Archive for January, 2009

พิจารณาคัดเลือกจากหนังสือวิทยาศาสตร์กว่า 700 เล่ม ที่เขียนขึ้นโดยคนไทย และพิมพ์ขึ้นในระหว่างปี 2537-2548 จนเหลือเพียง 100 เล่ม แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ บันเทิงคดี 30 เล่ม และ สารคดีและความรู้ทั่วไป 70 เล่ม ซึ่งคัดเลือกโดยพิจารณาจากหนังสือที่มีเนื้อหาวิทยาศาสตร์โดยตรง, มุ่งส่งเสริมวิทยาศาสตร์ หรือแสดงภูมิปัญญาเชิงวิทยาศาสตร์ของผู้เขียน ยกเว้นหนังสือแปล หนังสือคู่มือ ตำราเรียน และแบบเรียน

ประเภทบันเทิงคดี จำนวน 30 เล่ม ได้แก่

       1. กาลเวลา โดย จุฑารัตน์
       2. ใครทำร้ายโลก โดย อัมพร คมลักษณ์ (บรรณาธิการ)
       3. จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย โดย วินทร์ เลียววาริณ
       4. จักรวาลอนันต์ การเดินทางไม่สิ้นสุด โดย วรากิจ เพชรน้ำเอก
       5. จินตนาการอนาคต โดย ฉัตรเฉลิม ตันติสุข
       6. แจ็ค ณ ขอบฟ้า โดย เชษฐา สุวรรณสา
       7. ชิทแตก! โดย ปราบดา หยุ่น
       8. ชีวิตแลกไฟฟ้า โดย อัมพร คมลักษณ์ (บรรณาธิการ)
       9. เด็กชายลิ้นชัก โดย วันทนีย์ วิบูลกีรติ
       10. ใต้ดาวมฤตยู โดย เสนีย์ เสาวพงศ์
       11. ปราสาทรัตติกาล โดย แม่บรรเทา
       12. ปลายทางที่ ∞ โดย พิพัฒน์ พสุธารชาติ
       13. โปรเจกต์ เอกซ์ โดย ชัยคุปต์
       14. ผู้พิชิต โดย อัมพร คงลักษณ์ (บรรณาธิการ)
       15. ผู้มาเยือน โดย กิ๊ตตี้
       16. พีระมิดทะเลเย็น โดย วิภาพ คัญทัพ
       17. มนุษย์พันธุ์ใหม่ โดย ติ๋ว
       18. เมืองไทยปี พ.ศ.2600 (Dare To Dream The Impossible) โดย โมน สวัสดิ์ศรี
       19. เร้นพลบ โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์
       20. เรือนเวลา โดย ชลนิล
       21. ฤดูดาว โดย พงศกร
       22. วันที่โลกไร้แมว โดย สุริยัน สุดศรีวงศ์
       23. สงคราม ความรัก และจักรวาล โดย จรัลพัฒน์
       24. สมการสุริยะ โดย วิธิต อุตสาหจิต (บรรณาธิการ)
       25. สายฝนกลางพายุที่แล้งร้อน โดย นิรันศักดิ์ บุญจันทร์
       26. หัวใจใยสังเคราะห์ โดย เพ็ญศิริ
       27. หิมพานต์นิรมิต โดย สิริกาญจน์
       28. อมตะ โดย วิมล ไทรนิ่มนวล
       29. อิสระนอกกรอบ โดย สมภพ นิลกำแหง
       30. โอบกอดความรักมาจากฟ้า โดย หอมไกล

ประเภทสารคดีและความรู้ทั่วไป จำนวน 70 เล่ม ได้แก่

       31. 2000 : สหัสวรรษรหัสอันตราย โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์
       32. การเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์สำหรับประชาชน โดย คณะวิทยากร นจวท.
       33. การจัดการความรู้ (ฉบับนักปฏิวัติ) โดย วิจารณ์ พานิช

Read the rest of this entry »

Comments 1 Comment »

เวลาที่เราเห็นคนที่มีความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู เรามักจะสงสัยว่าเขาเป็นโรคอะไร โดยเฉพาะในสมัยโบราณมีผู้เชื่อว่าคนที่เป็นโรคติดต่อชนิดนี้เป็นผู้ที่ประพฤติตนไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขัดต่อข้อห้ามทางศาสนาหรือประเพณีต่าง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วถือว่าเป็นความเชื่อที่ผิด ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันดีกว่า โรคนี้เรียกว่า โรคเรื้อน

โรคเรื้อน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชื่อ ไมโคแบคทีเรีย เลแปร (Mycobacterium lepreae) ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ วัณโรค แต่อาการจะไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้ ตรงกันข้ามกลับมีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ จนในระยะหลังทำให้เกิดความพิการที่มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ซึ่งหากมารับการรักษาเสียแต่ในระยะเริ่มแรก ก็สามารถหายได้ง่าย และไม่ก่อเกิดความพิการดังกล่าว

อาการของโรค

เชื้อโรคเรื้อน ก่อให้เกิดอาการของโรคที่ผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย การอักเสบของเส้นประสาทส่วนปลายจะทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมด้วยเส้นประสาทเส้นนั้นฝ่อลีบไป ทำให้มือเท้าหงิกและกุดได้ในระยะท้ายของโรค

โดยในระยะแรกของโรคมักจะมีผื่นจำนวนเล็กน้อย ผื่นมักจะมีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่น ไม่มีเหงื่อออก และขนร่วง บางรายมีผื่นเพียงแห่งเดียว หากได้รับการรักษาตั้งแต่ในระยะนี้ก็จะหายสนิท และไม่เกิดความพิการใด ๆ เหลืออยู่

แต่หากปล่อยทิ้งเนิ่งนานเป็นเดือน เป็นปี หรือหลาย ๆ ปี โรคจะลุกลามอย่างช้า ๆ มีผื่นจำนวนมากขึ้น ซึ่งระยะนี้ผื่นจะมีสีแดงก่ำ ผิวเป็นมัน ขนคิ้วร่วง จมูกยุบ ใบหูหนาและบิดรูป ซึ่งในระยะนี้แม้จะรักษาจนหายจากโรคแต่จะไม่สามารถแก้ไขความพิการดังกล่าวได้

การรักษา

รับประทานยาตามแบบแผนที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลกตามความรุนแรงของโรค โดยผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกที่มีอาการน้อย จะต้องรับประทานยานาน 6 เดือน ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการมาก จะต้องรับประทานยานาน 2 ปี

ซึ่งผู้ป่วยที่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ก็จะหายจากโรคและไม่แพร่เชื้อไปติดต่อกับผู้อื่น

เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และไม่มียาป้องกันการเกิดโรค ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเรื้อน จึงควรสำรวจผื่นผิวหนังตามร่างกาย หากมีผื่นที่สงสัยว่าจะเป็นโรคเรื้อนในระยะเริ่มแรก ซึ่งมักมีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ตรงตำแหน่งที่มีผื่น จะไม่มีเหงื่อออกและขนร่วง ให้รีบไปปรึกษาแพทย์

ดังนั้นหากไม่แน่ใจ เมื่อเกิดผื่นที่มีลักษณะเป็นวงด่างขาวจาง ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจ ดีกว่าไปหาซื้อยามาทาเอง

ที่มา : สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 กทม. และ ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

Tags:

Comments No Comments »

ยุคนี้ต้องมีตัวอักษรย่อนำหน้าคำต่างๆ ให้ได้ฉงนสงสัยกันเรื่อยมา ตั้งแต่ e- (electronic)  m- (mobile)  แล้วก็มาถึงยุคของ u- กันบ้าง

