Archive for July, 2010

วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” เนื่องด้วยตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงเสด็จฯไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิ ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 ทรงเปิดอภิปรายในหัวข้อ “การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน” ทรงดำเนินการอภิปรายและทรงสรุปการอภิปรายอย่างดีเยี่ยม แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความสนพระราชหฤทัยห่วงใยในภาษาไทยเป็นที่ประทับใจผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง และนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาไทย ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ดังนั้นคณะกรรมการรณรงค์เพื่อภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เสนอให้รัฐบาลไทย (ชวน 2) จัดตั้ง“วันภาษาไทย”ขึ้น และได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ กำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปีเป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านในด้านภาษาไทย รวมทั้งเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานต่างทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนชาวไทย เพื่อช่วยกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของภาษาไทยตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์เอกลักษณ์ของภาษาไทยอันเป็นภาษาประจำชาติให้คงอยู่ตลอดไป และร่วมใจกันใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง งดงามยั่งยืนตลอดไป

หากเราจะยืมหัวข้อการอภิปรายในอดีตกว่า 40 ปี มาใช้ใหม่กับเวลาปัจจุบันขณะนี้ ทิศทางอภิปรายคงยังไม่ต่างไปจากอดีตนัก เพราะเรื่อง“การใช้ภาษาไทยในปัจจุบัน” ยังเป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก อันเนื่องจากจิตสำนึกของประชาชนต่อภาษาไทยมีต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ พ่อ-แม่-เด็กสมัยใหม่ เพราะมัวแต่มุ่งหวังใช้ภาษาต่างประเทศ ให้ทันโลกทันสมัย ดูเป็นเด็กอินเตอร์ จนละเลยไม่เข้าใจรากฐานทางภาษาของชาติตัวเอง หนักเข้าบางรายถึงขั้นดูถูกเสียเลยว่าเชย ไม่โก้โมเดิร์น ใช้ก็ใช้เพียงพูด-เขียนอย่างผิดๆ ไปวันๆ แต่ภาษาอังกฤษกลับคล่องปรื๋อ แกรมม่าแม่นเป๊ะ ใช้ภาษาของเขาได้อย่างสละสลวยสวยหรู แต่ภาษาไทยเขียนผิดๆถูกๆ ไม่แตกฉานทางภาษาเท่าภาษาที่สอง สาม สี่ เสียอีก จนกลายเป็นว่าการเรียนการสอนภาษาไทยในปัจจุบัน บางครั้งอาจต้องอธิบายเทียบโครงสร้างกับภาษาอังกฤษกันเลยทีเดียว เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ

แล้วมันผิดตรงไหนที่ส่งเสริมให้เรียนภาษาต่างประเทศ ให้พูดฟังอ่านเขียนคล่อง แน่นอนย่อมไม่ผิด เพราะภาษาคือตัวกลางในการสื่อสารยิ่งรู้มาก ยิ่งได้ประโยชน์ ใช้ติดต่อสื่อสารกับนานาชาติได้กว้างขวาง. บทความนี้วัตถุประสงค์ไม่ได้สุดขั้วให้ต้องภาษาชาตินิยม หรือคาดหวังให้ใช้ภาษาไทยกันอย่างเดียว ต้องถูกตามหลักทุกประการ เพียงแต่อยากให้ตระหนัก และใส่ใจเวลาจะใช้ภาษาไทยกันซักนิดนึง อย่างน้อยก็อย่าเป็นผู้ทำให้ภาษาวิบัติเสียเองก็ยังดี ยิ่งหากมีอาชีพเป็นอาจารย์สอนภาษา(ไม่ว่าจะสอนภาษาใด) ล่าม ผู้แปลวรรณกรรม ยิ่งต้องมีความชำนาญ มีความเข้าใจทั้งสองภาษาที่ตนยึดเป็นอาชีพอย่างแตกฉาน มากเป็นพิเศษกว่าคนธรรมดา

อันที่จริงแล้ว ภาษาไทย นั้นมีคุณค่า มีความสวยงามและฉลาดในโครงสร้างมากกว่าภาษาต่างประเทศสำคัญๆ หลายภาษาเสียอีก ถ้าได้ลองศึกษาดู แต่คนส่วนใหญ่มักบอกว่าภาษาไทยนั้นยาก จนน่าเบื่อหน่ายที่จะเรียนให้เข้าใจ เพราะคิดว่าเป็นภาษาแม่ เป็นเจ้าของภาษาอย่างไรก็พูด-ฟัง-อ่าน-เขียนได้ ที่ยิ่งกว่านั้นคือหลงไปกับภาษาต่างประเทศจนไม่เห็นความดีในภาษาของตน. มีอาจารย์ภาษาอังกฤษบางท่านกล่าวเปรียบว่า ภาษาอังกฤษนั้นดีนัก เพียงกริยาตัวเดียวก็สามารถบอกว่าเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้ ซึ่งภาษาไทยนั้นไม่มี …ผมก็เลยเก็บมาคิดว่า อย่างนั้นมันดีจริงหรือ? ฝรั่งเขารู้กริยา 3 ช่องได้ครบถูกต้องทุกตัวหรือ? จำเป็นแน่หรือ? และในภาษาไทยไม่มีคำบ่งบอกเวลาในประโยคงั้นหรือ? ยกตัวอย่างคำว่า “กินแล้ว” แบบนี้บ่งบอกไม่ได้หรือว่าเป็นอดีตกาลหรืออนาคตกาล? แล้วทำไมภาษานั้น กริยาบางตัวถึงต้องเปลียนรูปบางตัวไม่เปลี่ยนรูป ให้วุ่นวายเนี่ย? …นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลากหลายที่น่าคิด น่าถกต่อไปอีกมากนัก

ในปัจจุบัน จะยิ่งเห็นชัดว่าเด็กสมัยใหม่ใช้ภาษาไทยได้เละเทะเพียงใด ลองดูตามเว็บไซต์ เว็บบอร์ดแสดงความคิดเห็น หรือแม้กระทั่งเว็บสำนักข่าวออนไลน์บางแห่ง ก็ยังเห็นได้ นั่นอาจเป็นเพราะเด็กที่พิมพ์เนื้อข่าวก็เป็นเด็กสมัยใหม่ ที่ใช้คำผิดมาตลอด ตัวอย่างที่พบเห็นบ่อยๆ อาทิ หน้ารังเกลียด (น่ารังเกียจ), ขี้เกลียด (ขี้เกียจ), หน้ารัก (น่ารัก) ฯลฯ มีสิ่งที่น่าสังเกตคือเด็กสมัยใหม่ให้ความสนใจภาษาอังกฤษมากๆ อายเมื่อเขียนผิด อายเมื่อพูดผิด ภาษาไม่สวย ขวนขวายที่จะให้ถูกต้อง แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับภาษาของชาติ เขียนผิดๆถูกๆ เกินกว่าจะรับได้ มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาหลายๆ อย่างที่เรากำลังประสบ น่าเป็นห่วงอนาคตของภาษาและวัฒนธรรมของชาติยิ่งนัก

——————————————
ที่มา: สภาบทความ – สังคมไทย @ ณัฏฐ์เน็ต ดอทคอม
http://www.nutthnet.com/forum/topic.php?id=202
ลงวันที่ 27 กรกฏาคม 2549

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology