“Plagiarism” เขียนรายงานวิจัยให้ระวัง กลายเป็น “โจรกรรมวิชาการ” ไม่รู้ตัว

ในวงการวิทยาศาสตร์นั้น จำเป็นต้องมีการเขียนรายงานทางวิชาการ ซึ่งจะเป็นทั้งหลักฐานและการต่อยอดความรู้อันไม่รู้จบ แต่นอกจากการจงใจแล้ว หลายครั้งที่ความอ่อนด้อยทางภาษา ทำให้หลายคน “โจรกรรมวิชาการ” คนอื่นโดยไม่รู้ตัว

       ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและอาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวไว้ในการบรรยายเรื่อง “โจรกรรมทางวิชาการ” ภายในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-21 มี.ค.52 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้เข้าฟังด้วยว่

       ศ.นพ.ยง อธิบายว่า โจรกรรมทางวิชาการ หรือ Plagiarism นั้น คือการคัดลอกหรือขโมยผลงานคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แต่ทั้งนี้แปลว่า “โจรกรรม” อาจจะไม่ตรงตามความหมายที่แท้จริงเท่าใดนัก และไม่มีภาษาไทยที่ตรงกับคำนี้ ซึ่งโดยส่วนตัว ศ.นพ.ยงเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ยุคก่อนๆ เช่น หลุยส์ ปาสเตอร์คงไม่รู้จักคำนี้ เพราะไม่ทำพฤติกรรมนี้ การเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในสายเลือด มิได้หวังผลประโยชน์ตอบแทน แต่สมัยนี้มีการขโมยหรือเอาผลงานคนอื่นมา ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

       “แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ผิดจริยธรรม การลอกทั้งหมดหรือบางส่วนก็ผิดทั้งนั้น การคัดลอกตัวเองก็ไม่สมควร การคัดลอกตัวเองคือนำผลงานที่ตีพิมพ์แล้ว ส่งตีพิมพ์ในอีกวารสาร หรือส่งตีพิมพ์พร้อมๆ กันหลายวารสาร ด้วยผลงานเดียวกัน ซึ่งแม้จะเป็นวารสารต่างภาษาก็ทำไม่ได้ ผิดจริยธรรมทั้งนั้น แต่ถ้าส่งผลแล้วถูกปฏิเสธ สามารถแก้ไขตามคำแนะนำ แล้วค่อยส่งไปอีกฉบับหนึ่งสามารถทำได้” ศ.นพ.ยงกล่าว

       ทั้งนี้ มีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย เซาธ์เวสต์ เท็กซัส (Southwest Texas University) สหรัฐฯ ได้พัฒนาโปรแกรมตรวจสอบงานวิจัยในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีงานวิจัยที่มีความคลับคล้ายคลับคลา กับงานวิจัยของคนอื่นอยู่จำนวนมาก และยังพบด้วยว่ามีงานวิจัยที่เข้าข่ายต้องสงสัยว่า จะเป็นการโจรกรรมผลงานคนอื่นหรือผลงตัวเอง ส่วนมากมักเป็นรายงานการวิจัยจากประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก

 

Continue reading ““Plagiarism” เขียนรายงานวิจัยให้ระวัง กลายเป็น “โจรกรรมวิชาการ” ไม่รู้ตัว”

“Chrome” น้องใหม่บราวเซอร์จากค่าย Google

            เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสวางงานเพื่ออกไปร่วมสัมมนาในหัวข้อแนวโน้มและทิศทางของการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารซึ่งแนวโน้มในอันดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นSoftware as a service(SaaS), Service Oriented Architecture(SOA) หรือ กระแส OpenSource ซึ่งยังคงมาแรงในปัจจุบันโดยเฉพาะในหน่วยราชการหลายแห่งที่ได้เริ่มนำมาใช้กันบ้างแล้ว จะเป็นเรื่อง Software ในฐานะผู้ใช้งานเทคโนโลยีคนหนึ่งเห็นว่า ไม่ว่าแนวโน้มของ IT จะไปในทิศทางใด  แนวโน้มของ IT ในเอเชียในปัจจุบันกระแสตื่นตัว Open Source ทำให้เกิดทางเลือกและนวัตกรรมใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค   ทำให้นึกถึงโปรแกรมน้องใหม่จากค่าย Google ที่เปิดตัวไปเมื่อราวๆ กลางปี 2551 ที่รู้จักกันในนาม Chrome ซึ่งเป็นโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของนักคอมพิวเตอร์อย่างเราๆ คือ ต้องโหลดข้อมูลเร็ว ต้องปลอดภัย ใช้งานง่าย เป็นต้น

  

Chrome เป็นเว็บบราวเซอร์ซึ่งแตกต่างจากบราวเซอร์ทั่วไป เว็บบราวเซอร์ทั่วไปทำงานแบบซิงเกิลเทรด คือ ทำงานที่ละอย่าง เช่น ถ้าเว็บที่เราเลือกอยู่มีการเรียกใช้จาวาสคริปต์ มันจะทำงานตามสคริปต์จนกว่าจะทำงานจบ ในขณะนั้นเว็บบราวเซอร์จะหยุดทำงาน และถ้าจาวาสคริปต์แฮงค์ เว็บบราวเซอร์จะถูกล็อก พูดง่ายๆ ก็คือ เว็บบราวเซอร์แฮงค์ไปด้วย ในขณะที่ Chrome ทำงานแบบมัลติโปรเซส คือ สามารถทำงานหลายงานพร้อมกัน แต่ละโปรเซสมีหน่วยความจำและชุดโครงสร้างข้อมูลในตัวเอง การทำงานก็จะทำงานแยกจากกัน ในขณะที่จาวาสคริปต์ทำงาน บราวเซอร์ก็ยังทำงานอื่นๆ ได้ เมื่อจาวาสคริปต์แฮงค์ บราวเซอร์จะยังคงทำงานอื่นๆ ต่อไปได้

บราวเซอร์รุ่นเก่าๆ มีโปรเซสเดียวและมีพื้นที่หน่วยความจำเพียงหน่วยเดียวสำหรับโหลดเว็บ เมื่อเราเปิดเว็บหลายๆ เว็บ จะมีการแชร์หน่วยความจำ เมื่อปิดเว็บก็จะได้หน่วยความจำกลับคืนมา เมื่อเปิดเว็บใหม่ก็จะมีการใช้หน่วยความจำที่ถูกใช้ไปก่อนหน้านี้ เมื่อใช้นานๆ เข้าจะมีปัญหาคือปิดเว็บไปแล้วแต่ไม่คืนหน่วยความจำหรือคืนหน่วยความจำไม่หมด เมื่อบราวเซอร์เรียกเว็บเพจใหม่ซึ่งต้องนำหน่วยความจำเก่ามาใช้ ปัญหาที่ตามมาคือหน่วยความจำไม่พอ การโหลดหน้าเว็บจะช้าลง ในขณะที่ Chrome ทำงานหลายโปรเซส แต่ละโปรเซสมีหนึ่งหน่วยความจำดังนั้นเมื่อมีการเปิดเว็บเพจ ก็จะเป็นการเริ่มโปรเซสใหม่และจะถือว่าโปรเซสจบเมื่อปิดเว็บเพจ จะคืนหน่วยความจำทั้งหมด

Chrome เป็นเว็บบราวเซอร์ที่มี Task Manager สามารถดูได้ว่าแต่ละเว็บที่เราเปิดอยู่นั้น เว็บใดใช้หน่วยความจำหรือโหลดข้อมูลมากน้อยเท่าใด ซึ่งมีรูปแบบคล้ายการทำงานของ Task Manager ใน Operating System ทำให้ Chrome เป็นเว็บบราวเซอร์ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากความสามารถที่กล่าวไปแล้วนั้น Interface ของ Chrome ยังดูเรียบง่ายสบายตาด้วยสีโทนฟ้าอ่อน สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับเว็บบราวเซอร์จากค่ายไมโครซอฟต์ถ้าคิดจะเปลี่ยนใจมาใช้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะ Chrome ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน หากต้องการทดลองใช้สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่ http://www.google.com/chrome