ค่ายวิจัยสำหรับผู้สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะจัดค่ายวิจัย (Research Camp) ครั้งที่ 6 ในวันที่ 6 มีนาคม 2552 ระหว่างเวลา 17.30 – 21.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สนใจศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ หลักสูตรวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ โทร. 0 2218 5897 หรือ E-mail : itphd@acc.chul.ac.th หรือ เว็บไซต์ : http://it.acc.chula.ac.th

ข่าวภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 และทั้งปี 2551 และแนวโน้มปี 2552

เอกสารการแถลงข่าวเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 และทั้งปี และแนวโน้มปี 2552

1. การประมวลผลสถิติผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาส 4/2551 [ภาษาไทย] [ภาษาอังกฤษ]

2. Economic Outlook : ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ทั้งปี 2551 และแนวโน้ม ปี 2552 [ภาษาไทย] [ภาษาอังกฤษ]

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เว็บไซต์ : www.nesdb.go.th

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552

ลิงกับลา

เรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องเล่าที่ให้ข้อคิดในเชิงการบริหารบุคคลในองค์กรที่น่าสนใจครับ�
———————————————————— 

       หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย

      ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ

      สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง…

Continue reading “ลิงกับลา”

วศ.เปิดหลักสูตรฝึกอบรมทางด้านจุลชีววิทยา

สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) เปิดรับสมัครเข้ารับการฝึกอบรมทางด้านจุลชีววิทยาหลายหลักสูตรดังนี้

ติดต่อเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณวงศ์ทิพา โรจนประภพ
กรมวิทยาศาสตร์บริการ
โทร. (66)2 201 7436-7
โทรสาร (66)2 201 7437

โรคที่ควรระวังสำหรับคนเล่นคอมพิวเตอร์ประจำ

คนที่เล่นคอมพิวเตอร์เป็นประจำมักจะเกิดโรค CTS หรือ โรค Carpal Tunnel Syndrome ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเกิดจากการที่เพิ่มหนาขึ้นของพังผืดบริเวณช่องเส้นเอ็นตรงข้อมือ (ปกติตรงข้อมือของคนเราจะมีเส้นเอ็นข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงเส้นประสาทที่วิ่งผ่าน) เนื่องจากการใช้เมาส์โดยใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน  หรือการกดคีย์บอร์ด 

โรค CTS หรือ โรค Carpal Tunnel Syndrome

เกิดจากการที่เส้นประสาทที่วิ่งผ่านท่อนแขนจากข้อศอกไปยังข้อมือได้รับแรงกดซ้ำ ๆ หรือ เกิดจากการเพิ่มหนาขึ้นของพังผืดที่บริเวณอุโมงค์ข้อมือกดทับเส้นประสาทมีเดียน (Median Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณแขนและมือ และเป็นเส้นประสาทที่รับความรู้สึกบริเวณฝ่ามือ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง  เส้นประสาทนี้จะเดินทางตั้งแต่บริเวณต้นคอจนถึงปลายนิ้วมือ

ลักษณะผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค

  1. ผู้ที่ใช้ข้อมือทำงานในท่าเดิมๆ 
  2. ผู้ที่ต้องใช้มือหรือข้อมือมากๆในชีวิตประจำวัน
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อปลายประสาท เช่น โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ
  4. หญิงตั้งครรภ์ระยะใกล้คลอด
  5. ผู้ที่ใช้มือและข้อมือติดต่อกันเป็นเวลานานๆ แม้จะเป็นงานเบาๆ
  6. ผู้ที่ใช้ข้อมือกระดกขึ้นลงบ่อยๆ หรือทำงานที่มีการสั่นสะเทือนของมือและแขนอยู่เป็นเวลานาน 

อาการของโรค CTS

  • ชาหรือปวดบริเวณมือ ในบางรายอาจมีอาการได้ทั้งฝ่ามือ มักมีอาการชัดในมือข้างที่ถนัด บางรายอาจเป็นทั้ง 2 ข้าง ส่วนมากมักเป็นเวลากลางคืน หลังจากนอนหลับบางครั้งอาจตื่นขึ้นมาจากอาการปวด แต่เมื่อสะบัดมือแล้วอาการจะดีขึ้นชั่วคราว
  • ถ้าเส้นประสาทถูกกดทับมากขึ้น จะทำให้อาการอ่อนแรงของมือ หยิบจับของลำบาก หรือถือของหล่นบ่อยๆ และทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือลีบลง
  • จะพบได้บ่อยสำหรับเพศหญิง มากว่าเพศชาย
  • อายุที่พบบ่อย ประมาณ 35-40 ปี
  • มักพบในผู้ที่มีข้อมือค่อนข้างกลม

การรักษา

  1. หลีกเลี่ยงการกระดกข้อมือขึ้นลงในกิจวัตรประจำวัน โดยการเปลี่ยนมาใช้ข้อศอกหรือข้อไหล่ในการทำกิจกรรม เพื่อลดอาการอักเสบบริเวณข้อมือ
  2. การทำกายภาพบำบัด การบริหารมือ ซึ่งจะได้ผลดีในผู้ที่เริ่มต้นมีอาการไม่มาก
  3. การใส่เครื่องช่วยพยุงมือในเวลากลางคืน   จะช่วยจัดท่าของข้อมือให้อยู่ในท่าที่ดีที่สุดเวลานอน เพื่อช่วยลดอาการปวดและเป็นการเตือนผู้ป่วยไม่ให้กระดกข้อมือมากเกินไป
  4. แบบให้ยา ถ้าเพิ่งเริ่มเป็นอาจจะกินยาแก้ปวดแล้วก็พักข้อมือหยุดการเคลื่อนไหวอาการก็อาจทุเลาและหายไปได้เองโดยตรง
  5. การผ่าตัด  พิจารณาในผู้ที่มีอาการค่อนข้างมากได้ผลดี  หลังผ่าตัดแล้วผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เลยและหลังจากที่แผลหายดีแล้ว    ควรจะมีการฝึกการบริหารมือและข้อมือ   เพื่อให้เส้นเอ็น     และเส้นประสาทของมือเคลื่อนไหวได้สะดวก   ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการเจ็บบริเวณแผลผ่าตัด  ซึ่งอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการทำกายภาพบำบัด เช่น การนวดหรือลูบเบาๆ บริเวณแผล การใช้ความร้อน  ความเย็น

ที่มาข้อมูล

โรงพยาบาลลาดพร้าว แพทย์เฉพาะทางเวศศาสตร์ฟื้นฟู

จับฉ่ายดอทคอม

กระทรวงสาธารณสุขเตือนภัยคนไทยที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ

กระทรวงสาธารณสุขได้เตือนถึงปัญหาสุขภาพที่จะเกิดกับคนไทยที่ใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ เนื่องจากปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้น การที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์และทำงานที่นั่งอยู่กับที่เช่นนี้ ส่งผลให้คนไทยออกกำลังกายน้อยลง  จนเกิดปัญหาโรคอ้วน สำหรับในเด็กนั้น นอกจากขาดการออกกำลังกายจนเกิดปัญหาโรคอ้วนแล้ว การเล่นคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยังส่งผลให้ขาดทักษะในการเข้าสังคมอีกด้วย
นอกจากนี้ปัญหาที่พบบ่อย ๆ เมื่อต้องนั่งปฏิบัติงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ก็คือ ปัญหาความล้าของสายตา ซึ่งเกิดจากการมองทั้งจอภาพ แป้นพิมพ์ และเอกสารสลับกันไปมา รวมทั้งระยะความห่างที่แตกต่างกันในการมองเห็น ทำให้สายตาต้องปรับโฟกัสตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดความล้าของสายตา นอกจากนี้การใช้สายตาเพ่งนาน ๆ ยังอาจทำให้ตาแห้งและเกิดระคายเคืองตาได้ อีกทั้งยังจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคต้อหิน
ปัจจุบันมีปัญหาทางสุขภาพใหม่ ๆ ที่สามารถเกิดกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์นาน ๆ ได้อีก ดังนี้
  • อาการ Cumulative Trauma Disorders (ความผิดปกติจากอุบัติภัยสะสม) เป็นอาการสึกหรอสะสมของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ เส้นประสาทรับรู้ กระดูก และข้อต่อ อันเป็นผลที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บ ปวด เหน็บชา รู้สึกร้อนวูบวาบ เคลื่อนไหวได้จำกัด หรือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
  • โรค Hurry Sickness (โรคทนรอไม่ได้)  มักจะเกิดกับผู้ที่เล่นอินเทอร์เน็ต โดยจะมีอาการเป็นคนขี้เบื่อ หงุดหงิดง่าย ใจร้อน เครียดง่าย ทนรอเครื่องดาวน์โหลดนาน ๆ ไม่ได้ กระวนกระวาย หากมีอาการมาก ๆ ก็จะเข้าข่ายโรคประสาทได้
  • โรคภูมิแพ้ เกิดจากการแพ้สารที่ชื่อว่า Triphenyl  Phosphate ซึ่งมีการใช้สารนี้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในจอวีดีโอ และจอคอมพิวเตอร์ โดยพบว่าเมื่อจอคอมพิวเตอร์ร้อนขึ้นจะเกิดการปล่อยสารเคมีดังกล่าวออกมา ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เช่น คัน คัดจมูก และปวดศีรษะ นอกจากนี้หากสภาพภายในห้องทำงานมีเนื้อที่จำกัด อากาศไม่มีการไหลเวียนที่ดีเครื่องคอมพิวเตอร์ก็อาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

