Archive for January 29th, 2009

พิจารณาคัดเลือกจากหนังสือวิทยาศาสตร์กว่า 700 เล่ม ที่เขียนขึ้นโดยคนไทย และพิมพ์ขึ้นในระหว่างปี 2537-2548 จนเหลือเพียง 100 เล่ม แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บันเทิงคดี 30 เล่ม และ สารคดีและความรู้ทั่วไป 70 เล่ม ซึ่งคัดเลือกโดยพิจารณาจากหนังสือที่มีเนื้อหาวิทยาศาสตร์โดยตรง, มุ่งส่งเสริมวิทยาศาสตร์ หรือแสดงภูมิปัญญาเชิงวิทยาศาสตร์ของผู้เขียน ยกเว้นหนังสือแปล หนังสือคู่มือ ตำราเรียน และแบบเรียน

ประเภทบันเทิงคดี จำนวน 30 เล่ม ได้แก่

       1. กาลเวลา โดย จุฑารัตน์
       2. ใครทำร้ายโลก โดย อัมพร คมลักษณ์ (บรรณาธิการ)
       3. จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย โดย วินทร์ เลียววาริณ
       4. จักรวาลอนันต์ การเดินทางไม่สิ้นสุด โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก
       5. จินตนาการอนาคต โดย ฉัตรเฉลิม ตันติสุข
       6. แจ็ค ณ ขอบฟ้า โดย เชษฐา สุวรรณสา
       7. ชิทแตก! โดย ปราบดา หยุ่น
       8. ชีวิตแลกไฟฟ้า โดย อัมพร คมลักษณ์ (บรรณาธิการ)
       9. เด็กชายลิ้นชัก โดย วันทนีย์ วิบูลกีรติ
       10. ใต้ดาวมฤตยู โดย เสนีย์ เสาวพงศ์
       11. ปราสาทรัตติกาล โดย แม่บรรเทา
       12. ปลายทางที่ ∞ โดย พิพัฒน์ พสุธารชาติ
       13. โปรเจกต์ เอกซ์ โดย ชัยคุปต์
       14. ผู้พิชิต โดย อัมพร คงลักษณ์ (บรรณาธิการ)
       15. ผู้มาเยือน โดย กิ๊ตตี้
       16. พีระมิดทะเลเย็น โดย วิภาพ คัญทัพ
       17. มนุษย์พันธุ์ใหม่ โดย ติ๋ว
       18. เมืองไทยปี พ.ศ.2600 (Dare To Dream The Impossible) โดย โมน สวัสดิ์ศรี
       19. เร้นพลบ โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์
       20. เรือนเวลา โดย ชลนิล
       21. ฤดูดาว โดย พงศกร
       22. วันที่โลกไร้แมว โดย สุริยัน สุดศรีวงศ์
       23. สงคราม ความรัก และจักรวาล โดย จรัลพัฒน์
       24. สมการสุริยะ โดย วิธิต อุตสาหจิต (บรรณาธิการ)
       25. สายฝนกลางพายุที่แล้งร้อน โดย นิรันศักดิ์ บุญจันทร์
       26. หัวใจใยสังเคราะห์ โดย เพ็ญศิริ
       27. หิมพานต์นิรมิต โดย สิริกาญจน์
       28. อมตะ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล
       29. อิสระนอกกรอบ โดย สมภพ นิลกำแหง
       30. โอบกอดความรักมาจากฟ้า โดย หอมไกล

ประเภทสารคดีและความรู้ทั่วไป จำนวน 70 เล่ม ได้แก่

       31. 2000 : สหัสวรรษรหัสอันตราย โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์
       32. การเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์สำหรับประชาชน โดย คณะวิทยากร นจวท.
       33. การจัดการความรู้ (ฉบับนักปฏิวัติ) โดย วิจารณ์ พานิช

Read the rest of this entry »

Comments 2 Comments »

เวลาที่เราเห็นคนที่มีความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู เรามักจะสงสัยว่าเขาเป็นโรคอะไร โดยเฉพาะในสมัยโบราณมีผู้เชื่อว่าคนที่เป็นโรคติดต่อชนิดนี้เป็นผู้ที่ประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขัดต่อข้อห้ามทางศาสนาหรือประเพณีต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิด ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันดีกว่า โรคนี้เรียกว่า โรคเรื้อน

โรคเรื้อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ ไมโคแบคทีเรีย เลแปร (Mycobacterium lepreae) ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ วัณโรค แต่อาการจะไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้ ตรงกันข้ามกลับมีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ จนในระยะหลังทำให้เกิดความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ซึ่งหากมารับการรักษาเสียแต่ในระยะเริ่มแรก ก็สามารถหายได้ง่าย และไม่ก่อเกิดความพิการดังกล่าว

อาการของโรค

เชื้อโรคเรื้อน ก่อให้เกิดอาการของโรคที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย การอักเสบของเส้นประสาทส่วนปลายจะทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมด้วยเส้นประสาทเส้นนั้นฝ่อลีบไป ทำให้มือเท้าหงิกและกุดได้ในระยะท้ายของโรค

โดยในระยะแรกของโรคมักจะมีผื่นจำนวนเล็กน้อย ผื่นมักจะมีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่น ไม่มีเหงื่อออก และขนร่วง บางรายมีผื่นเพียงแห่งเดียว หากได้รับการรักษาตั้งแต่ในระยะนี้ก็จะหายสนิท และไม่เกิดความพิการใด ๆ เหลืออยู่

แต่หากปล่อยทิ้งเนิ่งนานเป็นเดือน เป็นปี หรือหลาย ๆ ปี โรคจะลุกลามอย่างช้า ๆ มีผื่นจำนวนมากขึ้น ซึ่งระยะนี้ผื่นจะมีสีแดงก่ำ ผิวเป็นมัน ขนคิ้วร่วง จมูกยุบ ใบหูหนาและบิดรูป ซึ่งในระยะนี้แม้จะรักษาจนหายจากโรคแต่จะไม่สามารถแก้ไขความพิการดังกล่าวได้

การรักษา

รับประทานยาตามแบบแผนที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลกตามความรุนแรงของโรค โดยผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกที่มีอาการน้อย จะต้องรับประทานยานาน 6 เดือน ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการมาก จะต้องรับประทานยานาน 2 ปี

ซึ่งผู้ป่วยที่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะหายจากโรคและไม่แพร่เชื้อไปติดต่อกับผู้อื่น

เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และไม่มียาป้องกันการเกิดโรค ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเรื้อน จึงควรสำรวจผื่นผิวหนังตามร่างกาย หากมีผื่นที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเรื้อนในระยะเริ่มแรก ซึ่งมักมีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่น จะไม่มีเหงื่อออกและขนร่วง ให้รีบไปปรึกษาแพทย์

ดังนั้นหากไม่แน่ใจ เมื่อเกิดผื่นที่มีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจ ดีกว่าไปหาซื้อยามาทาเอง

ที่มา : สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 กทม. และ ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

Tags:

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology