แนวทางการแปลงแผนแม่บท ICT ของประเทศ พ.ศ. 52-56 ไปสู่การปฏิบัติ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ การแปลงแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556 ไปสู่การปฏิบัติ ขึ้นในวันที่ 26 เมษายน 2553 ซึ่งพอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

การประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งความคิดเห็น อันจะนำมาซึ่งการแปลงแผนแม่บทฯ ประเทศ 52-56 ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ การนำไปสู่แผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทฯ  รวมทั้งเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป  โดยวิทยากรได้แนะนำวิธีการ และเครื่องมือที่ช่วยให้หน่วยงานสามารถนำไปใช้ในการแปลงแผน ซึ่งหน่วยงานสามารถไป download ไฟล์เอกสารตามกรอบการทำงาน  (Template) จาก Website ของโครงการได้

ซึ่งหากพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า กลไกการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จำเป็นต้องประกอบด้วย

  • หน่วยงานหรือเจ้าภาพ ดำเนินการจัดทำหรือปรับแผนแม่บทฯและแผนปฏิบัติการหน่วยงาน
  • สำนักงบประมาณหรือสำนักงาน ก.พ. หรือกระทรวง หรือกรม หรือหน่วยงาน ดำเนินการจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนในการดำเนินงาน
  • กระทรวงหรือกรม ดำเนินโครงการหรือกิจกรรมตามแผนแม่บทฯ และแผนปฏิบัติการหน่วยงาน
  • กระทรวง ICT ดำเนินการและประสาน กระทรวงหรือกรม เพื่อติดตามและประเมินผล

โดยมีหลักการสำคัญสำหรับแนวทางการแปลงแผนดังนี้

  • ทุกภาคส่วนต้องมีความเข้าใจในแผนแม่บทฯ ของประเทศ มีส่วนร่วมในกระบวนการแปลงแผนทุกขั้นตอน และคอยติดตามตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในทุกระดับ
  • มีกลไกและกระบวนการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดทำแผนปฏิบัติการในระดับยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการของหน่วยงานปฏิบัติในทุกระดับ ทั้งระดับกระทรวง ระดับพื้นที่ ระดับท้องถิ่น และระดับชุมชน
  • สร้างเครื่องชี้วัดผลสำเร็จการพัฒนาตามแผนได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่องเป็นระบบ
  • มีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน เน้นการบูรณาการ มุ่งภารกิจร่วมกัน และระดมพลังร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจังต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน

และมีกระบวนการแปลงแผนแม่บทฯ ไปสู่การปฏิบัติ ดังนี้

  1. หน่วยงานสร้างนิยาม เป้าหมายเชิงปฏิบัติการ งานที่ต้องทำ และรายละเอียดของงาน
  2. หน่วยงานกำหนดเจ้าภาพ เจ้าภาพร่วม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  3. หน่วยงานทำแผนปฏิบัติการ ซึ่งประกอบด้วยเอกสารตามกรอบการทำงาน (Template) ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกำหนด
  4. หน่วยงานมีการสอบทานความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนทุกไตรมาส
  5. ชมเชยและให้รางวัล เมื่อประสบผลตามเป้าหมาย ภายใต้เวลาและงบประมาณที่กำหนด

สำหรับหน่วยงานซึ่งได้มีการจัดทำแผนแม่บทฯ และแผนปฏิบัติการของหน่วยงานเรียบร้อยแล้ว กระบวนการแปลงแผนแม่บทฯ ของหน่วยงาน ให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับแผนแม่บทฯ ของประเทศนั้น สามารถดำเนินการได้โดยเริ่มจาก

  • พิจารณาแผนแม่บทฯ ประเทศ ทั้งในส่วนของเงื่อนไขที่จำเป็น ( อันประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 พัฒนากำลังคน ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ICT ยุทธศาสตร์ที่ 3 บริหารจัดการ ICT ของประเทศอย่างมีธรรมาภิบาล ยุทธศาสตร์ที่ 4 ใช้ ICT เพื่อสนับสนุนให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารและการบริการของรัฐ ) และจุดมุ่งหมายหลัก ( อันประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 5 พัฒนาขีดความสามารถของอุตสาหกรรม ICT ยุทธศาสตร์ที่ 6 ใช้ ICT เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ) เพื่อให้เข้าใจและทราบถึงจุดมุ่งหมายในการดำเนินงาน
  • พิจารณาสถานภาพของปัจจัยที่มีส่วนในการดำเนินงาน อาทิ คน โครงข่ายสื่อสาร ระบบ เครื่องมือ วัฒนธรรมและลักษณะในการใช้งาน เป็นต้น เพื่อนำมาวิเคราะห์หากลยุทธ์ที่เหมาะสมในการดำเนินงาน รวมทั้งหาแนวทางหรือวิธีการในการดำเนินงาน อันจะนำมาซึ่งการได้มาของโครงการในการดำเนินงาน และแผนปฏิบัติการ
  • พิจารณาแผนปฏิบัติการ ว่า มีแผนงานหรือโครงการหรือกิจกรรมอะไรบ้างในแต่ละยุทธศาสตร์ ใครเป็นหน่วยงานหลักหรือเจ้าภาพ องค์ความรู้หรือข้อมูลข่าวสารใดบ้างที่จำเป็น สิ่งอำนวยความสะดวกหรือเครื่องมือใดบ้างที่ต้องการ งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานเท่าไหร่ หน่วยงานเราสามารถสนับสนุนในฐานะหน่วยงานหลักหรือผู้มีส่วนได้เสียหรือหน่วยงานสนับสนุนได้หรือไม่
  • หากมีโครงการที่สอดคล้องกับโครงการที่หน่วยงานต้องการดำเนินงานอยู่แล้ว ให้พิจารณาว่าสามารถดำเนินการร่วมกันได้หรือไม่อย่างไร เพื่อกำหนดเป็นโครงการที่หน่วยงานมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว ในฐานะหน่วยงานสนับสนุน
  • ในกรณีที่ยังไม่มีโครงการที่สอดคล้อง ให้ระบุโครงการไว้ในแผน โดยกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดในการดำเนินงานของแต่ละโครงการ เพื่อใช้สำหรับการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานภายหลัง

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ควรตระหนัก คือ เมื่อหน่วยงานได้นำเสนอโครงการในแผนแม่บทฯ ของหน่วยงาน โดยแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันเป็นผลมาจากการแปลงแผนแม่บทฯ ประเทศไปสู่การปฏิบัติ ต่อ ครม. และ กทสช. แล้ว   โครงการดังกล่าวได้รับการพิจารณาว่ามีความสอดคล้อง และสำคัญต่อการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศ ตามวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่กำหนด จนผ่านการอนุมัติของ ครม. ให้นำไปบรรจุไว้ในแผนของประเทศ  สิ่งเหล่านี้ไม่ได้การันตีว่าหน่วยงานจะได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินสนับสนุนทุกโครงการที่นำเสนอ  หน่วยงานยังคงต้องไปดำเนินการต่อเพื่อให้ได้งบประมาณมาสนับสนุนการดำเนินการตามโครงการที่ได้เสนอไว้

ที่มา : เอกสาร แนวทางการแปลงแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ. 2552-2556 ไปสู่การปฏิบัติ โดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

QR Code ทันสมัยได้ประโยชน์

qrcode

สัญลักษณ์ หน้าตาแปลกประหลาดนี้ อาจเคยผ่านตาบางท่านมาบ้างไม่มากก็น้อยตามสื่อต่างๆ อย่างล่าสุดที่ทางบริษัทเครืองดื่มชื่อดัง โออิชิ ได้นำเอามาประยุกต์ใช้ในเล่นเกมส์ชิงรางวัลมากมายด้วยการติดไว้ข้างกล่องบรรจุภัณฑ์จนกลายเป็นที่คุ้นตาคนไทยมากขึ้น แล้วเจ้าสัญลักษณ์ที่ว่านี้คืออะไร มาทำความรู้จักกัน

QR Code , 2D bar code หรือ two-dimensional bar code ไม่ว่าใครจะเรียกหรือเคยได้ยินชื่อไหนมาก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้ก็คือ QR Code เช่นกันค่ะ QR Code ถูกคิดค้นขึ้นโดยบริษัท Denso-Wave ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 1994 และได้ทำการจดลิขสิทธิ์แล้วทั่วโลก

การเก็บข้อมูลนั้นสามารถจัดเก็บได้มากกว่าบาร์โค้ดธรรมดาได้หลายเท่า เช่น
ตัวเลขอย่างเดียว 7,089 ตัว | ตัวอักษร 4,296 ตัว | ไบนารี 8 บิต 2,953 ไบต์

QR Code นั้นสามารถตอบสนองได้รวดเร็ว (Quick Response) และอำนวยความสะดวกในการตอบสนองด้านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน จึงมีประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้งานหลายด้าน ทั้งด้านการค้า การตลาด สังเกตุได้ตามหน้าแมกกาซีน จากแผ่นป้ายโฆษณาที่แปะตามสถานที่ทั่วไป บรรจุภัณฑ์และสินค้าบางชนิด ก็นำเอา QR Code มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ในญี่ปุ่น QR Code กลายเป็นเรื่องปกติที่มีให้เห็นกันทั่วไปนานแล้ว แต่ในไทยอาจจะยังเป็นเรื่องแปลกตาอยู่บ้าง

การสร้าง QR Code ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะมีเว็บไซต์อยู่หลายแห่งที่ให้บริการและให้ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้งาน ทั้งการสร้างและอ่านค่า QR Code ผ่านทางกล้องบนมือถือรุ่นต่างๆ ที่รองรับ หรือจะอ่านค่าผ่านเว็บแคม เช่น

สามารถสร้าง QR Code ผ่านหน้าว็บได้ทันทีที่เว็บ http://qrcode.kaywa.com
ดาวน์โหลดโปรแกรมอ่าน QR Code ที่เว็บ http://reader.kaywa.com/

สำหรับเครื่อง PC อ่านผ่าน webcam ที่เว็บ http://www.quickmark.com.tw/en/basic/downloadPC.asp
และสำหรับมือถือรุ่นต่างๆ ที่เว็บ http://www.quickmark.com.tw/en/basic/download.asp

most

ทางหน่วยงานภาครัฐเองได้เล็งเห็นประโยชน์และความสำคัญของ QR code โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเทคโนโลยีรหัสแท่งสองมิติกับมาตรฐานภาษาไทย (QR Code) ในการพัฒนาร่วมกันของเนคเทค กับ CICC ภายใต้การสนับสนุนจากเด็นโซ่เวฟและซาโต้ เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการบริหารจัดการและการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2553

ที่มาข่าว :

http://www.most.go.th/main/index.php/component/content/article/1547–qr-code.html

คาร์บอนเครดิต

ที่มา : กรกช มีชำนาญ, สำนักรับรองระบบคุณภาพ, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก กำลังให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อน และสาเหตุที่สำคัญอันดับหนึ่งก็คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ฯลฯ ซึ่งก๊าซมลพิษเหล่านี้จะถูกแปลง (Transfer) ให้อยู่บนพื้นฐานของคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ จึงได้ประชุมและตกลงร่วมกันใน พิธีสารเกียวโต ในการที่ประเทศพัฒนาแล้ว (Annex 1) เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น เป็นต้น จะต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก ให้ต่ำกว่าระดับก๊าซที่เป็นมลพิษในปี 2533 โดยเฉลี่ย 5.2% ระหว่างปี 2551-2555 เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วจะประสบปัญหาในการลดปริมาณก๊าซดังกล่าว พิธีสารจึงกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้วสามารถสนับสนุนเทคโนโลยีสะอาดแก่ประเทศกำลังพัฒนา (Non-Annex 1) ได้ด้วยการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศเหล่านั้น หรืออีกทางหนึ่ง ประเทศพัฒนาแล้ว อาจซื้อโควต้าคาร์บอนจากผู้ประกอบการในประเทศกำลังพัฒนาโดยตรง เพื่อนำปริมาณคาร์บอนที่ยังไม่ได้ใช้ไปหักลบกับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตนเอง จึงมีการดำเนินการในเรื่องของการซื้อขายมลพิษ หรือ คาร์บอนเครดิต เกิดขึ้น

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับคำว่า “คาร์บอนเครดิต” ก็คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้จากการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ ที่เรียกชื่อในภาษาอังกฤษว่า CDM (Clean Development Mechanism) โครงการพัฒนาที่สะอาดตามพิธีสารเกียวโต ซึ่งมีสิทธิ์ขายคาร์บอนเครดิต ได้แก่ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงาน การผลิตพลังงานหมุนเวียน การเปลี่ยนเชื้อเพลิง การกักเก็บและการเผาทำลายก๊าซมีเทน การปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ การจัดการน้ำเสียและขยะ และการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นต้น ผู้ดำเนินโครงการ จะต้องนำปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นและลดลงในทุกกิจกรรมมาคำนวณคาร์บอนเครดิต ผู้ที่ต้องการค้าคาร์บอนเครดิต ต้องดำเนินการตาม 3 ขั้นตอน ดังนี้

  1. ผู้ดำเนินโครงการต้องออกแบบโครงการและจัดทำเอกสารประกอบโครงการ โดยต้องกำหนดขอบเขตของโครงการ วิธีการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก วิธีการติดตามผลการลดก๊าซ และการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  2. ตรวจสอบเอกสารประกอบโครงการ โดยส่วนใหญ่ จะทำการจ้างหน่วยงานกลาง (Designated Operational Entity) ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารประกอบโครงการ แทนคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM Executive Board) ที่มีสำนักงานอยู่ที่กรุงบอนน์ ประเทศสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี นอกจากนั้น ผู้ดำเนินโครงการต้องได้รับหนังสือเห็นชอบจากองค์กรระดับชาติ ซึ่งในประเทศไทย คือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2550 จะพิจารณาและออกใบรับรองแก่โครงการ
  3. การขึ้นทะเบียนโครงการต่อคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด ซึ่งจะมี 4 ขั้นตอนย่อย ก่อนการออกใบรับรองสิทธิ์การค้าก๊าซเรือนกระจก คือ การติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การยืนยันการลดก๊าซ การรับรองการลดก๊าซ และการอนุมัติคาร์บอนเครดิต หรือการออกใบรับรองการลดก๊าซเรือนกระจก (Certified Emission Reductions ; CER)  โดยคณะกรรมการบริหารกลไกการพัฒนาที่สะอาด

สำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)  เป็นหน่วยรับรอง (Certification Body; CB) ให้บริการการตรวจประเมินและรับรองระบบบริหารจัดการตามมาตรฐานสากล เช่น ระบบบริหารจัดการคุณภาพ (ISO 9001), ระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001), ระบบบริหาร    จัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (มอก. 18001 หรือ OHSAS 18001), ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยทางด้านอาหาร (ISO 22000) และระบบ GMP & HACCP  สรร. เห็นความสำคัญในการเป็นองค์กรที่สนับสนุนช่วยเหลือภาครัฐและเอกชน ในอนาคต สรร. อาจจะขยายขอบข่ายการให้บริการ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง ในการพัฒนาโครงการให้กับภาคเอกชน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างหน่วยงานกลางที่ปัจจุบันเป็นบริษัทต่างชาติเกือบทั้งหมด  สรร. ยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเอกชน หันมาให้ความสนใจ ในการดำเนินโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด และพัฒนาไปสู่ผู้ผลิตคาร์บอนเครดิตในอนาคต อย่างน้อยมีการเพิ่มการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาเทคโนโลยีทีสะอาดเพิ่มขึ้น และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อย เท่านี้ก็เป็นการช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ดีขึ้น

เอกสารอ้างอิง :

  1. http://www.meawatch.org
  2. http:// www.tlcthai.com
  3. http:// www.oknation.net
  4. http:// www.tgo.or.th

ข่าวประชาสัมพันธ์ : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

เชิญเข้าร่วมการสัมมนาเพื่อพัฒนาวิชาชีพด้านทรัพย์สินทางปัญญา ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ

  • หัวข้อ เทคนิคการร่างสิทธิบัตร: สาขาเคมี ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ วันที่ 23 เม.ย. 53
  • หัวข้อ เทคนิคการร่างสิทธิบัตร: สาขาวิศวการ อิเล็กทรอนิคส์ และการออกแบบ วันที่ 11 พ.ค. 53

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียน online ได้ที่ www.nia.or.th หรือ โทร. 02-644-6000

ที่มา : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, http:www.nia.or.th

ข่าวประชาสัมพันธ์ : โครงการจับคู่ธุรกิจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

โครงการจับคู่ธุรกิจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้จัดงานอบรมหัวข้อ การเตรียมตัวเข้าสู่ตลาด Modern Trade & กลยุทธ์การทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จ ในวันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2553 เวลา 08.30 – 16.30 น. ณ ห้อง Board Room 4 โซน C ชั้น 3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สนใจติดต่อสอบถาม / สำรองที่นั่งได้ที่

  • คุณวาสนา โทร. 02-345-1120 มือถือ 086-3291977 Email : wassanak@off.fti.or.th
  • คุณอธิษฐาน โทร. 02-345-1118 มือถือ 084-0281418 Email : atidthank@off.fti.or.th 

ที่มา: โครงการจับคู่ธุรกิจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, http://www.fti.or.th, http://www.ftimatching.com