การป้องกัน

  • ติดแผ่นกรองแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ วิธีนี้สามารถลดระดับปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาจากจอภาพลงได้บ้าง แต่ไม่สามารถลดลงได้ทั้งหมด วิธีนี้ทำให้ผู้ใช้งานเกิดความสบายใจ คลายความกังวลลงได้บ้าง นอกจากนี้ยังช่วยลดแสงจ้า แสงสะท้อนเข้าสู่ตา และไฟฟ้าสถิตย์ได้ระดับหนึ่ง ทำให้ดวงตามีอาการล้าลดลง
  • ควรพักสายตาประมาณ 10 นาทีต่อชั่วโมง หรือพักทุก 15 นาที ต่อ 2 ชั่วโมง เช่น หลับตา มองไปไกลๆ มองวิวธรรมชาติ พวกใบไม้ ดอกไม้ หรือเปลี่ยนอิริยาบทโดยการเดิน การแข่วงแขนไปมาประมาณ 5-10 นาที หรือดูสิ่งพิมพ์ตัวโตๆ โดยควรทำงานกับจอภาพไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง

ข้อมูลที่มา       

  • นิตยสาร Health Today
  • โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อำนวยการกองเวชศาสตร์ฟื้นฟู
  • การจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

สำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์กันดีมัย ?

การสำรวจข้อมูลและไฟล์ระบบเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่ควรทำหลังจากที่คุณได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปสักระยะ เพราะมันจะไม่ทำให้คุณต้องมานั่งคอตกในยามที่วินโดวส์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจเข้าไปเอาข้อมูลคืนได้!!!

ปัญหาระบบวินโดวส์ล่มข้อมูลสูญหาย ไวรัสกล้ำกรายเป็นสิ่งที่เราพบเห็นกันจนชินตา ในปัจจุบันซึ่งผู้ใช้บางคนที่ไม่ทราบวิธีแก้ปัญหาก็ได้แต่ยกเครื่อง ไปที่ร้านซ่อมคอมพ์ และเสีย 300 บาท เพื่อรักษาทุกอาการ! โดยวิธีการปัญหาของร้านพวกนี้ก็คือ หากเข้าไปเอาข้อมูลที่คุณต้องการไม่ได้พวกเขาก็มักจะบอกคุณว่า “ต้องลงวินโดวส์ใหม่” จากนั้นก็จัดการโคลนนิ่งวินโดวส์พร้อมโปรแกรมต่าง ๆ จากฮาร์ดดิสก์ตัวหลักที่ใช้ประจำ ไปยังฮาร์ดดิสก์ของคุณ ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ก็ได้วินโดวส์พร้อมโปรแกรมคืนมา แต่ทว่าโปรแกรมประเภท Anti Virus หากโคลนนิ่งมาแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องอัพเดตแพตช์มันจะไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้เมื่อใช้ไปนานๆ พอมีไวรัสใหม่ๆ มาโปรแกรม Anti Virus จะไม่มีไฟล์แพตเทิร์นของไวรัสพวกนี้ ผลที่ตามมาก็คือคอมพิวเตอร์ของคุณจะไร้ซึ่งภูมิคุ้มกัน และหากติดไวรัสเข้าละก็ ปัญหาระบบวินโดวส์ล่ม ข้อมูลสูญหาย ก็คงจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

มาแบ็กอัพข้อมูลกันเถอะ
คุณพร้อมหรือยังสำหรับการแบ็กอัพ? เพราะความเสี่ยงที่ข้อมูลและไฟล์ระบบได้รับความเสียหายจะลดลงหากคุณเริ่มต้นแบ็กอัพตั้งแต่ตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องมองหาเครื่องมือหรือโปรแกรมภายนอกมาช่วยเลยก็ยังได้ เพราะวินโดวส์ได้เตรียมมาให้คุณแล้ว หากจะถามว่าการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? อย่างแรกเลยก็คือ คุณสามารถเรียกข้อมูลกลับคืนมาได้ทุกเวลาที่ต้องการ และอย่างที่สองนั้นหากวินโดวส์เกิดล่มขึ้นมาจริง ๆ คุณก็มีวิธีรับมือกับมันด้วยตัวเอง นอกจากนั้นหากคุณมั่นแบ็กอัพข้อมูลอยู่เป็นประจำแล้วละก็ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าคุณได้เตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว…

ก่อนอื่นเราไปดูกันว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุณใช้นั้น มีเครื่องมือหรือยูทิลิตี้อะไรบ้างสำหรับการแบ็กอัพข้อมูลและเรียกาคืนกลับมา เมื่อต้องการซ่อมแซม (บทความตอนนี้จะอ้างอิงถึงผู้ใช้ Windows XP เป็นหลัก)

System Restore
หนึ่งในโปรแกรมแบ็กอัพและรียกข้อมูลกลับคืน ที่หลายคนมักจะไม่ค่อยใช้งานนั้น ด้วยเหตุผลเดียวที่ว่า “ไม่รู้จะใช้ทำอะไร” เพราะไม่ทราบวิธีการใช้งานนั่นเอง! ซึ่งอันที่จริงแล้วโปรแกรม System Restore ใช้งานง่ายกว่าที่คุณคิดซะอีก เพราะวินโดวส์จะสร้างจุดสำหรับแบ็กอัพเพื่อใช้ในการเรียกข้อมูลกลับคืนให้เป็นระยะๆ อยู่แล้ว (อัตโนมัติ) ดังนั้น หากวินโดวส์มีปัญหาคุณก็สามารถใช้การ Restore ได้ทันที นอกจากนั้นหากคุณต้องการกำหนดจุดแบ็กอัพเองเพื่อเพิ่มความถี่ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องเรียนรู้เทคนิคอีกนิดหน่อย ซึ่งไม่ยากเกินไปสำหรับคุณแน่นอน

Backup Utility
สำหรับโปรแกรมตัวที่สองนี้ ค่อนข้างมีสมรรถนะการทำงานที่สูงพอตัว เพราะไมโครซอฟท์ได้เลือกใช้ซอฟต์แวร์ของ VERITAS ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านซอฟต์แวร์โซลูชันและดาต้าเบส Backup Utility ช่วยให้ผู้ใช้ที่ต้องการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบสามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะมีโหมดการทำงานอย่าง Wizard ที่เพียงแคคลิ้กเมาส์ตามก็ได้เช่นกัน ซึ่งโปรแกรมก็ได้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มาให้เพียบ รับรองว่าลองใช้ดูแล้วจะรู้ว่าดีจริง!
คุณสามารถใช้โปรแกรม Backup Utility โดยไปที่ Start->All Programs -> Accessories -> System Tools ->Backup

แบ็กอัพข้อมูลด้วยอุปกรณ์ฮาร์แวร์
สำหรับการแบ็กอัพข้อมูลโดยใช้อุปกรณ์นั้น แน่นอนว่าย่อมลดความ เสี่ยงจากการที่ข้อมูลอาจสูญหายได้อีกขั้น นั่นก็เพราะคุณได้สำรองข้อมูลเอาไว้มากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียวอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแบ็กอัพข้อมูลในปัจจุบันก็ได้แก่ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอกผ่านพอร์ต USB เทปแบ็กอัพ ที่มักจะใช้กับการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ ซิปไดรฟ์ (Zip Drive) เครื่องบันทึก DVD/CD นอกจากนั้นยังมีการใช้แฟลชเมโมรี่ความจุสูง รวมทั้งไมโครไดรฟ์ที่ใช้กับอุปกรณ์โมบายมาแบ็กอัพข้อมูลด้วยเช่นกันซึ่งทำให้ข้อมูลสำคัญๆ ของคุณยังคงถูกรักษาเอาไว้ แม้ฮาร์ดดิสก์หลักของระบบจะได้รับความเสียหายก็ตาม ดังนั้น หากคุณมีงบเหลือพอที่จะซื้ออุปกรณ์แบ็กอัพข้อมูลสักชิ้นก็จะดีไม่น้อย!