การจัดการความรู้กับเครือข่ายเว็บสังคม

Knowledge Management on Web social network

**** เมื่อกระแส KM ที่เกิดขึ้นหลายปีก่อนมาต่อบรรจบกับเทคโนโลยี WEB 2.0 ที่กำลังแรงในปัจจุบัน  การผสมผสานและประยุกต์ใช้จากทั้งสองกระแสนี้จึงเกิดขึ้น  ความรู้ ตำราวิชาการ งานเขียน ข่าวหรือบทความแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งจากระดับขององค์กรและส่วนบุคคล ต่างก็ผันตัวมาอยู่ในชุมชนออนไลน์อย่าง เว็บบล็อก เว็บเครือข่ายสังคม กันแทบทั้งสิ้น (เนื้อหาที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ก็ด้วย) เกิดเป็นสังคมข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้

****ดังนั้นหากเราจะกล่าวว่าในปัจจุบัน บรรดา Weblogs, Twitter, Wikipedia, YouTube, Google ฯลฯ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องมือที่โดดเด่นในการจัดการความรู้ของมวลมนุษยชาติ ก็คงจะไม่เกินไปนัก

ทำไมต้องจัดการความรู้ด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายสังคม

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต****กระแสการทำ KM หรือบทความ การอบรมสัมมนา ที่กล่าวถึงการจัดการความรู้ด้วยเทคโนโลยีเว็บ 2.0 เวลานี้ ส่วนใหญ่นั้นมักจะนำเสนอไปในทิศทางของการสอนวิธีนำเทคโนโลยีเว็บ มาใช้เป็นเครื่องมือจัดการความรู้ อาทิ เริ่มสร้างบล็อกอย่างไร สมัครที่ไหนดี ฯลฯ โดยมีนัยมุ่งหวังให้เกิด Content จากการแปลง Tacit knowledge เป็น Explicit knowledge เท่านั้น  แต่น้อยคนที่จะกล่าวในทิศทางย้อนกลับ และลงลึกไปในมิติเชิงสังคมของการใช้เทคโนโลยีเว็บ 2.0

โทมัส เอช ดาเวนพอร์ต กล่าวว่า
“ความสำเร็จของการถ่ายทอดความรู้ ไม่ใช่อยู่ที่คอมพิวเตอร์หรือเอกสาร แต่อยู่ที่การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกัน” ; Successful  knowledge  transfer  involves  neither  computers  nor documents  but  rather  in  interactions  between  people. (Thomas H Davenport, 1995)

****เพราะเป้าหมายของการจัดการความรู้คือการสร้าง ”สังคม” สังคมหรือสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่การส่งเสริมให้สร้าง Content มาเก็บไว้รอการนำไปใช้เท่านั้น  ตัวคนต่างหากที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุด จาก 3 องค์ประกอบหลักในกระบวนการจัดการความรู้ (1.คน 2.เทคโนโลยี 3.การจัดการ) เนื่องจากคนเป็นได้ทั้งต้นทางผู้สร้างความรู้ ผู้ถ่ายทอด และผู้นำความรู้ที่ได้รับไปปฏิบัติ แต่คอมพิวเตอร์ ฐานข้อมูล แฟ้มเอกสาร หรืออินเทอร์เน็ต นั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกให้เท่านั้น

****เครื่องมือจัดการความรู้ที่ได้รับความนิยมในสังคมหรือในองค์กรชีวิตจริง ตัวหนึ่งคือ CoP (Community of Practice) หรือชุมชนนักปฏิบัติ ชุมชนแห่งการเรียนรู้  ซึ่งคุณลักษณะของเว็บเครือข่ายสังคม ก็จัดเป็น CoP  รูปแบบหนึ่ง แต่มีความพิเศษกว่าตรงที่เป็นเครื่องมือที่รวมองค์ประกอบทั้งสามส่วนไว้ได้อย่างกลมกลืน และสามารถผลักดันไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่า


Web social network ช่วยจัดการความรู้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร

  1. ช่วยให้กระบวนการจัดการความรู้ทำได้อย่างกว้างขวาง และสามารถจำกัดหรือขยายขนาดของเครือข่ายสังคม ตั้งแต่ระดับกลุ่ม ไปจนถึงระดับประเทศ ระดับสากลทั่วโลกได้ 
  2. เปิดโอกาสให้เข้าถึงและร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ง่ายและสะดวกกว่า ไม่ว่าจะมาเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมถ่ายทอดความรู้ หรือเป็นส่วนหนึ่งของการรับความรู้ไปใช้ หรือเป็นทั้งสองทิศทาง
  3. การเข้าร่วมในเว็บเครือข่ายสังคม มักเป็นความสมัครใจของสมาชิกเอง ทำให้สมาชิกเต็มใจ ในการทำกิจกรรมต่างๆ ภายในเครือข่ายสังคม
  4. เว็บเครือข่ายสังคม จะลบภาพของลำดับตำแหน่งหน้าที่ ความอาวุโสทางโครงสร้างองค์กรออกไป แล้วอยู่ร่วมกันโดยอาศัยความเคารพในองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความคิดเห็น เป็นเกณฑ์ทางสังคม ซึ่งเป็นส่วนดีที่สำคัญ ที่จะหันมาพิจารณาที่ตัวสาระขององค์ความรู้ แทนยศถาบรรดาศักดิ์ เปิดโอกาสให้ทุกคนกล้าที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ได้อย่างเต็มที่ เปิดมุมมองหลากหลายใหม่ๆ
  5. การนำคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน มาร่วมแลกเปลี่ยนและตรวจสอบองค์ความรู้นั้นร่วมกับผู้เชี่ยวชาญบุคคลอื่นๆ ในวงกว้าง เพื่อปรับองค์ความรู้ที่มีอยู่ ให้เกิดความถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด
  6. สามารถสนทนาโต้ตอบ แลกเปลี่ยนทัศนะมุมมององค์ความรู้นั้นๆ กับผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงชั้นนำได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยที่ในชีวิตจริงอาจจะแทบเป็นไปไม่ได้
  7. เว็บเครือข่ายสังคม ทำให้มีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างสม่ำเสมอ จนสร้างความรู้สึกผูกพันเป็นมิตร ความไว้วางใจระหว่างกัน ที่จะช่วยให้เกิดความตั้งใจและใส่ใจต่อการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
  8. เราสามารถเรียนรู้ ทำความเข้าใจได้ไปจนถึงที่มา แนวคิด กระบวนการวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา หรือแม้กระทั่งรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้เชี่ยวชาญ และสมาชิกในสังคมได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการกลั่นกรององค์ความรู้แต่ละชิ้นให้เข้าใจได้ลึกซึ้งและมีความบริสุทธิ์ถูกต้องได้ดีขึ้น

เราสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกในเว็บเครือข่ายสังคม ที่เรามีความชำนาญหรือสนใจเรียนรู้ได้ เช่น อาจเข้าร่วมในชุมชนนักปฏิบัติของกลุ่มผู้ใช้ iPhone, BlackBerry, Windows, Apple, Cisco, Oracle, CMS, ฯลฯ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้ระหว่างกัน โดยภายในชุมชนนั้นอาจมีทั้ง ผู้วิจัยและพัฒนา ผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ วิศวกรระบบ ผู้ชำนาญการใช้ ผู้ใช้ระดับกลาง และระดับต้น จนถึงมือใหม่หัดใช้ จากทั่วโลกได้แทบทั้งสิ้น  และเรายังสามารถเข้าร่วมในเครือข่ายสังคมอื่นๆ ได้อีก เช่น ในหนึ่งคนอาจเป็นสมาชิกได้ทั้ง ชุมชนผู้ใช้ iPhone, สมุนไพรหมอชาวบ้าน, ยาและสุขภาพ, เศรษฐศาสตร์และการเมือง, ธรรมะ, กีฬาและสันทนาการ โดยที่แต่ละชุมชนก็ล้วนมีผู้เชี่ยวชาญหลายระดับเช่นเดียวกัน

การที่คนที่สนใจในเรื่องราวเดียวกันยินดีมาอยู่ร่วมกันเป็นสังคม โดยอาศัยเทคโนโลยีเว็บ 2.0 จึงก่อให้เกิดเว็บเครือข่ายสังคมออนไลน์ ที่เป็นทั้งเครื่องมือ เป็นทั้งกิจกรรม ที่ช่วยจัดการความรู้ได้อย่างดียิ่ง

ปัจจุบันนี้เราก็เริ่มได้เห็น สังคมแห่งการเรียนรู้ ในแขนงต่างๆ มากขึ้น มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในแทบทุกสาขาวิชาชีพ จัดเก็บอย่างเป็นระบบ สืบค้นได้  และในบางชุมชนนอกจากมีกิจกรรมระหว่างกันภายในเว็บแล้ว ยังต่อยอดลุกลามออกมาร่วมทำกิจกรรมกันถึงในสังคมชีวิตจริงๆ อีกด้วย เช่น ร่วมกันทำหนังสือ ตำรา คู่มือ ทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือให้ความรู้แก่สังคม ออกค่ายหรือจัดอบรมสัมมนากันอย่างจริงจัง ในองค์ความรู้ที่ได้จากการรวบรวม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของสมาชิกในชุมชนกันเอง

กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ ก็จะยิ่งช่วยขยายผลของการจัดการความรู้ให้กว้างขวางมากขึ้น จากระดับกลุ่มชุมชนนักปฏิบัติเล็กๆ ขยายสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ และสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต มีความเคลื่อนไหว มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ นั่นคือการจัดการความรู้ที่แท้จริง  เพราะความรู้นั้นไม่เคยหยุดนิ่ง !!!

ท้ายนี้ลองมองดูการทำ KM ในองค์กรของคุณดูสิว่า วันนี้มันยังถูกเก็บไว้เป็นเพียงฐานความรู้ที่รอใครสักคนมาใช้งาน เท่านั้นหรือไม่?


ศิระ ศิลานนท์
วิศวกรระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ นักวิชาการสารสนเทศ
ศูนย์ความรู้ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

__________________________________________
เผยแพร่ครั้งแรกลงวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ความรู้ วว.
KM LITE ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2553
(KMLITE; the e-Knowledge Magazine by TISTR-KLC)

2 Replies to “การจัดการความรู้กับเครือข่ายเว็บสังคม”

  1. ความสำคัญอยู่ที่นำเทคโนโลยีในปัจจุบันมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับชีวิต
    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

  2. ในปี 2011 facebook มีแนวโน้มจะเข้ามาแทนที่ในการเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบธรรมชาติในเครือข่ายสังคมออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*