Internet Marketing

เทคโนโลยีด้านอินเตอร์เน็ตในยุคปัจจุบัน เติบโตรวดเร็วและมีพัฒนาการที่ต่อเนื่อง จนอาจจะกลายมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการดำรงค์ชีวิตของหลายคน ด้วยเหตุนี้แนวคิดของระบบใหม่ๆ จึงถูกดึงเอาความสามารถของระบบเครือข่ายที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเข้ามาเป็นเครื่องมือบริหารจัดการระบบ
การทำการตลาดก็เช่นกัน มีการสร้างกลยุทธิ์ในการทำ Internet Marketing โดยดึงเอาศักยภาพของอินเตอร์เน็ต และเครื่องมือการตลาดออนไลน์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีความเหมาะสมกับประเภทของสินค้าและบริการ เพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จของธุรกิจนั้น

การใช้ SOE หรือ Search engine optimization ซึ่งเป็นการโฆษณาหรือการทำ Internet Marketing ผ่านเซิร์สเอ็นจิ้นด้วยเทคนิคของการปรับแต่งทั้งทางด้าน on-page และ off-page เป็นหนึ่งทางเลือกที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย

On-Pages Factor คือ สิ่งที่ Search engine สามารถมองเห็นจากเว็บไซต์ เช่น เนื้อหา Title Link  เป็นต้น เหมือนกับที่มนุษย์เราสามารถที่มองเห็นได้จากโปรแกรม Text Browser ซึ่งในการทำ On-Page Factor ควรคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ

  1. ที่ Title Tag ควรใส่คำที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาภายในหน้าเอกสารนั้น ๆ
  2. ควรวางขอบเขตของเนื้อหาในเอกสารแต่ละหน้าให้เป็นข้อมูลเฉพาะของเรื่องนั้นๆ ไม่ปะปนกัน
  3. การสร้าง Links ควรเชื่อมโยงไปที่หน้าเอกสาร ที่เกี่ยวกับข้อความที่ปรากฎใน Links เช่น การทำ HyperLinks ที่ข้อความว่า “ติดต่อ” ก็ควร Links ไปในหน้าที่มีข้อมูลการติดต่อไม่ควร Link ไปในหน้าที่มีเนื้อหาอื่น ๆ เช่น เนื้อเพลง หรือ กลอน
  4. พยายามจัดกลุ่มของเนื้อหา และการเชื่อมโยงต่าง ๆ ให้สามารถเข้าถึงได้ง่าย
  5. พยายามตั้งชื่อไฟล์ให้สอดคล้องกับหัวข้อของเนื้อหาภายในหน้าเอกสาร

Off-Pages Factor คือ สิ่งต่าง ๆ ที่ Search engine ไปพบเจอมา ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฎอยู่ในหน้าเอกสารเว็บไซต์

  • การทำ Sitemap
  • การเพิ่ม Link Popularity
  • การเพิ่มรายชื่อเว็บไซต์ใน Directory Listing
  • การทำ Social Networking

SOE ที่ดียังสามารถช่วยเรื่องการ PR และลดค่าใชจ่ายบางส่วนในการใชสื่อโฆษณารูปแบบเดิมได้

นอกจากนี้ยังมี Blog ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ในปัจจุบัน ผู้คนจำนวนไม่น้อยสร้าง Blog ส่วนตัวขึ้นมา และเผยแพร่ข้อมูล
ต่างๆที่ตนสนใจเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ ระหว่างกลุ่มสังคมเดียวกันในโลกอินเตอร์เน็ต
หากนำข้อมูลสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ บรรจุลงใน Blog แล้ว ผู้ที่สนใจในสินค้าชนิดเดียวกันก็จะให้ข้อมูลกัน ถือเป็นการแลกเปลี่ยนและโฆษณาสิ้นค้าได้อีกทางหนึ่ง ไม่เพียงเท่านั้น เครื่องมือต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตในปัจจบัน ยังมีทั้ง auto-responder email  EZine หรือแมกซีนออนไลน์ แม้แต่การสนทนาออนไลน์
ก็ถือเป็นการสร้างการตลาดบนอิเตอร์เน็ตได้เช่นกัน

ข้อมูลด้านเทคนิคเพิ่มเติมจาก :

http://seo.siamsupport.com/blog/meta-tags/

ที่มา :

http://www.slclickbiz.com/

http://seo.siamsupport.com/blog/on-page-off-page-factor/

การเขียนรายงานวิจัย

ผลจากกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ของกลุ่มวิจัยและพัฒนา ด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้ได้องค์ความรู้เรื่อง การเขียนรายงานการวิจัย เพื่อมาเผยแพร่เทคนิคการเขียนรายงานวิจัยให้กับผู้ที่สนใจ โดยจัดเก็บในรูปแบบของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ อันประกอบไปด้วยเนื้อหาต่อไปนี้

  • บทนำ – ที่มาของโครงการ บทคัดย่อ ข้อเสนอแนะเทคนิคการเขียนบทคัดย่อ วัตถุประสงค์ ขอบเขตของโครงการ
  •  ทฤษฎี กับ literature review – แนวทางการเขียน
  • วิธีการทดลอง
  • ผลการทดลอง – การวิจารณ์ผล
  • สรุปและข้อเสนอแนะ
  • สรุปผู้บริหาร
  • การเขียนอ้างอิง
  • การเขียนบรรณานุกรม

