ขอเป็นนักเขียน

วรรณวิภา กาญจนไวกูณฐ์ เรียบเรียง*

writer1

การที่จะเป็นนักเขียนได้ ต้องเริ่มจากอะไร ดร.นฤมล รื่นไวย์ ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้ วว. ได้ให้ข้อสังเกตว่า “คนที่จะเขียนให้ได้ดี ก็ควรจะเป็นคนที่ช่างอ่านด้วย” ผู้เขียนต้องทราบก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายหรือผู้อ่านคือใคร จะลงในพื้นที่ไหน จำนวนหน้าที่จะลง ต้องมีเค้าโครงที่จะมาลงในบทความของเราได้ จะเสนอประเด็นใดเป็นสำคัญ การเขียนบทความที่ดีนั้น เนื้อหาต้องมาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องแต่งหรือคิดขึ้นเองจากจินตนาการ ภาษาที่ใช้ต้องกระชับให้ดีนั้น ประกอบด้วยหลักการต่างๆดังนี้

writer2

 

1. การเริ่มต้นเขียน

START
– ผู้เขียนต้องเลือกว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร ผู้เขียนมีความสนใจในเรื่องที่จะเขียนจริงหรือไม่ จะเขียนให้ใครอ่าน แล้วจึงจัดทำเค้าโครงเนื้อหา กลุ่มเป้าหมายที่จะอ่านคือใคร ต้องการเขียนเพื่อให้เขาเชื่อ เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อให้สาระ

2. วิธีการนำเสนอ/สไตล์การเขียน

STYLE
• การเล่าเรื่องให้ความรู้ทั่วๆไป ควรเรียงลำดับตามหัวข้อ ตามลำดับเวลา ตามลำดับความสำคัญ เรียงตามกระบวนการ
• การเปรียบเทียบระหว่างของสองสิ่ง หรือเรื่องสองเรื่องที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ โดยทำการวิเคราะห์และแจกแจงให้เห็นสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ
• การเขียนแบบแสดงเหตุผล ต้องเขียนให้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น
• การเขียนเพื่ออธิบายคำจำกัดความ ให้คำนิยาม ควรอธิบายความเป็นมา ความหมาย มีวิธีการทำขึ้นมาอย่างไร
• การเขียนเพื่อแสดงข้อโต้แย้ง สิ่งที่ขัดแย้งกัน ควรเขียนให้เห็นข้อมูลทั้งสองด้านทั้งด้านที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย

3. หลักในการหาข้อมูลเพื่อการเขียน

data

• ต้องแสดงหลักฐานหรือเหตุผลที่มีน้ำหนัก ต้องมีการค้นคว้า หาข้อมูลหรือเอกสารที่ใช้อ้างอิงในการเขียนมาสนับสนุน รู้ว่า เขียนเรื่องอะไร เรื่องที่เขียน ต้องการข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลที่ต้องการจะหาได้จากแหล่งไหนบ้าง โดยเลือกข้อมูลจากแหล่งที่ดีที่สุด น่าเชื่อถือที่สุด
• ข้อมูลจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ หนังสือ บทความจาก ห้องสมุด การสัมภาษณ์ เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ (องค์กรหรือหน่วยงานที่มีตัวตน) นำมาสกัดเฉพาะข้อมูลที่ต้องการใช้ เลือกที่มีความทันสมัย โดยดูจากปี พ.ศ. ที่เป็นปัจจุบันที่สุด แล้วนำมาเรียบเรียงเขียนเป็นบทความ

4. คุณภาพของบทความ

QUALITY
บทความที่มีคุณภาพ ควรมีลักษณะดังนี้
• เขียนได้ตรงประเด็น ตอบโจทย์หรือปัญหาที่ต้องการนำเสนอได้ เช่น การลดภาวะก๊าซเรือนกระจก ต้องสรุปตอบโจทย์การแก้ปัญหานั้นได้หรือไม่
• มีความกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ ใช้ภาษาเหมาะสมเหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะมีเฉพาะกลุ่มที่เข้าใจ ถ้าจะทำให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าใจได้ จะนับได้ว่าเป็นงานเขียนที่ดี
• มีความผิดพลาดทางภาษา และการพิมพ์น้อยที่สุด
• เป็นบทความที่ไม่ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ เช่น ไม่ลอกเลียนเนื้อหา รูปประกอบ รูปแบบตัวอักษร
• มีการอ้างเอกสาร และจัดทำรายการเอกสารอ้างอิง มีชื่อผู้เขียน วัน เดือน ปี พ.ศ
• เอกสารอ้างอิงมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
• ไม่มีฉันทาคติ หรือ ความลำเอียงใดๆ
• ควรมีรูปภาพประกอบ หากนำภาพมาจากแหล่งใด ควรเขียนขอบคุณแหล่งที่มาของภาพ

5. จริยธรรมในการเขียน

COPYPASTE
• ไม่ควรคัดลอกผลงานหรือขโมยความคิดของคนอื่นโดยไม่อ้างอิง
• ห้าม “โจรกรรมทางวิชาการ” หรือ “โจรกรรมทางวรรณกรรม”
• ห้าม copy and paste จากเว็บไซต์
• ห้ามนำข้อความของผู้อื่นมาใส่ไว้ในบทความของตนเอง โดยไม่มีการใส่ “………..” ก่อให้เกิด
ความเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นผู้เขียน
• ควรเขียนด้วยสำนวนตนเอง โดยดัดแปลงโครงสร้างประโยค เพื่อเขียนใหม่โดยไม่ซ้ำ
ประโยคเดิม โดยเนื้อหาถูกต้องครบถ้วน
การเขียนบทความต้องมีองค์ประกอบดังนี้
1. บทนำ (Introduction)
• แนะนำว่า บทความนี้จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร
• สิ่งที่ผู้อ่านจะได้พบถัดไป เกริ่นนำให้ข้อมูลกว้างๆถึงสิ่งที่จะเขียน
• จุดมุ่งหมาย เพราะเหตุใดจึงเขียนเรื่องนี้ มีความสำคัญอย่างไร เป็นการสร้างมูลค่าหรือคุณค่าให้กับบทความของเรา พึงระลึกเสมอว่า บทความของเราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร สิ่งที่จะเขียนจะให้ข้อมูลอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น
2. เนื้อหา (Content)
• ทบทวนเอกสาร (literature review) โดยแบ่งเป็นส่วนๆ หรือหัวข้อย่อยหรือย่อหน้า แต่ละส่วน พร้อมทั้งนำเสนอประเด็นแต่ละเรื่อง ตามความถนัดโดยเน้นเรื่องความจริงที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน
3.. บทสรุป
• สรุปย่อๆ ว่าได้เขียนประเด็นอะไร
• เสนอแนะสิ่งที่ผู้อ่านควรทำในตอนจบ
• แนวโน้มที่กำลังจะดำเนินต่อไปในอนาคตของประเด็นนั้นๆ
• การเขียนประโยคที่โดนใจผู้อ่าน เช่น “เริ่มเสียแต่วันนี้ ก่อนที่จะไม่มีแผ่นดินให้อยู่ในวันหน้า”
เคล็ดลับการเขียนให้ดี
• วางโครงเรื่องดี
• ใช้ข้อมูลที่ดี มีประโยชน์กับผู้อ่าน
• ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับประเภทของบทความหรือกลุ่มผู้อ่าน
• เชี่ยวชาญการใช้ภาษา
• ขยันอ่าน และสังเกต
• ฝึกเขียนสม่ำเสมอ
• ใจกว้าง ยอมรับคำแนะนำ คำวิพากษ์ วิจารณ์

ดร.นฤมล รื่นไวย์ ผู้บรรยายยังได้ทิ้งท้ายว่า ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง (งาน) ได้ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับมัน ทำใจให้รัก สร้างแรงจูงใจให้ตัวเองในการสละเวลาให้กับการเขียน “ถ้าผ่านการฝึกฝน จะสามารถทำได้แน่นอน” ดังนั้นทุกคนต้องฝึกฝนตนเอง สม่ำเสมอ ขจัดความกลัว แล้วก็จะทำได้ดี และถ้าทำด้วยใจรัก จะทำให้เรามีความเชี่ยวชาญมากขึ้น“Practice make perfect” เชื่อมั่นว่า การฝึกฝนจะสร้างนักเขียนได้….อย่างแน่นอน

practice

………………………..
* เรียบเรียงและสรุปจากการถ่ายทอดความรู้ภายในศูนย์ความรู้ วว. เรื่อง “ชาว ศคร.ขอเป็นนักเขียน”
วิทยากร : ดร.นฤมล รื่นไวย์ ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้ วว.