อันที่จริงอาจจะไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ซะทีเดียว แต่เหมือนการผสมระหว่าง e- และ m- เข้าด้วยกัน เอามาปั่นเทรวมในแก้ว แลัวตกแต่งเพิ่มเติมให้ดูดีทันสมัยเป็นที่นิยมในสังคมก็ว่าได้ ด้วยเทคโนโลยีที่วิ่งไวเหมือนติดจรวดเช่นทุกวันนี้ด้วยแล้ว ยิ่งเอื้ออำนวยให้ u-Learning ได้ออกมาแนะนำตัวแก่ผู้รักการเรียนรู้ให้ได้ทำความรู้จักกัน

หลายคนรู้จักและคุ้นเคยกับ e-Learning มาแล้วว่าเป็นการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านสื่ออิเล็กทรอกนิกส์ ซึ่งพัฒนารูปแบบต่อเนื่องมาจาก WBI (Web-based Instruction) โดยนำความสามารถของเทคโนโลยีด้านเครือข่ายมาใช้เพื่อการเรียนรู้ แต่ในช่วงแรกการเรียนแบบนี้จะเรียนกันในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่มีการเชื่อต่ออินเตอร์เน็ตภายในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย

ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาขึ้นอีกขั้น ก็ถึงยุคของ m- ได้ออกมาแนะนำตัวให้ใครต่อใครได้รู้จักกันในทางการศึกษาก็คือ m-Learning นั่นเอง เหตุที่คุณ m- ช่วยให้การเรียนรู้ของเรากว้างขึ้นได้นั้น ก็เพราะว่านอกจากการเรียนรู้ในห้องเรียนผ่านเครือข่ายแล้ว หากเพียงคุณสามารถนำอุปกรณ์เคลื่อนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ติดตัวคุณไปเพื่อศึกษาและค้นคว้าให้เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ เราก็เรียกว่า m-Learning แล้ว โดยมากเรามักมองว่า m- น่าจะหมายถึงการเรียนผ่านมือถือ ซึ่งก็คือโทรศัพท์มือถือ แต่แท้จริงแล้วในยุคของ m- อาจจะหมายรวมถึง โทรศัพท์มือถือ PDA  LAPTOP ที่ทำงานผ่านเครือข่ายแบบไร้สาย รถสอนหนังสือที่เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนที่ไปให้ความรู้ในที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งหนังสือที่เรานำติดตัวไปอ่านก็ยังถือว่าเป็น m-Learning ได้เช่นกัน เพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต….แล้วทำไมต้อง u-Learning

u ตัวนี้ก็คือ Ubiquitous ที่เคยกล่าวมาในบทความก่อนหน้านี้ นั่นก็คือ การมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ดังนั้น u-Learning คือการที่เราสามารถที่จะเรียนรู้ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยใช้เทคโนโลยีเครือข่ายทั้งแบบไร้สายและใช้สายในการเชื่อมต่อเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้นั่นเอง

Tags: , ,

Comments 1 Comment »

ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Thailand ICT Excellence Awards 2008 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2552 โดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมมือกับ SIPA, NECTEC, Software Park Thailand และ CITU ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสรรหาองค์กรและผู้บริหารที่สามารถนำระบบไอทีไปใช้พัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งไฮไลต์ของงานนอกจากเป็นการประกาศผลและมอบรางวัลแล้ว ยังมีการเสวนาและอภิปรายที่น่าสนใจดังพอสรุปเป็นประเด็นได้ดังนี้

การบริหารจัดการในภาวะวิกฤตในปัจจุบัน

  • วิกฤต มีทั้ง อันตราย และ โอกาส
  • ดังนั้นในภาวะวิกฤตจึงควรคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ
  • ควรหานวัตกรรมที่ไม่ใช้เงิน
  • ในโลกปัจจุบัน นวัตกรรมด้านสินค้าและการบริการที่ตอบสนองความต้องการตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เป็นสิ่งจำเป็น
  • บุคลากร ถือเป็น โอกาส ที่สำคัญขององค์กร
  • เราต้องกล้าที่จะเปลี่ยน โดยเฉพาะการเปลี่ยนตัวเอง
  • ทัศนคติ หรือ Mindset ของคนในองค์กรต้องเปลี่ยนไปสู่ทิศทางเดียวกัน
  • การสื่อสารต้องมีประสิทธิภาพ
  • การทำงานที่มีความตึงเครียดจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ

ไอทีกับวิกฤต

  • ไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการ
  • ไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการรวบรวมข้อมูลไปสู่ผู้ที่ต้องใช้
  • ในภาวะวิกฤตควรนำเครื่องมือที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การบริหารจัดการด้านไอที

  • จำเป็นต้องสำรวจความต้องการของผู้ใช้ ว่างานที่ทำอยู่มีความยากง่ายแค่ไหน มีการนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนหรือไม่ ที่นำมาสนับสนุนมีการใช้เต็มประสิทธิภาพหรือยัง สามารถนำเทคโนโลยีอื่น ๆ มาสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนได้อีกหรือไม่ อย่างไร

บทบาทซีอีโอ

  • เป็นผู้ผลักดัน กระตุ้น จุดประเด็น นวัตกรรมในองค์กร
  • เป็นผู้เชี่ยวชาญของการบริหารจัดการความเสี่ยง
  • เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้
  • เป็นผู้ที่เห็นและเข้าใจเทคโนโลยีชัดเจน
  • เป็นผู้ที่คิดใหม่ และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการ หรือ Business Process
  • เป็นผู้ที่เห็นโอกาสในการเปลี่ยนสารสนเทศเป็นนวัตกรรม
  • เป็นผู้ที่เข้าใจในประเด็นธุรกิจขององค์กร รู้ว่าองค์กรจะอยู่รอดด้วยอะไร เชื่อมโยงสิ่งที่ทำให้องค์กรอยู่รอดกับเครื่องมือที่เหมาะสม
  • เป็นผู้มีความสามารถในการบริหาร Multisourcing
  • เป็นผู้ที่ต้องรักษา บุคลากรที่เชี่ยวชาญ กับ องค์ความรู้ ขององค์กร
  • เป็นผู้ที่ต้องกระตุ้นให้บุคลากรมีใจที่จะทำตาม Vision ขององค์กร

ไอทีกับการเพิ่มความเร็ว

  • ไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้กับกระบวนการและการปฏิบัติงาน
  • ไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
  • แต่ความสำเร็จอยู่ที่ผู้ใช้เครื่องมือ
  • คนไอทีต้องมีความสามารถในการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น ภายในองค์กร ภายนอกองค์กร และเทคโนโลยี เป็นต้น และสามารถนำเทคโนโลยีมาตอบสนองอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
  • คนไอทีต้องรู้ Business Process ขององค์กร เพื่อสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ไอทีกับงานด้านการตลาด

  • การตลาดจะสำเร็จได้ต้องมีกลยุทธ์ มี Brand และมีบริการ
  • ไอทีเป็นเครื่องมือที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม และสังคม
  • ดังนั้นไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารถึง Branding และ Brand Value
  • ไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารและเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า
  • การสร้างเว็บไซต์จึงควรใช้ Template ที่สื่อถึง Brand ขององค์กร
  • ไอทีนำมาใช้ในการสนับสนุนงานด้านการตลาด ในส่วนของ CRM

CRM (Customer Reationship Management) หรือ การบริหารลูกค้าสัมพันธ์

  • ไอทีเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า จัดลำดับความสำคัญ แยกว่าใครเป็นลูกค้าที่มี ROI (Return of Investment) ที่สำคัญ เพื่อใช้ตัดสินว่าจะทำ CRM หรือ การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ อะไร แบบไหน และอย่างไร
  • แต่ CRM จะสำเร็จได้ ไม่ใช่เพราะไอที
  • การจะทำให้ CRM สำเร็จได้ขึ้นกับ 3 P คือ People, Process, Product
  • ปัจจัยที่ทำให้ CRM สำเร็จ คือ คน นั่นคือต้องมีบุคลากรที่มีจิตใจในการให้บริการที่ดี มีความหลงใหล ทุ่มเท และให้ใจกับองค์กร