คลิกที่นี่เพื่อเปิดไฟล์นำเสนอเรื่องการเขียนรายงานวิจัย

ความสงสัยของกบในกะลากับคำว่า “Cloud Computing”

  

ล่วงเข้าหน้าฝน หันหน้าเข้าปรึกษาอาจารย์กูเกิ้ล (Google) เพื่อหาคำตอบให้กับตัวเอง จะได้ออกนอกกะลาใบใหญ่สักที หลังจากเก็บความสงสัยไว้นานมากแล้ว ในประเด็นหนึ่งซึ่งสะดุดหู เมื่อครั้งได้ฟังท่านวิทยากรบรรยาย คำ ๆ นั้นก็คือ  “Cloud Computing (คลาวด์คอมพิวติ้ง) หรือ การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ

Cloud Computing กับคำนิยาม

คำว่า Cloud Computing มีผู้ได้ให้คำนิยามไว้หลากหลาย เช่น

”การประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ Cloud Computing จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ ระบบ จัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยระบบสามารถเพิ่มหรือลดจำนวนทรัพยากรให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทราบการทำงานเบื้องหลังว่าเป็นอย่างไร” โดย JavaBoom Collection

หรือ คำนิยามจากวิกิพีเดีย ที่ว่า “Cloud Computing อ้างถึงทรัพยากรสำหรับการคำนวณผลที่ถูกเข้าถึง ซึ่งโดยทั่วไปถูกเป็นเจ้าของและถูกดำเนินการโดยผู้ให้บริการบุคคลที่ 3 (third-party provider) ซึ่งได้รวบรวมพื้นฐานที่จำเป็นทั่วไปเข้าไว้ด้วยกันในตำแหน่งที่ตั้งของศูนย์คอมพิวเตอร์ (Data Center)  โดยผู้บริโภคบริการ cloud computing เสียค่าใช้จ่ายเพื่อความสามารถการคำนวณหรือการประมวลผลตามที่ต้องการ และไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจในเทคโนโลยีที่สำคัญซึ่งซ่อนอยู่ อันที่ถูกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องแม่ข่าย (server)  อย่างไรก็ตามมีตัวเลือกสำหรับผู้พัฒนาที่ต้องรู้และต้องคำนึงถึงในเทคโนโลยีสำคัญซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนของการบริการแพล็ตฟอร์ม (platform services)

การที่มีบางท่านให้คำนิยาม Cloud Computing ว่า “การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ”  นั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะ Cloud Computing เป็นการทำงานโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่มากมายบนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราเพียงแต่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต โดยไม่ต้องสนใจว่าทรัพยากรที่ใช้อยู่นั้นมาจากต่างที่ต่างระบบเครือข่าย ทั้งที่อยู่ใกล้ ๆ หรือไกลออกไป เป็นการใช้ทรัพยากรภายในเครือข่ายขนาดใหญ่ จึงใช้สัญลักษณ์รูปก้อนเมฆแทนที่ตั้งของทรัพยากรคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่มีไว้ให้บริการโดยผู้ให้บริการบุคคลที่สามแทน

มาถึงตรงนี้คงพอจะเห็นภาพของ Cloud Computing บ้างแล้ว จึงขอกล่าวถึงคำที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีก เช่น

  • Cloud Provider สำหรับคำนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก เพราะหมายถึงผู้ให้บริการระบบ Cloud นั่นเอง 
  • Cloud Storage คือสถานที่เก็บทรัพยากรสำหรับระบบ Cloud

ความแตกต่างระหว่าง Cloud Computing กับ Hosting ประเภทต่างๆ เช่น  Application Hosting หรือพื้นที่ให้บริการโปรแกรมประยุกต์, Web Hosting หรือพื้นที่ให้บริการเว็บไซต์, File Hosting หรือพื้นที่ให้บริการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลนั้น อยู่ตรงที่ Cloud Storage มีอิสระในการปรับขีดความสามารถ สมรรถนะ และขนาดทรัพยากรได้ตามภาระงาน เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดในการขยายทรัพยากรสำหรับผู้ให้บริการ เพราะมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการบุคคลที่สามที่เป็นผู้จัดหาและจัดสรรทรัพยากรอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจำนวนโปรแกรมจะใช้ทรัพยากรในการประมวลผลมากขึ้นเท่าไร หรือต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ Cloud ไม่จำเป็นต้องกังวลในข้อจำกัดนี้ อย่างไรก็ตามเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นจะขึ้นกับการจ่ายตามที่ใช้จริง (pay-per-use) และอาจมีเรื่องอื่นๆ อีกขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละเจ้าที่ให้บริการ โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการอยู่มากมาย เช่น Google Apps, Google App Engine, IBM Blue Cloud, Amazon EC2 เป็นต้น

เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของ Cloud Computing

 

ข้อดี

ข้อเสีย

1.ลดต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษาเนื่องจากค่าบริการได้รวมค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งานจริง เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าซ่อมแซม ค่าลิขสิทธิ์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอัพเกรด และค่าเช่าคู่สาย เป็นต้น

2.ลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นหรือทดลองโครงการ

3.มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบตามความต้องการ

4.ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็วสูง

5.มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบและพร้อมให้บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