“จดบันทึก จับประเด็นอย่างไร ไม่ให้ยาก”

นพวรรณ หาแก้ว
กองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

note

เมื่อสิ้นสุดคำพูดของผู้อำนวยการ ที่ว่า “ขออาสาสมัครช่วยจดบันทึก” ทุกคนจะก้มหน้า หลบสายตาทันที ถ้าเลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ถือว่าจำเป็นต้องทำ ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ยากเย็นสำหรับพนักงานกองจัดการความรู้ (กจค.) จริงๆ ในเรื่องการจดรายงานการประชุม การสรุปสาระสำคัญของการฟังบรรยาย

การจดรายงานประชุมและสรุปสาระสำคัญ นั้น ทุกคนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน เพิ่มทักษะความชำนาญได้ ไม่เกี่ยวกับว่าชอบหรือไม่ แต่ถ้ามีความชอบเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจะสามารถทำได้ดี การฝึกฝนส่วนหนึ่งควรมาจากการถ่ายทอดความรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ และการเรียนรู้ในรูปแบบ on the job training “ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง” ต้องอ่าน ฟัง และเขียนบ่อยๆ เพื่อตกผลึกความรู้ให้เกิดความชำนาญยิ่งขึ้น

  • หลักที่นำมาถ่ายทอดครั้งนี้ เป็นเทคนิคเฉพาะของผู้เขียน แต่สามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้และเริ่มต้นการเขียนให้ง่ายขึ้นได้ ดังนี้
  • เรื่องฟังยาก จับประเด็นไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งมาจากการไม่มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่ฟัง การเข้าร่วมประชุม รับฟังบรรยาย การอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือติดตามข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ นับเป็นสิ่งสำคัญในการปูพื้นฐานความรอบรู้ ความเข้าใจ ให้สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวการประชุม การบรรยายในเรื่องนั้นๆ ได้
  •  การจับใจความ สรุปประเด็น ควรหาบุคคลอ้างอิงที่สะท้อนภาพได้ชัดเจน เช่น ผู้ประกาศข่าว นักพูด หรือพิธีกรในรายการต่างๆ เป็นตัวอย่างในตั้งคำถาม ตอบคำถาม และสรุปประเด็น จะช่วยในเรื่องการฝึกภาษาและการใช้สำนวนการเขียนได้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งถือเป็นรูปแบบเฉพาะของแต่ละบุคคล แต่สามารถลอกเลียนแบบได้ ในลักษณะ “ครูพัก ลักจำ
  •  การจดรายงานประชุม ควรยึดตามรูปแบบมาตรฐาน หัวข้อ/ประเด็นต่างๆ ที่จะมีการพูดคุยได้กำหนดไว้ในระเบียบวาระการประชุม การสรุปประเด็นใช้หลัก 5W 1H (Who What When Where Why How) คือข้อความกระชับ สาระสำคัญครบถ้วน กรณีที่ประชุมมีการอภิปรายจนจับประเด็นสรุปใจความไม่ได้ ขอให้ยึดตามวาระหรือเรื่องที่พิจารณาว่าเป็นเรื่องอะไร และสรุปให้ตรงตามวาระหรือหัวข้อนั้นๆ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องปลีกย่อยที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง เพราะบางเรื่องไม่ใช่สาระสำคัญที่ควรนำมาเขียนสรุปในรายงาน และทำให้ไม่หลงประเด็น
  • การเขียนบทความหรือสรุปสาระสำคัญของการรับฟังการบรรยาย ควรเข้าใจเรื่องที่ฟัง ตีโจทย์ให้ได้ก่อนว่าผู้บรรยายต้องการสื่อให้ผู้ฟังรับรู้เรื่องอะไร (theme) ทางที่ดีควรหาอุปกรณ์บันทึกเสียง/วิดีโอไว้ล่วงหน้า เพื่อนำมาทบทวนเนื้อหาอีกครั้งจะทำให้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น ก่อนเขียนควรวางโครงเรื่องก่อนว่า จะเขียนรูปแบบใด แล้วประมวลเรื่องทั้งหมดมาใส่ในโครงเรื่องที่วางไว้
    • ขณะรับฟังต้องมีสมาธิ ไม่พลาดในการจดบันทึกคำสำคัญ/ใจความสำคัญ (keyword) ไว้เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะบทสรุปของผู้พูด/ผู้บรรยาย หรือพิธีกร เพราะจะทำให้มองภาพรวมและเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งหมดได้
  • ทางที่ดีควรจัดทำสรุปรายงานหลังเสร็จสิ้นการรับฟังให้เร็วที่สุด เพราะทำให้สามารถจดจำคำพูด หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้แม่นยำกว่าปล่อยทิ้งช่วงเวลาไว้นาน เพราะจะหลงลืมประเด็นและอาจหลุดประเด็นสำคัญๆ ไปได้
  • การใช้ภาษา/สำนวน ในการเขียนบทความ/สรุปสาระสำคัญ เป็นรูปแบบที่แต่ละคนถนัด การ quote คำพูดของผู้บรรยาย เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการใช้สำนวนการเขียน เช่น “บนความผิดหวังจะมีความสมหวัง บนความผิดหวังจะมีประโยชน์อยู่เสมอ” ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและการเดินโครงเรื่อง
  • ความคิดหรือไอเดียต่างๆ หรือที่เรียกว่า ปิ๊งแว๊บ จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นักเขียนที่ดีควรเตรียมพร้อมอุปกรณ์สำหรับการจดบันทึก เช่น กระดาษ ปากกา หรือบันทึกเสียงไว้ แล้วนำข้อความที่คิดได้นั้นมาใส่ในเนื้อหาที่เขียน
  • ประเด็นต่างๆ ในการประชุมที่มีการพูดคุยหารือในลักษณะข้อมูลตัวเลข สถิติ การเปรียบเทียบ การจดบันทึกให้เขียนแยกเป็นหมวดหมู่ หรือแสดงในรูปแบบตาราง กราฟ จะสามารถสื่อให้เข้าใจได้ง่ายและชัดเจนมากกว่าการจดบันทึกในลักษณะพรรณนาโวหาร
  •  รายงานการประชุม ควรแปลงจากภาษาพูดมาเป็นภาษาเขียนที่เป็นทางการ หลีกเลี่ยงคำทับศัพท์ หรือภาษาที่กำกวม เข้าใจยาก
  • กรณีที่การประชุมมีการอภิปรายกันมากและประธานที่ประชุมมิได้สรุปเป็นมติไว้ในช่วงท้ายวาระ ขอให้ผู้ที่ทำหน้าที่เลขานุการที่ประชุมท้วงติง ให้มีการสรุปเพื่อให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน และสามารถนำมาจดบันทึกเป็นมติไว้ในรายงานการประชุมได้

ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่นำมาแลกเปลี่ยนในการถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนพนักงาน กจค. ถือเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ในการจัดทำ CoPs ของ วว. อีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ และทุกคนสามารถพัฒนาทักษะตนเองให้เชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี ขอเพียงมี “ใจ” อะไรๆก็ง่ายนิดเดียว
………………………….

จริยธรรม จรรยาบรรณสำหรับนักวิจัย

นพวรรณ หาแก้ว , สุรพล ตนานนท์ชัย เรียบเรียง*

jareya1

ไม่ว่าจะทำงานอาชีพใดๆ สิ่งสำคัญที่จะสร้างความภาคภูมิให้เกิดแก่ผู้นั้น คือ การยึดมั่นในหลักปฏิบัติของแต่ละอาชีพ นักวิจัยก็เช่นกัน
ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. ได้บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับจริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับนักวิจัยในการอบรมหลักสูตร “ TISTR Capacity Building : Leading to Professional Researchers การพัฒนาสมรรถนะนักวิจัย วว. สู่นักวิจัยมืออาชีพ” รุ่นที่ 2 โดยกล่าวว่า จริยธรรม จรรยาบรรณ มีความหมายในลักษณะเดียวกัน วิทยากรได้นำเสนอให้เห็นว่า นักวิจัยเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการศึกษา ค้นคว้า ทดลองอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้การค้นคว้าวิจัยต่อยอด
ทำไมนักวิจัยจำเป็นต้องเรียนรู้ ศึกษา และประพฤติปฏิบัติตามหลักจริยธรรม
คำตอบนั้นได้มีการกำหนดอย่างชัดเจน โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่าจรรยาบรรณสำหรับนักวิจัยเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในการประกอบอาชีพ เนื่องจากกระบวนการวิจัยได้เข้าไปเกี่ยวข้อกับสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งที่ศึกษาค้นคว้า ทดลองได้ หากนักวิจัยไม่ประพฤติปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ระมัดระวัง
วิทยากรนำเสนอจริยธรรมในการปฏิบัติงานในส่วนราชการว่า มีการกําหนดขอบังคับวาดวยจรรยาบรรณขาราชการเพื่อใหสอดคลองกับลักษณะของงานตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณข้าราชการเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของงานหมวด 5 การรักษาจรรยาบรรณข้าราชการ มาตรา78 ขาราชการพลเรือนสามัญตองรักษาจรรยาบรรณขาราชการตามที่สวนราชการกําหนดไวโดยมุ่งประสงคใหเปนขาราชการที่ดี มีเกียรติและศักดิ์ศรีความเปนขาราชการ โดยเฉพาะในเรื่องดังตอไปนี้

jareya2
1. การยึดมั่นและยืนหยัดทําในสิ่งที่ถูกตอง
2. ความซื่อสัตยสุจริตและความรับผิดชอบ
3. การปฏิบัติหนาที่ดวยความโปรงใสและสามารถตรวจสอบได
4. การปฏิบัติหนาที่โดยไมเลือกปฏิบัติอยางไมเปนธรรม
5. การมุงผลสัมฤทธิ์ของงาน
จรรยาบรรณสำหรับนักวิจัย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐานการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของนักวิจัยที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มี 9 ประการโดยย่อ ดังนี้
1. นักวิจัยต้องมีซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำงานวิจัย ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและหน่วยงานที่ตนสังกัด
3. นักวิจัยต้องมีความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาการที่ทำการวิจัยอย่างเพียงพอ
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
วิทยากรได้นำเสนอตัวอย่างการทำงานวิจัยของฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ที่ใช้สัตว์ทดลองในการศึกษา ค้นคว้า โดยขั้นตอนการทำวิจัยจะต้องยึดหลักของจรรยาบรรณดังระบุข้างต้นทั้งสิ้น
ช่วงท้ายผู้เข้าอบรมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิบัติงานของแต่ละคน โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรม จรรยาบรรณในการทำหน้าที่ ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้และสรุปปิดท้ายการอบรมหลักสูตรนี้ได้อย่างประทับใจและสร้างกำลังใจที่ดีในการทำงานจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง
………………………….
*เรียบเรียงจากการบรรยาย โดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. ได้บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับจริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับนักวิจัยในการอบรมหลักสูตร “ TISTR Capacity Building : Leading to Professional Researchers การพัฒนาสมรรถนะนักวิจัย วว. สู่นักวิจัยมืออาชีพ” รุ่นที่ 2 ณ วว.เทคโนธานี คลองห้า

เอกสารการแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2558

เอกสารการแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส ปี 2558

1. Economic Outlook : ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ปี 2558 [ภาษาไทย] [ภาษาอังกฤษ]
ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เว็บไซต์ : www.nesdb.go.th

วันที่ 18 พฤศภาคม 2558

สารหล่อเย็นสำหรับการตัดเฉือนโลหะ (Cutting fluid)

อรุณรัตน์ แสนสิ่ง
ฝ่ายวิศวกรรม
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

          สารหล่อเย็น เป็นน้ำมันที่ได้จากพืช สัตว์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้มาจากธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันของมวลมนุษย์ โดยผ่านกรรมวิธีต่างๆ เพื่อให้ได้คุณสมบัติของน้ำมันตามความต้องการใช้งาน ซึ่งจะนำมาใช้ทางตรงและทางอ้อม ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ในการหล่อลื่นมากกว่าใช้จุดให้เกิดแสง

          สารหล่อเย็น เป็นส่วนสำคัญที่มีบทบาทต่องานช่างอุตสาหกรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการทำงานของเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับงานโลหะ เพราะใช้ในการลดแรงเสียดสี และระบายความร้อนที่เกิดขึ้นกับคมตัดชิ้นงาน ซึ่งสารหล่อเย็นที่นิยมใช้ในวงการอุตสาหกรรมมีมากมายหลายชนิดแตกต่างกันออกไป และแต่ละชนิดจะขึ้นอยู่ความต้องการ และเหมาะสมกับงานเฉพาะ ซึ่งมีชื่อเรียกกันแตกต่างออกไปหลายอย่าง เช่น Coolant, Cutting oil, Cutting compound, Cutting lubricant

สาเหตุที่ต้องใช้สารหล่อเย็น

          ในการทำงานของเครื่องจักรกลที่เกี่ยวข้องกับคมตัดงานนั้นๆ ย่อมเกิดการเสียดสีและเกิดความร้อนขึ้นระหว่างชิ้นงานกับคมตัด ผลที่ตามมา คือ การสึกหรอของคมตัด อายุการใช้งานสั้นลง การขยายตัวของชิ้นงานเพิ่มขึ้น ทำให้ขนาดของงานเปลี่ยนแปลงไป จึงมีวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยการระบายความร้อนระหว่างชิ้นงานกับคมตัดออก วิธีที่ดีที่สุดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน คือ การใช้สารหล่อเย็นเข้ามาช่วยหล่อเย็น ดังนั้น การแบ่งสารหล่อเย็นตามลักษณะของวัสดุที่นำมาทำงาน เช่น เหล็ก โดยทั่วๆ ไป จะนิยมใช้ Coolant เป็นสารหล่อเย็น เพราะราคาถูก อะลูมิเนียมหรือทองเหลือง ควรที่จะใช้กับน้ำมันก๊าด

          จุดประสงค์ของการใช้สารหล่อเย็น คือ ช่วยระบายความร้อน ช่วยระบายเศษโลหะออกจากปลายคมตัด ช่วยให้คมตัดมีอายุการใช้งานได้นาน ช่วยหล่อลื่นบริเวณพื้นที่สัมผัส ช่วยป้องกันผิวไม่ให้เกิดสนิม ช่วยลดการเสียดสี และทำให้เครื่องจักรมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น

ประเภทของสารหล่อลื่นเย็น

          สารหล่อลื่นเย็นที่ใช้ในอุตสาหกรรมมีหลายชนิด สารหล่อลื่นเย็นนิยมใช้ ได้แก่

  1. Soluble oil มีชื่อเรียกทั่วไปว่า น้ำสบู่ สามารถผสมกับน้ำแล้วจะมีลักษณะขาวขุ่น ข้อดีของ Soluble oil คือ สามารถละลายรวมตัวกับน้ำได้ดี มีประโยชน์เกี่ยวกับการตัดเฉือนมาก ช่วยคายเศษโลหะ (Chip bearing pressure) ส่วนมากจะใช้กับงานโลหะประเภทเหล็ก ยกเว้นเหล็กหล่อ โดยทั่วไปใช้อัตราส่วน คือ น้ำมัน  1 ส่วน ต่อ  น้ำ  50 ส่วน สำหรับเครื่องเจียระไน (Grinding machine) ควรจะเลือกสารหล่อเย็นที่ไม่มีไขมัน ถ้ามีไขมันจะเข้าไปฝังอยู่ตามหน้าหินเจียระไน ทำให้เกิดการอุดตัน ดังนั้น ส่วนมากสารหล่อเย็นจะผสมน้ำยากันสนิมเข้าไปด้วย  
  2. Mineral oil เป็นน้ำมันแร่ที่ได้จากการสกัดจากปิโตเลียม หรือ น้ำมันที่มีสารพวกไฮโดรคาร์บอนอื่นๆ ที่ได้จากแหล่งแร่ โดยทั่วไปใช้สำหรับงานเบา และพวกโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก เช่น นิเกิล, โครเมียม และจำพวกอโลหะทั้งหลาย จะใช้น้ำมัน Mineral oil เป็นตัวระบายความร้อน

          ข้อควรระวัง คือ จะเป็นสารไวไฟ (Flamable substance) ความหนืดประมาณ 100 cP ที่ 37.7 องศาเซลเซียส

  1. Lard oil ได้จากการสกัดไขมันจากสัตว์ เช่น โค กระบือ หมู หรือการกลั่นจากสารเคมี สามารถผสมกับน้ำ โดยใช้ในการระบายความร้อนของการคายเศษ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม
  2. Mineral lard oil ใช้ในกรณีทำการตัดเฉือนทีละมากๆ เกิดจากส่วนผสมของ Mineral oil กับ Lard oil เข้าด้วยกัน

วิธีการเลือกใช้น้ำมันหล่อเย็น

         การเลือกใช้สารหล่อเย็น ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ งานที่จะทำการขึ้นรูปแบบต่างๆ ตลอดจนกรรมวิธีการตัดเฉือน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการทำงานมาก ดังนี้

         1. เหล็กคาร์บอนต่ำ (Low carbon steel)แบ่งการใช้น้ำมันหล่อเย็นออกไปตามลักษณะของเครื่องจักรที่ใช้

               ก. งานกลึง ใช้พวก Soluble oil ส่วน ต่อ น้ำ 15 ส่วน

               ข. งานเจาะและงานกัด (Drilling and milling) ใช้ Soluble oil 1 ส่วน ต่อ น้ำ 15 ส่วน

               ค. งานเจียระไน (Grinding) จะนิยมใช้ทั้ง Soluble oil กับ Mineral oil

          2. เหล็กผสม (Alloy steel)

              ก. งานกลึงจะใช้ Mineral oil 75% ผสมกับ Soluble oil 25%

              ข. งานตัดเกลียว (Tapping) จะใช้ Miner oil 80-90% กับ Lard oil 10%

          3. ทองเหลืองรีด (Brass rod)

              ก. งานกลึง ใช้ Mineral oil

              ข. งานกัด ใช้ Soluble oil 5% ผสมกับน้ำ 95%

คุณสมบัติพิเศษของสารหล่อเย็น เช่น ไม่ทำให้ชิ้นงานมีรอยด่าง ไม่บูดเน่าง่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : 0 2577 9260 (ฝ่ายวิศวกรรม) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

แนวโน้มการผลิตด้วยเครื่องจักรความเร็วสูง (RECENT TRENDS IN MANUFACTURING-HIGH SPEED MACHINING)

อรุณรัตน์ แสนสิ่ง
ฝ่ายวิศวกรรม
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

          เครื่องจักรความเร็วสูง เป็นหนึ่งในเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมเชิงตัวเลข (CNC : Computer Numerical Control) ในการตัดเฉือนโลหะที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งความเที่ยงตรงและคุณภาพผิวชิ้นงาน อีกทั้งยังสามารถลดเวลาและต้นทุนในการผลิตได้ด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องจักรทั่วไป

         หลักการทำงาน คือ เป็นการนำเศษโลหะที่ตัดเฉือนออกอย่างรวดเร็ว (High material removal rates) อุณหภูมิที่เกิดขึ้นระหว่างมีดตัด (Tooling) กับชิ้นงาน (Work piece) อุณหภูมิที่เกิดขึ้นต่ำด้วยระยะเวลาที่สั้น ทำให้อายุการใช้งานมีดตัดและความเร็วการตัด (Cutting speed) เพิ่มขึ้น ด้วยความเร็วรอบตั้งแต่ 10,000 รอบ/นาที ขึ้นไป ความเร็วอัตราป้อน (Feed rate) มากกว่า 1 เมตร/นาที

องค์ประกอบในการทำงาน ประกอบด้วย

  1. เครื่องจักร (HSM machine tool)
  2. เป็นเครื่องจักรที่รองรับการทำงานที่รวดเร็ว แข็งแรง สามารถตัดเฉือนงานหยาบ (Roughing) และงานละเอียด (Finishing) ได้ดี
  3. มีดตัด (Cutting tool)
  4. มีดตัดต้องมีคุณสมบัติพิเศษในการทนอุณหภูมิสูงที่บริเวณผิว ส่วนใหญ่จะใช้เป็นมีดตัดหัวกลม (Ball end mill) ในการขึ้นรูป 3 มิติ และรูปร่างที่มีความซับซ้อน
  5. ชุดควบคุมเครื่องจักร (Controller)
  6. สามารถรองรับรหัส (G-code) ความเร็วสูงได้ การอ่านค่าโปรแกรมล่วงหน้า การเร่งความเร็วและการชะลอการอ่านโปรแกรมเส้นโค้งบริเวณมุมได้ดี ทำงานที่ละเอียด ความเรียบสูง ที่เป็นเส้นตรงและเส้นโค้ง LINE, SPLINE, NURBS
  7. การเขียนโปรแกรมทำงาน (CAD/CAM)
  8. เป็นโปรแกรมที่ใช้เขียนรหัส (G-code) สามารถทำงานด้วยคำสั่งที่ระบุความเรียบ ความละเอียดที่สูง และทำงานต่อเนื่องได้ มีการเลือกวิธีการในการกัดอย่างเหมาะสม ทั้งงานหยาบ (Roughing) และงานละเอียด (Finishing)
  9. การปรับแต่งโปรแกรม
  10. เป็นการกำหนดเงื่อนไข ขั้นตอนการทำงาน การติดตั้งเครื่องมีดตัด และทำการปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ที่เหมาะสมและถูกต้องของโปรแกรมก่อนส่งเข้าเครื่องจักร เพื่อนำไปสู่การทำงานจริง

             สำหรับ แนวโน้มการนำไปใช้งานนั้น เครื่องจักรความเร็วสูง สามารถนำไปใช้ในงานขึ้นรูปที่มีความละเอียดสูงที่ใช้ได้กับงานตกแต่งผิวสำเร็จในงานแม่พิมพ์ที่มีความเรียบสูง ซึ่งสามารถลดเวลาทำงานได้ 30-40% ลดการทำงานด้วยเครื่องจักร Electrical Discharge Machining (EDM) ที่ใช้ในงานผลิตแม่พิมพ์เพราะเครื่องจักรสามารถทำงานได้ความเรียบผิวสูง และลดการขัดแม่พิมพ์จากแรงงานคน ใช้ในการตัดเฉือนโลหะแข็ง ความแข็งสูงถึง 30-45 HRC ส่วนข้อเสีย คือ เครื่องจักรมีราคาค่อนข้างสูง

               เครื่องจักรความเร็วสูงมีประสิทธิภาพสูง เที่ยงตรง แม่นยำ ลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ยังมีราคาค่อนข้างสูง จึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ที่จะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานนั่นเอง

               การนำเทคโนโลยีการผลิตด้วยเครื่องจักรความเร็วสูง เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพผิวชิ้นงานสำเร็จหลังการขึ้นรูป ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณภาพผิวชิ้นงานมีความละเอียดสูง เป็นที่นิยมนำไปใช้ในการขึ้นรูปแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก เพราะต้องการความละเอียดผิวชิ้นงานที่สูง เป็นการลดการขัดผิวชิ้นงาน ลดเวลา และลดต้นทุนการผลิต

บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปี 58)

สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

ไม้แทนที่! (มหาพรหมราชินี)

อนันต์ พิริยะภัทรกิจ 
กองกลาง ฝ่ายบริการกลาง 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทไทย

          ปลูกสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น? นั่นคงเป็นคำถามในใจสำหรับใครหลายๆ คน หลังจากที่ซื้อต้นไม้ที่ชอบมาปลูกด้วยความยากลำบาก พอหลายปีผ่านไป กลับพบว่าไม่ใช่ต้นไม้ที่เรานำมาปลูกกลายเป็นต้นอื่น โดยเฉพาะการปลูกเลี้ยงต้นมหาพรหมราชินี ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่มีผู้ให้ความสนใจนำไปปลูกเลี้ยงจำนวนมาก ภายหลังจากการปลูกไปแล้ว ประมาณ 2-3 ปี ต้นไม้ก็เริ่มออกดอกบานสะพรั่ง แต่กลับพบว่า ดอกที่ออกมา ไม่เหมือนกับภาพในหนังสือไม้ดอก จึงเกิดความสงสัย และเมื่อสอบถามจากแหล่งข้อมูล เพื่อคลายความสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับต้นไม้ที่นำมาปลูก

          โดยทั่วไป การขยายพันธุ์พืช มักใช้วิธีการเพาะเมล็ด แต่เนื่องจากพืชบางชนิดมีเมล็ดจำนวนน้อยหรือบางครั้งอยากให้มีลักษณะพิเศษเหมือนต้นเดิม เช่น ออกดอกไว ให้ผลเร็ว จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอดหรือทาบกิ่ง วิธีการดังกล่าว ต้องอาศัยต้นตอที่มีความแข็งแรงและต้องเป็นพืชสกุลเดียวกัน ต้นมหาพรหมราชินีก็ต้องอาศัยวิธีการดังกล่าว โดยใช้ต้นมะป่วนเป็นต้นตอ เป็นต้น

ทำไมต้นไม้ถึงเปลี่ยนไป!

          สาเหตุนั้นเกิดจากการดูแลรักษาภายหลังการปลูกต้นไม้ ที่ได้จากการทาบกิ่งหรือเสียบยอด ควรหมั่นสังเกตดูว่า ต้นไม้ที่ปลูกตามบริเวณใต้รอยแผลที่ทาบหรือเสียบยอด มียอดใหม่ของต้นตอแตกขึ้นมาหรือไม่ เมื่อพบว่ามียอดใหม่แตกขึ้นมา ควรตัดทิ้งทันที อย่าไปเสียดาย เพราะยอดดังกล่าวจะไปแย่งอาหารจากโคนต้นและดันตัวเองให้เติบโตสูงชะลูดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีลำต้นใหญ่และแข็งแรง เจริญเติบโตแซงกิ่งพันธุ์ (มะป่วน) ในที่สุดกิ่งพันธุ์ที่ทาบหรือเสียบยอด (มหาพรหมราชินี) ที่นำมาปลูกก็ไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ และตายไปในที่สุด กลายเป็นว่าเราปลูกต้นตอ (มะป่วน) ที่ออกดอกสะพรั่งแทนที่มหาพรหมราชินี

          ท้ายสุด เมื่อวันเวลาผ่านล่วงเลยไป แม้จะไม่ได้ต้นไม้อย่างที่คัดเลือกมาปลูกตั้งแต่แรก อย่างเช่น ต้นมหาพรหมราชินีที่กล่าวมานั้น แต่กลับได้ต้นไม้ชนิดใหม่ที่ให้ความร่มเงา สร้างความร่มรื่น ออกดอกที่สวยงาม แม้ขนาดดอกจะมีขนาดที่เล็กกว่าก็ตาม หากทำความเข้าใจและรู้จักให้ดี คงไม่เสียหายที่ได้ต้นไม้อื่น และควรดูแลเขาให้ดีตลอดไป

          ดังนั้น การหมั่นดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ต้นยังเล็กๆ อยู่ คอยตัดยอดของต้นตอที่จะแทรกแตกออกมา เพื่อไม่ให้ยอดต้นตอมาแย่งน้ำและอาหารของต้นมหาพรหมราชินี เหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการได้พันธุ์ไม้ที่แท้จริง ดั่งเรื่องราวของมหาพรหมราชินีนี้


          ต้นไม้ก็เหมือนสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลก ต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ แล้วผลลัพธ์จะงดงามสมความตั้ง