นๆ ได้อย่างถูกต้อง เมื่อต้องมีการร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสที่ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ

วิธีประดับ ธงชาติไทย ที่ถูกต้อง

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       เนื่องจาก ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ เรามาศึกษาถึง วิธีประดับ ธง ที่ถูกต้องกันดีกว่า

การเชิญ การชัก ธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       ตามที่ ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ และเราได้ทำความรู้จักเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของธงชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาแล้วนั้น คราวนี้เรามาร่วมกันเรียนรู้ถึง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ การเชิญ การชัก ธง กันดีกว่า

TISTR E-BOOK

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

tistr e_book

ความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหาร

ศิโรรัตน์  ตั้งสถิตพร
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

       ปัจจุบันมีปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อห่อหุ้มและรักษาคุณภาพของอาหารเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการออกแบบรูปร่างที่หลากหลายและมีสีสันที่สวยงาม ซึ่งอาจส่งผลให้มีสารอันตรายปนเปื้อนในอาหารและส่งผลต่อร่างกายเมื่อได้รับการสะสมในปริมาณมาก ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านความปลอดภัย และกำหนดมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารขึ้น เพื่อใช้เป็นระเบียบในการควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยสำนักงานอาหารและยา (US Food and Drug Administration) หรือระเบียบสหภาพยุโรป (Commission Regulation) เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับอาหารที่ปลอดภัย ดังนั้นบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารที่ผ่านระเบียบข้อบังคับนี้ จึงได้รับการยอมรับในมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์

1

       ประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของประชาชนภายในประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันการปนเปื้อนในอาหาร จึงออกระเบียบข้อบังคับ เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทําจากพลาสติก ฉบับที่ 295 ซึ่งกำหนดให้ภาชนะบรรจุที่ผลิตจากพลาสติกต้องมีคุณภาพ เช่น

  1. สะอาด ไม่มีสารอื่นออกมาปนเปื้อนกับอาหารในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และไม่มีสีออกมาปนเปื้อนกับอาหาร
  2. ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสีสัมผัสอาหาร ยกเว้นพลาสติกชนิดลามิเนต (laminate) ที่พลาสติกชั้นในสุดต้องไม่มีสี หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นผ่านการเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  3. ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำขึ้นจากพลาสติกที่ใช้แล้วบรรจุอาหาร เว้นแต่ใช้เพื่อบรรจุผลไม้ ชนิดที่ไม่รับประทานเปลือก
  4. ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกที่เคยใช้บรรจุหรือหุ้มห่อปุ๋ย วัตถุมีพิษ หรือวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นภาชนะบรรจุอาหาร
  5. ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกซึ่งใช้บรรจุนมหรือผลิตภัณฑ์นม ต้องเป็นพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีน, เอทิลีน 1-แอลคีน โคพอลิเมอร์ไรซด์เรซิน, พอลิพรอพีลีน, พอลิสไตรีน หรือพอลิเอทิลีนเทเรฟ-ทาลเลต
  6. ปริมาณสารตะกั่ว สารแคดเมียม สารหนู สารฟอร์มัลดีไฮด์ และสารสไตรีน เป็นต้น ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

2

       นอกจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทางการค้าทั่วไปแล้ว ยังมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ ตามมาตรฐานสากล ISO17088-2012  ซึ่งประเทศไทยโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ออกประกาศกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมข้อกำหนดพลาสติกสลายตัวได้ เลขที่ มอก. 17088-2555 เพื่อให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของไทยได้คุณภาพตามกฎระเบียบในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ของประเทศคู่ค้าที่สำคัญและเป็นการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค

เกณฑ์กำหนดตามมาตรฐานสากล ISO 17088-2012 (หน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

table1

       ถึงแม้ว่าภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค ด้วยการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ออกมา หากแต่ผู้บริโภคยังเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสมบัติไม่เหมาะสม ก็มีโอกาสได้รับสารอันตรายเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. 2558. การศึกษาข้อมูลกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 295) พ.ศ. 2548 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก

International Organization for Standardization. ISO 17088: Specifications for compostable   plastics. 8 pp.

จุลินทรีย์ผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก

นิตยาพร  สมภักดีย์
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

          ขยะพลาสติกจากการใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงใส่อาหาร ขวดเครื่องดื่ม กล่องโฟม จัดเป็นปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอันดับต้นๆของโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นพลาสติกที่ผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีปริมาณความต้องการใช้งานที่สูงมากแต่ระยะการใช้งานสั้น ก่อให้เกิดปัญหาปริมาณขยะพลาสติกล้นเมืองขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความคงทนสูง เมื่อถูกทิ้งให้เป็นขยะจะต้องใช้เวลาในการสลายตัวตามธรรมชาติไม่ต่ำกว่า 20 ปีไปจนถึงมากกว่า 1,000 ปี

 

image001
ขยะในบ่อฝังกลบของไทย

          จุลินทรีย์…สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นประโยชน์ในการผลิตและถนอมอาหาร ตลอดจนการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ การเกษตร เป็นต้น สำหรับด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ จุลินทรีย์จัดเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก  กล่าวคือ นอกจากการสลายตัวของพลาสติกที่เกิดขึ้นได้โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในธรรมชาติที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานแล้ว จุลินทรีย์บางชนิดสามารถที่จะผลิตพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ นำมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  แต่สลายตัวได้ง่ายในธรรมชาติ หรือที่เรียกกันว่า “พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งในปัจจุบันพลาสติกชีวภาพที่นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ได้แก่

          1. Polylactic acid (PLA) เป็นพลาสติกชีวภาพชนิดแรกที่มีงานวิจัยรองรับและได้รับความสนใจในเชิงพาณิชย์มากที่สุด ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึงร้อยละ 54 โดยทั่วไป กระบวนการผลิต PLA เริ่มจาก การผลิตกรดแลคติกจากกิจกรรมของจุลินทรีย์กลุ่มแลคติกแอซิดแบคทีเรียในกระบวนการหมักวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ แป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น จากนั้น นำกรดแลคติกมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นสารใหม่ที่มีโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนเรียกว่า แลคไทด์ แล้วนำมากลั่นในระบบสุญญากาศเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างได้เป็นพอลิเมอร์ของแลคไทด์ ที่เป็นสายยาวขึ้น (Polymerization) เรียกว่า PLA ผลิตภัณฑ์จาก PLA มีหลากหลายชนิด อาทิ แก้วน้ำ กล่องบรรจุอาหาร ถุงใส่ของ เป็นต้น หลังสิ้นสุดการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกย่อยสลายได้ง่ายด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ

PLA-1

Polylactic acid รูปแบบ pellets
(http://www.alibaba.com/product-detail)

PLA-2

ผลิตภัณฑ์จาก Polylactic acid
(http://www.nkrpackage.com/site/bioplastic.html)

 

         2. Polyhydroxyalkanoates (PHAs)  เป็นโพลิเมอร์ที่จุลินทรีย์ เช่น Ralstonia eutropha, Rhodobacter shaeroides, Pseudomas putida   สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะสมในเซลล์ การสร้าง PHAs จะเกิดขึ้นเมื่อแหล่งอาหาร เช่น ไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสขาดแคลน ในขณะที่มีแหล่งคาร์บอนอื่นๆ อยู่มากเกินความจำเป็น การผลิต PHA เริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ในอาหารเลี้ยงเชื้อที่เหมาะสมต่อสะสม PHA เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดูที่เซลล์ของจุลินทรีย์จะเห็น PHAs เป็นแกรนูลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.5 ไมโครเมตร กระจายอยู่ทั่วไปในไซโทพลาซึม เมื่อสิ้นสุดการเพาะเลี้ยงจะนำเซลล์จุลินทรีย์มาสกัดและทำบริสุทธิ์ให้ได้ PHA  ปัจจุบันมีการนำพลาสติกชีวภาพในกลุ่ม PHA มาใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น แก้วน้ำ ฝาขวดน้ำ ฝาแก้ว รวมทั้งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีกลุ่ม Fire chemical และวัสดุเคลือบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

PHA-2

PHAs ภายในเซลล์ของ Rhodobacter shaeroides
(http://www.biotechnologyforums.com/thread-2280.html)                        

PHA-7

ผลิตภัณฑ์จาก PHAs
(https://www.biooekonomie-bw.de/en/articles/news/bacteria-to-produce-bioplastics/)

 

          อย่างไรก็ตาม วัสดุใดๆในโลกต้องมีวันเสื่อมสลาย หรือเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นรูปแบบอื่น โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยที่ไม่มีชีวิต เช่น แสง ความร้อน ความชื้น ความเป็นกรด ด่าง เป็นต้น และปัจจัยที่มีชีวิต คือ จุลินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ “ย่อยสลายทางชีวภาพ”

          การย่อยสลายทางชีวภาพของวัสดุทั่วไปหลังจากทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ทั้งบนดิน ในแหล่งน้ำ หรือในทะเล เมื่อได้รับแสง ความร้อน ความชื้น กรด ด่างในระยะเวลาหนึ่ง วัสดุเหล่านั้นจะมีการเสื่อมของโครงสร้างทางเคมี จากวัสดุที่มีขนาดใหญ่จะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ และเมื่อมีขนาดเล็กกว่า  0.2 ไมโครเมตร จุลินทรีย์จะสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการเจริญเติบโต ทั้งนี้ ถ้าเป็นการย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย ในขณะที่การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และก๊าซมีเทน กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม กล่าวได้ว่าการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เป็นกระบวนการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ. 2556. INNOVATION TREND: พลาสติกชีวภาพ. http://www.nia.or.th/innolinks/page.php.

ประดินันท์ เอี่ยมสะอาด. 2560. โพลีไฮดรอกซีอัลคาโนเอตซ พลาสติกชีวภาพจากแบคทีเรีย. วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. ปีที่ 27. ฉบับที่ 1. หน้า 147-158.

จตุพร วุฒิกนกกาญจน์และคณะฯ. 2556.  การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ จากพลาสติกชีวภาพชนิด PLA. คณะพลังงานสิ่งแวดและวัสดุ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี.
http://www.seem.kmutt.ac.th/research/pentec/interestingarticle.php.

ภัยมืด….ปัญหาสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในสิ่งแวดล้อม

ชาญชัย คหาปนะ
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ, วว.

 

          ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในการเพิ่มผลผลิตและกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งจากข้อมูลของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ปี 2560 (ตารางที่ 1) ที่แสดงให้เห็นถึงปริมาณและมูลค่าการนําเข้าสารกําจัดศัตรูพืช นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้แล้ว ยังสะท้อนภาพให้เห็นถึงปริมาณการใช้สารกําจัดศัตรูพืชของประเทศไทยในแต่ละปีว่ามีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากมีราคาถูก เห็นผลชัดเจนและรวดเร็วในการควบคุมการระบาดของโรคและศัตรูพืช

Environmental Impacts_01

          อย่างไรก็ตาม วัตถุอันตรายทางการเกษตรเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงอาจส่งผลให้ศัตรูพืชดื้อยาได้อีกด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถเข้าถึงสารเคมีได้ง่ายและมีการใช้มากเกินความจำเป็น ประกอบกับการใช้สารที่ผิดวิธี และพฤติกรรมการใช้สารของเกษตรกรไทยที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสม เป็นปัญหาที่สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของเกษตรกรรวมถึงผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

          จากข้อมูลโครงการวิจัยโดยห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ (2558) ที่ตรวจพบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างหลายชนิดในตัวอย่างดินและน้ำของพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจแบบยกร่อง ที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี อาทิ สารกำจัดเชื้อรา Carbendazim, Copper oxychloride, Ethion สารกำจัดวัชพืช Glyphosate สารกำจัดแมลง Imidacloprid โดยพบปริมาณตกค้างในดินมากกว่าในน้ำกว่า 100 เท่า (ตารางที่ 2) ซึ่งจากการรายงานของ Pimentel (1995) ได้อธิบายว่า ร้อยละ 99.9 ของสารกำจัดศัตรูพืชจะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม มีเพียงแค่ร้อยละ 0.1 ที่จะไปถึงแมลงศัตรูพืชที่เป็นเป้าหมาย นอกจากนี้ การใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ฉีดพ่นลงในพื้นที่เกษตรกรรมมีการสะสมในดินได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ซึ่งตามปกติจะพิจารณาจากค่าครึ่งชีวิต (Half Life) ของสารชนิดนั้นว่าใช้ระยะเวลาการสลายตัวจนเหลือความเข้มข้นร้อยละ 50 ถ้าหากสลายตัวได้ช้าโอกาสที่สารนั้นจะแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำย่อมเป็นไปได้สูง

Environmental Impacts_02

IMG_0138-1  IMG_0141-1  IMG_0861-1

          แนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คือ การใช้กระบวนการทางชีวภาพที่เรียกว่า Bioremediation ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมของกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสารอันตรายให้อยู่ในรูปของสารที่มีค่าความเป็นพิษน้อยลงหรือสลายตัวได้อย่างสมบูรณ์เป็นกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ จากผลการดำเนินงานในหัวข้อนี้มากว่า 10 ปี วว. ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีด้าน Bioaugmentation ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งของกระบวนการ Bioremediation มาใช้ในการบำบัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนในน้ำ ทั้งในพื้นที่ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการมีส่วนช่วยลดปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้น เป็นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

 

เอกสารอ้างอิง:

สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร. 2560. รายงานสรุปการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

Pimentel, D. 1995. Amounts of Pesticides Reaching Target Pests: Environmental Impacts and Ethics, Journal of Agricultural and Environmental Ethics, 8(1), 17-29.

รู้รอบธงชาติไทย จากกิจกรรม 100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย

ดร. คนึงนิจ  บุศราคำ
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์, วว.

 

     เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมโครงการ “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย”  ที่จัดขึ้น ณ วว. เทคโนธานี คลอง 5 ซึ่ง วว. ได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย คุณพฤติพล  ประชุมพล และทีมงาน นำของสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธงชาติไทยมาจัดแสดง พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจเกี่ยวกับประวัติของธงชาติไทยของเราให้ชาว วว. ได้ฟังกัน ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับฟังการบรรยายของท่านผู้อำนวยการฯ ผู้เขียนรู้สึกประทับใจและอยากถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวประวัติของธงชาติไทยให้ผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมฟังในวันนั้นได้อ่านใน TISTR Blog นี้ค่ะ

AOR

กำเนิดธงไตรรงค์

 

     อดีตที่ผ่านมาเนเธอร์แลนด์ได้เข้ามาทำการค้าในแดนสุวรรณภูมิเป็นประเทศแรกๆ  ซึ่งเส้นทางการคมนาคมขนส่งคือทางน้ำ  ครั้นเมื่อเรือรบฝรั่งเศสได้เดินทางเข้ามาในน่านน้ำ ณ ดินแดนสยาม และมีความประสงค์ในการให้เกียรติประเทศเรา  จึงได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ป้อมปราการให้แสดงธงประจำชาติเพื่อการยิงปืนทำความเคารพตามอารยธรรมของชนชาติตะวันตก   แต่ด้วยความที่ประเทศเราไม่มีวัฒนธรรมดังกล่าวจึงได้เชิญธงของประเทศเนเธอร์แลนด์ขึ้นสู่ป้อมปราการดังกล่าว  ยังความขุ่นเคืองให้กับทหารฝ่ายฝรั่งเศส  จนทำให้ฝ่ายไทยต้องเชิญธงประเทศเนเธอร์แลนด์ลง แต่ด้วยความรีบระคนกับตกใจทหารประจำป้อมจึงได้เปลี่ยนไปใช้ธงเดินเรือแทนธงชาติเนเธอร์แลนด์   นี่จึงเป็นการใช้ธงชาติครั้งแรกของไทย    ส่วนสาเหตุที่ธงเดินเรือในสมัยก่อนเป็นสีแดงเนืองจากสีแดงเป็นสีที่เห็นชัดที่สุด

     ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีการอาศัยกันแบบบ้านพี่เมืองน้องไป   ประชาชนของแต่ละประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันตามอัธยาศัย  ต่อมาเมื่อถึงยุคล่าอาณานิคม    การแบ่งแยกดินแดนโดยประเทศผู้ล่าฯ ทำให้วิถีชีวิตของคนในแถบนี้เปลี่ยนไป   คือ มีการกำหนดเขตแดนกันชัดเจนระหว่างประเทศนักล่าอาณานิคม คือ อังกฤษ และฝรั่งเศส    ย้อนกลับมาที่ความเชื่อของคนไทยในอดีตที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้นคือ องค์อวตารของพระนารายณ์  ซึ่งพระนารายณ์มีหัตถ์ 4 กร ถือ จักร สังข์ คทา และดอกบัว  ซึ่งจักรนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรี  ดังนั้นจึงมีการนำสัญลักษณ์จักรใส่ไว้ตรงกลางธงสีแดง   อย่างไรก็ตาม ธงพื้นแดงกับจักรนั้นเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์และพระมหากษัตริย์   ซึ่งประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถนำไปใช้ได้

     สมัยรัชกาลที่ 2   เป็นยุคที่บ้านเมืองสงบสุข  และมีการจับช้างเผือกได้ทั้งสิ้น 3 ตัว  ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่หายาก  นำไปสู่การใช้รูปช้างลงไปบนธง  ทำให้สมัยนี้ธงชาติประกอบไปด้วย ธงพื้นแดง จักร และช้างเผือก กลางจักร  กลางธง   ซึ่งธงนี้ประชาชนทั่วไปนั้นไม่สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน     ดังนั้นในหลวงรัชกาลที่ 3  จึงทรงให้มีการจัดทำธงที่ราษฎรสามารถนำไปใช้ได้   โดยการนำเอาสัญลักษณ์จักรออกจากธง     ดังนั้นในรัชกาลที่ 3 นี้ ธงประจำชาติมี 3 แบบ คือ ธงสำหรับพระมหากษัตริย์ (ธงพื้นขาบ (น้ำเงินอมม่วง) ตรงกลางธงธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  ธงสำหรับราชวงศ์ (ธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  และธงสำหรับราษฎร (ธงพื้นแดงและตรงกลางมีรูปช้างเผือก)

     สมัยรัชกาลที่ 4  เป็นยุคที่สยามประเทศทำการค้ากับชาติตะวันตกหลายประเทศ  โดยประเทศนั้นๆ ได้มีการตั้งสถานทูตขึ้นและมีการเชิญธงประจำประเทศตัวเองที่สถานทูตนั้นๆ  ทำให้ชาวบ้านเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าสยามประเทศตกเป็นเมืองขึ้นของชาติยุโรป   ส่งผลให้เกิดความแตกตื่นของราษฎรที่เกรงกลัวการโดนชาวต่างชาติทำร้ายและจับกุมตัวไป     ร้อนถึงในหลวงรัชกาลที่ 4 ต้องทรงแก้ปัญหาโดยการให้เอาธงเรือ (ธงพื้นสีแดง และช้างเผือกตรงกลางธง) ขึ้นมาปักตามบ้านเรือนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรายังคงมีอธิปไตย   โดยที่ชาวต่างชาตินั้นไม่มีสิทธิในการทำร้ายคนไทย   จึงนับเป็นการใช้ธงบนบกเป็นครั้งแรกในสยามประเทศ   อย่างไรก็ตาม การทำธงในสมัยก่อนนั้นต้องอาศัยการวาดรูปช้างบนผืนธง  ทำให้รูปช้างนั้นมีหลายลักษณะและไม่สง่างาม

     สมัยรัชกาลที่ 5  เนื่องจากปัญหาความไม่สง่างามของรูปช้างบนผืนธง  ส่งผลให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 นั้นมีการออกพระราชบัญญัติธงในปี พ.ศ. 2434  ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายธงฉบับแรกของสยามประเทศ  โดยมีข้อกำหนดให้สัญลักษณ์ช้างเผือกบนผืนธงนั้นมีลักษณะไปในทางเดียวกัน    ต่อมาในรัชสมัยของในหลาวงรัชกาลที่ 6  พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ในการนำเอารูปช้างเผือกออกจากผืนธงเพื่อความเป็นสากล  แต่โดนทัดทานจากเสนาบดีต่างๆ    จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2459 ทรงเสด็จพระราชดำเนินยังจังหวัดอุทัยธานี   ราษฎรได้ประดับธงเพื่อรอรับเสด็จ แต่เกิดความผิดพลาดในการขึ้นธงคือเกิดโดยขาช้างนั้นชี้ขึ้นข้างบนซึ่งเป็นการมิบังควร   ประกอบกับธงชาติดังกล่าวหาได้ยากชาวบ้านจึงมีการดัดแปลงใช้ผ้าริ้วแดงและขาว  โดยสีขาวนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนช้างเผือก  ใช้ประดับเพื่อรอรับเสด็จ   ในหลวงรัชกาลที่ 6  ทรงพระราชบัญญัติลงในหนังสือวชิราวุธานุสรณ์ในปี 2459  ว่าด้วยเรื่องธง  คือ กำหนดให้ธงที่ใช้ในการรับเสด็จนั้นเป็นธงริ้วขาวแดง  และธงที่ใช้ตามสถานที่ราชการคือ ธงพื้นแดงและมีรูปสัญลักษณ์ช้างเผือกตรงกลาง   โดยประกาศให้มีการใช้ธงทั้งสองดังกล่าวในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2459

     การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของสยามประเทศในรัชกาลที่ 6   นั้นก็นับเป็นอีกหนึ่งสามาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นของธงชาติ   เนื่องจากฝ่ายพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา  ซึ่งธงชาติของทั้ง 3 ประเทศประกอบไปด้วยสีแดง น้ำเงิน และขาว   เพื่อเป็นการสอดคล้องกับประเทศดังกล่าว  ในหลวงรัชกาลที่ 6  จึงรับสั่งให้นำสีน้ำเงินมาใช้ในธงชาติ   โดยสีน้ำเงินนี้เรียกว่าสีขาบ ซึ่งมีเฉดน้ำเงินอมม่วง)  ซึ่งเป็นที่มาของธงไตรรงค์   โดยมีการประกาศให้ใช้ธงไตรรงค์ครั้งแรก ในวันที่ 24 กันยายน 2460

     ดังนั้นที่มาของธงไตรรงค์แต่ละสี ได้แก่ สีแดง มาจากสีของธงเรือที่ใช้ในสมัยก่อน  สีขาวมาจากสีของช้างเผือก และสีน้ำเงินมาจากสีของธงชาติพันธมิตร   โดยความหมายของแต่ละสีนั้นในหลวงรัชกาลที่  6  ทรงเป็นผู้พระราชทานความหมายดังนี้ คือ  สีแดง หมายถึงสีของโลหิตของบรรพบุรุษที่ปกป้องผืนแผ่นดินสยามให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม  สีขาว หมายถึงธรรมที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี  และสีน้ำเงิน หมายถึงสีของพระมหากษัตริย์ อันหมายถึงสีประจำวันพระชนมวาร ของในหลวงรัชกาลที่ 6

     พระราชบัญญัติธงชาติฉบับที่ใช้ อยู่ปัจจุบันคือฉบับประกาศในปี 2522 โดยมีการกำหนดสัดส่วนชัดเจนคือ กว้าง คูณ ยาว เท่ากับ 6 คูณ 9 ส่วน  แบ่งเป็น แดง/ขาว/น้ำเงิน/ขาว/แดง เท่ากับ 1/1/2/1/1 ตามลำดับ   ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการประกาศใช้ธงไตรรงค์คือ การนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่  1 ปัจจุบันตามพระราชบัญญัติธงปี 2522 ธงชาติไทย มี 2 แบบ คือ

  1. ธงไตรรงค์
  2. ธงราชนาวี คือ ธงไตรรงค์ที่มีรูปช้างเผือกกลางธง

     สาเหตุที่ต้องมีธงชาติชนิดที่ 2 คือ  ในข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเดินทะเล  คือ เรือหนึ่งลำนั่นหมายถึง อธิปไตย ของเรือลำนั้นๆ   ดังนั้นเท่ากับเป็นการประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ   ดังนั้นเรือรบหลวงจึงต้องมีธงประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ

     ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการประกาศให้วันที่ 28 กันยายน เป็นวันประดับธงชาติไทย และในปี 2560 นี้ ก็จะครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ไตรรงค์ธงชาติไทยค่ะ

     และทั้งหมดนี้ก็คือ ประวัติคร่าวๆ เกี่ยวกับธงชาติไทย จากกิจกรรม “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย” ที่ผู้เขียนเก็บมาฝากค่ะ