Archive for June, 2012

windows_xp_logo-thumb

สำหรับ คนที่ยังมีปัญหากับการเปลื่ยน Harddisk หรือ Mainboard เวลาที่นำ harddiskที่ลงwindowไปใช้เครื่องอื่นแล้วจะมีปัญหาคือไม่สามารถbootเข้า เครื่องอื่นได้เกิดblue screenบ้าง อะไรบ้างทำให้ต้องลงwindowsใหม่ วิธีการนี้สามารถทำให้นำHarddiskไปใช้เครื่องอื่นได้โดยใช้windowที่มีอยู่

1. เข้าไปที่C:\WINDOWS\Driver Cache\i386

2. จะเห็นไฟล์2ตัวคือ driver.cabและsp3.cabในที่นี้ผมใช้services pack3แต่สำหรับservices packอื่นก็ใช้ได้คับ

เมื่อ มาที่โฟลเดอร์นี้แล้ว จะมีไฟล์สำคัญ 4 ไฟล์ ที่ต้องใช้ในการนี้ คือไฟล์ Atapi.sys, Intelide.sys,Pciide.sys และ Pciidex.sys ซึ่งจะอยู่ในรูปของไฟล์ .CAB ที่ชื่อ Driver.cab หรือ SP1.cab SP2.cab SP1.cab sp3.cab (แล้วแต่กรณีรุ่นของวินโดวส์)ต้องแตกไฟล์พวกนี้ไปไว้ที่โฟลเดอร์ C:/windows/System32/Drivers
ในกรณีที่ใช้ Windows XP ธรรมดา (ไม่มี Service pack)
ให้แตกไฟล์ driver.cabอย่างเดียว แล้วหาไฟล์ดังนี้
atapi.sys
intelide.sys
pciide.sys
pciidex.sys

ในกรณีที่ใช้ Windows XP Service pack1
ให้แตกไฟล์ sp1.cab แล้วหาไฟล์ดังนี้
atapi.sys
intelide.sys
ให้แตกไฟล์ driver.cab แล้วหาไฟล์ดังนี้
pciide.sys
pciidex.sys

ในกรณีที่ใช้ Windows XP Service pack2
ให้แตกไฟล์ sp2.cabแล้วหาไฟล์ดังนี้
atapi.sys
intelide.sys
intelide.sys
pciidex.sys

ในกรณีที่ใช้ Windows XP Service pack3
ให้แตกไฟล์ sp3.cabแล้วหาไฟล์ดังนี้
atapi.sys
intelide.sys
intelide.sys
pciidex.sys

3. ให้copy ไฟล์ที่ให้หาทั้ง4ตัวของแต่ละรุ่นนำไปไว้ในfolder Driversใน C:/windows/System32/Drivers ถ้าเครื่องถามว่าจะConfirm File Replaceให้ตอบYes หรือ Yes to all

4. ให้ก็อป script ข้างล่างนี้ ไปไว้ notepad แล้วเซฟเป็นชื่อ อะไรก็ได้แต่ต้องมีนามสกุลเป็นreg ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์นี้ ตอบ Yes และ OK

Read the rest of this entry »

Comments 1 Comment »

แวะไปอ่านบทความน่าสนใจของ พ.ต.ท. สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัด จากเว็บไซต์นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เห็นว่ามีประโยชน์สำหรับคนวัยทำงานจึงขอนำมาฝากค่ะ

“สาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากทำงาน ทั้งทำงานหนัก ทำงานหักโหม ใช้ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม นั่งเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง ที่เห็นชัด อย่างการนั่งหลังค่อมทำงานหน้าคอมพิวเตอร์”

บ่อยครั้งเวลานั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ คุณคงเคยรู้สึกปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อบ่าและหลัง จริงอยู่ การขยับเนื้อตัว ปรับเปลี่ยนท่านั่งอิริยาบถ หรือลุกเดิน อาจช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ แต่รู้หรือไม่ นี่คือสัญญาณเตือนของภาวะที่เรียกว่า ออฟฟิศซินโดรม ยิ่งคุณต้องทำงานเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์มากเท่าไหร่ ภาวะนี้ก็พร้อมที่จะโจมตีคุณทุกเมื่อ
ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร? ทำไมโรคนี้ถึงฮิตในกลุ่มคนทำงาน? ผู้ที่จะมาให้คำตอบกับเราในฉบับนี้ คือ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งท่านเล่าว่า
“โรคหรือภาวะออฟฟิศซินโดรม ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ คือภาวะที่มักเกิดกับคนทำงานตามออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่ ห้างร้าน สำนักงาน หรือแม้แต่คนทมี่ทำงานอยู่ที่บ้าน เพียงแค่ว่าคนๆ นั้นทำงานหรือใช้ชีวิต นั่ง เดิน เคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกลักษณะ ผิดท่าที่เหมาะที่ควร บ่อยครั้ง เป็นเวลานานๆ โดยอยู่ในท่าเดิมหลายชั่วโมง ซึ่งท่าทางลักษณะเหล่านี้จะทำให้คนๆ นั้นมีอาการปวดเมื่อยล้าตรงกล้ามเนื้อ จะรู้สึกเกร็งเหมือนกล้ามเนื้อถูกดึงรั้ง ที่น่ากลัวคือ นานวันเข้าจากอาการแค่ปวดกล้ามเนื้อ อาจกลายเป็นกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ปวดเจ็บตามอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแขนขา ข้อมือ ไหล่ หลัง ซึ่งปวดมากหรือปวดน้อยก็แล้วแต่การสะสมของโรค ขณะที่บางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น สายตาพร่ามัว ตาแห้ง ระคายเคือง ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน เป็นต้น บางรายที่มีอาการรุนแรงมากๆ ก็อาจทำให้มีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือเกิดกระดูกทับเส้นประสาท ยิ่งหากต้องทำงานในอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมนานวันเข้า อาการจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น จนบางรายปวดทรมานจนต้องมาโรงพยาบาล เพื่อทำการรักษากายภาพบำบัด”

ต้นตอของอาการปวด
“ส่วนใหญ่คนที่มาปรึกษาแพทย์ อาการแรกๆ ที่พบ ก็จะมาด้วยอาการปวดหลัง รองมาคือปวดบริเวณคอและไหล่ ตามด้วยอาการปวดศีรษะ ซึ่งเมื่อเราดูประวัติคนไข้เหล่านี้ ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับภาวะออฟฟิศซินโดรม คือเป็นคนทำงานค่อนข้างเยอะ และดูจากสถิติ คนเหล่านี้ก็มักจะมีอายุไม่เยอะ หลายคนยังเป็นคนหนุ่มคนสาว อายุประมาณ 18 – 30 ปี โดยสาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากทำงาน ทั้งทำงานหนัก ทำงานหักโหม ใช้ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม นั่งเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง ที่เห็นชัด อย่างการนั่งหลังค่อมทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือบางคนนั่งๆ อยู่ ตัวจากที่นั่งตรงหลังพิงเบาะ ก็ค่อยๆ ไถลตัวลงมา กลายเป็นนั่งเอนจนเกือบจะกลายเป็นนอน (หัวเราะ) พวกนี้เจอเยอะครับ เป็นกันหลายคน ทำจนความเคยชิน จนลืมตระหนักไปว่านั่นเป็นการทำร้ายตัวเองทางอ้อม
…บางคนก็ติดนิสัยนั่งบิดตัว เอี้ยวตัวขณะใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดจากความเคยชินก็ส่วนหนึ่ง สภาพแวดล้อมในออฟฟิศก็ส่วนหนึ่ง เห็นได้จากหลายบริษัทมักจัดโต๊ะเก้าอี้ของพนักงานเข้ามุมกับเสา เนื่องจากปลั๊กไฟส่วนใหญ่จะติดอยู่ตามเสา ตามมุมห้อง เป็นอย่างนี้กันเยอะ ฉะนั้นคอมพิวเตอร์แทนที่จะตั้งตรงหน้า กลายเป็นว่าตั้งเอียงเข้าหาตัว เนื่องจากความยาวของสายไฟไม่พอ ทำให้เราต้องนั่งในลักษณะเอี้ยวตัวตามจอคอมพิวเตอร์ไปด้วย หรือหันเฉพาะหน้าและลำตัวส่วนบนไปเท่านั้น ทั้งบางคนยังติดนิสัยก้มคอยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าจอ และนั่งในท่าเหล่านี้นานๆ ไม่ค่อยจะลุกเดินไปไหน ไหนจะต้องพิมพ์งาน ใช้หูหนีบโทรศัพท์กับบ่าเวลาพูดคุย หรือหยิบจับเอกสารต่างๆ อิริยาบถท่าทางในแต่ละวันจึงผิดเพี้ยน จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกปวดเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อโดยเฉพาะช่วงหลัง นานวันเข้าก็กลายเป็นปัญหา ทำให้กล้ามเนื้อขาดสมดุล ยิ่งหากนั่งผิดท่าอยู่อย่างนั้น มากเข้า..มากเข้า ก็ยิ่งทำให้ปวดถี่ ปวดมาก ไม่มีทีท่าว่าจะหาย ดังนั้นสภาพโต๊ะทำงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญ หากจัดได้ไม่ถูกต้อง เก้าอี้ไม่มีพนักพิง หรือมีแต่เอนเอียงเพราะรับน้ำหนักเยอะ พวกนี้ก็ทำให้เกิดภาวะออฟฟิศซินโดรมได้ครับ
…ขณะที่บางคนเวลาพิมพ์คีย์บอร์ด ตัวคีย์บอร์ดอาจไม่มีตัวรองรับข้อมือ ก็ทำให้อิริยาบถในการกระดกข้อมือขึ้นลงผิดเพี้ยน เมื่อทำเป็นเวลานาน ซ้ำๆ ทำทั้งวัน ก็ส่งผลให้เกิดการปวดเมื่อยล้าบริเวณข้อมือ คนที่เป็นมากๆ ก็อาจเกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น หรือทำให้เกิดภาวะพังผืดหนา จนทำให้นิ้วมือและข้อมือมีอาการชา
…นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาความเครียดด้วย ซึ่งพบได้เยอะในกลุ่มคนทำงาน ร้อยคนเจอสักแปดสิบคน ดังนั้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคนี้ในคนทำงานก็มีอยู่ 3 สาเหตุใหญ่ๆ คือ ฮอร์โมน ความเครียด และอิริยาบถท่าทางนั่นเอง”

อาการสังเกต
“โดยส่วนใหญ่ ภาวะออฟฟิศซินโดรมสามารถสังเกตได้จากอาการเริ่มต้น ที่รู้สึกได้ชัดคือ การปวดเกร็งตึงบริเวณกล้ามเนื้อบ่าและไหล่ แรกๆ คนกลุ่มนี้จะรู้สึกปวดเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อ เหมือนมีของหนักๆ กดทับที่บ่าทั้งสองข้าง จากนั้นหากทนนั่งทำงานต่อไปโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ จะทำให้เกิดการปวดเกร็งไปที่ท้ายทอยและลุกลามเป็นการปวดขมับและการปวดศีรษะตามมา แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย เป็นเพียงอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ จนอาการปวดสะสมมากเข้ากลายเป็นเรื้อรัง หากยังฝืนทำงานหรือทำท่าด้วยอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม จากที่เคยแค่ปวดกล้ามเนื้อ ก็อาจมีอาการอื่นตามมา เช่น ชาบริเวณท่อนแขน ปวดท้องมวน ปวดร่างกายท่อนล่าง เนื่องจากน้ำหนักที่กดลงจากการนั่ง เกิดอาการนิ้วล็อกซึ่งมักเกิดจากการพิมพ์คีย์บอร์ดเป็นเวลานาน บางคนมีอาการตาพร่ามัว ตาลาย ตาแห้ง ระคายเคือง เนื่องจากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้การกระพริบตาน้อย และการเพ่งสายตาที่หน้าจอยังทำให้ต้องกลอกตาไปมาตลอดเวลา ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานมากขึ้น ทำให้ปวดตา
…ขณะที่บางรายอาการปวดอาจลามไปถึงต้นขา ทำให้ขาชาหรือทำให้กล้ามเนื้อตึง ทีนี้หากยังทนกับความเจ็บปวดนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่แก้ไข กล้ามเนื้อที่ตึงอาจจะไปดึงรั้งกระดูก ทำให้ส่งผลต่อโครงสร้างของร่างกายในระยะยาว กลายเป็นปัญหาที่คนไข้ต้องมาทำการรักษาด้วยกายภาพบำบัด”

การรักษา
“หลักๆ ก็แบ่งเป็น 2 แนวทาง หนึ่งคือ รักษาที่สาเหตุ สามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด และสอง การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น การรับประทานยา การฉีดยา แต่ทั้งนี้ คนที่ต้องทำงานในออฟฟิศ และมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตลอดจนอาการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะหรือไมเกรน หากแก้ไขที่ปลายเหตุด้วยการรับประทานยา อาการอาจจะหายแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็จะกลับมาเป็นอีก ก็ต้องรับประทานยาอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่จบ และที่แย่กว่านั้นก็คือ ยาที่รับประทานจะเข้าไปสะสมในร่างกาย ทำลายตับและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้
…การที่จะทำให้หายจากอาการปวดอย่างถาวรนั้น จึงควรเป็นการรักษาที่สาเหตุของปัญหา ให้สภาพของกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อและเส้นประสาทคืนสู่สภาวะปกติ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กลับมาเกิดอาการปวดอีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรักษาในเชิงป้องกันที่สาเหตุ รวมทั้งการออกกำลังกายเพิ่มเติม อาจเป็นการวิ่งเหยาะๆ ก็ได้ อย่างน้อยก็ทำให้ได้แกว่งแขนแกว่งขา เป็นการกระตุ้นและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ดี”