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่า ณ ตอนนี้เป็นยุคของโลกข้อมูลข่าวสาร ยุคของเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วความสำเร็จในการบริหารจัดการองค์กรนั้น ยังคงอยู่ที่คนขององค์กร หากคนในองค์กรมีใจ มีความทุ่มเท มีความเสียสละ พร้อมที่จะเปลี่ยน พร้อมที่จะพัฒนา พร้อมที่จะเรียนรู้ เพื่อไปสู่เป้าหมายขององค์กร องค์กรนั้นก็จะสามารถอยู่รอดได้แม้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ และในทางกลับกัน องค์กร และผู้บริหารขององค์กร ก็ต้องตระหนักถึงสินทรัพย์ที่มีค่าขององค์กร นั่นคือ คน ต้องรู้วิธีที่จะรักษาสินทรัพย์นี้ โดยเฉพาะที่มีคุณภาพให้คงอยู่กับองค์กร

Tags: , , ,

Comments No Comments »

โดยปกติเมื่อคุณเสียบอุปกรณ์พวกยูเอสบี ธัมไดร์ฟ หรือแฟลชเมมโมรี่ เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมไวรัสที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ยูเอสบี ธัมไดร์ฟ และแฟลชเมมโมรี่ นั้น จะไม่สามารถทำให้ตัวเองทำงานได้ด้วยตัวของมันเอง 

สาเหตุที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราจะติดไวรัสที่มากับอุปกรณ์เหล่านั้น เกิดได้จาก 2 กรณีคือ

  1. มาจากความอัจฉริยะของระบบปฏิบัติการวินโดวน์ที่รองรับระบบปลักแอนด์เพลย์ (Plug and Play) นั่นคือระบบที่สามารถทำให้อุปกรณ์ทุกประเภทที่เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า Autorun ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมไวรัสจึงนำจุดอ่อนนี้มาใช้เป็นตัวเปิดโปรแกรมไวรัสให้ทำงาน ซึ่งไฟล์ที่ทำให้โปรแกรมทำงานโดยอัตโนมัติมีชื่อว่า Autorun.inf
  2. มาจากการที่ผู้ใช้ดับเบิลคลิกไปที่โฟลเดอร์ไวรัส โดยผู้พัฒนาไวรัสจะสั่งการให้โปรแกรมไวรัสทำการก๊อบปี้ตัวเองเป็นไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่มีชื่อเหมือนงานเดิมของเรา เพื่อหลอกเราให้ไปดับเบิลคลิกที่ไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่มีชื่อเหมือนงานนั้น ๆ  ซึ่งหากคลิกไปแล้วโปรแกรมไวรัสตัวร้ายก็จะมุ่งเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์ของเราเพื่อทำงานตามที่ถูกผู้พัฒนาไวรัสกำหนดไว้ทันที
Tags: ,

Comments No Comments »

ปกติเมื่อทำการเปิดเครื่อง เครื่องจะเรียกโปรแกรมที่ถูกระบุไว้ในรายการ Startup เพื่อทำการ run โปรแกรมนั้นอัตโนมัติ เช่น โปรแกรมจัดการไวรัส โปรแกรม MSN เป็นต้น ซึ่งหากมีการระบุให้เรียกโปรแกรมเปิดทำงานมาก หน่วยความจำ หรือ memory สำหรับการใช้งานของเครื่องก็จะถูกลดลงไปตามความต้องการในการใช้หน่วยความจำของโปรแกรมนั้น ๆ เช่น เดิมเครื่องมีหน่วยความจำ 2.5 GB ใช้ระบบปฏิบัติการ (OS:Operating System) เป็น Microsoft Windows VistaTM Business พร้อมทั้งระบุให้เปิดโปรแกรมจัดการไวรัส และ MSN  ดังนั้นเครื่องจะมีหน่วยความจำเหลือสำหรับใช้งานอื่นอีกประมาณ 62%  ดังนั้นหากไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมใดควรเอาโปรแกรมออกจากรายชื่อ

โดยมีขั้นตอนดังนี้

หากระบบปฏิบัติการของคุณเป็น Microsoft Windows XP ให้กดปุ่ม Start เลือก Run ที่ช่องให้พิมพ์ msconfig กด OK

แต่ถ้าหากระบบปฏิบัติการของคุณเป็น Microsoft Windows Vista ให้กดปุ่มโลโก้ (Start) ที่ช่องว่าง (Start Search) ให้พิมพ์ msconfig จากนั้นจะขึ้นหน้าต่างให้ ให้กด Continue

จากนั้นเลือก Tab ที่ชื่อ StartUp จะปรากฏรายชื่อ Item หรือโปรแกรมต่าง ๆ ให้คลิ๊กที่ช่องเพื่อให้เกิดเครื่องหมายถูกหน้า Item ที่คุณไม่ต้องการให้ทำงานตอน startup ออก เมื่อเสร็จเรียบร้อยกดปุ่ม OK

Tags: ,

Comments No Comments »

หลักการฟังขั้นพื้นฐาน
LADDER (บันได)
L คือ Look at the other person (มองคนพูด)
A คือ Ask questions (ตั้งคำถาม)
D คือ Don’t interrupt (อย่าขัดคอ)
D คือ Don’t change the subject (อย่าเปลี่ยนเรื่อง)
E คือ Express emotion with control (ควบคุมอารมณ์)
R คือ Responsively Listen (แสดงอาการสนใจ

Tags: , ,

Comments 2 Comments »

  • Team Learning ทีมเรียนรู้ (อุดมสามัคคี)
  • Share Vision มองและมีวิสัยทัศน์ร่วม
  • Mental Models เข้าใจกรอบความคิด
  • Personal Mastery เชี่ยวชาญและเป้นที่หนึ่งในหน้าที่การงาน
  • Systems Thinking คิดเป็นเชิงระบบ
Tags: , ,

Comments No Comments »

  • Sensitivity to changes in the external environment
    มีสำนึกและไวต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป
  • Agility & Flexibility in responding to change
    มีความเร็วและความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
  • Open honest communication
    มีการติดต่อสื่อสารแบบเปิดเผย ซื่อตรง
  • No fear ไม่มีความกลัว
  • Trust and respect for all members
    มีความไว้วางใจและเคารพในซึ่งกันและกันของสมาชิกในองค์กร
    ทั้งหมด
  • Alignment around shared vision & values
    วิสัยทัศน์ร่วมสอดคล้องกับค่านิยมขององค์กร
  • Commitment to achieving the vision regardless of the
    restrictions of job descriptions
    มีพันธะสัญญา มุ่งมั่นที่จะบรรลุวิสัยทัศน์ร่วมกัน โดยไม่คำนึงถึง
    เฉพาะหน้าที่หลักที่ต้องรับผิดชอบแต่เพียงอย่างเดียว
  • Understanding of the complexity of interrelationship in
    the systemic structure
    การเข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของความสัมพันธ์ในระบบโครงสร้าง
Tags: , ,

Comments No Comments »

Openness มีบรรยากาศที่เปิดกว้าง
Mutual Respect มีความเคารพซึ่งกันและกัน
Commitment มีคำมั่นสัญญา
Shared Vision มีวิสัยทัศน์ร่วม
Safe to Take Risk มีความรู้สึกปลอดภัยต่อความเสี่ยง
No Dictators ไม่มีผู้เผด็จการ
OK to Disagree สามารถมีความคิดเห็นที่ต่างไปได้
Being Listened To สามารถออกความคิดเห็นได้ พูดได้ และมีคนรับฟัง
Humble มีความอ่อนน้อมถ่อมตน

Tags: , ,

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology