How to

        การเริ่มต้นเขียนบทความลงบล็อกนั้น สำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจถึงรูปแบบของบล็อก และออพชั่นต่างๆ ในฟอร์มสำหรับเริ่มต้นเขียนนั้น มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร

วิธีการเขียนบทความ

  • Title = ชื่อบทความ
  • Post = เนื้อหาของบทความ
  • Tags = คำจำกัดความสั้นๆ 2-3 คำ สำหรับบ่งบอกถึงสาระหลักของเรื่องที่เราเขียน
  • Categories = เลือกกลุ่มของบทความที่เราเขียน

        เมื่อเขียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็คลิก [ Save ] ด้านขวามือ

Posts ทำอะไรได้บ้าง

        การเขียนเนื้อหาลงในส่วนนี้ นักเขียนสามารถเขียนและปรับแต่งข้อความได้คล้ายกับการสร้างเอกสารจาก ms-word หรือถ้าคุ้นชินที่จะเขียนจาก ms-word ปรับแต่งให้เรียบร้อยแล้วคัดลอกมาวาง (Paste) ลงก็ได้เช่นกัน
        ฟอร์มโพสต์นี้ได้ให้ความสามารถในการปรับแต่งและอำนวยความสะดวกในการเขียนอยู่มากพอสมควรเพียงพอแล้ว เช่น

  • จัดรูปแบบอักษรได้ เช่น ตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้นใต้ ใส่สี ปรับขนาดอักษร ใส่สัญลักษณ์พิเศษ จัดชิดซ้าย กลาง ขวา ย่อหน้า หรือครอบ quote ได้ ฯลฯ (คลิกที่ปุ่ม [ Show/Hide Kitchen sink ] เพื่อเพิ่มปุ่มเครื่องมือ)
  • [ HTML / Visual ] สำหรับนักเขียนที่ถนัด HTML สามารถสลับสไตล์การเขียนได้
  • [ Insert More tag ] สำหรับการบอกให้ระบบตัดคัดย่อข้อความที่มีเนื้อหายาว เพื่อไม่ให้บทความเต็มของเราแสดงผลยาวเกินไปในหน้าแรกของบล็อก หากเนื้อหามีความยาวมากเกิน ประมาณ 20-30 บรรทัดขึ้นไป เมื่อแสดงผลในหน้าแรก เนื้อหาจะสิ้นสุด ณ เส้นคั่นที่เราระบุนี้ โดยจะมีปุ่ม more เกิดขึ้นให้ คลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาเต็มได้
  • [Toggle fullscreen mode] สามารถขยายช่อง posts นี้ให้เต็มหน้าจอลักษณะคล้ายกับ ms-word ได้  หรือจะใช้วิธีคลิกที่มุมล่างซ้ายเพื่อลากให้ขยายความยาวของฟอร์มได้เช่นกัน
  • [Add media] สามารถนำ ภาพ เสียง คลิปวิดีโอ แฟลช มาประกอบเนื้อหาได้ โดยระบุ URL ตำแหน่งของไฟล์มีเดียที่มีอยู่บนอินเตอร์เน็ตแล้ว (เช่น ลิ้งค์มาจากเว็บไซต์อื่น) หรือทำการ upload ด้วยตนเองเข้าระบบเซิร์ฟเวอร์ก็ได้ แต่สำคัญที่ ไม่ควรมีขนาดที่ใหญ่เกินไป

Tags มีประโยชน์อย่างไร

        tag คือคำจัดความสั้นๆ ที่ใช้บ่งบอกถึงสาระหลักของเนื้อหา ซึ่งระบบของแท๊กนั้นสามารถจัดกลุ่มคำเหล่านี้ที่ถูกระบุจากบทความในหมวดหมู่ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันได้ หากแท๊กคำใดมีจำนวนบทความระบุถึงมากที่สุด ก็จะมีความโดดเด่นของคำนั้นมากกว่าแท๊กคำอื่นๆ ตรงนี้มีข้อดีที่ เราสามารถพิจารณาได้ทันทีว่า บล็อกนี้เน้นหัวเรื่องใด
        จะว่าไปแล้ว tag ก็ดูคล้ายคลึงกับ keyword หรือการจัดกลุ่ม categories นั่นเอง แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว กล่าวคือ keyword ระบุยิ่งมากยิ่งดี ซึ่งออกจะสวนทางกับ tag ดังนั้นการลงรายการ Tags ที่จะให้ประโยชน์กับบล็อกสูงสุดนั้น จำเป็นต้องมีการควบคุมข้อตกลงร่วมกันที่เหมาะสมกับบล็อกนั้นๆ เสียก่อน แต่โดยหลักปฏิบัติสากลแล้วนั้น มีลักษณะดังนี้

  • เป็นคำจำกัดความสั้นๆ เพียงคำเดียว หรืออย่างมากสุด 2-3 คำ ที่สรุปชัดเจน
  • ควรเป็นภาษาใดภาษาหนึ่ง  เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนจาก tag คำแปล ซึ่งเกินจำเป็น
  • ใช้เครื่องหมายจุลภาคคั่นสำหรับแยกแต่ละคำ (comma ,)
  • อาจเป็นคำที่ให้ความหมายถึงหมวดย่อย (sub categories) ก็ได้
  • เป็นคำที่คาดว่าจะมีใช้ร่วมกันในบทความจากหลายๆ หมวดหมู่ (categories) 

        เช่น บทความแนะนำหนังสือ ซึ่งในบล็อกอาจจะมีอยู่ได้ในหลาย categories เช่น หนังสือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หนังสือด้านสังคมและเศรษฐกิจ  ดังนั้น tag ที่ควรจะลง เช่นคำว่า “book”,”review”  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสม หากคุ้นเคยและเข้าใจในระบบแท๊กแล้ว  แต่สำคัญว่าแท๊กควรใส่คำที่ชัดเจนที่สุด และไม่พร่ำเพรื่อ�
        แต่หากไม่แน่ใจว่าควรจะใส่ tag อย่างไร ให้ลองคิดว่า “คำที่เราจะใส่นี้จะได้ใช้อีกในอนาคต หรือจะมีผู้อื่นนำไปใช้ได้ต่อไปหรือไม่ หากคาดว่าจำนวนที่จะนำคำนี้ไปใช้มีโอกาสน้อยมาก ทางที่ดีที่สุดคือ เว้นว่างไว้” เพื่อไม่ให้เกิดคำแท็กที่ฟุ่มเฟือยมากเกินพอดี จนสร้างปัญหาในการบริหารจัดการระบบบล็อก
        ตัวอย่างลักษณะของการตั้งคำ tag ในเชิงคำเฉพาะที่เหมาะสม ลองดูตัวอย่างจาก http://www.blognone.com/topics

การแบ่งส่วนเนื้อหาด้วย Insert More tag

        ในบทความที่มีเนื้อหาค่อนข้างยาว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการตัดแบ่งหรือคัดย่อเนื้อหาออก เพื่อที่จะไม่ทำให้ในหน้าแรกของบล็อกนั้นมีความยาวเกินไป จนไปเบียดบังภาพรวมการแสดงผลเนื้อหาบทความของผู้อื่นเสียหมด เนื่องจากว่าหน้าแรกของบล็อกควรจะให้ภาพรวมแก่ผู้อ่านก่อนได้ในเวลาอันรวดเร็วว่าช่วงนี้บล็อกมีหัวข้อบทความอะไรที่น่าสนใจอยู่บ้าง เป็นการพรีวิวหัวข้อก่อนนั่นเอง
         การนำเนื้อหาทั้งหมดของบทความยาวๆ โดยไม่ตัดทอน จึงเป็นเรื่องที่รบกวนและสร้างสภาวะให้ผู้อ่านใช้เวลากับพื้นที่บทความเดียวนั้นมากเกินพอดี ดังนั้นการเขียนบล็อกจึงมักจะให้มีการกำหนดเส้นแบ่งคั่นไว้ เพื่อให้ผู้เขียนใช้ระบุตำแหน่งที่ต้องการคั่นเนื้อหา โดยแยกออกเป็นส่วนต้นของบทความสำหรับใช้แสดงผลในหน้ารวม กับส่วนขยายที่เหลือที่จะเป็นเนื้อหาเต็ม เมื่อดูจากหน้ารวมหัวข้อแล้ว หัวข้อนั้นจะเกิดลิ้งค์ “more…” ขึ้นในตำแหน่งที่ระบุ เพื่อให้ผู้อ่านได้คลิกเปิดเข้าไปอ่านยังหน้าบทความเต็มอีกทีหนึ่ง วิธีนี้แม้จะทำให้ต้องคลิกอีกครั้ง แต่จะช่วยให้หน้าแรกไม่ดูรกหูรกตาจนเกินไป เป็นระเบียบ โหลดเร็ว และเปิดโอกาสให้กับบทความอื่นๆ มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า

การเพิ่มรูปภาพประกอบเนื้อหา

        สามารถทำได้โดยคลิกที่รูปไอคอนแรกสุดของกลุ่ม Add media (Add an Image) ซึ่งสามารถเลือกแหล่งของภาพได้สองทางเลือกคือ From Computer หรือ From URL
        สำหรับการนำภาพจากที่มีอยู่แล้วบนอินเตอร์เน็ตเข้าประกอบบทความ สามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ เพียง ใส่ URL ของภาพลงไป จากนั้นก็ปรับแต่งให้ชิดขอบด้านที่ต้องการ และหลังจากการคลิก Insert into Post แล้วภาพจะปรากฏขึ้นภายในเนื้อหา ซึ่งเราสามารถจะย่อขยายภาพได้ หรือถ้าต้องการปรับแต่งค่าให้ละเอียดขึ้น เช่น ระบุขนาดแบบตัวเลข, เพิ่มเส้นขอบ, เพิ่มขอบ margin ให้รูปภาพเว้นห่างจากข้อความ ฯลฯ ก็สามารถกำหนดได้ โดยคลิกที่ตัวรูปภาพเพื่อให้เกิดปุ่มไอคอนสำหรับแก้ไข จากนั้นไปยังแท็ป Advance setting

ทิป ควรทราบ

  • หัวข้อเซ็กชั่นในข้อความ (อย่างตัวสีน้ำตาลนี้) ขนาดที่พอเหมาะคือ Heading 4
  • การขึ้นบรรทัดใหม่ให้ติดกันกับบรรทัดก่อนหน้า ทำได้โดยกดปุ่ม Shift + Enter
  • เราสามารถทำ hilight ครอบส่วนที่ต้องการเพื่อจะนำไปปรับแต่งต่อไป ได้อย่างถูกต้องโดยคลิกเลือกที่ Path ด้านล่างซ้าย  (เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเข้าใจ HTML)

2 Replies to “How to”

  1. เข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ แล้วความยาวที่ดีที่สุดที่เหมาะในการเขียน blog จะต้องยาวเท่าไหร่คะเช่นกี่บรรทัด รึต้องทำ blog ให้มีหลายหน้า แล้่วรูปจำเป็นต้องใส่มั๊ยคะ

  2. รับทราบค่ะ จะนำไปปฎิบัติตามเพื่อให้ภาษาไทยเราสวยงามเพราะพริ้ง ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*