ความหลากหลายทางชีวภาพ

เรียบเรียงโดย จารุจินต์ นภีตะภัฏ

ความหลากหลายทางชีวภาพ (biological diversity หรือ biodiversity) หมายถึงจำนวนชนิด (species) ของสิ่งมีชีวิต รวมถึงความแตกต่างของบทบาททางนิเวศวิทยา และพันธุกรรมของชนิดดังกล่าว พิจารณาได้เป็น 3 ระดับทางชีววิทยา

  1. ความหลากหลายของชนิดของสิ่งมีชีวิต
  2. ความหลากหลายของสภาพสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอาศัยอยู่
  3. ความแปรผันทางพันธุกรรมในกลุ่มประชากรของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด

ความหลากหลายทั้งสามระดับนี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนในสภาพแวดล้อม และจำเป็นต่อการคงอยู่ของชีวิตทุกชีวิตในโลกสิ่ง มีชีวิตเท่าที่คาดว่าจะมีอยู่บนโลกนี้ จะมีจำนวน 5–30 ล้านชนิด แต่เท่าที่ได้รับการวิเคราะห์ชื่อแล้วมีจำนวนประมาณ 1.4 ล้านชนิด แบ่งออกได้เป็น เชื้อไวรัส 1,000 ชนิด แบคทีเรีย 4,760 ชนิด เชื้อรา 47,000 ชนิด สาหร่าย 26,900 ชนิด สัตว์เซลล์เดียว 30,800 ชนิด สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง 990,000 ชนิด สัตว์มีกระดูกสันหลัง 44,000 ชนิด

ประเทศไทยจัดได้ว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งในแหล่งที่อยู่บนบกและในน้ำ เนื่องจากตั้งอยู่ใน เขตร้อนของโลก ในขณะที่มีจำนวนประชากรมนุษย์เพียง 1% ของประชากรโลก แต่มีชนิดพืชและสัตว์ถึง 7% ของจำนวนชนิดทั้งหมดในโลกเท่าที่ศึกษาวิเคราะห์แล้วมีทั้งสิ้นประมาณ 109,000 ชนิด แบ่งออกเป็นพืช 25,000 ชนิด และสัตว์ 84,000 ชนิด โดยยังไม่รวมพวกจุลินทรีย์อีกเป็นจำนวนมาก

โดยเหตุที่ความหลากหลายทางชีวภาพมีคุณประโยชน์ต่อชาวโลกและชาวไทยอย่างอเนกอนันต์ เป็นแหล่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แหล่งวัสดุ ก่อสร้าง และเชื้อเพลิง นอกจากนั้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทำรายได้สูงเข้าประเทศก็ต้องอาศัยความงดงาม และความหลากหลายทาง ชีวภาพของ ป่าไม้และแนวปะการังเป็นจุดดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว แต่ความหลากหลายทางชีวภาพ ยังไม่ได้รับความสนใจศึกษาเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายทางชีวภาพจัดเป็นปัญหาระดับโลกเนื่องจากประชากรมนุษย์ที่ เพิ่มอย่าง รวดเร็ว ได้ก่อ ให้เกิดความเสียหาย ต่อสภาพ แวดล้อมอย่างหนัก โดยเฉพาะการสูญเสียชนิดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไปจากการทำลายป่าเมืองร้อน ทั่วโลกจึงได้ร่วมลงนามในอนุสัญญา ที่จะร่วมกัน อนุรักษ์ความหลายหลายทาง ชีวภาพไว้ให้ได้ ในการประชุมสิ่งแวดล้อมโลกที่ ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อเดือนมิถุนายน 2535

ความหมายของสิ่งแวดล้อม

เรียบเรียงโดย พรสวรรค์ ดิษยบุตร

สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งที่อยู่รอบตัวมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรม (จับต้องมองเห็นได้) และนามธรรม (วัฒนธรรม แบบแผน ประเพณี ความเชื่อ) มีอิทธิพลเกี่ยวโยงถึงกัน เป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนกัน ผลกระทบจากปัจจัยหนึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างหรือทำลาย อีกส่วนหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งแวดล้อมเป็นวงจรและเป็นวัฏจักรที่ เกี่ยวข้องกันไปทั้งระบบ

สาเหตุสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ การเพิ่มประชากรทั่วโลกอยู่ในอัตราทวีคูณ ถึงแม้จะมีการวางแผนครอบครัวก็ตาม และเป็นเหตุให้มีการใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น อีกสาเหตุหนึ่งคือมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทาง ด้านเทคโนโลยี ทำให้ใช้ทรัพยากร เกินความจำเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของมนุษย์ จึงควรมีการแก้ไขพฤติกรรมของมนุษย์ซึ่งเป็นตัวก่อปัญหาที่สำคัญ

การเร่งรัดนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้มากที่สุดเพื่อความสะดวกสบายของมนุษย์โดยไม่มีการจัดการและวางแผนให้ใช้ต่อไปได้นานๆ อาจทำให้คุณภาพชีวิตเสียไปเนื่องจากก่อให้เกิดภาวะมลพิษ (pollution) ต่างๆ เช่น มลพิษในอากาศ ในน้ำ ในอาหาร แหล่งเสื่อมโทรมและของ เหลือทิ้ง ได้แก่ ขยะมูลฝอยสิ่งปฏิกูล วัสดุทิ้งเสียจากอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง สารพิษ ตกค้างต่างๆ ที่ไม่สามารถย่อยสลายไปได้ตามธรรมชาติ

ดังนั้นในการพัฒนาประเทศจึงควรคำนึงถึงคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชาติให้มากที่สุด โดยให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

นิสัยการกินอาหารของจระเข้

เรียบเรียงโดย จารุจินต์ นภีตะภัฏ

 ข่าวการฆ่าตัวตายของหญิงผู้หนึ่ง โดยการโดดลงไปในบ่อจระเข้ที่ฟาร์มจระเข้ที่จังหวัดสมุทรปราการ ได้ก่อให้เกิดความสนใจต่อสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นชนิดนี้มากขึ้น บางครั้งข่าวที่น่าสนใจอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อจระเข้มากขึ้นกว่าเดิม ในแง่ที่เป็นสัตว์ที่กระหายเลือดกินมนุษย์เป็นอาหาร

จระเข้ (crocodiles) เป็นสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มหนึ่งที่ยังคงหลงเหลือมาจากยุคไดโนเสาร์ มีลำตัวยาว ปาก ยาว ภายในมีฟันแหลมเรียบเป็นแถว กินเนื้อสัตว์อื่นเป็นอาหาร ในประเทศไทยมีจระเข้อยู่ 3 ชนิด ได้แก่ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis) จระเข้ น้ำเค็ม (C. porosus) และตะโขงหรือจระเข้ปากกระทุงเหว (Tomistoma schlegeli) ทุกชนิดกำลังมีจำนวนน้อยมากในธรรมชาติจนอาจจะสูญพันธุ์หมดไปในอนาคต

นิสัยการกินอาหารของจระเข้

นิสัยการกินอาหารของจระเข้จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุของการเจริญเติบโต ปกติจะเริ่มหาอาหารกินในเวลาเย็น ลูกจระเข้กินสัตว์ขนาดเล็ก กบ แมลงปอ ปู และแม้แต่ลูกน้ำยุง นิสัยการล่าชอบใช้ลำตัวและหางที่ยาวโอบล้อมเหยื่อไว้ก่อนที่จะกัดกิน ถ้าเหยื่อมีขนาดใหญ่วิธีการล่าจะเปลี่ยนเป็นการว่ายน้ำเข้าสู่เหยื่ออย่างช้าๆ ก่อนที่จะพุ่งตัวเข้างับ โดยการแกว่งปากไป งับทางด้านข้างเพราะตาของจระเข้อยู่ทางด้านข้างของส่วนหัว เมื่อเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จระเข้ขนาดเล็กจะเปลี่ยนไป กินหอยและปลา ส่วนจระเข้ที่โตเต็มที่มักชอบกินปลาเป็นอาหารหลัก แต่ บางครั้งจะกินเหยื่อขนาดใหญ่ เช่น นกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หรือแม้แต่จระเข้ด้วยกันเองที่มีขนาดเล็กกว่า

ยุทธวิธีในการล่าเหยื่อ

ยุทธวิธีในการล่าเหยื่อของจระเข้ขนาดใหญ่ ใช้วิธีพรางตัวลอยอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งจะเห็นเพียงลูกตาทั้งสองและปุ่มจมูกที่เรียกว่าก้อนขี้หมาอยู่เหนือน้ำ ค่อยๆ ส่ายเข้าหาเหยื่ออย่างช้าๆ จึงโผขึ้นงับหัวหรือขา แล้วลากลงใต้น้ำให้เหยื่อจมน้ำตาย บนพื้นดินจระเข้จะซุ่มดักรอตามทางเดินของสัตว์ หรือบริเวณใกล้แอ่งน้ำ เมื่อเหยื่อเข้าใกล้จึงเข้างับแล้วพยายามลากลงสู่แหล่งน้ำที่ใกล้ที่สุด บางตัวอาจใช้หางฟาดเหยื่อเพื่อลดการดิ้นรนอีกด้วย

จระเข้มีฟันเป็นซี่แหลมเรียวไปตามความยาวของปาก ฟันนี้ใช้ในการจับเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ หากเหยื่อมีขนาดเล็กจะกลืนกินทั้งตัว
ฟันเมื่อหลุดออกไปจะมีซี่ใหม่งอกขึ้นมาแทนที่อย่างรวดเร็ว วิธีการฉีกเหยื่อของจระเข้ ใช้การงับบริเวณขาหรือแขนของเหยื่อแล้วม้วนตัวไปอย่างรวดเร็ว เหยื่อจะฉีกออกโดยง่าย

ในกรณีที่เหยื่อเป็นมนุษย์ จระเข้เพียงบางตัวเท่านั้นที่กล้าพอที่จะงับมนุษย์ ส่วนใหญ่เหยื่อจะเป็นเด็ก หรือจระเข้ตัวนั้นมีขนาดใหญ่ และแข็งแรงพอที่จะลากมนุษย์ลงในน้ำได้ การที่จระเข้กัดคนที่ตกลงในบ่อเลี้ยงเนื่องจากได้รับการฝึกจนรู้ว่าสิ่งที่ทิ้งลงไปคืออาหาร เมื่อมีอาหารตกลงไปจระเข้จึงมุ่งเข้ามาแย่งกันกิน โดยไม่คำนึงว่าเหยื่อจะเป็นอะไร เคยพบในกระเพาะของจระเข้มีวัตถุที่มิใช่อาหารมากมาย เช่น ก้อนหิน ท่อนไม้ ฯลฯ แม้แต่จระเข้ด้วยกันเอง จระเข้ตัวใหญ่จะจับจระเข้ขนาดเล็กกว่ากินเป็นอาหาร เมื่อสังเกตดูจระเข้ที่นอนผึ่งแดดตามชายตลิ่ง จะพบว่าเป็นจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ไล่เลี่ยกันทั้งสิ้น

นิสัยการกินอาหารของจระเข้ มีส่วนสำคัญในการช่วยปรับปรุงสุขภาพของเหล่าปลาในแหล่งน้ำที่มันอาศัยอยู่เป็นอย่างมาก โดยจระเข้จะกินเฉพาะปลาที่อ่อนแอ ปลาพิการ และปลาเป็นโรค ทำให้ประชากรปลาที่เหลืออยู่มีคุณภาพของประชากรที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นอกจากประโยชน์ดังกล่าวนี้หนังและเนื้อของจระเข้มีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างอเนกอนันต์ สัตว์เลื้อยคลานที่ไม่ค่อยมีคนชอบนี้ได้มีวิวัฒนาการมาบนพื้นโลกกว่าร้อยล้านปี และกำลังจะหมดไปจากโลกในอนาคตอันใกล้

ดินเพื่อการเพาะปลูก

 เรียบเรียงโดย :ทรงเกียรติ วิสุทธิพิทักษ์กุล  

 ทุกคนรู้จักดิน แต่การที่จะรู้จักดินให้ถี่ถ้วนจริงๆ ต้องใช้เวลาการ ศึกษาและวิจัยเป็นสิบๆ ปี นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจำนวนมากใช้เวลา กว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตศึกษาดิน วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับดินนั้นเรียกรวมๆ กันว่า “ปฐพีวิทยา” ซึ่งแยกสาขาออกไปมากมาย เช่น ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเกิด ของดินว่าเกิดได้อย่างไร มีปัจจัยอะไรเป็นตัวควบคุมการเกิดของดิน ศึกษา การสำรวจรวมทั้งทำแผนที่ดินเพื่อแบ่งชนิดของดินทางลักษณะต่างๆ ศึกษาเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน การแก้ไขหรือปรับปรุงดินให้ เหมาะสำหรับการเพาะปลูก ศึกษาชนิด ปริมาณและแร่ธาตุอาหารต่างๆ ที่พืชจะสามารถนำไปใช้ ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทางเคมีต่างๆ ที่ เกิดขึ้นในดินและคุณสมบัติทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช ศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกายภาพ เช่น ลักษณะเนื้อดิน ความสามารถใน การอุ้มน้ำของดิน อุณหภูมิในดิน ตลอดจนคุณสมบัติทางกายภาพอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืช ศึกษาวิธีการป้องกันและรักษาดินให้มี ความอุดมสมบูรณ์เพื่อประโยชน์ในการเกษตร

ดินในแง่ของการเพาะปลูกมีส่วนประกอบดังนี้

  1. ส่วนที่เป็นอินทรียวัตถุ ได้แก่ ส่วนที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังหรือ การสลายตัวของเศษพืชและสัตว์ ส่วนนี้มักจะอยู่ที่ผิวดิน และมีความสำคัญ คือเป็นแหล่งกำเนิดอาหารให้พืชและจุลินทรีย์ในดิน
  2. ส่วนที่เป็นอนินทรียวัตถุ ได้แก่ ส่วนที่เกิดจากการสลาย ผุพังของ หินและแร่โดยกระบวนการทางเคมี กายภาพ และชีวเคมี ดินส่วนนี้มีความ สำคัญเช่นเดียวกับดินส่วนแรกคือเป็นแหล่งให้ธาตุอาหารแก่พืชและ จุลินทรีย์และเป็นส่วนควบคุมโครงสร้างของดิน
  3. ส่วนที่เป็นน้ำ ได้แก่ น้ำที่อยู่ในช่องว่างระหว่างก้อนดินหรืออนุภาค ของดิน ซึ่งมีความสำคัญคือเป็นตัวละลายและนำส่งอาหารให้แก่พืช
  4. ส่วนที่เป็นอากาศ ได้แก่ อากาศซึ่งแทรกอยู่ระหว่างก้อนดินหรือ อนุภาคของดิน ส่วนประกอบของอากาศที่สำคัญ ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์

ดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูกโดยทั่วๆ ไปควรจะประกอบด้วยส่วนที่ 1 ประมาณ 5% ส่วนที่ 2 ประมาณ 45% ส่วนที่ 3 และส่วนที่ 4 ประมาณ อย่างละ 25% การปลูกพืชจะได้ผลดีจำเป็นต้องพยายามรักษาความสมดุล ของส่วนประกอบดังกล่าวด้วย

การสัมผัสอุณหภูมิของร่างกาย

เรียบเรียงโดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล

ร่างกายของคนเรานั้น สามารถรับความรู้สึกเกี่ยวกับอุณหภูมิได้ตั้งแต่หนาว เย็น อุ่น ร้อน และกำลังสบาย ความสามารถรับความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นโดยภายในร่างกายจะมีตัวรับ (receptors) ซึ่งตัวรับที่พบมี 3 ชนิดคือ

  1. ตัวรับความเย็น (cold receptors)
  2. ตัวรับความร้อน (warm receptors)
  3. ตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด (pain receptors) ตัวรับนี้จะทำงานได้ดีเมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยความเย็นจัดหรือร้อนจัดจนทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อ

ตัวรับทั้ง 3 ชนิดจะมีตำแหน่งเป็นจุดๆ กระจายอยู่ โดยทั่วไปตามร่างกาย โดยจะพบว่าจุดรับความเย็น (cold spot) มีมากกว่าจุดรับความร้อน (warm spot) ในอัตราส่วน 4 : 1 ถึง 10 : 1 สำหรับตัวรับความร้อนและความเย็นจะพบมากที่ใบหน้าและมือมากกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ส่วนผิวหนังที่มีเฉพาะตัวรับสัมผัสแตะต้องพวก free nerve ending เช่น บริเวณกระจกตา (cornea) จะสามารถรับได้ทั้งความร้อนและความเย็น

การกระตุ้นตัวรับอุณหภูมิ

ในการที่อุณหภูมิเย็นจัดจะพบว่าตัวรับความรู้สึกเจ็บเท่านั้นที่จะถูก กระตุ้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10–15 องศาเซลเซียส ตัวรับความรู้สึกเจ็บก็จะหยุดทำงานและตัวรับความรู้สึกเย็นจะถูกกระตุ้น ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ตัวรับ ความรู้สึกร้อนจะถูกกระตุ้นร่วมกับตัวรับความเย็น แต่ถ้าอุณหภูมิ 35–45 องศาเซลเซียส จะพบแต่ตัวรับความร้อนเท่านั้นที่ถูกกระตุ้น และที่ 45 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ตัวรับ ความร้อนจะไม่มีการตอบสนอง แต่ส่วนตัวรับความรู้สึกเย็นจะถูกกระตุ้นร่วมกับตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด

การปรับตัวของตัวรับอุณหภูมิ

 ทั้งตัวรับความร้อนและความเย็นจะมีการ ปรับตัวเหมือนกันคือ เมื่อมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอุณหภูมิในทันทีทันใด จะรับความรู้สึกร้อนหรือเย็น ได้มากในตอนแรก ต่อมาภายในเวลา 1 นาที ก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะเดิม เช่น เมื่อแช่น้ำร้อนใหม่ๆ จะรู้สึกร้อนมากในตอนแรก ต่อมาก็จะรู้สึกร้อนน้อยลงหรือเมื่อออกไปสัมผัสกับอากาศเย็นจะรู้สึกเย็นมาก ใน ตอนแรกต่อมาก็จะเริ่มรู้สึกเคยชินเช่นนี้เป็นต้น

กลไกของการกระตุ้นตัวรับอุณหภูมิ

เชื่อกันว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตรากระบวนการสร้างและสลาย (metabolism) ของร่างกาย โดยอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สัญญาณรับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจะถูกนำขึ้นไปสู่ระบบประสาท ส่วนกลางโดยประสาท delta type A ส่วนประสาทนำความรู้สึก เช่น ร้อนจัด (burning hot) หรือเย็นจัด (freezing cold) จะถูกนำโดยประสาท type C

เนื่องจากจำนวนของตัวรับที่กระจายอยู่ตามผิวหนังของร่างกายมีน้อย ถ้าจะสามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ก็จะต้องถูกกระตุ้นเป็นบริเวณกว้าง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและสัญญาณจากบริเวณที่ถูกกระตุ้นทั้งหมดก็จะรวมกันแล้วส่งขึ้นสู่ระบบประสาทส่วนกลางตอบสนองโดยการรับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้

กรดไขมันจากสาหร่ายกับการป้องกันโรคหัวใจ

เรียบเรียงโดย สยามรัฐ ป้านภูมิ

 ในบรรดาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่คร่าชีวิต ของมนุษย์ ในโลกยุคปัจจุบัน โรคหัวใจจัดได้ว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและน่ากลัวที่สุดโรคหนึ่งเพราะในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่อาศัยอยู่ในแถบประเทศตะวันตก�
สาเหตุของโรคหัวใจเกิดจากการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด หรือมีปริมาณคอเลสเทอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่มีไขมันมาก โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ และอาหารจำพวกเนยต่างๆ ซึ่งทำให้หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้นในการสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ทำให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย และเสียชีวิตในที่สุด

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาพบว่า มีกรดไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งพบในธรรมชาติ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันและรักษาโรคหัวใจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ กรดไขมันชนิดนี้คือ กรดไอโคซาเพนเทโนอิก (eicosapentaenoic acid) หรือ อีพีเอ (EPA) ซึ่งมีผลไปช่วยลดปริมาณคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด และสามารถป้องกันและรักษาโรคหัวใจได้ในที่สุด

อีพีเอ เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่ (double bond) หลายพันธะและประกอบด้วยอะตอมของคาร์บอนต่อกันเป็นสายยาว (long–chain polyunsaturated fatty acid หรือ PUFA) พบมากในสาหร่ายทะเลขนาดเล็กหลายชนิด ปลาทะเล และสาหร่ายน้ำจืดขนาดเล็กบางชนิด อย่างไรก็ตาม การผลิตอีพีเอส่วนมากได้จาก ปลาทะเล ผลิตภัณฑ์ที่ได้มักอยู่ในรูปของน้ำมันปลา (fish oil)

โครงสร้างทางเคมีของ EPA

เนื่องจาก การผลิตอีพีเอจากปลาทะเลทำได้ในปริมาณจำกัดและมีราคาแพง นักวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา อิสราเอล รวมทั้งประเทศไทยจึงได้หันมาศึกษาวิจัยการผลิตอีพีเอจากสาหร่าย เพราะสามารถผลิตได้ง่ายในปริมาณมาก และใช้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการผลิตจากปลาทะเล

การดูดซึมสารอาหาร

เรียบเรียงโดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล

เมื่ออาหารที่รับประทานเข้าไปในร่างกายได้ผ่านการย่อยจนเป็น สารอาหารที่ร่างกายพร้อมจะนำไปใช้ สารอาหารต่างๆ ก็จะถูกลำเลียงไปใช้โดยผ่านกระบวนการดังนี้

1. กระบวนการดูดซึมสารอาหาร พบว่าสารอาหารชนิดต่างๆ ที่ได้จากกระบวนการย่อยจะถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์บุผิวทางเดินอาหารในส่วนของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ เข้าสู่กระแสเลือดทางหลอดเลือดดำ พอร์ทัล (portal vein) ผ่านตับและผ่านทางท่อน้ำเหลืองโดยตรง กระบวนการดูดซึมสารอาหารนี้อาจจะแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกันคือ

  • การดูดซึมแบบธรรมดา (passive transport) จะเป็นการเคลื่อนที่ของสารจากที่ที่มีความเข้มข้นสูงไปยังที่ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าการ เคลื่อนที่ของน้ำในกระบวนการออสโมซิส และการเคลื่อนที่ของสารชนิดหนึ่งแลกเปลี่ยนกับสารอีกชนิดหนึ่งโดยที่ไม่มีการใช้พลังงาน
  • การดูดซึมแบบใช้ตัวพา (facilitated transport) จะเป็นการเคลื่อนที่ของสารจากที่ที่มีความเข้มข้นสูงกว่าไปยังที่ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าโดยมีตัวพา (carrier) ในเยื่อหุ้มเซลล์ด้านหน้าเป็นตัวช่วยในการเคลื่อนที่ ทำให้การเคลื่อนที่แบบนี้เร็วกว่าแบบธรรมดาและไม่ต้องใช้พลังงานช่วยในการเคลื่อนที่
  • การดูดซึมแบบที่ต้องอาศัยพลังงาน (active transport) จะเป็นการเคลื่อนที่ของสารจากที่ที่มีความเข้มข้นต่ำไปยังที่ที่มีความเข้มข้นสูงกว่า โดยมีทั้งตัวพาและพลังงานในรูปของ ATP (adenosine triphosphate) เป็นตัวช่วยในการเคลื่อนที่

2. การขนส่งสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อสารอาหารถูกดูดซึม ผ่านเข้าเซลล์ก็จะเข้าสู่กระแสเลือด สารอาหารส่วนใหญ่จะเป็นพวกกลูโคส (glucose) กาแล็กโทส (galactose) และฟรักโทส (fructose) กรดอะมิโน (amino acid) วิตามินและเกลือแร่จะถูกลำเลียงไปทางหลอดเลือดฝอย หลอดเลือดดำเล็กและหลอดเลือดดำใหญ่พอร์ทัลเข้าสู่ตับ จากนั้นจึงเข้า สู่หัวใจและถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่างๆ โดยการไหลเวียนของเลือด

สำหรับอาหารพวกไขมัน และวิตามินที่ละลายในไขมันจะถูกส่งผ่านไปตามท่อน้ำเหลือง (thoracic duct) โดยไม่ผ่านตับและจะเข้าสู่กระแสเลือดที่หัวใจโดยตรง และถูกลำเลียงไปสู่อวัยวะต่างๆ จากกระบวนการดังกล่าวจึงทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ตามความต้องการ เพื่อการเจริญเติบโตของ ร่างกายต่อไป

การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในทางเดินอาหาร

เรียบเรียงโดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล

การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ อาจเกิดได้ทุกตำแหน่งในทางเดินอาหารตั้งแต่ ต้นทางจนถึงปลายทาง สำหรับสาเหตุพยาธิสภาพ และกลไกของการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติแต่ละแบบก็จะแตกต่างกันไป โดยมี ทั้งที่เกิดขึ้นเองภายในระบบทางเดินอาหารและสาเหตุที่เกี่ยวโยงจากความผิดปกติของ ส่วนอื่น เช่น อาการเมารถ (motion sickness) เป็นต้น ตัวอย่างของการผิดปกติที่พบได้บ่อยมีดังนี้ คือ

 

  1. อาการกลืนลำบาก (dysphagia) เป็นอาการที่กลืนอาหารและน้ำไม่ค่อยลง ทำให้เกิดอาการสำลัก สาเหตุอาจเนื่องจากกล้ามเนื้อหลอดอาหารไม่บีบตัว หรือหลอดอาหารอักเสบ
  2. อาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย (dyspepsis) มักจะพบร่วมกับโรคกระเพาะอาหารชนิด peptic ulcer
  3. กล้ามเนื้อที่ผนังกระเพาะอาหารทำงานน้อยกว่าปกต(gastroparesis) สาเหตุอาจเกิดภายหลังการผ่าตัดเส้นประสาท vagus ที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหาร
  4. Dumping syndrome เป็นกลุ่มอาการที่พบในผู้ป่วย ภายหลังทำการผ่าตัดเอาส่วนปลายกระเพาะอาหารออก ทำให้กระเพาะมีปริมาตรน้อย จึงส่งอาหารผ่านไปยังลำไส้เร็วเกินไป
  5. การอาเจียน (vomiting) เป็นอาการที่อาหารมีการเคลื่อนที่ย้อนทาง อาจจะมีสาเหตุจากความผิดปกติทางจิตใจ สมองหรือในทางเดินอาหาร
  6. ลำไส้อุดตัน (intestinal obstruction) เป็นอาการที่พบได้บ่อยและมีสาเหตุมากมายจากผนังลำไส้ โพรงลำไส้หรือถูกกดบีบจากภายนอก เกิดได้ทั้งลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่
  7. ท้องเดิน (diarrhea) หมายถึงการมีอุจจาระเหลวมากและถ่ายบ่อย อาจจะพบร่วมกับอาการปวดท้อง อาเจียนหรือมีไข้ สาเหตุของการเกิดมีทั้งจากการติดเชื้อและจากสาเหตุอื่น เช่น ได้รับยาระบายมากเกินไป เป็นต้น
  8. ท้องผูก (constipation) หมายถึงอาการไม่ถ่ายอุจจาระติดต่อกัน 3–4 วัน สาเหตุมีมากมาย เช่น กลั้นอุจจาระบ่อย ลำไส้มีการอุดตัน สูญเสียความสามารถในการเบ่งถ่ายอุจจาระ เป็นต้น

ผลของการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในทางเดินอาหาร อาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางสรีรวิทยาได้ไม่มากก็น้อย ดังนี้

  1. การเสียน้ำและเกลือแร่ที่จำเป็นของร่างกาย
  2. การเสียดุลกรด–ด่าง
  3. ได้รับอาหารและแคลอรีไม่เพียงพอ
  4. ทำให้กรดจากกระเพาะหรือน้ำดี และด่างมีการคั่งค้างหรืออยู่ผิดที่
  5. การอาเจียนที่รุนแรง อาจทำให้สำลักเข้าทางเดินหายใจได้

ดังนั้นหากท่านมีอาการดังตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นอาการมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม การแก้ไขก็จะต้องขึ้นกับสาเหตุที่ก่อให้เกิดความผิดปกตินั้น ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อยควรปรึกษาเภสัชกร แต่ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้นก็ควรจะรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาให้หายก่อนที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง

ว่านหางจระเข้

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe Barbadensis Mill. A. indica Royle. A. vera Linn.
วงศ์ : Liliaceae
ชื่ออังกฤษ : Aloe, Star cactus, Aloin, Jafferabad, Barbados
ชื่อท้องถิ่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) หางตะเข้ (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตร ข้อและปล้องสั้น ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงรอบต้น กว้าง 5-12 ซม. ยาว 30-80 ซม. อวบน้ำมาก สีเขียวอ่อนหรือสีเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใส ใต้ผิวสีเขียวมีน้ำยางสีเหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว ดอก เป็นดอกช่อ ออกจากกลางต้น ดอกย่อยเป็นหลอดห้อยลงสีส้ม บานจากล่างขึ้นบน ผล เป็นผลแห้ง แตกได้

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ตำรายาไทยใช้ น้ำยางสีเหลืองจากใบ เคี่ยวให้แห้ง เรียกว่า ยาดำ เป็นยาระบาย โดยใช้ประมาณ 0.25 กรัม
วุ้นสดจากใบ เมื่อล้างยางออกแล้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยแก้กระเพาะลำไส้อักเสบได้ เมื่อถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกหรือแผลถลอก ใช้วุ้นสดทาหรือแปะแผลให้เปียกอยู่ตลอดเวลา 2 วันแรก จะบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนแผลจะหายเร็ว และเมื่อนำวุ้นทาผิวก่อนออกแดด จะช่วยป้องกันถูกแดดเผาและป้องกันผิวแห้ง วุ้นสดจากใบยังสามารถนำมาใช้ชะโลมบนเส้นผม จะทำให้ผมดกเป็นเงางาม บำรุงรากผม รักษาแผลบนหนังศีรษะ

สารสำคัญ :

ในยางมี แอนทราควิโนน ในวุ้นมี กลัยโคโปรตีน aloctin A สลายตัวง่ายเมื่อถูกความร้อน

ข้อควรระวัง :

  1. การใช้ว่านหางจระเข้เป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกัน ทั้งโดยการรับประทานหรือใช้ภายนอก อาจเกิดอาการแพ้เป็นผื่นคันได้ จึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นนาน ๆ
  2. สารในวุ้นของว่านหางจระเข้สลายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว จึงควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือเตรียมใหม่สด ๆ ก่อนใช้

แมงลัก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum americanum Linn. O. canum Sims.
วงศ์ : Labiatae
ชื่ออังกฤษ : Hairy basil
ชื่อท้องถิ่น : ก้อมก้อขาว (ภาคเหนือ) มังลัก (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

แมงลักเป็นพืชล้มลุก มีอายุประมาณ 1-2 ปี สูงประมาณ 30-50 ซม. กิ่งอ่อนมีทรงสี่เหลี่ยม ใบ เป็นใบเดี่ยว สีเขียวอ่อน มีขนนิ่ม ดอก ออกตรงข้ามเป็นคู่ ๆ รูปรี ปลายและโคนใบแหลม ขอบเรียบหรือหยักมน ห่าง ๆ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด หรือปลายกิ่ง ช่อดอกเรียงเป็นชั้น ๆ ชั้นละ 2 ช่อดอก แต่ละ 1 ช่อดอก ประกอบด้วย 3 ดอกย่อย ดอกตรงกลางจะบานก่อน แต่ละดอกย่อยจะมีใบประดับสีเขียว และจะคงอยู่จนเป็นผล ส่วนกลีบดอกสีขาว กลีบดอกร่วงง่าย ผล เป็นผลแห้งภายในมี 4 ผลย่อย มักเรียกผลว่าเมล็ด

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ใบสด มีกลิ่นหอม นิยมใช้แต่งกลิ่นอาหาร และใช้ปรุงอาหารหลายอย่าง เช่น แกงเลียง ขนมจีนน้ำยา น้ำมันหอมระเหย ใช้ผสมในน้ำหอม แต่งกลิ่นสบู่และเครื่องสำอาง

สรรพคุณทางยา

น้ำมันหอมระเหยความเข้มข้น 1:50,000 มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ mycobacteria ซึ่งอยู่ภายนอกร่างกาย

ใบสด

สกัดด้วยอีเทอร์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่ทำให้เกิดหนอง และเชื้อโรคที่ทำให้ท้องร่วง น้ำคั้นจากใบสด แก้หวัด หลอดลมอักเสบในเด็ก น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อตามผิวหนังชั้นนอก จึงใช้ใบตำพอก และทาแก้โรคผิวหนังได้ แพทย์แผนโบราณใช้ใบแมงลักรักษากลากน้ำนมบนใบหน้าเด็ก โดยใช้ใบสด 10 ใบ ล้างให้สะอาด ตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นน้ำทาบริเวณที่เป็นกลากน้ำนม ซึ่งมักเป็นผื่นแดง โดยทาวันละครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ก็หาย

ทั้งต้น

ใช้ชับลม ขับเหงื่อ ต้มกับน้ำดื่มแก้ไอ และแก้โรคทางเดินอาหาร

เมล็ด

  • ใช้เป็นยาระบาย โดยไปเพิ่มปริมาณของกากอาหาร (bulk laxative) กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เพราะเปลือกเมล็ดหรือผลมีสารเมือก (mucilage) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เมือกจะไม่ถูกย่อย จึงช่วยเพิ่มกากอาหาร นอกจากนั้นเมือกยังช่วยหล่อลื่นและทำให้อุจจาระอ่อนตัว ช่วยให้ถ่ายสะดวก
  • ลดความอ้วน เมื่อรับประทานแล้ว สารเมือกจากเปลือกผล (mucilage) จะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย จึงใช้รับประทานก่อนอาหาร หรือรับประทานในมื้อที่ต้องการจะงดอาหาร เพื่อไม่ให้กระเพาะว่าง โดยใช้เมล็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำแก้วใหญ่จนพองเต็มที่ รับประทานก่อนนอนเป็นยาระบาย หรือรับประทานแทนอาหารบางมื้อเป็นยาลดความอ้วน บรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลผ่านผนังลำไส้หลังรับประทานอาหาร ช่วยให้ลำไส้ผู้ป่วยโรคเบาหวานดูดซึมน้ำตาลเข้ากระแสโลหิตช้าลง คือ ช่วยให้น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยไม่สูงขึ้น จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

สารสำคัญ :

ใบ มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย camphor 65%, citronella 15.7%, linalool 10.2%, methyl cinnamate และ eugenol เมล็ดมี mucilage

ข้อควรระวัง :

ในการแช่เมล็ดแมงลักให้พองตัวเต็มที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมากพอ เพราะถ้าเมล็ดแมงลักพองตัวไม่เต็มที่ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วเมือกเมล็ดจะไปดูดน้ำในกระเพาะอาหาร และลำไส้เพื่อให้พองเต็มที่ จะทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และอุจจาระแข็งทำให้ท้องผูกมากยิ่งขึ้น