เทคนิคยืดคลายกล้ามเนื้อ
“สำหรับคนทำงานถ้ารู้สึกว่ามีอาการปวดหลัง ปวดบริเวณบ่าและไหล่ วิธีบรรเทาอาการปวดสามารถทำได้ด้วยท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งจริงๆ มีหลายท่า แต่ไม่ต้องแนะนำเยอะ จริงๆ เอาแค่ท่าเดียวพอ ทำให้ได้ ทำให้ชินก็ช่วยได้เยอะแล้ว ที่ยกตัวอย่างคือ ท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อต้นคอ เป็นท่าที่ช่วยลดอาการปวดหลัง โดยเริ่มจากขยับตัวนั่งให้เต็มเก้าอี้ ให้หลังพิงชิดกับผนัก จากนั้นก้มหน้าลงช้าๆ โดยไม่ต้องฝืน ให้คางชิดคอ ก้มได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่าเกร็ง แล้ววางมือทั้งสองข้างบนศีรษะ นับ 1 – 8 แล้วเอามือออก หายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ กลับสู่ท่าเดิม ทำซ้ำๆ อย่างนี้ทุกวัน วันละสี่ห้าครั้งก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดตรงบริเวณดังกล่าวได้มาก
…แต่หากมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ สามารถบรรเทาได้โดยการยกไหล่ขึ้นไปจนสุด แล้วเกร็งค้างไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วกดไหล่ลงไปให้สุด แล้วเกร็งค้างไว้อีก 10 วินาที ทำอย่างนี้ซ้ำๆ ทุกวัน วันละ 4 – 5 ครั้ง และถ้าต้องการบริหารกล้ามเนื้อด้านหน้าอก และแก้ปัญหาไหล่ห่อ ให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นนำมือประสานกันด้านหลัง ค่อยๆ ยกขึ้นมาจนถึงระดับที่เรารู้สึกว่าตึงประมาณ 10 วินาที
…สำหรับคนที่ปวดช่วงกล้ามเนื้อสะบัก กล้ามเนื้อสะโพก เหมาะกับคนที่มีปัญหาปวดบริเวณสะโพก ชาลงเท้า ชาลงขา วิธีบรรเทาสามารถทำได้โดยการเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งไปยังหน้าอกอีกข้าง สมมติเหยียดแขนขวา ก็ให้เหยียดออกไปโดยผ่าหน้าอกด้านซ้าย แล้วใช้แขนซ้ายกดลงบนแขนขวาให้รู้สึกตึง แล้วทำสลับอย่างนี้อีก 5 – 10 ครั้ง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกล้ามเนื้อขา ก็ให้ใช้วิธีเหยียดขา โดยเหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา แล้วย่อเข่าอีกข้างให้ตึง แล้วทำสลับอย่างนี้อีก 5 – 10 ครั้งเช่นกัน”

การนวดผ่อนคลาย
“นอกจากบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีนี้ ยังสามารถบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อย่างการนวดต้นคอเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากประสานนิ้วมือทั้งสองข้างเข้าหากัน เหลือนิ้วหัวแม่มือไว้ จากนั้นก้มศีรษะเล็กน้อย อ้อมมือข้ามศีรษะไปยังต้นคอ ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดลงไปตรงบริเวณเส้นข้างกระดูกคอ หรือลองไล่กดทีละน้อยหาดูว่าบริเวณใดที่ปวด จากนั้นให้ทิ้งน้ำหนักลงที่หัวแม่มือ กดจุดลงไปพอประมาณ ค่อยๆ ไล่ไปตามแนวเส้นข้างกระดูกคอ ช้าๆ ไต่ขึ้นและลง ประมาณ 5 – 10 ครั้ง ทำอย่างนี้ทุกวัน วันละ 3 – 4 ครั้ง ประมาณ 5 นาที
…การออกกำลังกายกล้ามเนื้อด้วยการยืดเหยียดนี้ใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องเตรียมตัว เตรียมเสื้อผ้ารองเท้าหรือต้องเดินทางไปฟิตเนส หรือสถานที่ออกกำลังกายใดๆ แค่พื้นที่ข้างเตียงในยามที่ตื่นเช้าโดยยังไม่ต้องล้างหน้าแปรงฟันก็ทำได้ หรือจะเป็นยามเที่ยงหลังรับประทานอาหารแล้วครู่ใหญ่ ก่อนจะเริ่มงานในช่วงบ่าย เพื่อลดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อที่กรำงานมาตลอดเช้าก็ยังได้”

คำแนะนำ
“หลักๆ ก็เป็นการจัดสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานให้เหมาะสม วางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าทำให้บนโต๊ะรกมากไป เพื่อจะได้หยิบจับข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้สะดวก โดยไม่ต้องฝืนท่าทางร่างกายตนเองมากเกินไป ตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ก็ควรตั้งให้ตรงตัว วางหน้าจอหันมาตรงหน้า เพื่อจะได้พิมพ์งานทำงานได้ถนัด และไม่ควรจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป พอรู้สึกว่าตาพร่า มัว ตาลาย หรือปวดลูกตา ก็ผ่อนสายตาบ้าง มองที่อื่นบ้าง หรือลุกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง และควรพักสายตาเป็นระยะ อย่างน้อยทุกๆ 20 นาที พยายามหลับตาสักพัก ทุกๆ 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศาเพื่อช่วยลดอาการปวดตา
…ขณะเดียวกัน การเลือกโต๊ะทำงานก็ต้องเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดพิมพ์คีย์บอร์ดได้อย่างถนัด ส่วนตัวแป้นคีย์บอร์ดก็ควรมีที่รองรับข้อมือไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำๆ เก้าอี้ก็ควรปรับให้ตรง และปรับลักษณะท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งให้หลังตรงหรือหลังชิดกับผนักพิง พอรู้สึกว่าตัวไถลลงมาก็พยายามปรับตัวขึ้นมา อย่านั่งค่อม และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างจนเกินไป เวลายกของก็ยกให้ถูกต้อง ถูกท่าทาง ท่ายกที่ดี มุมจุดหมุนและน้ำหนักควรอยู่ใกล้กัน พยายามให้หลังตรงตลอด เพราะมิเช่นนั้นช่วงล่างจะเกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้
…รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึง อย่างไรก็ดี หากปรับอิริยาบถ นวดผ่อนคลาย และออกกำลังกายแล้วยังไม่หายปวดล้ากล้ามเนื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา”

คำแนะนำ

“หลักๆ ก็เป็นการจัดสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานให้เหมาะสม วางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าทำให้บนโต๊ะรกมากไป เพื่อจะได้หยิบจับข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้สะดวก โดยไม่ต้องฝืนท่าทางร่างกายตนเองมากเกินไป ตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ก็ควรตั้งให้ตรงตัว วางหน้าจอหันมาตรงหน้า เพื่อจะได้พิมพ์งานทำงานได้ถนัด และไม่ควรจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป พอรู้สึกว่าตาพร่า มัว ตาลาย หรือปวดลูกตา ก็ผ่อนสายตาบ้าง มองที่อื่นบ้าง หรือลุกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง และควรพักสายตาเป็นระยะ อย่างน้อยทุกๆ 20 นาที พยายามหลับตาสักพัก ทุกๆ 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศาเพื่อช่วยลดอาการปวดตา

…ขณะเดียวกัน การเลือกโต๊ะทำงานก็ต้องเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดพิมพ์คีย์บอร์ดได้อย่างถนัด ส่วนตัวแป้นคีย์บอร์ดก็ควรมีที่รองรับข้อมือไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำๆ เก้าอี้ก็ควรปรับให้ตรง และปรับลักษณะท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งให้หลังตรงหรือหลังชิดกับผนักพิง พอรู้สึกว่าตัวไถลลงมาก็พยายามปรับตัวขึ้นมา อย่านั่งค่อม และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างจนเกินไป เวลายกของก็ยกให้ถูกต้อง ถูกท่าทาง ท่ายกที่ดี มุมจุดหมุนและน้ำหนักควรอยู่ใกล้กัน พยายามให้หลังตรงตลอด เพราะมิเช่นนั้นช่วงล่างจะเกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้

…รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึง อย่างไรก็ดี หากปรับอิริยาบถ นวดผ่อนคลาย และออกกำลังกายแล้วยังไม่หายปวดล้ากล้ามเนื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา”

ที่มา : http://motherandchild.in.th/content/view/929/1/
Profile จากเว็บไซต์นิตยสารM&C
พ.ต.ท.สุรศักดิ์ จิระพรชัย
ตำแหน่ง นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลตำรวจ
วิทยากรรับเชิญเรื่อง ออฟฟิศซินโดรม ที่ศูนย์สุขภาพ วัน คอมมิวนิตี้
วรวุฒิ ถาวรพรกวิน

Comments No Comments »

จากการทำงานที่ต้องอยู่กับการพัฒนาโปรแกรม ทำให้เกิดการพูดคุยกับเพื่อนๆ ในสายงานเดียวกันบ่อยครั้ง ว่า Editor ตัวไหนงานและดีสำหรับการทำงานบ้างซึ่งก็ได้รับคำตอบที่แตกต่างกันไป อาจเพราะความถนัดและความเคยชินในการทำงานของแต่ละคน

Editor ที่ใช้กันอย่างแพร่ได้ เช่น Notepad /Notepad++ / Dreamweaver /Edit plus / Netbean / Eclipse และ Komodoที่มีผู้รู้จักแนะนำมาเมื่อไม่นานนี้ค่ะ :) มาทำความเข้าใจคร่าวๆ ถึง editor แต่ะตัวกันว่าเป็นเช่นไร

Notepad
เป็นโปรแกรมที่แถมมากับ Microsoft Windows อยู่แล้ว สามารถเขียนโปรแกรมได้ทุกภาษา แต่ไม่เหมาะกับการนำมาเขียนโปรแกรมซักเท่าไหร่นัก เพราะว่าไม่มี feature ที่ช่วยในการพัฒนาโปรแกรม อาจจะดูยากเกินไปสำหรับผู้เริ่มต้นพัฒนาโปรแกรม
notepad

Notepad++
หลายคนเห็นชื่อโปรแกรมแล้ว คงคิดว่าใกล้เคียงกับ Notepad ใช่ไหมค่ะ แต่ถ้าลองหาโปรแกรมมาลงบเครื่องและเปิดใช้งานจะเห็นความแตกต่างอย่างมาก เพราะ feature ที่พ่วงมากับโปรแกรมนี้ เอื้ออำนวยให้นักพัฒนาโปรแกรมพอสมควร และสามารถพัฒนาได้ทุกภาษาเช่นเดียวกับ notepad ค่ะ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.webthaidd.com/webboard/index.php?topic=584.0
notepad-plus

Dreamweaver
เป็นโปรแกรมตัวหนึ่งที่นิยมและเหมาะสำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์มือใหม่ มีเครื่องมือช่วยเหลือในการทำงานมากมาและสามารถดูผลลัพธ์ที่ทำได้เลย โดยที่ไม่ต้องเปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ แต่เป็นโปรแกรมขนาดใหญ่เช่นกัน
dreamCS

Edit plus
มีความใกล้เคียงกับ notepad แต่จะมีเครื่องมือช่วยในเรื่องพื้นฐานทั่วไป ทำให้ไม่ต้อง key code เองทั้งหมด เช่น ย่อหน้า สีอักษรและพื้นหลัง ตาราง การcomment และขึ้นบรรทัดใหม่ เป็นต้น
editplus

Netbean
เป็นอีกตัวที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่พัฒนา Web Appication สามารถใช้ในการพัฒนาโปรแกรมได้หลายภาษาเช่นกัน
วิธีการใช้งานเบื้องต้น http://component584.blogspot.com/2011/06/netbeans-ide-1.html
Netbean

Eclipse
เป็นโปรแกรม open sourc ฟรีไม่ค่าใช้จ่าย ที่นักพัฒนานิยมใช้เช่นกัน โดยมากจะใช้พัฒนาภาษา java

วิธีการอ่านได้จาก http://www.cp.eng.chula.ac.th/~vishnu/progmeth/2011_slideAndlab/week01_object/howToUseEclipse/lab1_2011.html
Eclipse

Komod
โปรแกรมฟรีที่เพื่อนแนะนำให้ลองใช้เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูหน้าตาแกรม
Dowload Komodo Editor ได้ที่ http://www.activestate.com/komodo-edit
editor-komodo

Comments 1 Comment »

Social Media เกิดขึ้นมาเพราะความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในความเป็นสัตว์สังคมที่จำเป็นต้องมีการปฎิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร ตั้งประเด็นข้อสงสัย ถามตอบ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน อีกทั้งปัจจุบันการค้า การประชาสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แต่เพียงรูปแบบ Industrial Media ( “traditional”, “broadcast” หรือ “mass” media ) อันได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ เป็นต้น กระแสของ social media สงผลให้ผู้พัฒนาทั้งหลาย สร้างเครื่องมือหลากหลาย และพัฒนาระบบของตนเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ Social Media

เว็บ Social Media แบ่งตามหมวด

หมวดการสื่อสาร (Communication)

  • Blogs: Blogger, LiveJournal, TypePad, WordPress, Vox
  • Internet forums: vBulletin, phpBB
  • Micro-blogging: Twitter,Plurk, Pownce, Jaiku
  • Social networking: Avatars United, Bebo, Facebook, LinkedIn, MySpace, Orkut, Skyrock, Netlog, Hi5, Friendster, Multiply
  • Social network aggregation: FriendFeed, Youmeo
  • Events: Upcoming, Eventful, Meetup.com

หมวดความร่วมมือ และแบ่งปัน (Collaboration)

  • Wikis: Wikipedia, PBwiki, wetpaint
  • Social bookmarking: Delicious, StumbleUpon, Stumpedia, Google Reader, CiteULike
  • Social news: Digg, Mixx, Reddit
  • Opinion sites: epinions, Yelp

หมวด มัลติมีเดีย (Multimedia)

  • Photo sharing: Flickr, Zooomr, Photobucket, SmugMug
  • Video sharing: YouTube, Vimeo, Revver
  • Art sharing: deviantART
  • Livecasting: Ustream.tv, Justin.tv, Skype
  • Audio and Music Sharing: imeem, The Hype Machine, Last.fm, ccMixter

หมวดรีวิว และแสดงความคิดเห็น (Reviews and Opinions)

  • Product Reviews: epinions.com, MouthShut.com, Yelp.com
  • Q&A: Yahoo Answers

หมวดบันเทิง (Entertainment)

  • Virtual worlds: Second Life, The Sims Online
  • Online gaming: World of Warcraft, EverQuest, Age of Conan, Spore (2008 video game)
  • Game sharing: Miniclip

อ้างอิง : http://krunum.wordpress.com/2010/06/02/social-network/

Comments No Comments »

คุณจะเริ่มโพสต์เนื้อหาหรือรูปภาพต่างๆ อย่าลืมตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ระบุว่าใครบ้างที่สามารถเข้ามาดูอัลบั้มภาพถ่าย วิดีโอ โพรไฟล์ สถานะการอัพเดต และอีกสารพันข้อมูลเกี่ยวกับตัวของคุณได้บ้างคิดก่อนรับเป็นเพื่อน – การค้นหาว่าใครบ้างที่อยู่ในรายชื่อคอนแทกต์บนอีเมล์ของคุณกำลังใช้ Facebook อยู่ เป็นเรื่องที่ไม่ยาก แต่ก่อนที่จะรับคนเหล่านั้นให้เป็นเพื่อนบน Facebook อย่าลืมพิจารณาให้รอบคอบด้วย

เสน่ห์ ของ Facebook มีหลายอย่าง แน่นอนว่าการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเพื่อนฝูงที่รู้จัก ทำให้ความสัมพันธ์ของผู้คนใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ว่าไปแล้วสิ่งที่หลายคนกลัวมาก ที่สุดก็คือ เรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรให้คนอื่นรู้ แต่กลับถูกเปิดเผยไว้บนวอลล์ของ Facebook ที่ทำให้ทุกคนที่คุณรู้จักได้ล่วงรู้ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมไปด้วย ซึ่งถ้าคนที่คุณเป็นเพื่อนด้วยบน Facebook นั้นมีแต่เพื่อนสนิทจริงๆ นั่นก็คงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร แต่หลายครั้งเพื่อนเหล่านั้น — ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นเจ้านายบ้าง คู่ค้าทางธุรกิจบ้าง ลูกน้องบ้าง หรือแฟนเก่าบ้าง

คุณไม่ สามารถคาดเดาหรือควบคุมได้เลยว่า จะมีใครที่ขอเข้ามาเป็นเพื่อนของคุณบ้างบน Facebook จะตอบรับอย่างไรถ้าเจ้านายหรือลูกค้าของคุณขอเป็นเพื่อนบน Facebook ด้วย? จะปล่อยให้คนเหล่านั้นเข้ามาเห็นพฤติกรรมความร่าเริงแบบเกินตัวของคุณสมัย เรียนหรือที่ยังเป็นอยู่แม้แต่ในขณะนี้ หรือว่าจะกล้าปฏิเสธการขอเป็นเพื่อนดังกล่าว? นี่เป็นสถานการณ์ที่ชวนปวดหัวอย่างยิ่งสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการเล่น Facebook

การ หลอกลวงทาง Facebook กำลังเริ่มระบาด มีกรณีที่ Facebook ของคนรู้จักโดนแฮก และมีการส่งข้อความหาเพื่อนหลายๆ คนทำนองว่าต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน และเริ่มมีการแช็ตกันจริงจังเพื่อเริ่มกระบวนการหลอกลวง ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้ระแวงอะไร มันก็เป็นเพียงแค่คำร้องขอจากเพื่อนคนหนึ่งที่คุณรู้จักและเต็มใจจะช่วย เหลือ แต่บางครั้งอาจเป็นเพียงแค่การอาศัยประโยชน์จาก Facebook โดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย หากเจอกับสถานการณ์แบบนี้จริง ติดต่อกันโดยตรงดีที่สุด จะทางโทรศัพท์หรือจะนัดเจอกันก็ได้ หากใครพอจะได้เค้าลางว่ากำลังโดนหลอก แจ้งตำรวจเอาไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด

หรือ บางครั้งคุณอาจได้รับคำร้องขอเป็นเพื่อนผ่าน Facebook ที่ชักชวนให้ดาวน์โหลดโปรแกรมสำหรับเล่นไฟล์วิดีโอ ซึ่งโปรแกรมที่ว่านั้นแท้จริงก็คือ โปรแกรมอันตรายที่กำลังจะแอบแฝงตัวเข้ามาในคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งอาจจะมีการชักชวนทั้งผ่านทางอีเมล์หรือหน้าเว็บ และด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างกันบน Facebook ก็ทำให้หลายคนเผลอเรอไม่ระมัดระวังในเรื่องนี้จนเกิดปัญหาขึ้นตามมาภายหลัง

คุณสามารถใช้ Facebook อย่างปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง วิจารณญาณที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ได้พอสมควร ลองเข้าไปตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ที่ Privacy Settings จากเมนู Settings ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนรายละเอียดในการเผยแพร่ภาพถ่าย ข้อความ ข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลการทำงานได้ ซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่สมาชิกคนอื่นๆ จะมองเห็นด้วย ฉะนั้นเจ้านายหรือแฟนเก่าของคุณถูกกำหนดให้เห็นข้อมูลที่แตกต่างออกไปบน Facebook ของคุณ

อีกหนึ่งคุณสมบัติ ที่ต้องระวังก็คือ “Find Friends” ซึ่งยอมให้คุณกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของเว็บเมล์อย่าง Gmail หรือ Yahoo! Mail เพื่อดึงเอาข้อมูลรายชื่อคนที่คุณรู้จักมาใส่ไว้บน Facebook — อย่าลืมดูให้แน่ใจว่า รายชื่อเหล่านั้นไม่มีคนที่คุณติดต่อทางธุรกิจอยู่ด้วย เพราะนั่นอาจจะเสี่ยงต่อการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวที่ไม่เหมาะไม่ควรให้แก่คน เหล่านั้นได้ทราบ

ทางออกอีก ทางหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การจัดแบ่งกลุ่มความสัมพันธ์ให้ชัดเจน เช่น หากมีเพื่อนนักธุรกิจหรือลูกค้าที่ต้องการติดต่อกับคุณผ่านเว็บไซต์เครือ ข่ายสังคมออนไลน์ การหันไปใช้ LinkedIn หรือเว็บอื่นๆ ก็น่าจะดีกว่าการที่รวมเอาผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาไว้ภายใต้ Facebook แถมคุณยังมีข้ออ้างดีๆ ในการปฏิเสธการขอเป็นเพื่อนบน Facebook และชักชวนให้คนรู้จักทางธุรกิจหันไปคบค้าสมาคมกันบนเว็บอื่นที่เฉพาะทางมาก ขึ้นด้วย

อ้างอิงจาก www.arip.co.th

Comments No Comments »

IT Disaster Recovery Planning

เพื่อให้ระบบ IT ทำงานต่อไปเมื่อเกิดภัยพิบัติ เราจึงจำเป็นต้องจัดทำ Disaster Recovery Planning (DRP) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับองค์กร ซึ่ง ภัยพิบัติที่เราพบเจอมีอยู่กัน 2 ประเภท คือ ภัยพิบัติจากธรรมชาติ และ ภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์ โดยที่ภัยพิบัติจากธรรมชาติเป็นภัยพิบัติที่เราไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่สามารถบริหารจัดการตนเองได้ ส่วนภัยพิบัติจากมนุษย์นั้นบางอย่างเราก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายได้ เช่น การโจรกรรม

Disaster Recovery Planning

คือ การวางแผนเพื่อกอบกู้ระบบ IT ให้สามารถดำเนินงานต่อไปได้หลังเกิดภัยพิบัติ หรือ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องในขณะที่เกิดภัยพิบัติ ซึ่งมีขั้นตอนต่างๆ กล่าวคือ การจัดการประเภทของภัยพิบัติ การประเมินความเสี่ยง การวางแผนป้องกัน การตรวจวัดและบันทึกข้อมูล

DRP เป็นส่วนหนึ่งของแผนภาพใหญ่ขององค์กรที่เตรียมการไว้เผื่อเผชิญกับภัยพิบัติ หรือที่เรียกว่า Business Continuity Plan (BCP) โดย DRP จะกล่าวถึงด้าน IT เป็นหลัก ในขณะที่ BCP จะกล่าวถึงภาพรวมขององค์กร

ขั้นตอนการทำ DRP

ขั้นตอนแรกคือ Risk Analysis เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงว่าจะมีภัยพิบัติประเภทไหนบ้าง

ขั้นตอนที่ 2 คือ Risk Classification เพื่อจำแนกกลุ่มหรือประเภทความเสี่ยงตามมุมมองต่างๆ เช่น ความเสี่ยงที่เกิดจากภายนอก (External Risk) ความเสี่ยงของข้อมูล (Data System Risk) ความเสี่ยงของการให้บริการ (Service System Risk) ความเสี่ยงของระบบพื้นฐาน (Infrastructure Risk) เป็นต้น

ขั้นตอนที่ 3 คือ Disaster Effect Analysis เพื่อประเมินผลของภัยพิบัติว่ามีผลกระทบกับเราอย่างไรบ้าง โดยขั้นตอนนี้มักทำร่วมกับขั้นตอนที่สอง คือ เมื่อแบ่งแยกประเภทความเสี่ยงได้ชัดเจนแล้ว ก็จะวิเคราะห์ว่าภัยพิบัติจะก่อให้เกิดผลอะไรต่อมา

ขั้นตอนที่ 4 คือ Disaster Recovery Plan การวางแผนปฏิบัติงานในกรณีเกิดภัยพิบัติ ได้แก่ แผนรับมือภัยพิบัติขั้นปกติ แผนรับมือภัยพิบัติขั้นรุนแรง แผนการปฏิบัติเมื่อไม่สามารถป้องกันภัยพิบัติได้ แผนการกอบกู้ระบบ และ แผนการเริ่มต้นระบบสนับสนุนใหม่ เช่น เมื่อประเมินแล้วพบว่าไม่มีพลังงานไฟฟ้าใช้แล้วในช่วงสุดท้ายของอุทกภัย ก็ควรมีอุปกรณ์สร้างพลังงานสำรองไว้ใช้งาน เป็นต้น

Comments No Comments »

ความปลอดภัยสารสนเทศนับวันเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น และระบบรักษาความปลอดภัยก็ต้องมีความสามารถทำงานได้ซับซ้อนมากขึ้นตามภัยคุกคามที่มีการพัฒนาให้มีความเก่งมากขึ้นกว่าเดิมอยู่ตลอดเวลา โดย IT Security จะอยู่ในทุกๆ ส่วนของไอทีตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เน็ตเวิร์ก และข้อมูลการใช้งาน

IT Standard

เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ หลายๆ องค์กรให้ความสำคัญของการได้รับรองมาตรฐานสากลต่างๆ โดยเฉพาะมาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้องกับไอที เช่น ISO/IEC 20000 (International Standard for IT Service Management), ISO/IEC 27001:2005 (Information Security Management System: ISMS), ISO/IEC 27003 (Implementation Guidance) ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับการพัฒนาระบบ ISMS
นอกจากนี้ยังมีระบบมาตรฐานสากลระบบอื่นๆ อีก เช่น ITIL (Information Technology Infrastructure Library) แนวปฏิบัติในการให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ และ COBIT แนวทางในการพัฒนาระบบการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งทุกมาตรฐานองค์กรจะให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อสร้างให้เกิดความเชื่อมั่นต่อองค์กร และได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ตลอดจนเพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร และการเตรียมพร้อมองค์กรเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางธุรกิจในประชาคมอาเซียน หรือ AEC 2015 (ASEAN Economic Community 2015)

ทางด้านกฎหมายไทย ได้มี การออกกฎหมายมาเพื่อรองรับต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2554 มีผลใช้บังคับใช้ตั้งแต่ 3 เม.ย.2554 โดยรองรับผลทางกฎหมายของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ พ.ร.บ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 25501 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 18 ก.ค. 2550 โดยกำหนดฐานความผิดและบทลงโทษสำหรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกำหนดหน้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไว้

นอกจากนี้ยังมี พรฎ.ภายใต้ พรบ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ คือ พรฎ.กำหนดประเภทธุรกรรมในทางแพ่งและธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ยกเว้นมิให้นำกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับ พ.ศ. 2549 ใช้บังคับ 15 มี.ค.2549 เพื่อกำหนดข้อยกเว้นมิให้ดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (มาตรา 3) (ครอบครัวและมรดก) และพรฏ.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิสก์ภายรัฐ พ.ศ.2549 เพื่อกำหนดการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (มาตรา 35)

Comments No Comments »

นับตั้งแต่วันแรกที่ internet ถือกำเนิดมา ในปี 1962 นั้นวันเวลาได้ผ่านล่วงเลยไป ถึง 49 ปีแล้วโดยจุดกำเนิดในครั้งแรกของอินเตอร์เน็ตนั้นมีเพียงเพื่อใช้สื่อสารกันในองค์กรเท่านั้น แต่ด้วยการคิดค้นและพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งจึงทำให้อินเตอร์เน็ตแพร่หลายเข้าสู่กลุ่มคนทุกระดับชั้นในเวลาต่อมา ถึงแม้ว่าจะ วันนั้นถึงวันนี้ อินเตอร์เน็ตจะมีอายุครบ 49 ขวบแล้วแต่พูดได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ยุคเริ่มต้นที่แท้จริงของมันเท่านั้น อนาคตของอินเตอร์เน็ตยังมีอีกไกล ดังนั้นวันนี้ เราจะขอเสนอแผนภาพย้อนรอยจุดกำเนิด วิทยาการที่พลิกโฉมหน้าของโลกกลม ๆ ใบนี้ ที่ชื่อว่า Internet กันครับ

internet-history

ถึงแม้ว่า วิทยาการจะก้าวไกลไปอย่างไรก็ตามแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้วิทยาการนั้นมีคุณค่าก็คือตัวผู้ใช้เอง จงอย่าได้ลุ่มหลงในสิ่งเหล่านั้นจนตกเป็นทาสของมัน หรือใช้มันในทาง ที่ผิดขอให้ใช้ด้วยความพอดีนะครับ

ที่มา : http://www.freewarelands.com/wp4/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-internet-49%E0%B8%9B%E0%B8%B5-%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%89%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81/

Comments No Comments »

สมมุติชีวิตประจำวันของนายเป็ด (ชาย) อายุ 25 ปี น้ำหนัก 70 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร
อาชีพพนักงานตอบเมลล์ลูกค้า ทำงานนั่งหน้าจอคอม เริ่มงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น

  • อาหารเช้าจานด่วนเพื่อเข้างานให้ทัน “ข้าวเหนียวหมูปิ้งหน้าบริษัท” “กาแฟ 1 แก้วสตาร์บักส์”
  • อาหารกลางวันคู่ชีพพนักงานบริษัท “ข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวซุ้มริมถนน” “ลูกชิ้นทอดรถเข็นเจ้าเก่า”
  • อาหารเย็นจัดหนัก “ไก่ทอดผู้พัน” “น้ำอัดลมหมีโคอาล่า 1 กระป๋อง”

ก่อนอื่นเลย เรามาคำนวณปริมาณพลังงาน(แคลลอรี่) ที่นายเป็ดได้รับภายใน 1 วันจากการรับประทานอาหารข้างต้น

จากตารางใน 1 วัน นายเป็ดได้รับพลังงานจากการกินเข้าไปต่อวันประมาณ 2,425 กิโลแคลอรี่

คราวนี้เรามาลองคำนวณปริมาณแคลอรี่ที่นายเป็ดต้องการต่อวัน โดยใช้สูตรง่ายๆที่ใช้น้ำหนักอย่างเดียว ของ Dr. Fred Hatfield (The International Sports Sciences Association)

จากสูตร Dr. Fred ข้างบน
นายเป็ดควรได้รับพลังงานวันละ = 1 X 70 X 24 = 1,680 กิโลแคลลอรี่ เพื่อให้มีชีวิตรอดไปวันๆ
ต่อมาให้คูณด้วยค่าปัจจัยความลำบากของกิจกรรม (ทำงานเบาๆ ก็ใช้พลังงานน้อยกว่าคนทำงานหนักนั่นเอง)

อย่าพึ่งลืมคิดถึงนายเป็ดนายแบบของเรา ซึ่งทำงานเบาๆหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ในขณะเดียวกันต้องมีประชุม พูดคุยภายในแผนกบ้าง จะเห็นว่าอยู่ในช่วงที่ 2 ซึ่งใช้พลังงานประมาณ 2,300 กิโลแคลลอรี่ ในขณะเดียวกันนายเป็ดกินอาหารเข้าไปต่อวัน 2,400 กิโลแคลลอรี่ นั่นต้องเอาไปคิดต่อว่า นายเป็ดควรออกกำลังกายเพิ่มเติมบ้าง หรือปรับการรับประทานอาหารต่อวันดี

แต่หมูปิ้ง กระเพราไก่ไข่ดาว ยังไงก็ขาดไม่ได้ ก็อาหารประจำอาชีพนี่หว่า…..

• ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bodybuildingapplied.com/index_center_nutrition.asp?newsId=68
• หมายเหตุ ตัวอย่างนายเป็ดเป็นการคำนวณคร่าวๆ หากต้องการคำนวณอย่างละเอียดไม่พลาดแม้แคลอรี่เดียว สามารถเข้าไปตามลิ้งค์ที่อ้างอิง

ที่มา : http://www.arip.co.th/articles.php?id=407338

Comments 1 Comment »

เอานิ้วจิ้มฝาชักโครกยังสะอาดกว่าจิ้มคีย์บอร์ด” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยอริโซน่า ในสหรัฐฯ เผยผลวิจัย “10 สิ่งสกปรกอุดมเชื้อโรคที่ถูกใช้บ่อยที่สุด” แถม 2 อุปกรณ์ใกล้ตัวชาวไอทีอย่าง “คีย์บอร์ด” และ “โทรศัพท์มือถือ” ก็ติดอยู่ใน 5 อันดับแรกซะด้วย ใกล้ตัวชาว ARiP ขนาดนี้รู้ไว้ซะหน่อยกันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าต้องขึ้นโรงหมอเสียตังค์ เสียเวลาแถมเจ็บตัว ดูจะไม่ค้มกันนะ

หากนึกถึงสิ่งสกปรกรอบๆตัว หลายคนคงชี้ไปยังห้องน้ำ หรือไม่ก็ลูกบิดที่แสนจะไกลตัวซะเหลือเกิน แต่ที่แท้จริงแล้วมันใกล้มากกว่านั้น หรืออาจเป็นเพราะมันแนบชิดสนิทติดตัวซะจนเรามองข้ามมันไป มาดูกันว่า”รายงาน 10 อันดับสิ่งสกปรกที่ถูกใช้บ่อยมากที่สุด” นั้นมีอะไรบ้าง

10 อันดับสิ่งสกปรกที่ถูกใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน

1. เงิน ได้แก่ ธนบัตร เหรียญ

แบงค์ที่เราหยิบจ่ายซื้อของกันอยู่ทุกวันนี้ มีเชื้อโรคอยู่ประมาณ 135,000 ตัว ถึงจะเชื่อว่าใครๆก็อยากมีเงินเยอะๆ จะได้รวยๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องสะสมเชื้อโรคไปตามความรวยด้วยนะ

2. สวิทเปิด/ปิดไฟ

สุขภาพวันนี้…ต้องเล่นกับไฟ
วัตถุที่มนุษย์สัมผัสบ่อยมากเท่าไหร่ เชื้อโรคก็ชอบตามไปอยู่มากเท่านั้น โดยเฉพาะปุ่มสวิทปิดเปิดไฟที่ต้องกดกันอยู่ทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญเผยทุกๆตารางนิ้วบนสวิทไฟที่เราเอานิ้วไปโดนเชื้อโรคสามารถย้ายสำมโนครัวตามติดมือไปได้ถึง 217 ตัว

3. คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์

คนติดคอมติดเนทหลายๆคน คงคุ้นชินกับพฤติกรรมการกินขนมขบเคี้ยว หรือแม้กระทั่งกินอาหารมื้อหลักหน้าจอคอมพ์ หรือแม้กระทั่งสาวๆเองที่ชอบหวีผมแต่งหน้าบนโต๊ะทำงาน เวลาว่างก็เม้าท์พ่นไฟแชทหน้าเวบแคม

รู้หรือไม่ว่า คีย์บอร์ดนั้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี โดยเฉพาะ เศษอาหาร ผิวหนัง เหงื่อไคลต่างๆ ที่ผู้ใช้คอมทำตกลงไปในคีย์บอร์ดแล้วไม่ค่อยให้ความสนใจ เนื่องจากเพราะมันตกลงไปในร่อง ทำให้ยากต่อการมองเห็นว่าสกปรกและยากต่อการทำความสะอาด เป็นที่มาว่าทำไมจึงไม่มีใครสนใจจะทำความสะอาดกันเท่าไหร่นัก จึงทำให้คีย์บอร์ดกลายเป็นแหล่งหมักหมมเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี รายงานระบุว่าคีย์บอร์ดที่ได้รับการสำรวจนั้นสกปรกกว่าฝานั่งชักโครกถึง 40 เท่า แต่ถึงขนาดต้องใช้วิกซอลเข้มข้น 40 เท่าราดคีย์บอร์ดเพื่อทำความสะอาดด้วยรึเปล่ารายงานไม่ได้ระบุไว้

4.โทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ราคาแพงสำหรับเชื้อโรคเลยก็ว่าได้ ด้วยความเป็นพื้นที่สมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยความเจริญของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิอุ่นๆเหมือนร่างกายมนุษย์ที่เชื้อโรคชอบ พร้อมซอกซอยร่องหลืบง่ายต่อการกบดานหลบหนี พร้อมพรั่งด้วยโภชนาการและอาหารจากน้ำลายและขี้ไคลมนุษย์ ถ้าโทรศัพท์มีชีวิตเราอาจต้องพามันไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาแทนที่จะไปมาบุญครองเพื่อไปซ่อมมันก็เป็นได้

5.ฝาที่นั่งชักโครก

ความจริงมันน่าจะสกปรกได้มากกว่านี้รึเปล่า แต่รู้หรือไม่ว่าฝาที่นั่งชักโครกนั้นมีการออกแบบวัสดุและพื้นผิวให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและยากที่เชื้อโรคจะอาศัยอยู่ แถมเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญในการทำความสะอาดอยู่เสมอ (ไม่เอื้ออำนวยขนาดนั้นก็ยังติด 1 ใน 10) โดยรายงานระบุว่า ทุกตารางนิ้วบนฝานั่งชักโครกมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 295 ตัว

6.ตะกร้าช้อปปิ้ง

ห้างสรรพสินค้ามีทุกสิ่งให้คุณเลือกสรร ฉันใดก็ฉันนั้นตะกร้าช้อปปิ้งในห้างก็มีทุกสิ่งให้เชื้อโรคเลือกที่จะอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะมาจากสินค้าที่อยู่ในห้างเอง เช่น ของสด ของแห้ง สารเคมี หรือมาจากมือของท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่านที่พึ่งจับราวบันไดเลื่อน หรือพึ่งออกมาจากห้องน้ำห้างมา

7.รีโมททีวี

อุปกรณ์บันเทิงประจำครัวเรือนที่เรามักจะลืมทำความสะอาดมัน ทั้งๆที่เราออกจะหยิบสอยใช้มันออกจะบ่อย ทำความสะอาดบ้านครั้งหน้าก็อย่าลืมหยิบรีโมทไปเช็ดถูกันบ้างนะ

8.อ่างอาบน้ำ

อ่างอาบน้ำเป็นรังเพาะเชื้อโรคชั้นดีที่หลายคนมองข้ามไป รู้อย่างนั้นแล้วเราจึงควรทำความสะอาดมันสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

9.ซิ้งอ่างล้างจาน

เห็นสะอาดอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะสะอาด ถึงจะไม่ได้ใช้บ่อยเท่าอย่างอื่น แต่มันเป็นบริเวณที่สกปรกที่สุดในบ้านซึ่งแต่ละตารางนิ้วนั้นมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 500,000 ตัว วิธีทำความสะอาดขจัดคราบที่คู่ควรกับตัวเลขห้าแสนนี้ก็คือ ใช้โซดาไฟหรือน้ำส้มสายชูราดทำความสะอาดมันซะ แล้วตามด้วยน้ำเปล่าตามไปอีกที

10. ฟองน้ำล้างจาน

ด้วยวัสดุและรูปลักษณ์ของมันที่เต็มไปด้วยรูพรุนที่สามารถให้ น้ำ อากาศ ออกซิเจน เศษอาหารเข้าไปอาศัยอยู่ จึงเป็นแหล่งชุมชนแออัดของเหล่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี วิธีทำความสะอาดง่ายๆก็คือ เอาไปต้มหรือให้ความร้อนผ่านไมโครเวฟซัก 60 วินาที

วัตถุสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายล้วนมีประโยชน์และมีคุณค่าในตัวของมัน แต่อย่าลืมดูแลทำความสะอาดมันด้วยก่อนที่มันจะกลายเป็นโทษเพราะความละเลยของเราเสียเอง ด้วยความรักจาก ARiP.co.th ดูแล เทคแคร์ เสมอ
มือถือเจ๊ง เนทเต่า ไม่มีเพื่อนเม้าท์ เข้ามาเยี่ยมเยียน www.ARiP.co.th ไม่มีเหงาแน่นอน เลิฟยูว์นะคนไอที

ที่มา : http://www.arip.co.th/articles.php?id=407339

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology