วิธีทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำ

สามารถดูวีดีโอสาธิตวิธีทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำได้โดยคลิกที่นี่

สูตร 1 : สูตรพื้นฐาน เพื่อการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ 500 มล.

1 Carbopol 940 (คาร์โบพอล 940) 1.5 กรัม
2 Ethyl alcohol 95% (เอทิล แอลกอฮอล์ 95%) 370 มล.
3 Triethanolamine (ไตรเอทาโนลามีน) 1.5 กรัม
4 น้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) 128 มล.

วิธีการเตรียม

1. ตวงเอทิลแอลกอฮอล์ ผสมกับ น้ำบริสุทธิ์
2. ค่อยๆ โปรย คาร์โบพอล 940 และใช้เครื่องกวนให้กระจายตัว
3. ใส่ ไตรเอทาโนลามีน จะได้เจลแอลกอฮอล์

สูตร 2 : สูตรเพิ่มสารให้มือนุ่มลื่น เพื่อการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ 500 มล.

1 Carbopol 940 (คาร์โบพอล 940) 1.5 กรัม
2 Ethyl alcohol 95% (เอทิล แอลกอฮอล์ 95%) 370 มล.
3 Triethanolamine (ไตรเอทาโนลามีน) 1.5 กรัม
4 น้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) 123 มล.
5 Propylene glycol (โพรไพลีน ไกลคอล) 5 มล.

วิธีการเตรียม

1. ตวงเอทิลแอลกอฮอล์ ผสมกับ น้ำสะอาด และเติมโพรไพลีน ไกลคอล
2. ค่อยๆ โปรย คาร์โบพอล 940 ซึ่งเป็นสารประกอบให้เกิดเจล
(Gel forming agent) และใช้เครื่องกวนให้กระจายตัว (พักทิ้งไว้ 1 คืน)
3. ใส่ ไตรเอทาโนลามีน (สารประกอบให้เกิดเจล) เติมสี/กลิ่น จะได้เจลแอลกอฮอล์

ข้อควรระวัง!

  1. ห้ามใช้ Methyl alcohol (เมทิล แอลกอฮอล์) แทนเอทิลแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
  2. แอลกอฮอล์ จะติดไฟง่าย ต้องระวังการเกิดเปลวไฟ ในส่วนของน้ำที่นำมาใช้ควรเป็นน้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) เท่านั้น ห้ามใช้น้ำบาดาลเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดตะกอน

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • สำหรับแหล่งซื้อวัตถุดิบในการทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำนั้นมีจำหน่ายที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ และร้านขายเครื่องเคมี
  • เจลล้างมือไม่ใช้น้ำที่ดีนั้นเมื่อเปิดใช้ต้องมีกลิ่นแอลกอฮอล์ สามารถใช้เจลล้างมือได้บ่อยครั้งตามต้องการ
  • อายุการเก็บรักษาของเจลล้างมือจะอยู่ที่ประมาณ 2 ปี นับจากวันที่ผลิต

ที่มา:

เภสัชกรอรรคชัย ตันตราวงศ์ นักวิชาการ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

วิธีใช้หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง (ฉบับปรับปรุง)

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 52 ผู้เขียนได้นำเสนอ วิธีการใช้หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น 2 ด้าน อย่างถูกต้อง เพื่อให้ปลอดภัยขึ้นจากการติดโรค แต่แล้วผู้เขียนก็ได้ประสบกับปัญหาโลกแตกเมื่อพบเพื่อนร่วมงานมีวิธีการใช้หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้นที่แตกต่างจากที่ผู้เขียนได้นำเสนออย่างสิ้นเชิง โดยผู้เขียนได้รับคำแนะนำให้เอาด้านสีขาวออก แต่เพื่อนได้รับคำแนะนำให้เอาด้านสีเขียวออก แต่ละคนก็มีแหล่งข้อมูล (แพทย์) ที่น่าเชื่อถือทั้งสิ้น จึงเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกิดขึ้นว่าวิธีไหนที่ถูกต้อง สุดท้ายผู้เขียนนึกอะไรไม่ออกจึงได้ไปขอคำปรึกษาจากคุณอาซึ่งทำงานอยู่ที่สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ ท่านได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากดังนี้

วิธีใช้หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง

  • เนื่องจากปัจจุบัน แต่ละบริษัทต่างก็ผลิตออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรตัดการสังเกตุจากเรื่องสีของแต่ละด้าน แต่ให้ดูจากคำแนะนำในการใช้งานแทน
  • ในกรณีที่ไม่มีคำแนะนำให้สังเกตุจากการติดสายคล้องหูแทน  โดยดูว่าสายคล้องหูแปะอยู่ที่ด้านใด ให้เอาด้านนั้นสัมผัสกับใบหน้าของเรา นั่นก็คือ เมื่อเวลาสวมใส่ ผู้ที่พบเห็นเราจะเห็นหน้ากากอนามัยอยู่ข้างหน้าบังทับสายคล้องหู
  • ให้เอาด้านตามแนวขวางของหน้ากาก ที่มีลวดอยู่ข้างในขอบ ไว้ด้านบนเสมอ โดยจัดให้แนบตามรูปจมูกของผู้สวมใส่

ประเภทของหน้ากากอนามัย

  1. หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น สามารถกรองฝุ่น ป้องกันของเหลวซึมผ่าน ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากการไอหรือจาม ป้องกันผู้สวมใส่จากเชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อรา สำหรับเชื้อไวรัสซึ่งมีอนุภาคเล็กมากในระดับไมครอน อาจไม่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ เมื่อใช้แล้วควรทิ้งเปลี่ยนใหม่
  2. หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าฝ้าย ป้องกันฝุ่นละออง และการกระจายของน้ำมูกหรือน้ำลายจากการไอจาม ไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ได้ สามารถซักทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  3. หน้ากากอนามัยชนิด N95 สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีเพราะป้องกันได้ทั้งฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน มีอายุการใช้งานนานประมาณ 3 สัปดาห์ แต่อาจรู้สึกอึดอัดเวลาสวมใส่ เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการกรองอากาศมีความละเอียดมาก

อย่างไรก็ตามวิธีที่สามารถปลอดภัยจากการติดเชื้อไข้หวัดที่ดีคือ ใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือเป็นประจำ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา:

Safety Health and Environment

เกาหลีสร้างชาติ..ด้วยวิศวกร 20 คนด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นักวิจัยเกาหลี ผู้ร่วมบุกเบิกพัฒนาเกาหลีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วง 40 ปีก่อน เผยแดนกิมจิก้าวหน้าได้ด้วยกลุ่มวิศวกร 20 คน ชี้กระบวนการพัฒนาไม่ได้ใช้คนนับพัน แต่ใช้แค่ไม่กี่คนที่มีความมุ่งมั่น และผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่ทำงานอย่างตั้งใจ

ดร.ยง-อ๊ก อัน (Dr.Young-Ok Ahn) ที่ปรึกษาและนักวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนาโน (Institute of Nano Science and Technology) มหาวิทยาลัยฮันยาง (Hanyang University) กรุงโซล เกาหลีใต้ หนึ่งใน 20 วิศวกรเกาหลีที่ร่วมพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของเกาหลี ได้เดินทางมาปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สร้างประเทศเกาหลีด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ภายในการประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 24 ก.ค.52 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

นักวิจัยอาวุโสจากเกาหลีกล่าวปาฐกถาว่า เกาหลีมีแผนพัฒนาประเทศเป็นแผน 5 ปี ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2505 ด้วยความพยายามอย่างยิ่งในการริเริ่มของ ปาร์ก ชุงฮี (Park Chunghee) อดีตประธานาธิบดีเกาหลี ซึ่งแผนพัฒนาฯ หลายฉบับร่างขึ้นโดย มร.โอ วอนชุล (O Wonchul) ผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดี และมี มร.คิม กวางโม (Kim Kwangmo) ซึ่งเป็นวิศวกรเคมีและเพื่อนร่วมชั้นกับ ดร.อันด้วยนั้น เป็นทีมงานสำคัญของอดีตประธานาธิบดี

ในช่วงของแผนพัฒนาฉบับที่ 1 นั้น ขนาดเศรษฐกิจของเกาหลียังไม่สำคัญระดับโลก และการวางแผนเน้นไปที่การทดแทนนำเข้า และส่งเสริมการส่งออกโดยอาศัยนโยบายสนับสนุนของรัฐบาล ช่วงนั้นเกาหลีเริ่มผลิตยางยนต์และส่งออกไม้อัด พร้อมตั้งโรงงานปุ๋ยยูเรีย โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานซีเมนส์และโรงงานแก้ว มาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 ระหว่างปี 2510-2514 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการก่อตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเกาหลี (Korea Institute of Science and Technology: KIST) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเกาหลี
Continue reading “เกาหลีสร้างชาติ..ด้วยวิศวกร 20 คนด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

นายกชี้ปัญหาใหญ่นักวิทย์ไทยทำงานซ้ำซ้อน-ต่อยอดไม่ได้

นายกรัฐมนตรีเปิดประชุม “สมัชชาวิทย์” ชี้นักวิทยาศาสตร์ไทยยังทำงานซ้ำซ้อน กระจัดกระจายและต่อยอดไม่ได้เท่าที่ควร เป็นโจทย์สำคัญ หากแก้ไขได้จะเป็นหัวใจในการผลักดันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าต่อไป และยอมรับสัดส่วนงบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยยังต่ำ เผยพยายามผลักดันให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 1%

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัมนา ครั้งที่ 8 (วทน.) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ค.52 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ดร.ยง-อ๊ก อัน (Dr.Yong-Ok Ahn) ที่ปรึกษาสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนาโน (Institute of Nano Science and Technology) มหาวิทยาลัยฮันยาง (Hanyang University) ประเทศเกาหลีใต้ เข้าร่วม และมีผู้ร่วมประชุมจากภาครัฐ เอกชน นักเรียนและนักศึกษาอีกราว 1,000 คน

พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ภายในการประชุมซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์เข้าร่วมฟังด้วย โดยกล่าวว่า เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ยอมรับว่าไทยมีความจำกัดและไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าได้อย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องทบทวนเรื่องการสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้หากสามารถปรับโครงสร้างพื้นฐานในช่วงวิกฤตได้จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศยิ่งขึ้น

โดยแนวทางในการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยทำให้เศรษฐกิจของไทยเข้มแข็งนั้น อันดับแรกคือเรื่องกำลังคนซึ่งสำคัญที่สุด โดยต้องมีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเพิ่มสัดส่วนของผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์ในระดับ ม.ปลาย และอุดมศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้รับนโยบายตรงนี้แล้ว ถัดมาคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่ใช่เพียงเชิงกายภาพเท่านั้น แต่เทคโนโลยียังมีสำคัญไม่แพ้กัน และเทคโนโลยีไม่จะเป็นต้องแพงหรือใหม่ที่สุด แต่เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

อันดับที่สามคือกฎกติกาที่สำคัญกับทุกสังคม สำหรับกฎกติกาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ระบบค่าตอบแทนและการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้นนั้นสำคัญและเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้หากหลักประกันด้านทรัพย์สินทางปัญญาอ่อนแอ ตรงจุดนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทางกระทรวงพาณิชย์กำลังจัดทำระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอยู่

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ในการมองไปข้างหน้าของรัฐบาลนั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเข้าไปเสริมในทุกภาคส่วนของสังคม เช่น การทำให้ภาคการเกษตรเข้มแข็ง ทั้งนี้มีข้อเท็จจริงว่าประสิทธิภาพและผลิตภาพด้านการเกษตรของเรานั้นต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่ง ตรงนี้เป็นจุดที่รับบาลมองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนปรับปรุงแก้ไขได้ อีกทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมีส่วนช่วยด้านความมั่นคงของชาติได้ เพราะตอนนี้ผู้ก่อการร้ายเองก็ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการก่อความวุ่นวาย ดังนั้นผู้ที่ดูแลจึงต้องก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นกัน

อย่างไรก็ดี นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ของไทยคือเรื่องระบบบริหารจัดการ ที่การหลอมรวมศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ไทยยังมีข้อจำกัดอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ไทยมีหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์อยู่มาก แต่งานวิจัยยังกระจาย และหลายครั้งที่งานซ้ำซ้อน และไม่สามารถต่อยอดได้เท่าที่ควร ตรงนี้ควรเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งหากแก้ไขได้จะเป็นหัวใจในการผลักดันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยใหก้าวหน้า

สุดท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นฐานสำหรับการในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยในตอนหนึ่งของปาฐกถาได้กล่าวว่างบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ของไทยนั้นยังต่ำอยู่มาก เพียงแค่ 0.25-0.26% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งนี้จะพยายามเพิ่มให้ได้ 1% และตอนนี้ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มให้อีก 9,000 ล้านบาท

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วิทยาศาสตร์ 24 กรกฏาคม 2552
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083714

คะแนนประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจปี 2551

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจประกาศคะแนนประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ปี 2551 จำนวน 52 แห่ง ไม่นับรวมบางจาก ณ วันที่ 22 มิ.ย. 52

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

[คลิกที่นี่เพื่อเปิดคะแนนประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้ง 52 แห่ง]

ประชาสัมพันธ์งาน Thailand – Taiwan Economic Forum 2009 : The Bridge to ASEAN และ Business Matching

โครงการจับคู่ธุรกิจ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีกำหนดจัดงาน Thailand – Taiwan Economic Forum 2009 : The Bridge to ASEAN และ  Business Matching ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2552 ณ โรงแรมอิมพีเรียล ควีนส์ ปาร์ค กรุงเทพมหานคร

[คลิกที่นี่เพื่อเปิดอ่านรายละเอียดและใบสมัคร]

“UML” ภาษาที่ System Analysis ใช้คุยกับ Programmer

จากประสบการณ์การเขียนโปรแกรมในอดีต รูปแบบการทำงานส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าพบบ่อยและพบกับตัวเองมากที่สุด คือ นักวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) มักเป็นคนคนเดียวกับนักพัฒนาระบบหรือโปรแกรมเมอร์ (Programmer) ทำให้การเริ่มพัฒนาระบบมักจะเริ่มด้วยการกระโดดไปนั่งเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทันที บางครั้งก่อให้เกิดปัญหาภายหลัง เช่น ไม่สามารถพัฒนาต่อเติมความสามารถให้กับระบบภายหลังได้ง่ายดายนัก ซึ่งปัญหานี้เกิดได้ทั้งกับผู้พัฒนาเองหรือผู้ที่มารับช่วงงานพัฒนาต่อ นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุของการใช้งบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาและบำรุงรักษาในระยะยาว  การพัฒนาระบบที่จะทำให้ได้ระบบที่มีคุณภาพและสมบูรณ์ที่สุดควรจะเริ่มต้นจากการวางแผน การทำความเข้าใจกับผู้ใช้ระบบ การวิเคราะห์ออกแบบ จนถึงกระบวนการอิมพลีเมนต์ระบบจริง

การพัฒนาซอฟต์แวร์เชิงธุรกิจ โปรแกรมเมอร์จะทำงานประสานกับฝ่ายวิเคราะห์และออกแบบระบบ และฝ่ายทดสอบระบบก่อนส่งมอบให้ผู้ใช้งานจริง ปัจจุบันการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยหลักการเชิงวัตถุ (Object Orientation) มีหลักการสำคัญ คือ จับต้องได้ (Object), มีการจัดกลุ่มความคิดที่คล้ายกันเป็นหน่วยเดียวกันเพื่ออ้างถึงด้วยชื่อเดียวกัน เข้าใจง่ายๆ ก็คือการรวมโอเปอร์เรชั่นและแอตทริบิวต์เข้าเป็นหน่วยเดียวกัน (Encapsulation), เป็นแม่พิมพ์หรือคลาส (Class) , อินสแทนซ์ (Instance), แอตทริบิวต์ (Attribute), โอเปอร์เรชั่น (Operation) หรือเมธอด (Method), ลายเซ็น (Signature), ข้อความ (Message), อินเทอร์เฟซ (Interface), การสืบทอดคุณสมบัติ (Inheritance), ความสัมพันธ์ระหว่างคลาสหรือออบเจ็กต์ (Relationship), การเปลี่ยนรูป (Polymorphism) หลักการเชิงวัตถุนี้เป็นเทคโนโลยีที่แพร่หลายและมีโปรแกรมภาษาที่สนับสนุนการทำงานด้วยหลักการนี้หลายภาษา เช่น Java, C++, Delphi, Visual Basic เป็นต้น แต่ก็ยังต้องอาศัยการวิเคราะห์และออกแบบด้วยจึงจะได้ซอฟต์แวร์ที่มีความสมบูร์ในทุกๆ ด้าน

UML หรือชื่อเต็ม Unified Modeling Language เริ่มต้นในปี 1994 ในนามของ Unified Method จนเกิดโมเดลสำเร็จและเป็นที่แพร่หลายในปี 1995 โดย Grady Booch, James Rumbaugh และ Ivar Jacobson และถูกพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จากรุ่น 1.1 ในปี 1997 จนปัจจุบันอยู่ที่รุ่น 2.0

ข้อดีของ UML

  • เป็นภาษารูปภาพมาตรฐาน (Standard Visual Modeling Language) หรือภาษาสากล สามารถใช้ในการแลกเปลี่ยนโมเดลได้อย่างสื่อความหมาย
  • นำเสนอและสนับสนุนหลักการเชิงวัตถุได้ครบถ้วนชัดเจน ทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถเข้าใจปัญหาและหาวิธีแก้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายยิ่งขึ้น
  • ไม่ผูกติดกับภาษาโปรแกรมภาษาใดๆ
  • ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
  • ลดภาระ เวลา และค่าใช้จ่ายการพัฒนาระบบเนื่องจากสามารถถูกแปลงเป็นภาษาที่ใช้ในการสร้างระบบขึ้นจริงได้อย่างอัติโนมัติ
  • สนับสนุนการขยายปรับปรุงระบบ การแก้ไขหรือเพิ่มเติมสามารถทำกับโมเดลก่อนลงมือแก้ไขจริง
  • สามารถบันทึกความคิดของนักพัฒนาหรือโปรแกรมเมอร์ในลักษณะของเอกสาร

องค์ประกอบของ UML

1. สัญลักษณ์ทั่วไป (Things) คือสัญลักษณ์พื้นฐานที่ใช้ในการสร้างไดอะแกรมต่างๆ โดยแบ่งเป็นหมวดย่อยๆ ดังนี

  • หมวดโครงสร้าง (Structural) ได้แก่ ยูสเคส คลาส อินเทอร์เฟซ คอมโพเนนต์ คอลแลบอเรชั่น และโหนด
  • หมวดพฤติกรรม (Behavioral) หรือส่วนที่เป็นไดนามิกของยูเอ็มแอล ได้แก่ อินเตอร์แอ็กชั่น สเตตแมชชี
  • หมวดจัดกลุ่ม (Grouping) ใช้ในการรวบรวมองค์ประกอบต่างๆ ในโมเดลให้เหมาะสม ได้แก่ แพ็กเกจ
  • หมวดคำอธิบายประกอบ (Annotational) ได้แก่ โน้ต

2. ความสัมพันธ์ (Relationships) มี 3 ชนิด

  • ความสัมพันธ์แบบพึ่งพา (Dependency Relationship)
  • ความสัมพันธ์แบบเกี่ยวพันธ์ (Association Relationship)
  • ความสัมพันธ์แบบเจเนอรัลไลเซชั่น (Generalization Relationship) ได้แก่ ความสัมพันธ์แบบสืบทอดคุณสมบัติ (Inheritance)

3. ไดอะแกรมต่างๆ (Diagram) ประกอบด้วย 8 ไดอะแกรม

  • ยูสเคสไดอะแกรม (Use Case Diagram) ใช้ในการโมเดลฟังก์ชันการทำงานของระบบ
  • คลาสไดอะแกรม (Class Diagram) ใช้ในการโมเดลคลาสต่างๆ ที่จำเป็นในระบบ
  • แอ็กทิวิตี้ไดอะแกรม (Activity Diagram) ใช้หลักการเดียวกับโฟลว์ชาร์ต (Flowchart)
  • สเตตชาร์ตไดอะแกรม (Statechart Diagram) ใช้สำหรับแสดงสถานะของออบเจ็กต์ระหว่างทำงาน
  • คอลแลบอเรชั่นไดอะแกรม (Collaboration Diagram) ใช้แสดงการทำงานร่วมกันของออบเจ็กต์ในระบบ
  • ซีเควนซ์ไดอะแกรม (Sequence Diagram) ใช้ในการโมเดลกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับออบเจ็กต์ในระบบ
  • คอมโพเนนต์ไดอะแกรม (Component Diagram) ใช้สร้างโมเดลของคอมโพเนนต์ในระบบ
  • ดีพลอยเมนต์ไดอะแกรม (Deployment Diagram) ใช้แสดงการติดตั้งใช้งานส่วนประกอบต่างๆ ของระบบ

ปัจจุบันมีเครื่องมือประเภท Visual Modeling Tool ที่ใช้ในการสร้างยูเอ็มแอลไดอะแกรมมากมาย เช่น Rational Rose, Together เป็นต้น

อ้างอิงข้อมูลจาก : หนังสือ “UML ภาษามาตรฐานเพื่อผู้พัฒนาซอฟต์แวร์”

อาหารควบคุมน้ำหนัก พลังงาน 1200 กิโลแคลอรี่/วัน

อาหารที่ให้พลังงาน 1200 กิโลแคลอรี่/วัน ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต:โปรตีน:ไขมัน เท่ากับ 55:15:30

นั่นคือ

กลุ่มอาหาร

หน่วย

มื้อเช้า

มื้อกลางวัน

มื้อเย็น

กลุ่มข้าวแป้ง

ทัพพี

1.5

2

2

ผัก

ทัพพี

2

2

2

ผลไม้

ส่วน

1

1

1

เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน/หนัง

ช้อนโต๊ะ (ช้อนกินข้าว)

2

2

2

นมพร่องมันเนย

แก้ว (กล่องละ 250 ซีซี)

1

ไขมัน/น้ำมัน

ช้อนชา

1.5

2

2

โดย

  • กลุ่มข้าวแป้งและผลิตภัณฑ์ 1 ทัพพี ให้พลังาน 80 กิโลแคลอรี่
  • เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน/หนัง 1 ส่วน = 2 ช้อนกินข้าว ให้พลังงาน 55 กิโลแคลอรี่
  • ผลไม้ 1 ส่วน ให้พลังงาน 60 กิโลแคลอรี่
  • นมพร่องมันเนย 1 ส่วน = 250 ซีซี ให้พลังงาน 125 กิโลแคลอรี่
  • ผักใบต่าง ๆ เป็นผักที่ไม่ให้พลังงาน
  • ผักอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากผักใบเป็นผักที่ให้พลังงาน 1 ทัพพี ให้พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่
  • กลุ่มไขมัน/น้ำมัน 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 45 กิโลแคลอรี่

ตัวอย่างเมนูอาหาร 1200 กิโลแคลอรี่ ใน 1 วัน

  • มื้อเช้า ข้าวต้มข้าวกล้อง ผัดผักบุ้งไฟแดง ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง ส้ม 1 ผล ให้พลังงาน 450 กิโลแคลอรี่

โดยสามารถดัดแปลงปรับเปลี่ยนได้ดังตาราง

 

ประเภทอาหาร

ตามเมนู

ปรับเปลี่ยน/ทดแทน

ข้าวต้มข้าวกล้อง

3 ทัพพี

กลุ่มข้าวแป้ง 1.5 ทัพพี

ผัดผักบุ้งไฟแดง

 

 (67.5 กิโลแคลอรี่)

          ผักบุ้งจีน

1.5 ทัพพี

กลุ่มผัก 1.5 ทัพพี

          น้ำมันถั่วเหลือง

1.5 ช้อนชา

กลุ่มไขมัน 1.5 ช้อนชา

ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง

 

 (87.5 กิโลแคลอรี่)

          ไข่ไก่

1 ฟอง

กลุ่มเนื้อสัตว์ ไขมันปานกลาง 2 ช้อนกินข้าว = 75 กิโลแคลอรี่

          แครอท ฟักทอง ยอดตำลึง

0.5 ทัพพี

กลุ่มผัก 0.5 ทัพพี

นมถั่วเหลือง สูตรน้ำตาลต่ำ

1 แก้ว

กลุ่มนม 1 แก้ว

ส้มสายน้ำผึ้ง

1 ผล

กลุ่มผลไม้ 1 ส่วน

  • มื้อกลางวัน ข้าวคลุกกะปิ หมูทอด แกงจืดผักกาดขาว ลูกชิ้นปลา มะละกอสุก ให้พลังงาน 377.5 กิโลแคลอรี่

โดยสามารถดัดแปลงปรับเปลี่ยนได้ดังตาราง

ประเภทอาหาร

ตามเมนู

ปรับเปลี่ยน/ทดแทน

ข้าวกล้องสุก

2 ทัพพี

กลุ่มข้าวแป้ง 2 ทัพพี

หอมแดงซอย มะม่วงดิบ

0.5 ทัพพี

กลุ่มผัก 0.5 ทัพพี

เนื้อหมูไม่ติดมัน

1 ช้อนโต๊ะ

กลุ่มเนื้อสัตว์ 1 ช้อนโต๊ะ (ช้อนกินข้าว)

น้ำมันถั่วเหลือง

2 ช้อนชา

กลุ่มไขมัน 2 ช้อนชา

แกงจืดผักกาดขาว ลูกชิ้นปลา

 

(27.5 กิโลแคลอรี่)

          ผักกาดขาว

1 ทัพพี

กลุ่มผัก 1 ทัพพี

          แครอท เห็ดฟาง

0.5 ทัพพี

กลุ่มผัก 0.5 ทัพพี

          ลูกชิ้นปลา

1 ช้อนโต๊ะ

กลุ่มเนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว

มะละกอสุก

6-8 ชิ้นพอคำ

กลุ่มผลไม้ 1 ส่วน

  • มื้อเย็น ข้าวกล้อง แกงส้มมะละกอกุ้ง ผัดผักรวมมิตร เงาะ 4 ผล ให้พลังงาน 390 กิโลแคลอรี่

โดยสามารถดัดแปลงปรับเปลี่ยนได้ดังตาราง

 

ประเภทอาหาร

ตามเมนู

ปรับเปลี่ยน/ทดแทน

ข้าวกล้องสุก

2 ทัพพี

กลุ่มข้าวแป้ง 3.5 ทัพพี

แกงส้มมะละกอกุ้ง

 

(55.5 กิโลแคลอรี่)

          มะละกอดิบ

1 ทัพพี

กลุ่มผัก 1 ทัพพี

          กุ้ง

4 ตัว

กลุ่มเนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว

ผัดผักรวมมิตร

 

(142.5 กิโลแคลอรี่)

          ผักตามฤดูกาล

1 ทัพพี

กลุ่มผัก 1 ทัพพี

          น้ำมันถั่วเหลือง

2 ช้อนชา

กลุ่มไขมัน 2 ช้อนชา

          เนื้อหมูไม่ติดมัน

1 ช้อนโต๊ะ

กลุ่มเนื้อสัตว์ 1 ช้อนกินข้าว

เงาะ

4 ผล

กลุ่มผลไม้ 1 ส่วน

ที่มา

เอกสารอาหารควบคุมน้ำหนัก พลังงาน 1200 กิโลแคลอรี่/วัน โดย คณะกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ กองอายุรกรรม ร่วมกับ ฝ่ายเกียกกาย (ฝ่ายโภชนาการ) โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

คู่มือการใช้ PDF Creator

โปรแกรม PDF Creator เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างไฟล์เอกสาร PDF (Portable Document Format) ซึ่งจัดเป็นพวกโอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์ (Open Source Software) นั่นคือไม่เสียค่าใช้จ่ายในการนำมาใช้ โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ http://sourceforge.net/projects/pdfcreator/ จัดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างไฟล์ PDF

[คลิกที่นี่เพื่อเปิดดูวิธีการใช้งานคู่มือการใช้ PDF Creator]