บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปี 57)

สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

  • อัตราราคางานต่อหน่วย (เล่ม 1) ตามที่สำนักมาตรฐานงบประมาณ สำนักงานประมาณ ประกาศเมื่อ มิถุนายน 2556 โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.bb.go.th

การผลิตน้ำมะขามพร้อมดื่ม

มะขามเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญสำหรับประเทศไทย มะขามหวานและมะขามเปรี้ยว สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรสูงโดยเฉพาะมะขามหวาน     มะขามส่วนใหญ่มีคุณค่าทางโภชนาการ ด้านอาหารและยา    นอกจากนี้มีประโยชน์ด้านแคลเซียม  เช่น   แคลเซียม  ฟอสฟอรัส   (ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง )  เบต้า แคโรทีน   (ช่วยบำรุงสายตา)    และวิตามิน ซี   (ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่ร่างกาย        นอกจากนี้เนื้อมะขามมีสารประเภทกรด อินทรีย์ (กรด ทาร์ทาร์ลิค  กรด มาลิค    กรดซิตริก)   ความเปรี้ยวของกรดทำให้มีฤทธิ์เป็นยาระบาย  ช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย   แก้ร้อนใน  และขับเสมหะ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์มะขามเปรี้ยว เป็นน้ำมะขามพร้อมดื่ม ซึ่งมีลักษณะใสและมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเหมือนธรรมชาติ   ช่วยให้ชาวเกษตรกรที่สนใจปลูกมะขามเปรี้ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถส่งจำหน่ายภายในและภายนอกประเทศได้
ถ้าหากผู้สนใจที่จะให้จัดฝึกอบรมให้ติดต่อมาที่   ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร    สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)    35  หมู่3  เทคโนธานี   ต.  คลองห้า  อ.  คลองหลวง  จ.  ปทุมธานี   12120  โทร.   02 577 9130 – 02 577 9131
กระบวนการผลิตน้ำมะขาม
เริ่มจาก นำเนื้อมะขามเปรี้ยวหรือเนื้อมะขามเปียก (300 กรัม) มาแยกเส้นใยและเมล็ดออก แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
จากนั้นนำมาต้มในน้ำร้อน ในอัตราส่วน เนื้อมะขาม 300 กรัม ต่อ น้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง  จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 1 ประมาณ  1.1 – 1.2   ลิตร
จากนั้นนำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 2 ประมาณ  1.5 -1.6  ลิตร
จากนั้นนำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 3 ประมาณ  1.5 – 1.6  ลิตร
นำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลาให้นำเนื้อมะขามทิ้ง  กรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 4  ประมาณ  1.5 -1.6  ลิตร
จากนั้นนำน้ำมะขามทั้ง   4    ส่วนมาผสมรวมกัน กรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขามประมาณ     5.0 – 5.5  ลิตร
เติมน้ำตาลและเกลือ คนให้เข้ากัน
นำไปตั้งไฟ ที่อุณหภูมิ 80-85°ซ
แล้วจึงบรรจุลงในภาชนะ

มะขามเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญสำหรับประเทศไทย โดย มะขามหวานและมะขามเปรี้ยว สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรสูงโดยเฉพาะมะขามหวาน

มะขามส่วนใหญ่มีคุณค่าทางโภชนาการ ด้านอาหารและยา โดยมะขามมีประโยชน์ด้านแคลเซียม ฟอสฟอรัส (ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ) เบต้า แคโรทีน (ซึ่งช่วยบำรุงสายตา)  และวิตามิน ซี (ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่ร่างกาย) นอกจากนี้ เนื้อมะขามยังมีสารประเภทกรดอินทรีย์ (กรดทาร์ทาร์ลิค กรดมาลิค กรดซิตริก) ซึ่งความเปรี้ยวของกรด มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย แก้ร้อนใน และขับเสมหะ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์มะขามเปรี้ยว เป็นน้ำมะขามพร้อมดื่ม ซึ่งมีลักษณะใสและมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเหมือนธรรมชาติ ช่วยให้ชาวเกษตรกรที่สนใจปลูกมะขามเปรี้ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถส่งจำหน่ายภายในและภายนอกประเทศได้ ผู้สนใจที่จะให้จัดฝึกอบรมสามารถติดต่อมาได้ที่ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 35 หมู่ 3 เทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร.   02 577 9130 – 02 577 9131

กระบวนการผลิตน้ำมะขาม

  • เริ่มจาก นำเนื้อมะขามเปรี้ยวหรือเนื้อมะขามเปียก (300 กรัม) มาแยกเส้นใยและเมล็ดออก แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
  • จากนั้นนำมาต้มในน้ำร้อน ในอัตราส่วน เนื้อมะขาม 300 กรัม ต่อ น้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง  จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 1 ประมาณ  1.1 – 1.2   ลิตร
  • แล้วจึงนำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 2 ประมาณ  1.5 -1.6  ลิตร
  • หลังจากนั้นนำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 3 ประมาณ  1.5 – 1.6  ลิตร
  • นำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลาให้นำเนื้อมะขามทิ้ง  กรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 4  ประมาณ  1.5 -1.6  ลิตร
  • จากนั้นนำน้ำมะขามทั้ง   4    ส่วนมาผสมรวมกัน กรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขามประมาณ     5.0 – 5.5  ลิตร
  • เติมน้ำตาลและเกลือ คนให้เข้ากัน
  • นำไปตั้งไฟ ที่อุณหภูมิ 80-85°ซ
  • แล้วจึงบรรจุลงในภาชนะ

มหันตภัย..วัยทำงาน

ยุคนี้หลายอาชีพคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานติดต่อกัน หรือแม้กระทั่งอาชีพที่ต้องนั่งประจำโต๊ะทำงานนานๆ ก็มีความเสี่ยงได้พอๆ กัน เพราะการนั่งประจำอยู่กับที่เป็นเวลานานโดยไม่มีการปรับอริยาบถ และการเร่งทำงานอย่างเคร่งเครียดนั้นเป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บอย่างคาดไม่ถึง ยิ่งผู้ที่มีอายุย่างเข้าสู่วัย 40 ด้วยแล้ว อาจมีความเสี่ยงของโรคสูงกว่าปกติ

โรคใดบ้างที่คนทำงานออฟฟิตพึงระวัง

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

การนั่งทำงานจนเพลิน หรือคิดว่าอีกนิดค่อยไปเข้าห้องน้ำ หรือเพราะไม่อยากเดินไกล หรือด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ นั่นแสดงว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพราะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งโรคนี้มักจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดการอักเสบ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

  • ความดันโลหิตสูง

โรคนี้มักมากับความเครียด และหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคนี้ คุณก็มีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า โดยมากมักเกิดขึ้นกันผู้ที่อยู่ในวัย 40 ขึ้นไป แต่ปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันของคนวัยทำงานเปลี่ยนไปต้องอยู่กับความเร่งรีบ ความเครียด ขาดการออกกำลังกาย และการบริโภคแบบเร่งด่วนและไม่ถูกหลักโภชนาการก็ยิ่งมีผลให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคอื่นๆ ตามมา ก่อนวัยอันควร

  • กรดไหลย้อน

อาการกรดไหลย้อนนั้น เป็นผลพวงมาจากความเร่งรีบในการรับประทานอาหาร การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทานอาหารผิดเวลา หรืออาจมาจากความเครียด และมีความเสี่ยงสูงขึ้นในกลุ่มคนที่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่จัด

  • ปวดหลังเรื้อรัง

การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน รวมไปถึงการนั่งโต๊ะทำงานหรือนั่งอ่านตำรา ดูจะเป็นสาเหตุหลักของหลายๆ คนในวัยทำงานที่มีอาการนี้ การทำงานที่ดีจึงควรพักเป็นระยะเพื่อสำรวจท่านั่งทำงานของตนว่าเป็นท่านั่งที่เหมาะสมหรือไม่ หากปวดเมื่อยควรลุกขึ้นเพื่อผ่อนคลายอริยาบถ ลุกเดินเพื่อคลายเส้นคลายกล้ามเนื้อก่อนกลับมานั่งทำงานต่อเพื่อถนอมสุขภาพร่างกาย ส่วนสาวๆที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ ก็เป็นอีกสาเหตุของอาการปวดหลังได้เช่นกัน

  • ไมเกรน

แทบจะเป็นโรคฮิตของคนทำงานออฟิตกันก็ว่าได้ หากคุณรู้สึกปวดบ่า ต้นคอ และบริเวณขมับมากๆ เวลาคุณต้องใช้ความคิดหนักๆ นั่นคือสัญญาณของโรคนี้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด และฮอร์โมน อุณหภูมิ แสงแดด ล้วนแต่มีผลต่อการเกิดไม่เกรนด้วยกันทั้งสิ้น

  • นิ้วล็อก ข้อมืออักเสบ

การจับเม้าส์หรือพิมพ์คีบอร์ดเป็นเวลานาน มีผลต่อการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นข้อมือ รวมถึงเส้นเอ็นนิ้วมือ บางคนเป็นหนักถึงขั้นนิ้วล็อค

  • สายตาและการมองเห็น

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันมากขึ้น แทบทุกออฟฟิตคงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องนำคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้ามาใช้ ซึ่งโดยมากต้องใช้สายตาในการจดจ้องมองจอภาพขณะทำงาน ฉนันผู้ทำงานต้องเตือนตัวเองเสมอ อย่าลืมที่จะพักสายตาทุก 30 นาที หรือ 1 ชม. เพื่อให้สายตาได้ปรับระยะการมอง หากรู้สึกตาแห้งควรพักทันทีหรือพบแพทย์เพื่อปรึกษาการใช้น้ำตาเทียม

นอกจากการมองจอโดยตรงแล้ว การใช้มือสัมผัสตาก็เป็นที่มาของโรคได้เช่นกัน พึงระลึกเสมอว่าคีย์บอร์ดและเม้าส์คือแหล่งรวมเชื้อโรค ซึ่งเคยมีผลวิจัยในต่างประเทศออกมาแล้วว่าสกปรกเสียยิ่งกว่าห้องน้ำ

  • โรคอ้วน ขาดสารอาหาร

อ้วน!!! สาวๆ คงไม่อยากได้ยินคำนี้ รวมถึงผู้ชายที่รักษารูปร่าง แต่การด้วยวัยทำงานที่ต้องอยู่กับความเร่งรีบ การเลือกเมนูอาหารไม่ได้มาก ต้องอาหารจานด่วน และรีบทานเป็นประจำก็เป็นสาเหตุของความอ้วนและการขาดสารอาหารได้เช่นกัน และหากขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยแล้ว โรคภัยอื่นๆ ก็จะตามกันมารุมเร้าคนวัยทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้

นอกจากโรคที่กล่าวมา กลุ่มคนวัยทำงานยังอาจมีความเสี่ยงกับอีกหลายโรค เมื่อการดำเนินชีวิตในสังคมทำงานทุกวันนี้ ต้องแข่งขันกับเวลา อยู่กับปัญหาความเครียด และต้องใช้งานเครื่องมืออุปกรณ์เทคโนโลยีอย่างเลี่ยงไม่ได้  เราจึงควรหาทางผ่อนคลายและสำรวจตัวเองอยู่เสมอ เพราะร่างกายและสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากเจ็บปวยทรุดโทรมหนักก็ยากต่อซ่อมแซมไม่ได้

ทิ้งท้ายด้วยคลิปดีจากหมอชาวบ้าน…. การบริหารสมองเป็น 2 เท่า

การบริหารสมองเป็น 2 เท่า

และคลิปของฝากจาก หมอออร์โธฯ เกี๋ยวกับการนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ มีประโยชน์มาก ป้องกันอาการปวดหลัง ที่แชร์กันอย่างแพร่หลายใน Facebook ค่ะ

Vodafone: Power to you