1.เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มาจากหลายที่หลายแห่งทำให้อาจมีปัญหาในเรื่องของความต่อเนื่องและความเร็วในการเข้าทรัพยากรมากกว่าการใช้บริการ Host ที่ Local หรืออยู่ภายในองค์การของเราเอง

2.ยังไม่มีการรับประกันในการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูล

3.ความไม่มีมาตรฐานของแพลทฟอร์ม ทำให้ลูกค้ามีข้อจำกัดสำหรับตัวเลือกในการพัฒนาหรือติดตั้งระบบ

Cloud Computing กับความปลอดภัย (Security)

ในประเด็นเรื่องความปลอดภัยนั้น อันที่จริงในเชิงเทคนิคลูกค้าหรือผู้ใช้บริการสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง เช่น การทำ Virtualization โดยลูกค้ามีสิทธิ์เต็มที่ในลักษณะของผู้ดูแลระบบเพื่อการกำหนดความปลอดภัยให้กับเครื่อง หรือ Virtual Machine ของตน, การใช้ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีผู้ดูแลระบบพยายามดูข้อมูลของลูกค้า และการ Monitoring ทั้งห้อง data center จนถึงขั้น capture หน้าจอ admin

แต่ทั้งนี้ยังคงมีจุดอ่อนสำคัญที่ผู้ใช้บริการควรตระหนักถึง นั่นคือ เมื่อเป็นการจ้างให้บุคคลภายนอกเข้ามาดูแลระบบของเรา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนนั้นจะไม่แอบเก็บข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลอื่น ยิ่งถ้าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ข้อมูลยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ หรือถ้าเป็นองค์กรทางด้านการเงิน ถึงแม้เราจะมีระบบตรวจสอบ หรือ audit เพื่อติดตามว่าใครทำอะไร ตรงไหน แต่เมื่อเกิดเหตุและจับได้ก็คงทำได้แค่ลงโทษตามกฎบริษัทหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการจัดจ้างบุคคลภายนอก (outsourcing) หรือ ใช้บุคลากรภายใน เหตุการณ์เช่นนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราต่างต้องอาศัยความเชื่อใจและใช้จรรยาบรรณในการประกอบอาชีพ สิ่งที่ผู้ให้บริการ Cloud หรือ Cloud Provider ทำให้ได้ ก็คือ การรับประกันสัญญา หรือกำหนดมาตรฐานการดูแลระบบ และยึดมั่นในมาตรฐานนั้น นอกจากนี้ควรมีการควบคุมการเปิดให้บริการของ Cloud Provider นั่นคือ มีการกำหนดว่าบริษัทที่จะเป็น Cloud Provider ได้ อาจต้องได้รับการรับรอง หรือมี certification อะไรรับรองบ้าง ต้องมี ISO ควบคุม และต้องมีเทคโนโลยีความปลอดภัยอะไรเสนอต่อลูกค้า (Cloud Consumer) บ้าง เป็นต้น

   

อ้างอิงข้อมูลจาก :

  • JavaBoom Collection 
  • Wikipedia
  • I-DIN NINTH CO.,LTD.
  • Whatis.com

“จอแสดงผล OLED” ก้าวที่กำลังมาแรงของนาโนเทคโนโลยี

และแล้วยุคของจอภาพ LED ก็มาถึง  …หลังจากที่ผมเคยนำเสนอเทคโนโลยีของจอภาพแบบ OLED นี้ลงวารสาร ว&ท. ของ วว. ไปเมื่อปี 2550 …วันนี้คนไทยได้รู้จักกับจอภาพเทคโนโลยี LED จริงจังแล้วในคอนซูมเมอร์โพรดักซ์ อย่าง โทรทัศน์สี และโทรศัพท์มือถือ พีดีเอ  ดังนั้นเราจะมาทบทวนทำความรู้จักกับเทคโนโลยีนี้กันอีกครั้งนึงให้เข้ากับเทรนด์ในเวลานี้…

ขณะที่จอภาพแบบ LCD กำลังได้รับความนิยม เป็นสินค้าที่ดูทันสมัยไฮเทคในบ้านเราเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือจอคอมพิวเตอร์ ด้วยคุณสมบัติที่ดีกว่าจออ้วน CRT ที่อายุกว่าร้อยปีแล้ว ไปทุกด้าน ไหนจะทั้งบางกว่า เบากว่า ถนอมสายตา ประหยัดพลังงานและพื้นที่การจัดวาง อะไรก็ดีไปหมด (เว้นเพียงค่าตัว) แต่เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า เพราะเทคโนโลยีการแสดงผลที่ทันสมัยเข้ากับยุคนาโนในวันนี้จริงๆ นั้น ยิ่งมีคุณสมบัติล้ำกว่าที่กล่าวมาข้างต้นอีกมาก มากพอที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการจอทื่อๆเหลี่ยมๆ กันเลยทีเดียว.วันนี้เรากำลังพูดถึงก้าวที่กำลังมาของ OLED

ทำความรู้จักกับ OLED

OLED หรือ Organic Light-Emitting Diodes คือ อุปกรณ์ที่ทำด้วยฟิล์มของวัสดุอินทรีย์กึ่งตัวนำ ที่สามารถเปล่งแสงได้เองเมื่อได้รับพลังงานไฟฟ้า เรียกว่ากระบวนการ Electroluminescence (อิเล็กโทรลูมิเนสเซนซ์) เมื่อนำมาใช้เป็นจอภาพจึงไม่จำเป็นต้องมี Backlight ฉายแสงด้านหลังไปทั่วทั้งจอภาพ อย่างที่ทำกันในจอ LCD หรือ Plasma ซึ่งยังทำให้จุดสีดำใดๆในภาพ ก็จะได้สีที่ดำสนิทมืดมิดจริงๆ เพราะไม่มีแสงสว่างออกมาเลยนั่นเอง ด้วยคุณสมบัติเด่นนี้เองจึงทำให้จอแบบ OLED สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้า และให้ความบางที่มากกว่าจอ LCD ได้.

โครงสร้างและหลักการทำงาน

ขอบคุณภาพจาก Howstuffworks
ขอขอบคุณภาพจาก Howstuffworks
  • 1. กระแสไฟฟ้าจะไหลจาก Cathode ผ่านชั้นสารอินทรีย์ไปยัง Anode โดย Cathode จะให้กระแสelectrons แก่ชั้น Emissive layer ขณะเดียวกัน
  • 2. Anode จะดึง electrons ในชั้น Conductive layer ให้เคลื่อนที่เข้ามา เกิดเป็น electron holes ขึ้น
  • 3. ระหว่างชั้น Emissive และ Conductive layer จะเกิดปฏิกิริยา electron (-) เข้าจับคู่กับ hole (+) ขึ้น ซึ่งกระบวนนี้เอง ที่จะเกิดการคายพลังงานส่วนเกินออกมา นั่นก็คือแสงสว่างที่เราต้องการ

สำหรับการให้สีแก่แสงนั้น จะขึ้นอยู่กับชนิดของโมเลกุลสารอินทรีย์ในชั้น Emissive layer ซึ่งในการผลิตจอ Full-color OLEDs จะใช้สารอินทรีย์ 3 ชนิด เพื่อให้ได้แม่สีของแสงคือน้ำเงิน, แดง และเขียว

ส่วนความเข้มและความสว่างของแสงที่ได้ จะขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้าที่ให้เข้าไป ให้มากแสงก็จะสว่างมาก ซึ่งโดยปกติจะใช้กระแสไฟฟ้าที่ประมาณ 3-10 โวลต์

และด้วยความที่ทำจากฟิล์มสารอินทรีย์ที่บางระดับนาโนเมตรนี้เอง เราจึงสามารถประกอบอุปกรณ์ OLED บนวัสดุที่พับงอได้ เช่น พลาสติกใส เกิดเป็นจอภาพแบบยืดหยุ่น (Flexible Display) ได้ขึ้นมา ซึ่งทำให้ในอนาคตเราอาจได้เห็นจอภาพแบบนี้ อยู่บนเสื้อผ้าของเราก็เป็นได้

อ่านรายละเอียดต่อ… คลิก Continue reading ““จอแสดงผล OLED” ก้าวที่กำลังมาแรงของนาโนเทคโนโลยี”

น้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม

กล้วยหอม เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ปลูกมากในแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร เพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี ปทุมธานี ฯลฯ

กล้วยหอมสามารถเป็นสินค้าส่งออกระดับประเทศ เพราะกล้วยหอมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น

สรรพคุณของกล้วยหอม : แก้โรคท้องผูก โรคลำไส้ โรคซึมเศร้า โรคโลหิตจาง เป็นต้น

จากสรรพคุณที่ได้กล่าวในข้างต้นนั้น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้พัฒนาสูตรน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม เพื่อช่วยเหลือชาวเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอม ในช่วงฤดูที่กล้วยหอมออกผลผลิตมามากเกินความต้องการของตลาด

ซึ่งหากสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวหลักสูตรการผลิตน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณปุณณภา บุญยะศักดิ์ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โทร 0 2577 9131 โทรสาร 02 577 9130

ขั้นตอนการผลิตน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม

  1. ตัดกล้วยหอมออกเป็นลูก ๆ
  2. ล้างน้ำสะอาด จากนั้นนำไปนึ่งเป็นเวลา 8 นาที
  3. ปอกเปลือกเอาแต่เนื้อกล้วย โดยใช้กล้วย 3 กิโลกรัม และซิตริก 1%
  4. นำไปใส่เครื่องปั่น นาน 2-3 นาที โดยใช้อัตราส่วนสำหรับ กล้วยบดละเอียด : น้ำสะอาด เป็น 1:4
  5. จากนั้นทำการกรอง
  6. นำน้ำกล้วยที่ได้จากการกรอง 11 กิโลกรัม ไปตั้งไฟที่อุณหภูมิ 80-90 องศาเซลเซียส
  7. ผสมน้ำตาลทรายขาว 650 กรัม + แซนแทนกัม 0.1%
  8. ทำการกรอง
  9. แล้วจึงนำกลับไปตั้งไฟที่อุณหภูมิ 80-90 องศาเซลเซียสต่อ
  10. จากนั้นจึงบรรจุใส่ภาชนะ

ที่มา : ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

การผลิตแยมกล้วยน้ำว้าผสมมะเขือเทศ

แยม

หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อผลไม้ หรือ น้ำผลไม้ และปรุงรสให้มีความหวาน เช่น ใช้น้ำตาลทรายปรุงรส แล้วนำมาให้ความร้อนเพื่อระเหยน้ำ และทำให้มีความหนืดข้นพอเหมาะ อาจมีส่วนผสมของเนื้อผลไม้บ้างตามชอบ

คุณลักษณะของแยมที่ดี

แยมที่ดีต้องมีลักษณะข้นเหนียวหรือเหลวพอเหมาะสำหรับใช้ทาขนมปัง มีสี กลิ่น รส ตามชนิดของผลไม้ที่ใช้ และทำให้มีความหวานไม่ต่ำกว่า 65 บริกซ์ โดยใช้เครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ ในการวัด และมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในระหว่าง 2.8-3.5

ส่วนผสม

  • เนื้อกล้วยน้ำว้า 50 กรัม
  • เนื้อมะเขือเทศ 50 กรัม
  • น้ำสะอาด 200 กรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 150 กรัม
  • น้ำมะนาว 15 กรัม
  • เกลือ 1 กรัม
  • เพคติน 4 กรัม

วิธีทำ

  1. ปั่นกล้วยน้ำว้าและมะเขือเทศสดสุกกับน้ำสะอาดให้เนียนละเอียด
  2. นำส่วนผสมที่ปั่นใส่ภาชนะตั้งไฟ กวนเพื่อระเหยน้ำนานประมาณ 10 นาที
  3. นำน้ำตาลทรายที่ผสมผงเพคตินและเกลือใส่ลงกวนให้ละลาย กวนนานประมาณ 20 นาที
  4. เติมน้ำมะนาวลงไป กวนต่ออีก 10 นาที
  5. บรรจุขวดสะอาดในขณะที่แยมยังร้อนปิดฝาตั้งทิ้งให้เย็น

ที่มา : ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

น้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิล

ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ การรับประทานข้าวกล้องงอกจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ช่วยระบบย่อยอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้

การทำน้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิล นอกจากจะได้ประโยชน์จาก สารกาบา ที่ได้จากการนำข้าวกล้องสีนิลมาทำให้งอกแล้ว ในข้าวกล้องสีนิลยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี2 และ ใยอาหาร ซึ่งพบในปริมาณที่สูงกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ

สารกาบา หรือ Gamma amino butyric acide มีความสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท ช่วยรักษาสมดุลในสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์

ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการของน้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิลผสม

คุณค่าทางอาหารของข้าวสีนิล

ข้าวกล้องสีนิลอุดมไปด้วยวิตามิน บี1 บี2 วิตามินอี สังกะสี ทองแดง แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก (ซึ่งมีสูงกว่าข้าวกล้องทั่วไป 30 เท่า) โปรตีน 12.5% (มากกว่าข้าวกล้องทั่วไป) เส้นใยอาหาร และคาร์โบไฮเดรต (ต่ำกว่าข้าวกล้องทั่วไป) ทั้งนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ แอนตี้ออกซิแตนท์ (Anti-Oxidant) สูงกว่าข้าวกล้องทั่วไป 7 เท่า

ประโยชน์ที่ได้รับ

  1. วิตามิน B1 ป้องกันเหน็บชา และ ช่วยการทำงานของระบบประสาท
  2. วิตามิน B2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก และ ช่วยเผาผลาญอาหาร
  3. วิตามิน E เป็นแอนตี้ออกซิแตนท์ ชะลอความชราของผิว รักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย ช่วยเผาผลาญอาหาร
  4. ไนอาซีน ช่วยการทำงานของระบบประสาท และระบบผิวหนัง
  5. แร่ธาตุเหล็ก แม็กนีเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ช่วยเสริมสร้าง กระดูกและฟัน ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว
  6. เส้นใย ช่วยให้ถ่ายสะดวก ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ ซับไขมัน ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล ป้องกันโรคไขมันสะสมในเส้นเลือด
  7. คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานต่อร่างกาย
  8. โปรตีน เสริมสร้าง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ขั้นตอนเตรียมข้าวกล้องงอก

  1. เตรียมเมล็ดข้าวกล้องที่สดใหม่และมีเมล็ดสมบูรณ์ (เนื่องจากจะสามารถงอกได้ดี โดยเมล็ดข้าวกล้องต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะมีจมูกข้าวและเปลือกหุ้มเมล็ดอยู่)
  2. นำข้าวกล้องไปซาวน้ำและแช่น้ำไว้ 3-5 ชั่วโมง
  3. เทข้าวที่อุ้มน้ำใส่ผ้าสะอาดและมีความหนานุ่ม โดยอาจเลือกใช้ผ้าขาวบาง แล้วใช้ผ้าห่อคลุมให้มิดชิด แต่พอมีอากาศให้เมล็ดข้าวหายใจ ทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ ประมาณ 10-12 ชั่วโมง
  4. ล้างทำความสะอาด
  5. ข้าวงอกพร้อมใช้

ขั้นตอนการเตรียมถั่วเหลืองและธัญพืชอื่น ๆ

  1.  นำถั่วเหลืองซีกธัญพืชอื่น ๆ มาทำความสะอาด
  2. แช่น้ำสะอาด ทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ ประมาณ 8-10 ชั่วโมง (สามารถลดเวลาในการแช่ธัญพืช โดยการใช้น้ำอุ่น)
  3. ถั่วเหลืองและธัญพืชอื่น ๆ พร้อมใช้

สูตรอย่างง่าย

  1. ข้าวกล้องงอก 25 กรัม
  2. ถั่วเหลือง 20 กรัม
  3. งาดำ 10 กรัม
  4. น้ำตาลทรายแดง 25 กรัม
  5. น้ำสะอาด 500 กรัม

ขั้นตอนการทำ

  1. นำข้าวกล้องงอกและถั่วเหลืองไปนึ่งนาน 15-20 นาที
  2. เทลงโถปั่น
  3. เติมน้ำสะอาด
  4. ปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  5. กรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบาง
  6. ให้ความร้อนนาน 3-5 นาที
  7. เติมน้ำตาลทรายแดง
  8. คนให้เข้ากันก็จะได้น้ำข้าวกล้องงอกที่สามารถทำง่าย ๆ ได้เอง

เคล็ดลับความอร่อย

เพิ่มความอร่อยด้วยธัญพืชชนิดต่าง ๆ อาทิ ถั่วแดง ถั่วเขียว และลูกเดือย หรือ ใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลทรายแดงเพื่อให้ความหวานก็ได้

ธัญญาพืช

สารอาหาร

สรรพคุณยาและคุณค่าทางอาหาร

ถั่วเหลือง

โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 บี6 บี12 วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอะซิน เลซิติน และเส้นใยอาหาร

บำรุงม้าม ขับร้อน ถอนพิษ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูก บำรุงระบบประสาทในสมอง เพิ่มความทรงจำ ลดไขมันและคอเรสเตอรอลในร่างกาย

ถั่วแดง

โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามิน วิตามินบี1 บี2 และเส้นใยอาหาร

บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำบัดอาการเหน็บชา อาการใจสั่น อาการปวดประจำเดือนผิดปกติ ช่วยขับพิษ ขับของเหลวในร่างกาย บรรเทาอาการปวดตามข้อต่อกระดูก

ลูกเดือย

โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินบี1 บี2 วิตามินอี ไนอะซิน และเส้นใยอาหาร

บำรุงม้าม ปอด ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงผิวพรรณและเส้นผม ตลอดจนยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก

งาดำ

โปรตีน ไขมัน วิตามินบี วิตามินอี ธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม ทองแดง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โครเมียม สังกะสี

บำรุงระบบประสาทในสมอง บำรุงผมและผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ตลอดจนบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดคลอเลสเตอรอล ป้องกันอาการหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง และมีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต่อต้านมะเร็ง

ที่มา : เอกสารประกอบหลักสูตร น้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิล ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

สบู่อโรมา

สบู่ (Soap) เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ได้จากการนำเอาน้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์ผสมกับน้ำด่างที่ได้จากการนำเอาขี้เถ้ามาแช่น้ำ ทำขึ้นเพื่อใช้ทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า

มีหลักฐานพบว่ามนุษย์รู้จักใช้สบู่มาตั้งแต่ 2800 ปี ก่อนคริสตกาล โดยคำว่า สบู่ (Soap) มาจากชื่อของภูเขา Sapo ในสมัยโรมัน ซึ่งเป็นที่ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนได้ชะเอาไขสัตว์มารวมกับขี้เถ้าแล้วไหลลงสู่แม่น้ำ เมื่อมีผู้หญิงนำเสื้อผ้าไปซักในแม่น้ำก็พบว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นซักออกได้ง่าย สบู่ในยุคต้นจึงมีไว้ใช้ทำความสะอาด หลังจากนั้นจึงได้มีการคิดค้นสบู่ขึ้นเพื่อใช้ในการชำระล้างร่างกาย

การผลิตสบู่ขั้นอุตสาหกรรมมีขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1790 จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1829 มีการนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสบู่

ปัจจุบัน สบู่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก และได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนมีการสังเคราะห์สารใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้เป็น สารชำระล้าง ทดแทนมากมาย

สบู่ตามความหมายของคำที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หมายถึง เกลือโซเดียม (sodium salt) หรือ เกลือโพแทสเซียม (potassium salt) หรือ เกลือแอมโมเนียม (ammonium salt) หรือ เกลือเอมีน (amine salt) ของ กรดไขมัน (fatty acid) ของน้ำมัน หรือ ไขมันจากพืชหรือสัตว์ เป็นผลผลิตจากปฏิกิริยาระหว่างด่างกับไขมัน (Saponification) โดยได้กลีเซอรีน (glycerine) ผสมร่วมออกมาด้วย

ส่วนประกอบของการทำสบู่

เราสามารถทำสบู่อย่างง่าย ๆ ได้โดยการนำเอาน้ำมันหรือไขมัน มาผสมกับน้ำด่าง และให้ความร้อนเล็กน้อย (ประมาณ 40 องศาเซลเซียส) เพื่อช่วยในการทำปฏิกิริยา ลักษณะของสบู่ที่ได้จะขึ้นกับชนิดของน้ำมัน ไขมัน และด่างที่ใช้ ดังนี้

น้ำมัน/ไขมัน

  1. น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็งและมีฟองมากเป็นครีม เหม็นหืนง่าย ทำให้ผิวแห้ง
  2. น้ำมันปาล์ม (Palm oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะสีขาวอมเหลือง ค่อนข้างแข็ง มีฟองน้อยแต่อยู่ทนนาน มีคุณสมบัติชำระล้างได้ดี แต่ทำให้ผิวแห้ง
  3. น้ำมันละหุ่ง (Castor oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะชุ่มชื้นและนุ่มผิว มีฟองขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้ผิวนุ่ม
  4. น้ำมันมะกอก (Olive oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็งใช้ได้นาน ให้ฟองครีมที่นุ่มนวล ไม่ทำให้ผิวแห้ง
  5. น้ำมันจมูกข้าวสาลี (Wheat Germ oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะความชุ่มชื้น ให้ฟองมาก ไม่ทำให้ผิวแห้ง
  6. ไขมันวัว (Tallow) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็งใช้ได้นาน สีขาว ให้ฟองขนาดเล็ก
  7. ไขมันแกะ (Tallow) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็ง ฟองน้อย
  8. ไขมันหมู (Lard) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะเละ ต้องใช้ร่วมกับน้ำมันชนิดอื่น

ด่าง

  1. โซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide, Lye, Caustic soda, NaOH) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็ง ใช้สำหรับทำก้อนสบู่
  2. โปแตสเซีมไฮดรอกไซด์ (Potassium hydroxide, KOH) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะเหลว ใช้สำหรับทำสบู่เหลว

สารอื่น ๆ

  1. น้ำสะอาด ใช้ประมาณ 30% ของน้ำมัน หรือ อาจใช้ 2 เท่าของน้ำหนักด่าง
  2. น้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหย ควรใช้ผสมกับเอทิลแอลกอฮอล์ โดยผสมในอัตราส่วน 1:2 ใช้ประมาณ 1-2%
  3. สมุนไพร ควรใช้เป็นสารสกัดที่เข้ากับน้ำได้ โดยอาจใช้การสกัดด้วยน้ำหรือสารพวกไกลคอล
  4. สารกันหืน เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซเดชั่นของกรดไขมัน ควรใส่ประมาณ 0.5-1.0% เช่น วิตามินอี วิตามินซี

ตารางแสดงค่าน้ำหนักด่างต่อน้ำหนักของน้ำมันที่ใช้ในการทำสบู่

ชนิดของน้ำมัน

NaOH

KOH

น้ำมันมะพร้าว

0.190

0.245

น้ำมันปาล์ม

0.141

0.189

กรดสเตียริค

0.141

 

น้ำมันข้าวโพด

0.136

 

น้ำมันดอกคำฝอย

0.136

 

น้ำมันถั่วเหลือง

0.135

0.181

น้ำมันมะกอก

0.134

0.180

น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

0.134

0.182

น้ำมันรำข้าว

0.128

0.193

น้ำมันละหุ่ง

0.128

0.171

ไขมันแพะ

0.127

 

น้ำมันงา

0.126

0.182

SAP (Saponification number) เป็นปริมาณของด่างที่ทำปฏิกิริยาพอดีกับไขมันหรือน้ำมัน 1 กรัม

สูตรสบู่ก้อนพื้นฐาน

สูตรที่ 1 เป็นสบู่แข็ง สีขาว มีฟองมาก

  • น้ำมันมะพร้าว 200 กรัม
  • น้ำมันปาล์ม 200 กรัม
  • โซเดียมไฮดรอกไซด์ 60 กรัม
  • น้ำ 150 กรัม

ขั้นตอนการทำสบู่ก้อนพื้นฐาน

  1. เตรียมพิมพ์ที่จะใช้ทำ
  2. นำเอาส่วนของน้ำมันมารวมกัน อุ่นให้ได้อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส
  3. นำเอาด่างมาละลายน้ำ โดยค่อย ๆ เทด่างลงในน้ำพร้ดมทั้งคนตลอดเวลา ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะจะเกิดความร้อนสูง
  4. รอจนน้ำด่างมีอุณหภูมิลดลงจนถึง 40 องศาเซลเซียส ค่อย ๆ เทลงในน้ำมัน
  5. ค่อย ๆ คนจนเข้ากันดี เทลงพิมพ์
  6. พักสบู่ไว้

สูตรที่ 2 เป็นสบู่ก้อนแบบใส (กลีเซอรีน)

  • กลีเซอรีน 500 กรัม
  • น้ำ 50 กรัม
  • ผงสมุนไพร 0.5-1.0 กรัม
  • น้ำหอม 2.5 มิลลิลิตร
  • แอลกอฮอล์ (ใช้ละลายน้ำหอม) 5 มิลลิลิตร
  • สี 5 มิลลิลิตร

ขั้นตอนการทำสบู่ใส

  1. เตรียมพิมพ์ที่จะใช้ทำ
  2. นำเอากลีเซอรีนมาหลอมด้วยความร้อน เติมน้ำ คนจนละลายเข้ากันหมด
  3. ยกลงจากเตา คนช้า ๆ แต่งสี และกลิ่นตามต้องการ
  4. ค่อย ๆ คนจนเข้ากันดี เทลงพิมพ์ รอจนสบู่แข็งตัว แกะออกจากพิมพ์

ที่มา : เอกสารประกอบกิจกรรมห้องเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อเยาวชน โดย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (ฝภผ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในปี 2552

สถาบันไอเอ็มดี (IMD : International Institute for Management Development) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้สรุปผลความสามารถทางการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ (World Competitiveness) ในปี 2552 โดย สำรวจจาก 52 ประเทศ

ซึ่งประเทศไทยในปี 2552 นั้น ภาพรวมความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย (Overall Competitiveness) ถูกปรับอันดับดีขึ้น โดยปรับอันดับจากปี 2550 ซึ่งอยู่อันดับที่ 33 และปี 2551 ซึ่งอยู่ที่อันดับ 27 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับที่ 26 ในปี 2552

อันดับความสามารถทางการแข่งขันนี้จะพิจารณาจาก 4 ด้านใหญ่ ๆ คือ

  • ประสิทธิภาพทางด้านเศรษฐกิจ (Economic Performance)

ซึ่งในปี 2552 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 14  โดยในปีนี้ ไทยถูกปรับอันดับลดลงหลังจากที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2549 ที่ลงไปอยู่อันดับที่ 19 จนปี 2551 ขึ้นมาที่อันดับที่ 12

  • ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency)

ซึ่งในปี 2552 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 17  โดยไทยถูกปรับอันดับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับหลังจากที่ถูกปรับอันดับลดลงอยู่ที่ 27 เมื่อปี 2550

  • ประสิทธิภาพทางธุรกิจ (Business Efficiency)

ซึ่งในปี 2552 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 25  โดยในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ที่อันดับที่ 25 คงที่มาโดยตลอด เว้นแต่ในปี 2550 ที่ไทยถูกปรับอันดับลดลงไปอยู่ที่ 34

  • ประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

ซึ่งในปี 2552 ประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 42 โดยในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มถูกปรับอันดับลดลง โดยลดลงต่ำสุดอยู่ที่อันดับ 48 ในปี 2550 แล้วปรับขึ้นมาอยู่ที่ 39 ในปี 2551 แล้วถูกปรับลดลงอีกครั้งในปีนี้

หากเรามาพิจารณาทั้ง 4 ด้าน จะเห็นได้ว่าอันดับความสามารถทางการแข่งขันในด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศไทยนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าทุกด้าน และอยู่ในกลุ่มที่เป็นลบ อะไรคือตัวทำให้ความสามารถทางการแข่งขันในด้านนี้ของเราต่ำนั้น คงต้องมาพิจารณาถึงแนวทางการวัดความสามารถในด้านนี้ ว่าทาง IMD พิจารณาในด้านใดบ้าง

ความสามารถทางการแข่งขันในด้านโครงสร้างพื้นฐานนั้น IMD พิจารณาใน 4 ด้านใหญ่ ๆ คือ

  • ความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Basic Infrastructure)

ซึ่งพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน สาธารณูปโภคพื้นฐานของไทย  โดยปี 2552 ประเทศไทยถูกจัดไว้ที่อันดับที่ 29 ซึ่งคงที่เท่ากับปี 2551 และถูกปรับขึ้นจากปี 2550   จะเห็นได้ว่าความสามารถด้านนี้ยังเป็นบวก

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure)

ซึ่งพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เครือข่ายการสื่อสาร การโทรคมนาคม และโทรศัพท์ของไทย ปี 2552 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 36  โดยในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา อันดับของไทยถูกปรับลดลงจากปี 2548 ไปอยู่อันดับต่ำสุดที่ 48 ในปี 2550 และขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

  • โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Infrastructure)

ซึ่งพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย งานพัฒนา งานสิทธิบัตร ด้านวิทยาศาสตร์ของไทย  ในด้านนี้ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อันดับไทยมีการปรับขึ้นลงสลับกันในลักษณะฟันปลา โดยในปี 2552 ไทยถูกปรับอันดับลดลงมาอยู่ที่อันดับที่ 40 จาก 52 ประเทศ

  • สุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment)

ซึ่งพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสาธารณสุข คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และมลภาวะของไทย  สำหรับในด้านนี้ ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ไทยถูกปรับอันดับลดลงมาอย่างต่อเนื่องจากปี 2548 โดยปี 2550 ไทยตกไปอยู่ที่อันดับ 48 และกระตื้อขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 47 ในปี 2551 แล้วกลับลงต่ำไปอยู่ในอันดับที่ 50 จาก 52 ประเทศ ในปี 2552

  • การศึกษา (Education)

ซึ่งพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในทุกระดับตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา การถ่ายทอดความรู้ คุณภาพและทักษะต่าง ๆ ของไทย  ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา อันดับมีการปรับขึ้นลงสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับด้าน สุขภาพและสิ่งแวดล้อม นั่นคือจากปี 2548 ไทยตกไปอยู่ที่อันดับ 46 ในปี 2550 และขึ้นไปอันดับที่ 43 ในปี 2551 แล้วกลับลงต่ำไปอยู่อันดับที่ 47 จาก 52 ประเทศในปี 2552

มาถึงตรงนี้คงพอจะทราบข้อมูลแล้วว่า การที่เราจะพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืนนั้น ควรเริ่มตรงที่จุดไหน และด้านใด
ที่มา : http://www.imd.ch/wcc (IMD : International Institute for Management Development)