Archive for the “จุดประกายคิด” Category

จุดประกายคิด แรงบันดาลใจ กระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม

ปฐมสุดา อินทุประภา

Pitch ในพจนานุกรมของ Cambridge มีหลายความหมาย แต่หากพูดถึงในด้านการนำเสนองานนั้น คำว่า Pitch จะหมายถึง a speech or act that attempts to persuade someone to buy or do something หรือแปลว่า การกระทำหรือคำพูดที่โน้มน้าวใจผู้ฟังให้ซื้อสินค้า บริการ หรือทำตามที่เราต้องการ ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม

ในปัจจุบันการนำเสนองานในลักษณะนี้ มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจ Startup  ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุน เหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ (entrepreneur)  จะต้องนำเสนอผลงานหรือไอเดียธุรกิจให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง  Pitch Presentation   นั้น ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีทักษะในการดึงดูดผู้ฟังให้สนใจงานของตนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ยังต้องมีการฝึกซ้อมการนำเสนอให้เกิดความชำนาญ เพื่อการนำเสนอที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ และสามารถลดความรู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าลง

Man Hosting A Show And Talking Into Microphone

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการนำเสนองานในรูปแบบนี้ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเลือกข้อมูลที่เหมาะสม เนื่องจากผู้นำเสนอมีข้อมูลจำนวนมากที่อยากจะนำเสนอ จึงอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำเสนอควรจะเน้นไปในเชิงใด ดังนั้นในบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยวางแผนในการเลือกข้อมูลที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

 การเริ่มต้นนำเสนอข้อมูลจากปัญหา

ผู้นำเสนอควรจะชี้แจงถึงความสำคัญของผลงานวิจัยหรือธุรกิจของตนเองว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์อะไรในสังคม โดยข้อมูลที่เลือกมานำเสนอนั้นจำเป็นจะต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ เพราะการเริ่มต้นที่น่าประทับใจ (hook) จะทำให้ผู้ฟังสนใจและติดตามฟังไปจนจบ

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์มีการทำงานอย่างไรinvestor1

ในส่วนนี้ผู้นำเสนอควรจะพูดถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจว่าเป็นอย่างไร มีการทำงานอย่างไร มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างไร วัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการดำเนินการธุรกิจเป็นอย่างไร มีการบริหารจัดการอย่างไร โดยอาจมีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซึ่งสามารถทำให้น่าสนได้โดยการร้อยเรียงเรียงราวในลักษณะการเล่าเรื่อง (story telling) หรืออาจยกตัวอย่างในสิ่งที่ใกล้ตัวผู้ฟัง เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

investor2กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์

ผู้นำเสนอจะต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่คาดหวังว่าจะมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจบริการ โดยอาจระบุไปอย่างละเอียดถึง เพศ อายุ อาชีพ ของกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว และหากเป็นไปได้ผู้นำเสนอควรจะมีการวิเคราะห์ส่วนแบ่งการทางการตลาดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน

การรับมือกับความเสี่ยง

การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนั้นผู้นำเสนอจึงควรนำเสนอแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแก่นักลงทุน ซึ่งอาจทำได้โดยการยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมโรงงานผลิต  หรือการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่างๆ ที่มีผลต่อการดำเนินการธุรกิจหรือการผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นในการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งหากผู้นำเสนอสามารถที่จะผูกเรื่องเป็นเรื่องราวให้น่าสนใจได้ และนำเสนอในลักษณะของการบอกเล่าเรื่อง ไม่ใช้ลักษณะของการบรรยาย ใช้โทนเสียงที่มีความสูงต่ำ ยิ้มแย้ม และมีการสบตาผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้นำเสนอสามารถดึงดูดผู้ฟังได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อม ดังคำกล่าวที่ว่า practice makes perfect

อ้างอิง

http://researchpark.illinois.edu/resources/how-make-pitch-presentation

http://mashable.com/2011/06/24/startup-pitch-presentation/#buOYzxpRskqf

http://www.forbes.com/sites/carminegallo/2013/07/31/5-must-have-presentation-tips-for-pitching-to-angel-investors/#17dfce173822

Tags: , , , , ,

Comments No Comments »

เตาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานฟรี จากค่ายเยาวชนสะแกราช

>>>>> โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง <<<<<

          “ไข่ต้มพลังงานแสงอาทิตย์ของเด็กๆ พร้อมทานแล้วค่ะ”

           ไม่น่าเชื่อว่า เพียงระยะเวลาแค่ 3 – 4 ชั่วโมง กับแสงแดดจ้าในฤดูร้อนกลางป่าดิบแล้งสะแกราช จะทำให้เยาวชนสมาชิกค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์ ของ วว. ได้รับประทานไข่ไก่ที่สุกทั่วถึงกัน

          เราได้ให้น้องๆ เยาวชนทำการทดลอง ประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เลียบแบบตามหลักการทำเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ของมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา ด้วยหลักการง่ายๆ อันได้แก่ การใช้พื้นผิวโลหะที่รองรับและสะสมพลังงานแสงอาทิตย์ และเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน ก่อนที่จะถ่ายเทไปสู่พื้นผิวภาชนะที่รองรับอาหารที่ต้องการปรุงให้สุก

image001image003

 

          ด้วยหลักการดังนี้ จะได้ เตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ภายในกล่องสี่เหลี่ยมมีผนัง 4 ด้าน และพื้น 1 ด้านที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่สามารถกักเก็บความร้อน ส่วนด้านบนของกล่องปิดด้วยกระจกใส เมื่อแสงแดดส่องผ่านกระจกเข้าไปในกล่อง จะถูกดูดซับไว้ด้วย แผ่นรองรับแสงสีดำและภาชนะใส่อาหารสีดำ พลังงานแสงที่ถูกดูดซับเอาไว้จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อนสะสมอยู่ภายในกล่อง

       น้องๆ เยาวชน แบ่งกลุ่มกันออกไปเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มช่วยกันสร้างเตาเลียนแบบเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ด้วยหลักการเดียวกัน จากวัสดุ อุปกรณ์ที่พอหาได้ ได้แก่ ลังกระดาษ A4 กระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์ ปกเอกสารแผ่นใส กระดาษโปสเตอร์สีดำ กรรไกร คัตเตอร์ แลกซิน ฯลฯ

         จากการสังเกตการณ์ของทีมงาน และพี่เลี้ยง พบว่าเยาวชนทุกคนตื่นเต้นมาก และร่วมมือร่วมใจช่วยกันประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นอย่างดี หลายกลุ่มทำได้เหนือความคาดหมายว่าเยาวชนชั้นประถมศึกษาตอนปลายจะสามารถทำได้ น้องๆ ใช้หลักการสังเกต พยายามประดิษฐ์เลียนแบบเตาต้นแบบให้ใกล้เคียงได้มากที่สุด มีการใช้หลักการดูดซับแสง-โดยใช้กระดาษสีดำ หลักการสะท้อนของแสง-ใช้อะลูมิ
เนียมฟอยล์ หลักการกักเก็บความร้อน-ใช้แผ่นใสปิดหน้ากล่อง จนทำให้หลายกลุ่มประสบความสำเร็จในการทำไข่ให้สุก

 

image008image004image006

 

          กิจกรรมนี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เยาวชนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่น้องๆ ได้ลงมือทำเอง ประดิษฐ์สิ่งของ และทำการทดลองเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ด้วยตัวเอง สร้างความรู้ (knowledge) ความภาคภูมิใจ (proudly) ให้กับเยาวชน และยังก่อให้เกิดความตระหนัก (awareness) ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งผลให้เยาวชนมีทัศนคติ (attitude) ที่ดีต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อโลกที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

Tags: ,

Comments No Comments »

การใช้ Mind Map กับการสร้างสรรค์งานศิลป์

ดุรงค์ฤทธิ์  สุดสงวน  กองจัดการความรู้  ศูนย์ความรู้

 

     คุณเคยบ้างไหม…ที่คิดอะไรแล้วไม่ได้ทำ เพียงแค่คิดจึงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลายเป็นเรื่องของความเพ้อฝัน แต่ถ้าสิ่งนั้นสำเร็จเป็นรูปธรรม (outcome) แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย ถ้ามันเกิดประโยชน์ นำไปใช้ได้ก็จะมีคุณค่ามาก จนบางเรื่องที่เป็นผลงาน… มีการตั้งคำถามว่า….”คิดได้อย่างไร”

     จากข้อสังเกตที่ผ่านมา การศึกษาของคนไทยส่วนใหญ่ มักเรียนรู้จากการท่องจำ แต่เราไม่ค่อยได้สอนวิธีคิด ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่จะต้องอาศัย การวิเคราะห์ และการแยกแยะ ให้รอบคอบ เพื่อจะได้ผลงานที่ออกมาตรงใจของคนทำที่สุด

     ผมใช้ Mind Map ในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอ Mind Map เป็นเครื่องมือบันทึกความจำที่ดี สามารถสรุปสิ่งต่างๆ ได้เพียงกระดาษแผ่นเดียว เขียนได้ง่าย จดจำได้ง่าย เหมือนกิ่งไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาตามจินตนาการของสมอง  Mind Map เป็นกระบวนการหรือเครื่องมือ (tool) ที่เราสามารถรวบรวมทุกสิ่งที่เราคิด จึงมีประโยชน์มากถ้าเราเข้าใจ และใช้มันให้คุ้มค่า อย่ากระนั้นเลย…เข้าเรื่องกันดีกว่า ในส่วนนี้ผมจะอธิบายวิธีใช้ Mind Map เพื่อสร้างสรรค์งานศิลป์

 

ขั้นตอนการทำ

  1. เก็บทุกสิ่งที่คิดได้ สรุปเป็นเนื้อหาสั้นๆ บันทึกลงในกระดาษ ด้วยเทคนิค Mind Map
  2. เลือกดูในสิ่งต่างๆ ที่เราบันทึก จับเอาบางส่วนที่สำคัญมาใส่ในงานที่เราต้องการทำ โดยการทำงานต้องมีโจทย์ที่ชัดเจน
  3. เมื่อได้โจทย์และรูปแบบต่างๆ ในการสร้างงานศิลป์เรียบร้อยแล้ว จึงทำการแยกแยะ และคัดกรองส่วนประกอบต่างๆ ที่จะมาใส่ในงาน โดยแปลงตัวหนังสือให้เป็นภาพ และวางองค์ประกอบ ในทุกส่วนให้เป็นแบบร่างคร่าวๆ ว่าจะจัดวางอย่างไร ตรงส่วนไหนภาพที่ออกมาจะดูเด่นและน่าสนใจ
  4. ลงมือทำผลงานโดยใช้ข้อมูลจากสิ่งที่คิดมาโดย Mind Map แล้วทำมาสร้างภาพบนงานจริง

20151016_081756

ภาพตัวอย่าง Mind Map กลั่นกรองความคิดเพื่อสร้างผลงานศิลป์

p1

ชื่อภาพ : ชีวิตกับเทคโนโลยี…หอยช้าง

Concept : ในโลกปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ในทางธรรมถือได้ว่าเป็นกลียุค การผสมผสานระหว่าง สัตว์ที่ต่างกัน สามารถได้รูปทรงใหม่ที่ดูแปลกตา อันเป็นผลแห่งเทคโนโลยีกับธรรมชาติที่ดำรงอยู่ร่วมกัน

ขนาดภาพ : 21 x 29.7 cm.

เทคนิค : สีไม้ สีเทียน สีโปสเตอร์

ภาพตัวอย่างผลงานที่เป็นผลิตผลจากการใช้ Mind Map กลั่นกรองความคิด

 

     จะเห็นได้ว่าการใช้ Mind Map ได้ประโยชน์คือ สามารถนำไปใช้สร้างสรรค์งานที่สามารถบอกเรื่องราวของความคิดที่อยู่ภายในงานศิลป์ที่บางครั้งเราคิดว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่แท้จริงแล้วงานดังกล่าวมีความคิดที่แทรกอยู่ภายในงานเสมอ ดูเผินๆ การทำงานศิลปะก็คล้ายกับนักวิจัย เวลาผลิตผลงานต้องใช้ความคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ คัดสรร เลือกใช้ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตผลที่มีคุณภาพตรงใจมากที่สุด ผมหวังว่า ข้อเขียนเรื่อง Mind Map กับการนำไปใช้ประโยชน์จะตอบข้อสงสัยของคนที่สนใจในเรื่องนี้ ซึ่งจะนำเสนอเรื่องอื่นๆ ในลำดับต่อไป

Comments No Comments »

เทคนิคการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ

อัปสร เสถียรทิพย์*

ผศ.ลักษมี  คงลาภ**

TE1

                  การนำเสนอ (Presentation)  เป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทั้งในแวดวงการศึกษา แวดวงวิชาชีพ การทำงานทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนให้ความสำคัญกับทักษะการนำเสนอของบุคลากร  Cheryl Hamilton (1999:6)  อธิบายว่า  มีงานศึกษาพบว่าผู้จ้างงานส่วนใหญ่เห็นว่าทักษะการนำเสนอมีส่วนสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในการทำงานมากกว่าทักษะทางวิชาชีพ   จากการศึกษาของ  Michigan State University ศึกษาความคิดเห็นผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล 479 คนจากบริษัทใหญ่ๆ  หน่วยงานของรัฐ  และองค์กรไม่แสวงหากำไร   พบว่าในการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน ทักษะการนำเสนอเป็นทักษะที่สำคัญทีสุดที่ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าทำงาน

ในชีวิตการทำงาน การนำเสนอเป็นบทบาทหน้าที่หนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การนำเสนอเป็นวิธีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารและแนวความคิดไปยังกลุ่มผู้ฟัง ที่อาจจะเป็นกลุ่มผู้ฟังขนาดเล็กที่มีความคุ้นเคยกัน เช่น กลุ่มผู้ร่วมงาน หรือกลุ่มผู้ฟังขนาดใหญ่ที่ไม่มีความคุ้นเคยกัน เช่น กลุ่มบุคคลทั่วไป

TE2

 

              ข้อดีของการนำเสนอคือ

-เป็นการสื่อสารสองทาง (Two ways communication) ระหว่างผู้นำเสนอกับผู้ฟังทำให้ผู้นำเสนอสามารถเห็นปฏิกิริยาของผู้มีอำนาจตัดสินใจได้อย่างทันทีทันใด

– สามารถดึงดูดความสนใจและสร้างผลกระทบต่อผู้ฟังรวมทั้งสร้างความจดจำได้ดีกว่าการนำเสนอด้วยการเขียน (Written Presentation)

– สามารถปรับเนื้อหาหรือเรื่องราวที่กำลังพูดให้เหมาะสมกับผู้ฟังได้อย่างทันท่วงที เช่น เมื่อเห็นว่าผู้ฟังแสดงท่าทางไม่เข้าใจเนื้อหาที่นำเสนอ ผู้นำเสนอก็สามารถปรับปรุงวิธีการนำเสนอเพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

การนำเสนอจะประสบความสำเร็จได้หากมีการเตรียมการที่ดี  “การเตรียมการเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการนำเสนองาน” (Preparation is a major key to delivering a successful presentation) (Nick Morgan 2004:15) เทคนิคการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพประกอบไปด้วย 3 ต.  คือ เตรียมกายและใจ  เตรียมเนื้อหา และเตรียมสื่อ

. ที่ 1 เตรียมกายและใจ  ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งกายและใจก่อนที่จะนำเสนองาน การเตรียมกายเป็นการเตรียมวิธีการสื่อสารของผู้นำเสนอ  เมื่อกล่าวถึง คำว่า” วิธีการสื่อสาร”หมายถึง การใช้เสียง และภาษากายในการนำเสนองาน

          เสียง (Voice) เสียงของผู้นำเสนอเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการนำเสนองาน ไม่ว่าจะเป็นระดับเสียง ความดังของเสียง และการออกเสียง

โดยธรรมชาติแล้วเวลาพูดเสียงของคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับเสียงเหมือนเส้นกราฟที่มีขึ้นสูงและลงต่ำ ผู้นำเสนอควรฝึกการใช้เสียงให้มีการใช้ระดับเสียงสูงต่ำอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้น่าสนใจ และเสียงไม่ราบเรียบเกินไป

          ความดังของเสียง ระดับความดังเสียงของผู้นำเสนอ  ควรให้เหมาะสมกับสภาพของสถานที่ ถ้าเป็นการนำเสนอในห้องประชุมขนาดเล็ก ควรใช้ความดังของเสียงระดับปกติ แต่ถ้าเป็นการนำเสนอในห้องประชุมขนาดใหญ่ ควรใช้เสียงที่ดังขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังในห้องทุกคนได้ยินเสียงของผู้นำเสนอชัดเจน ทั้งนี้ เสียงที่ดังจะฟังดูมีอำนาจและกระตุ้นความสนใจได้ดี

การออกเสียง เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการนำเสนองาน ถ้าผู้นำเสนอพูดออกเสียงไม่ชัด ผู้ฟังก็จะไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ถูกต้อง นอกจากนั้นความเร็วในการพูดก็มีความสัมพันธ์กับการออกเสียง ถ้าพูดเร็วเกินไปคำที่พูดต่างๆที่พูดออกมา จะฟังไม่รู้เรื่อง  ควรมีการหยุดเว้นช่วงในการนำเสนอ โดยเฉพาะหัวข้อสำคัญ  อาจจะเป็นการหยุดเพื่อจะเริ่มหัวข้อใหม่ หรือหยุดเว้นช่วงเพื่อเปลี่ยนอารมณ์จากอารมณ์หนึ่งเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง

                   สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่นำเสนองานที่ดีที่สุดคนหนึ่ง มีเทคนิควิธีการพูด คือ“เปลี่ยนระดับความดังและสลับน้ำเสียงสูงต่ำอยู่เรื่อยๆเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้จับจ้องอยู่ที่คำพูดของคุณ เลือกจุดเปลี่ยนที่เหมาะสม เปลี่ยนจังหวะการพูดเพื่อไม่ให้การพูดของคุณราบเรียบจนเกินไป พูดให้เร็วขึ้นในบางช่วงแล้วช้าลง หยุดเว้นช่วงบ้างเพื่อสร้างอารมณ์ ” (Carmine Gallo 2010)

ภาษากาย (Body Language) มีความสำคัญต่อการสื่อสารของผู้นำเสนอ ภาษากายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างความประทับใจแรกพบ (First Impression)ให้เกิดขึ้นในการนำเสนองาน ก่อนที่ผู้นำเสนอจะเริ่มพูด ควรที่จะประสานสายตา      (Eye Contact)กับผู้ฟังเพื่อแสดงความเป็นมิตรและความเข้าใจ    ผู้นำเสนอที่ดีต้องมีการประสานสายตากับผู้ฟังอย่างสม่ำเสมอ การวางท่า(Posture) หรือการปรากฏกายของผู้นำเสนอในขณะที่นำเสนองานต่อผู้ฟังที่เหมาะสม คือควรวางท่าอย่างสบายๆเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดผนวกกับมีความคล่องตัวพร้อมจะสื่อสารกับผู้ฟัง ควรใช้ท่าทางให้เป็นธรรมชาติแสดงถึงความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว และมั่นใจ

เทคนิคในการใช้ภาษากายเพื่อสร้างความประทับใจ

–    เวลาจะนำเสนองาน ควรลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม

–   เดินไปที่เวทีด้วยท่าทางกระตือรือร้น สร้างความรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังเดินขึ้นไปรับรางวัล

–    ก่อนจะเริ่มพูดควรยิ้มอย่างอบอุ่นกับผู้ฟัง

–    ควรสบสายตากับผู้ฟังก่อนจะพูด

วิธีการพูดและภาษากายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟัง ภาษากายควรสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในคำพูดของผู้นำเสนอ วิธีการสื่อสารที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆ ฝึกการอ่านออกเสียงดังๆเพื่อฟังเสียงของตัวเอง หาจุดเด่น จุดด้อยในการใช้เสียง  บันทึกภาพและเสียงการนำเสนองานของตนเองเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องในการสื่อสาร

การเตรียมใจ  การได้รับมอบหมายให้นำเสนองาน  บ่อยครั้งสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ได้รับมอบหมายว่าจะพูดได้ไหม  จะพูดรู้เรื่องหรือเปล่า จะมีคนสนใจฟังไหม จะมีคนถามคำถามหรือเปล่า สารพัดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการนำเสนองานเพิ่มมากขึ้น  การเตรียมใจด้วยการคิดบวก( Positive Thinking) จึงเป็นสิ่งสำคัญ Elizabeth Tierney (1999:56) กล่าวว่าการคิดบวกเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการขจัดความเครียดและความวิตกกังวลในการนำเสนอ ผู้นำเสนอควรคิดเสมอว่าการนำเสนองานคือการนำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้กับผู้ฟัง เช่น ทำให้ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ทำให้ผู้ฟังรู้สึกชีวิตดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ฟัง  เป็นต้น

 

. ที่ 2 เตรียมเนื้อหา  เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการนำเสนองาน ถ้าไม่มีเนื้อหาการนำเสนองานก็เกิดขึ้นไม่ได้ การเตรียมเนื้อหา คือการกำหนดว่าเนื้อหาที่นำเสนอมีประเด็นใดบ้าง ควรมีการจัดลำดับเนื้อหาอย่างไร  เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอ ผู้นำเสนอจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเนื้อหาที่ตนนำเสนอเป็นอย่างดี เรียกว่า รู้ลึก รู้จริงในสิ่งที่พูด   เมื่อเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่เรานำเสนอ จะทำให้เราสามารถถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังที่ Albert Einstein กล่าวไว้ว่า “ If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough”

 

ก่อนที่จะเตรียมเนื้อหา ผู้นำเสนอควรกำหนดจุดมุ่งหมายในการนำเสนอและศึกษาข้อมูลผู้ฟัง เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางการนำเสนอ การกำหนดจุดมุ่งหมายเป็นการตอบคำถามที่ว่า “ทำไมถึงต้องนำเสนองาน” ผู้นำเสนอคาดหวังว่าจะเกิดผลอะไรจากการนำเสนอ เช่นเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อจูงใจ เพื่อขายหรือเพื่อสอน เป็นต้น ในการนำเสนองานผู้นำเสนอทุกคนควรจะกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ ซึ่งการวัดความสำเร็จของการนำเสนองานสามารถพิจารณาได้จากผลของการนำเสนอนั้นว่าตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่

การศึกษาผู้ฟัง ในการนำเสนองาน ผู้นำเสนอควรที่จะทราบล่วงหน้าว่าใครจะเข้าร่วมฟังบ้าง หากรู้จักกลุ่มผู้ฟังดีเท่าไรก็จะสามารถนำเสนองานให้เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ผู้ฟังจะมีความหลากหลายทั้งทางด้านภูมิหลัง ลักษณะทางจิตวิทยา ที่สำคัญควรวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง (Audiences ’ need)  ว่าผู้ฟังจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างและผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้างจากการนำเสนอ ปัญหาหนึ่งของการนำเสนองานคือการไม่นำเสนอในสิ่งที่ผู้ฟังต้องการที่จะได้ฟัง หากนำเสนอแต่เพียงสิ่งที่ผู้ฟังจำเป็นต้องรู้ โดยไม่คำนึงว่าผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้าง เมื่อนำเสนอเสร็จอาจทำให้ผู้ฟังเกิดคำถามค้างในใจถึงสิ่งที่ต้องการจะรู้แต่ไม่ได้รู้ การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง จะทำให้มีข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดแนวทางและวิธีการที่ถูกต้องในการนำเสนอแก่ผู้ฟังแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความคาดหวังและเหตุผลของผู้ฟังที่มีต่อการนำเสนอนั้นๆ การนำเสนอที่ดีที่สุดคือการนำเสนอด้วยวิธีการและแนวทางที่ถูกใจผู้ฟัง

การเตรียมเนื้อหา ผู้นำเสนอควรเขียนโครงร่างเนื้อหาโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ตามโครงสร้างเนื้อหาได้แก่ การเปิด (Opening)  เนื้อหาหลัก (Body) และ การปิด (Closing)

                    การเปิด (Opening) คือ การดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังและทำให้ผู้ฟังสนใจติดตามเนื้อหา   การเปิดที่ดีจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้นำเสนอ ผู้พูดที่ไม่มีประสบการณ์มักจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวคำขอโทษในเรื่องที่แสดงถึงความไม่มั่นใจและไม่พร้อม เช่น ขอโทษที่มาสาย , งานยังไม่เรียบร้อย ,ไม่เคยนำเสนอมาก่อน หรือรู้สึกตื่นเต้นมาก ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดี เพราะผู้ฟังจะตัดสินผู้นำเสนอตั้งแต่การเริ่มต้นการนำเสนอ ถ้าเริ่มต้นไม่ดี  จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของผู้นำเสนอ

การกล่าวเปิดที่ดีนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ฟัง
  • กล่าวถึงประเด็นสำคัญเป็นหลักแต่สามารถเสนอภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด
  • ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับจากการนำเสนอ
  • ทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือและมั่นใจผู้นำเสนอ

เนื้อหาหลัก (Body )ในช่วงกลางของการนำเสนอเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการนำเสนอรายละเอียด  แต่ผู้พูดควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย จากกราฟที่ 1 แสดงผลการวิจัยทางจิตวิทยาในเรื่องระดับความสนใจของผู้ฟัง กับระยะเวลาในการนำเสนองาน โดยศึกษาการนำเสนองานที่ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 40 นาที พบว่าช่วงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง หลังจากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย

GRAPH

                                                  กราฟที่ 1 แสดงระดับความสนใจฟัง

(Antony Jay and Ros Jay 1996: 24)

         

                   จากผลการศึกษามีประเด็นที่น่าสนใจ 4  ประเด็นคือ ประเด็นแรกการนำเสนองานในระยะเวลาสั้นๆจะเป็นช่วงที่ผู้ฟังมีความสนใจอยู่ในระดับที่สูง ประเด็นที่สอง การนำเสนอประเด็นสำคัญเพื่อให้ผู้ฟังเกิดการจดจำควรนำเสนอในช่วงเริ่มต้น และช่วงสุดท้าย ประเด็นที่สาม หลังจาก 10 นาทีแรกระดับความสนใจของผู้ฟังจะลดลง ควรจะใช้สื่อหรือเทคนิคต่างๆ ช่วยในการดึงความสนใจผู้ฟังกลับมา และประเด็นสุดท้ายระดับความสนใจของผู้ฟังจะไม่เพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของการนำเสนอ หากผู้ฟังไม่ทราบว่ากำลังจะถึงช่วงท้ายของการนำเสนอ

 

                    การปิด  (Closing)  การปิดมีความสำคัญเท่ากับการเปิด ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผู้นำเสนอจะสามารถสร้างความจดจำและความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง ผู้นำเสนอจำเป็นต้องวางแผนการพูด ควรกล่าวย้ำและทบทวนถึงวัตถุประสงค์ในการนำเสนอและสรุปประเด็นที่สำคัญ รวมทั้งแนวคิดหลักๆ ซึ่งเชื่อมโยงเนื้อหาทุกส่วนเข้าด้วยกัน

 

นอกจากจะเตรียมเนื้อหาแล้ว ผู้นำเสนองานควรเตรียมตัวสำหรับการตอบคำถาม โดยคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับคำถามที่ผู้ฟังจะถาม และเตรียมคำตอบให้พร้อมกับทุกคำถาม ซึ่งการคาดการณ์ล่วงหน้าเกิดขึ้นได้จากการศึกษาผู้ฟัง และจากประสบการณ์ของผู้นำเสนอ นอกจากนั้นการคิดบวกต่อการถามคำถามจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการตอบคำถาม ผู้นำเสนอไม่ควรมองว่าการถามคำถามของผู้ฟังเป็นการจับผิดไม่ไว้ใจหรือ มีอคติกับผู้นำเสนอ พยายามมองคุณค่าของการถามคำถามว่า การตอบคำถามเป็นโอกาสที่ได้อธิบายหรือตอกย้ำประเด็นสำคัญ และที่สำคัญการตอบคำถามเป็นวิธีการที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวผู้นำเสนอ เพราะเป็นการแสดงว่าผู้นำเสนอมีความรอบรู้ในเรื่องที่นำเสนอ

          . ที่ 3  เตรียมสื่อ  การนำเสนองานโดยการพูดหรือบรรยายให้ผู้ฟังฟังแต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจจะไม่สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความยากของเนื้อหาที่นำเสนอหรือ ความสามารถในการอธิบายของผู้นำเสนอไม่ดีพอ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ก็ด้วยการใช้สื่อประกอบในการนำเสนอ

สื่อที่ใช้ประกอบในการนำเสนอเช่น  ภาพถ่าย  แผนภูมิ แผนภาพ คลิปภาพ คลิปเสียง เป็นต้นจากเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไกลในปัจจุบัน ทำให้สื่อที่ใช้ในการนำเสนอมีลูกเล่น มีความน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบสื่อสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน  ผู้นำเสนอบางคนจึงให้ความสำคัญในการเตรียมสื่อ มากกว่าการเตรียมเนื้อหา ประกอบกับความเชื่อว่าหากนำเสนอด้วยสื่อที่ดูดี เทคนิคหลากหลาย จะทำให้การนำเสนอสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ความเชื่อดังกล่าวมีความถูกต้องแต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะหากผู้นำเสนอนำเสนอด้วยสื่อที่สวยงาม โดยไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่นำเสนอ ก็จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ดังนั้นการใช้สื่อในการนำเสนอพึงระลึกเสมอว่าให้สื่อเป็นพระรอง ที่ช่วยเสริมความเข้าใจในเนื้อหา ผู้นำเสนอจะต้องเป็นตัวเอกในการนำเสนอ

เทคนิค 3 .การเตรียมกายและใจ การเตรียมเนื้อหา และการเตรียมสื่อ จะช่วยลดความวิตกกังวลในการนำเสนองาน ทำให้ผู้นำเสนอมีความพร้อมที่จะสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถสร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น และหลังจากการนำเสนอผู้นำเสนอควรมีการประเมินตนเอง  หากผู้นำเสนอมองย้อนกลับไป และประเมินในสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ทำได้ไม่ดี รวมถึงพิจารณาสาเหตุของปัญหาก็จะทำให้การนำเสนองานครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังคำกล่าวของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่ว่า “ The farther backward you can look, the farther forward you are likely to see” ยิ่งสามารถมองไปข้างหลังได้ไกลเพียงใด ก็จะยิ่งมีโอกาสเห็นข้างหน้าได้ไกลเพียงนั้น

……………………….

บรรณานุกรม

Carmine Gallo.(2010).เก่งPresentationอย่าง สตีฟ จ๊อบส์ ( แปลจากเรื่อง The Presentation Secrets of Steve Jobs โดย ศรชัย จาติกวนิช และ ประสิทธิชัย วีระยุทธวิไล.)กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แมคกรอ-ฮิล.

Jay,Antony. and Jay,Rose. (1996) .Effective Presentation. UK: Pitman Publishing.

Hamilton,Cheryl.(1999).Essentials of Public Speaking. USA: Wadsworth Publishing Company.

Morgan, Nick. (2004) Presentations that persuade and motivate. USA: Harvard Business .

School Press.

Sampson, Eleri. (2003) Creative business presentations. UK: Kogan Page Limited. Tierney, Elizabeth (1999). 101 ways to better presentations. UK : Kogan Page Limited

…………………….

*ผู้อำนวยการกองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

**อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

Comments No Comments »

ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน กองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

เป็นเรื่องน่าแปลก  ผมเคยถามเพื่อนๆถึงเรื่อง วันสำคัญทางศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา  วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันดังกล่าว 15 ค่ำ เดือนอะไร ถามผู้ใหญ่บางครั้งตอบกันไม่ได้ ต้องใช้เวลาคิดทบทวน ถูกบ้าง ผิดบ้าง ยิ่งถามเด็กๆที่ร่ำเรียนกันอยู่ ต้องทบทวนกันนาน แถมตอบไม่ถูก เพราะ การศึกษาในเมืองไทย ส่วนใหญ่ชอบสอนอะไรที่เน้นการท่องจำมากกว่าสอนวิธีคิด วิเคราะห์ ทำให้การเรียนการสอนเกิดความเครียด บางครั้งน่าเบื่อ อย่ากระนั้นเลย…วันนี้จะสอนเทคนิคการจำ วันวิสาขบูชา  วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา ว่าผมมีวิธีเชื่อมโยงอย่างไรให้จำวันสำคัญทางศาสนาได้แม่นยำและง่ายดาย

  1. วันวิสาขบูชา ดูที่ ว กลับข้างจะเป็นเลข 6 ทันที…..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 6
  2. วันมาฆบูชา  ดูที่ ฆ หัวเป็นเลข ๓ ไทย…..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 3
  3. วันอาสาฬหบูชา เอา อ มาสานรวมกันเป็นเลข 8 …..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 8

     ง่ายจัง คนชอบถาม คิดได้ยังไง เพราะ สมองชอบการจำที่มีการเชื่อมโยง บางเรื่องไม่ค่อยมีเหตุผลมาก แค่จับบางอย่างมาใส่จินตนาการเข้าไปให้เห็นเป็นภาพ เสร็จแล้วเราก็เอา Mind Map มาจดบันทึก เก็บสะสมไว้กันลืม สามารถเอามาทบทวนใหม่ได้
remember

เทคนิคการจำ อาจมีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล สำหรับผมได้เรียนรู้การใช้ Mind Map ในการจดจำเป็นภาพ ประกอบกับเสริมความสามารถในการวาดรูป ทำให้การจำมีระบบมากขึ้น มีการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ให้จำง่ายขึ้น

การเรียนรู้เรื่อง Mind Map จึงมีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้จริง จาก เทคนิคการจำ วันสำคัญทางศาสนาพุทธ พร้อมภาพประกอบ Mind Map….เป็นอย่างไร แลกเปลี่ยนกันได้ครับ

Comments No Comments »

วรรณวิภา กาญจนไวกูณฐ์ เรียบเรียง*

writer1

การที่จะเป็นนักเขียนได้ ต้องเริ่มจากอะไร ดร.นฤมล รื่นไวย์ ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้ วว. ได้ให้ข้อสังเกตว่า “คนที่จะเขียนให้ได้ดี ก็ควรจะเป็นคนที่ช่างอ่านด้วย” ผู้เขียนต้องทราบก่อนว่า กลุ่มเป้าหมายหรือผู้อ่านคือใคร จะลงในพื้นที่ไหน จำนวนหน้าที่จะลง ต้องมีเค้าโครงที่จะมาลงในบทความของเราได้ จะเสนอประเด็นใดเป็นสำคัญ การเขียนบทความที่ดีนั้น เนื้อหาต้องมาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่องแต่งหรือคิดขึ้นเองจากจินตนาการ ภาษาที่ใช้ต้องกระชับให้ดีนั้น ประกอบด้วยหลักการต่างๆดังนี้

writer2

 

1. การเริ่มต้นเขียน

START
– ผู้เขียนต้องเลือกว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไร ผู้เขียนมีความสนใจในเรื่องที่จะเขียนจริงหรือไม่ จะเขียนให้ใครอ่าน แล้วจึงจัดทำเค้าโครงเนื้อหา กลุ่มเป้าหมายที่จะอ่านคือใคร ต้องการเขียนเพื่อให้เขาเชื่อ เพื่อความบันเทิง หรือเพื่อให้สาระ

2. วิธีการนำเสนอ/สไตล์การเขียน

STYLE
• การเล่าเรื่องให้ความรู้ทั่วๆไป ควรเรียงลำดับตามหัวข้อ ตามลำดับเวลา ตามลำดับความสำคัญ เรียงตามกระบวนการ
• การเปรียบเทียบระหว่างของสองสิ่ง หรือเรื่องสองเรื่องที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ โดยทำการวิเคราะห์และแจกแจงให้เห็นสิ่งที่ต้องการเปรียบเทียบ
• การเขียนแบบแสดงเหตุผล ต้องเขียนให้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร เพราะเหตุใดจึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น
• การเขียนเพื่ออธิบายคำจำกัดความ ให้คำนิยาม ควรอธิบายความเป็นมา ความหมาย มีวิธีการทำขึ้นมาอย่างไร
• การเขียนเพื่อแสดงข้อโต้แย้ง สิ่งที่ขัดแย้งกัน ควรเขียนให้เห็นข้อมูลทั้งสองด้านทั้งด้านที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย

3. หลักในการหาข้อมูลเพื่อการเขียน

data

• ต้องแสดงหลักฐานหรือเหตุผลที่มีน้ำหนัก ต้องมีการค้นคว้า หาข้อมูลหรือเอกสารที่ใช้อ้างอิงในการเขียนมาสนับสนุน รู้ว่า เขียนเรื่องอะไร เรื่องที่เขียน ต้องการข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลที่ต้องการจะหาได้จากแหล่งไหนบ้าง โดยเลือกข้อมูลจากแหล่งที่ดีที่สุด น่าเชื่อถือที่สุด
• ข้อมูลจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ หนังสือ บทความจาก ห้องสมุด การสัมภาษณ์ เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ (องค์กรหรือหน่วยงานที่มีตัวตน) นำมาสกัดเฉพาะข้อมูลที่ต้องการใช้ เลือกที่มีความทันสมัย โดยดูจากปี พ.ศ. ที่เป็นปัจจุบันที่สุด แล้วนำมาเรียบเรียงเขียนเป็นบทความ

4. คุณภาพของบทความ

QUALITY
บทความที่มีคุณภาพ ควรมีลักษณะดังนี้
• เขียนได้ตรงประเด็น ตอบโจทย์หรือปัญหาที่ต้องการนำเสนอได้ เช่น การลดภาวะก๊าซเรือนกระจก ต้องสรุปตอบโจทย์การแก้ปัญหานั้นได้หรือไม่
• มีความกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ ใช้ภาษาเหมาะสมเหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะมีเฉพาะกลุ่มที่เข้าใจ ถ้าจะทำให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าใจได้ จะนับได้ว่าเป็นงานเขียนที่ดี
• มีความผิดพลาดทางภาษา และการพิมพ์น้อยที่สุด
• เป็นบทความที่ไม่ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ เช่น ไม่ลอกเลียนเนื้อหา รูปประกอบ รูปแบบตัวอักษร
• มีการอ้างเอกสาร และจัดทำรายการเอกสารอ้างอิง มีชื่อผู้เขียน วัน เดือน ปี พ.ศ
• เอกสารอ้างอิงมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ
• ไม่มีฉันทาคติ หรือ ความลำเอียงใดๆ
• ควรมีรูปภาพประกอบ หากนำภาพมาจากแหล่งใด ควรเขียนขอบคุณแหล่งที่มาของภาพ

5. จริยธรรมในการเขียน

COPYPASTE
• ไม่ควรคัดลอกผลงานหรือขโมยความคิดของคนอื่นโดยไม่อ้างอิง
• ห้าม “โจรกรรมทางวิชาการ” หรือ “โจรกรรมทางวรรณกรรม”
• ห้าม copy and paste จากเว็บไซต์
• ห้ามนำข้อความของผู้อื่นมาใส่ไว้ในบทความของตนเอง โดยไม่มีการใส่ “………..” ก่อให้เกิด
ความเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นผู้เขียน
• ควรเขียนด้วยสำนวนตนเอง โดยดัดแปลงโครงสร้างประโยค เพื่อเขียนใหม่โดยไม่ซ้ำ
ประโยคเดิม โดยเนื้อหาถูกต้องครบถ้วน
การเขียนบทความต้องมีองค์ประกอบดังนี้
1. บทนำ (Introduction)
• แนะนำว่า บทความนี้จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องอะไร
• สิ่งที่ผู้อ่านจะได้พบถัดไป เกริ่นนำให้ข้อมูลกว้างๆถึงสิ่งที่จะเขียน
• จุดมุ่งหมาย เพราะเหตุใดจึงเขียนเรื่องนี้ มีความสำคัญอย่างไร เป็นการสร้างมูลค่าหรือคุณค่าให้กับบทความของเรา พึงระลึกเสมอว่า บทความของเราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร สิ่งที่จะเขียนจะให้ข้อมูลอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น
2. เนื้อหา (Content)
• ทบทวนเอกสาร (literature review) โดยแบ่งเป็นส่วนๆ หรือหัวข้อย่อยหรือย่อหน้า แต่ละส่วน พร้อมทั้งนำเสนอประเด็นแต่ละเรื่อง ตามความถนัดโดยเน้นเรื่องความจริงที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน
3.. บทสรุป
• สรุปย่อๆ ว่าได้เขียนประเด็นอะไร
• เสนอแนะสิ่งที่ผู้อ่านควรทำในตอนจบ
• แนวโน้มที่กำลังจะดำเนินต่อไปในอนาคตของประเด็นนั้นๆ
• การเขียนประโยคที่โดนใจผู้อ่าน เช่น “เริ่มเสียแต่วันนี้ ก่อนที่จะไม่มีแผ่นดินให้อยู่ในวันหน้า”
เคล็ดลับการเขียนให้ดี
• วางโครงเรื่องดี
• ใช้ข้อมูลที่ดี มีประโยชน์กับผู้อ่าน
• ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับประเภทของบทความหรือกลุ่มผู้อ่าน
• เชี่ยวชาญการใช้ภาษา
• ขยันอ่าน และสังเกต
• ฝึกเขียนสม่ำเสมอ
• ใจกว้าง ยอมรับคำแนะนำ คำวิพากษ์ วิจารณ์

ดร.นฤมล รื่นไวย์ ผู้บรรยายยังได้ทิ้งท้ายว่า ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง (งาน) ได้ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คู่กับมัน ทำใจให้รัก สร้างแรงจูงใจให้ตัวเองในการสละเวลาให้กับการเขียน “ถ้าผ่านการฝึกฝน จะสามารถทำได้แน่นอน” ดังนั้นทุกคนต้องฝึกฝนตนเอง สม่ำเสมอ ขจัดความกลัว แล้วก็จะทำได้ดี และถ้าทำด้วยใจรัก จะทำให้เรามีความเชี่ยวชาญมากขึ้น“Practice make perfect” เชื่อมั่นว่า การฝึกฝนจะสร้างนักเขียนได้….อย่างแน่นอน

practice

………………………..
* เรียบเรียงและสรุปจากการถ่ายทอดความรู้ภายในศูนย์ความรู้ วว. เรื่อง “ชาว ศคร.ขอเป็นนักเขียน”
วิทยากร : ดร.นฤมล รื่นไวย์ ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้ วว.

Comments No Comments »

นพวรรณ หาแก้ว
กองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

note

เมื่อสิ้นสุดคำพูดของผู้อำนวยการ ที่ว่า “ขออาสาสมัครช่วยจดบันทึก” ทุกคนจะก้มหน้า หลบสายตาทันที ถ้าเลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ถือว่าจำเป็นต้องทำ ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ยากเย็นสำหรับพนักงานกองจัดการความรู้ (กจค.) จริงๆ ในเรื่องการจดรายงานการประชุม การสรุปสาระสำคัญของการฟังบรรยาย

การจดรายงานประชุมและสรุปสาระสำคัญ นั้น ทุกคนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน เพิ่มทักษะความชำนาญได้ ไม่เกี่ยวกับว่าชอบหรือไม่ แต่ถ้ามีความชอบเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจะสามารถทำได้ดี การฝึกฝนส่วนหนึ่งควรมาจากการถ่ายทอดความรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ และการเรียนรู้ในรูปแบบ on the job training “ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง” ต้องอ่าน ฟัง และเขียนบ่อยๆ เพื่อตกผลึกความรู้ให้เกิดความชำนาญยิ่งขึ้น

  • หลักที่นำมาถ่ายทอดครั้งนี้ เป็นเทคนิคเฉพาะของผู้เขียน แต่สามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้และเริ่มต้นการเขียนให้ง่ายขึ้นได้ ดังนี้
  • เรื่องฟังยาก จับประเด็นไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งมาจากการไม่มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่ฟัง การเข้าร่วมประชุม รับฟังบรรยาย การอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือติดตามข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ นับเป็นสิ่งสำคัญในการปูพื้นฐานความรอบรู้ ความเข้าใจ ให้สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวการประชุม การบรรยายในเรื่องนั้นๆ ได้
  •  การจับใจความ สรุปประเด็น ควรหาบุคคลอ้างอิงที่สะท้อนภาพได้ชัดเจน เช่น ผู้ประกาศข่าว นักพูด หรือพิธีกรในรายการต่างๆ เป็นตัวอย่างในตั้งคำถาม ตอบคำถาม และสรุปประเด็น จะช่วยในเรื่องการฝึกภาษาและการใช้สำนวนการเขียนได้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งถือเป็นรูปแบบเฉพาะของแต่ละบุคคล แต่สามารถลอกเลียนแบบได้ ในลักษณะ “ครูพัก ลักจำ
  •  การจดรายงานประชุม ควรยึดตามรูปแบบมาตรฐาน หัวข้อ/ประเด็นต่างๆ ที่จะมีการพูดคุยได้กำหนดไว้ในระเบียบวาระการประชุม การสรุปประเด็นใช้หลัก 5W 1H (Who What When Where Why How) คือข้อความกระชับ สาระสำคัญครบถ้วน กรณีที่ประชุมมีการอภิปรายจนจับประเด็นสรุปใจความไม่ได้ ขอให้ยึดตามวาระหรือเรื่องที่พิจารณาว่าเป็นเรื่องอะไร และสรุปให้ตรงตามวาระหรือหัวข้อนั้นๆ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องปลีกย่อยที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง เพราะบางเรื่องไม่ใช่สาระสำคัญที่ควรนำมาเขียนสรุปในรายงาน และทำให้ไม่หลงประเด็น
  • การเขียนบทความหรือสรุปสาระสำคัญของการรับฟังการบรรยาย ควรเข้าใจเรื่องที่ฟัง ตีโจทย์ให้ได้ก่อนว่าผู้บรรยายต้องการสื่อให้ผู้ฟังรับรู้เรื่องอะไร (Theme) ทางที่ดีควรหาอุปกรณ์บันทึกเสียง/วิดีโอไว้ล่วงหน้า เพื่อนำมาทบทวนเนื้อหาอีกครั้งจะทำให้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น ก่อนเขียนควรวางโครงเรื่องก่อนว่า จะเขียนรูปแบบใด แล้วประมวลเรื่องทั้งหมดมาใส่ในโครงเรื่องที่วางไว้
    • ขณะรับฟังต้องมีสมาธิ ไม่พลาดในการจดบันทึกคำสำคัญ/ใจความสำคัญ (keyword) ไว้เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะบทสรุปของผู้พูด/ผู้บรรยาย หรือพิธีกร เพราะจะทำให้มองภาพรวมและเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งหมดได้
  • ทางที่ดีควรจัดทำสรุปรายงานหลังเสร็จสิ้นการรับฟังให้เร็วที่สุด เพราะทำให้สามารถจดจำคำพูด หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้แม่นยำกว่าปล่อยทิ้งช่วงเวลาไว้นาน เพราะจะหลงลืมประเด็นและอาจหลุดประเด็นสำคัญๆ ไปได้
  • การใช้ภาษา/สำนวน ในการเขียนบทความ/สรุปสาระสำคัญ เป็นรูปแบบที่แต่ละคนถนัด การ code คำพูดของผู้บรรยาย เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการใช้สำนวนการเขียน เช่น “บนความผิดหวังจะมีความสมหวัง บนความผิดหวังจะมีประโยชน์อยู่เสมอ” ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและการเดินโครงเรื่อง
  • ความคิดหรือไอเดียต่างๆ หรือที่เรียกว่า ปิ๊งแว๊บ จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นักเขียนที่ดีควรเตรียมพร้อมอุปกรณ์สำหรับการจดบันทึก เช่น กระดาษ ปากกา หรือบันทึกเสียงไว้ แล้วนำข้อความที่คิดได้นั้นมาใส่ในเนื้อหาที่เขียน
  • ประเด็นต่างๆ ในการประชุมที่มีการพูดคุยหารือในลักษณะข้อมูลตัวเลข สถิติ การเปรียบเทียบ การจดบันทึกให้เขียนแยกเป็นหมวดหมู่ หรือแสดงในรูปแบบตาราง กราฟ จะสามารถสื่อให้เข้าใจได้ง่ายและชัดเจนมากกว่าการจดบันทึกในลักษณะพรรณนาโวหาร
  •  รายงานการประชุม ควรแปลงจากภาษาพูดมาเป็นภาษาเขียนที่เป็นทางการ หลีกเลี่ยงคำทับศัพท์ หรือภาษาที่กำกวม เข้าใจยาก
  • กรณีที่การประชุมมีการอภิปรายกันมากและประธานที่ประชุมมิได้สรุปเป็นมติไว้ในช่วงท้ายวาระ ขอให้ผู้ที่ทำหน้าที่เลขานุการที่ประชุมท้วงติง ให้มีการสรุปเพื่อให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน และสามารถนำมาจดบันทึกเป็นมติไว้ในรายงานการประชุมได้

ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่นำมาแลกเปลี่ยนในการถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนพนักงาน กจค. ถือเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ในการจัดทำ CoPs ของ วว. อีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ และทุกคนสามารถพัฒนาทักษะตนเองให้เชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี ขอเพียงมี “ใจ” อะไรๆก็ง่ายนิดเดียว
………………………….

Comments No Comments »

ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบ โน เป็นปรมาจารย์ทางด้านการคิดชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วโลก เขาได้ศึกษาและคิดค้นวิธีคิด (Thinking Method) เพื่อช่วยให้มนุษย์มีการคิดที่มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ และครอบคลุม รอบด้านยิ่งขึ้น

เดอ โบ โน เกิดเมื่อปี ค.ศ.1935 จบการศึกษาทางด้านการแพทย์ศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เขามีความ สนใจเรื่องการทำงานของสมอง และใช้เวลาค้นคว้าในเรื่องทักษะการคิดมาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี โดย เดอ โบ โน ไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดในรูปแบบเดิม ที่คนเรามักนิยมทำกันเมื่อถกเถียงหรืออธิบายหาเหตุผล (นั่นคือเอาข้อเท็จจริง อารมณ์ หรือเหตุผลส่วนตัว มาปะปนกันในการถกเถียงเพื่อหวังเป็นผู้ชนะ)

เดอ โบ โน เชื่อว่าวิธีการคิด การหาเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเป็นวิธีที่ผิดและเสียเวลา ดังนั้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 1970 เขาจึงเสนอวิธีคิดแบบ Six Thinking Hats หรือ การคิดแบบหมวก 6 ใบ ขึ้น โดยแยกกรอบความคิดออกเป็นด้านๆ อย่างชัดเจน จากนั้นจึงวิเคราะห์หา เหตุผลภายในกรอบความคิดนั้นๆ อันจะช่วยพิจารณาสิ่งต่างๆ ได้ครอบคลุม และมีคุณภาพมากขึ้น แทนที่จะคิดทุกด้านในเวลาเดียวกัน ซึ่งมักก่อให้เกิดความสับสน

หมวกแห่งความคิด 6 ใบ หรือการคิด 6 ด้าน ประกอบด้วย
• หมวกสีขาว หมายถึงข้อมูลข่าวสาร
• หมวกสีแดง หมายถึงอารมณ์ความรู้สึก
• หมวกสีดำ หมายถึงการตั้งคำถามหรือตั้งข้อสงสัย
• หมวกสีเหลือง หมายถึงการมองในแง่ดีเต็มไปด้วยความหวัง
• หมวกสีเขียว หมายถึงการ คิดอย่างสร้างสรรค์
• หมวกสีฟ้า หมายถึงการสามารถควบคุมความคิดทั้งหมดให้มองเห็นภาพรวมของการคิด

ดร.เดอ โบ โน ได้ยกตัวอย่างการนำวิธีคิดแบบหมวก 6 ใบ มาใช้ในการบริหารองค์กรเช่น ในการประชุมแทนที่ทุกคนจะตั้งป้อมหาเหตุผล มาหักล้างกันผู้บริหารอาจเริ่มให้ทุกคนสวม “หมวกสีขาว” คิด ด้วยการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของแต่ละคนออกมา ไม่ต้องวิเคราะห์หรือ ถกเถียงกันว่าข้อมูลของใครดีกว่ากัน ต่อมาถึงขั้นตอนการคิดแบบ “หมวกสีแดง” ทุกคนสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องนั้นได้อย่าง เต็มที่ จากนั้นเป็น “หมวกสีดำ” ขั้นตอนของการใช้เหตุผลวิพากษ์ วิเคราะห์ ตั้งข้อสงสัย ข้อควรระวัง ตามด้วย “หมวกสีเหลือง” ซึ่งเป็นสีของความหวัง ที่ทุกคนจะหาแง่มุมด้านบวกของประเด็นนี้ (แม้คนไม่เห็นด้วยก็ต้องพยายามหาข้อดีของประเด็นนั้น) เมื่อถึงช่วง ของ “หมวกสีเขียว” จะเป็นโอกาสที่ทุกคนต้องแสดงความคิดสร้างสรรค์ กล่าวคือหาทางออก หรือแนวคิดใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่มีอยู่

ลำดับสุดท้ายเมื่อทุกคนสวม “หมวกสีฟ้า” จะเป็นการมองภาพรวมหาบทสรุป และสำรวจความคืบหน้าของการคิดหรือการอภิปราย ที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่ต้น

Read the rest of this entry »

Tags: ,

Comments 3 Comments »

วิทยาศาสตร์ หมายถึง องค์ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ ที่ได้ผ่านการสังเกต ทดลอง ทดสอบ และวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้องเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน และพิสูจน์จนยอมรับว่าถูกต้องเป็นจริงตามหลักธรรมชาติ

ธรรมะ จึงเป็น ศาสตร์ ที่ชี้ให้ผู้ที่ศึกษา ได้รู้ถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์

ไตรลักษณ์ หรือ กฏธรรมชาติ คือ ลักษณะสามัญของสรรพสิ่งซึ่งมีลักษณะประกอบกัน 3 ประการ คือ

  1. อนิจจัง – กฏแห่งการเกิดขึ้น ความไม่เที่ยง
  2. ทุกขัง – กฏแห่งการเสื่อมไป เดินไปสู่การแตกสลาย ความไม่คงที่
  3. อนัตตา – กฏแห่งการเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นจากที่เป็นอยู่แล้ว ความไม่มีตัวตน ไม่เหลือตัวตนให้เห็น ความไม่เที่ยง แตกสลายดับไปได้

อันบัญญัติขึ้นเพื่อ ขันธ์ 5 หรือ สภาพ 5 ส่วนที่ประกอบกันจนเกิดเป็นสรรพสิ่งในธรรมชาติ คือ

  1. รูป คือ ส่วนที่เป็นสภาพ สสาร รูปร่าง วัตถุ
  2. เวทนา คือ ส่วนของความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังการรับรู้ ความรู้สึก ทุกข์ สุข หรือ ไม่สุข
  3. สัญญา คือ ส่วนที่จำได้ หมายรู้ในอารมณ์ 6 (นั่นคือ รูปะ – รูปหรือสิ่งที่เห็น, สัททะ – เสียง, คันธะ – กลิ่น, รสะ – รส, โผฎฐัพพะ – สิ่งที่ถูกต้องหรือสัมผัสกาย, ธรรม หรือ ธรรมารมณ์ – อารมณ์หรือความนึกคิดที่เกิดกับใจ)
  4. สังขาร คือ ส่วนที่ปรุงแต่งจิต
  5. วิญญาณ คือ ส่วนที่มารับรู้อารมณ์ที่เกิดจากการกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ซึ่งถือเป็นระบบสมมุติ เรียกว่า สังขตธรรม คือ ธรรมที่ถูกปรุงแต่งได้ ประกอบด้วย

  1. อุปปาโท ปัญญายติ มีการเกิดปรากฏ
  2. วะโย ปัญญายติ มีการเสื่อมปรากฏ
  3. ฐิตัสสะ อัญญะฐัตตัง ปัญญายติ เมื่อตั้งอยู่ มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ

ส่วนระบบวิมุตติ หรือ นิพพาน เรียกว่า อสังขตธรรม คือ ธรรมที่ถูกปรุงแต่งไม่ได้ ประกอบด้วย

  1. นะ อปุปาโท ปัญญายติ ไม่ปรากฏการเกิด
  2. นะ วะโย ปัญญายติ ไม่ปรากฏการเสื่อม
  3. นะ ฐิตัสสะ อัญญะฐัตตัง ปัญญายติ เมื่อตั้งอยู่ ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ

ธรรมชาติและสรรพสิ่งมีการเกิดและการดับ การที่ผู้ใดเฝ้ามองเฝ้าสังเกตเห็นธรรมชาติและสรรพสิ่งที่เกิดและดับไปอยู่ตลอดเวลา โดยไม่เห็นสาระสำคัญในความเห็นหรือการรับรู้ซึ่งการเกิดการดับเหล่านั้น ไม่อยากรู้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางได้ เนื่องจากเข้าใจถึงความเป็นรูปกับนาม กายกับจิต และอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งไม่เที่ยง เข้าใจว่าสิ่งที่เรามีอยู่ครองอยู่นั้นแตกสลายดับไปได้ เรียกว่าผู้นั้นกำลังเข้าถึงสภาวะที่ไม่เกิดไม่ตาย ไม่ได้แตกสลาย ไม่ดับ เนื่องจากจิตหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย จิตดำรงอยู่ในสภาวะวิมุตติหรือนิพพาน จิตไม่หวาดสะดุ้ง จิตรู้ว่า การเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์สิ้นแล้ว กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ควรทำไม่มีอีกแล้ว การที่จิตจะสามารถมาอยู่ที่สภาวะนี้ได้ ผู้นั้นต้องเจริญสติ

มหาสติปัฏฐานสูตร คือ พระสูตรที่ว่าด้วยการเจริญสติไปสู่ความพ้นทุกข์ อันประกอบด้วย 4 หมวดใหญ่ คือ

  1. การตามดูรู้เท่าทันกายภายนอก (รูปร่าง สัญฐาน กาย) และกายภายใน (ลมหายใจ) ว่าตกอยู่ในกฏไตรลักษณ์
  2. การตามรู้เท่าทันเวทนา ว่าตกอยู่ในกฏไตรลักษณ์ ด้วยใจที่เป็นกลาง วางเฉย
  3. การตามดูรู้เท่าทันจิตในลักษณะต่าง ๆ จนเห็นตามกฏไตรลักษณ์
  4. การตามดูรู้เท่าทันธรรม สังเกตสภาวธรรมที่เกิดขึ้นทางกาย เวทนา จิต ด้วยใจที่เป็นกลาง ว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร มีสภาวะผันแปรอย่างไร ดำรงอยู่อย่างไร โดยไม่ไปวิพากษ์ วิจารณ์ ตัดสิน หรือคัดสรร จนเกิดความโล่งโปร่งทางจิต ปล่อยวางความยึดติดถือมั่นในกาย เวทนา จิต ธรรมได้อย่างสมบูรณ์

การเจริญสติสามารถปฏิบัติได้ในทุกที่ ทุกขณะ นั่นคือ นำสติไปกำกับทุกครั้งที่คิด ทุกงานที่ทำ ทุกคำที่พูด เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง กายจะสงบ วาจาสงบ ใจสงบ ตระหนักรู้ถึงกฏไตรลักษณ์ และสามารถกลับมาดูความทุกข์ของตน ความผิดของตน และแก้ไขปัญหาตนเองได้ เมื่อแก้ไขปัญหาตนเองได้ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาทุกเรื่องได้ ใช้ชีวิตประจำวันอย่างบริโภคพอดี อยู่พอดี มีพอดี ประพฤติดี ปฏิบัติดี พูดดี และคิดดี

หากต้องการเข้าใจถึงกระบวนการเกิดขึ้นและดับไปของทุกข์ เราควรศึกษาหลักปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท คือ ธรรมอันเป็นธรรมชาติ ว่าด้วยการเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลายที่อาศัยซึ่งกันและกัน อันเนื่องมาจากเหตุและปัจจัย กล่าวคือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ไล่ไปตามลำดับ โดยปฏิจจสมุปบาท มีองค์ 12 ดังนี้

  1. อวิชชา คือ ความไม่รู้ในไตรลักษณ์ และ อริยสัจ 4 ทำให้ไปคลุกเคล้ากิเลศด้วยความเขลา
  2. สังขาร คือ การนึกคิดเพื่อปรุงแต่งกาย วาจา ใจ
  3. วิญญาณ คือ รู้จักจำแนกแยกแยะอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  4. นามรูป คือ การปรากฏของนามธรรมและรูปธรรม กายและใจ
  5. สฬายตนะ คือ สภาวะที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัส หรือ เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์
  6. ผัสสะ คือ การรับรู้ปรากฏการณ์ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  7. เวทนา คือ ความรู้สึก หรือ ทัศนคติภายหลังการรับรู้ อันได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา
  8. ตัณหา คือ ความทะยานอยาก ความปรารถนาใน กามตัณหา (หรือ ความอยากได้) ภพตัณหา (หรือ ความอยากเป็น) และ วิภวตัณหา (หรือ ความไม่เป็น)
  9. อุปาทาน คือ ความยึดติด ยึดมั่นถือมั่นในกาม ทิฏฐิ ลัทธิ พิธีการ วาทะ
  10. ภพ คือ การมีภาระหน้าที่ ภาวะทางใจ อันเป็นกระบวนการกำหนดพฤติกรรมให้สอดคล้องกับอุปทาน อันได้แก่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ
  11. ชาติ คือ การเกิดเป็นตัวตน เกิดอัตตา รับภพไว้ในครอบครอง แบกน้ำหนักตามบทบาทในกระบวนการพฤติกรรมที่กำหนดสมมุติไว้
  12. ชรามรณะ คือ ความเสื่อม ความสูญสลาย ความแตกดับแห่งตัวตน อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์

ในเบื้องต้นเราได้กล่าวถึงไตรลักษณ์แล้ว ยังมี อริยสัจ 4 หรือ ความจริง 4 ประการ ซึ่งควรตระหนักถึง อันได้แก่

  1. ทุกข์ สภาพปัญหาในขอบเขตของไตรลักษณ์
  2. สมุทัย เหตุแห่งทุกข์ อันได้แก่ ตัณหา
  3. นิโรธ สภาพการพ้นทุกข์ ละวางความยึดมั่นถือมั่น
  4. มรรค แนวทางการดับทุกข์

มรรควิธี หรือ แนวทางการดับทุกข์ มีความเหมาะสมในแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่มรรควิธีที่เลือกปฏิบัตินั้นควรอยู่ภายใต้ มรรค 8

มรรค 8 สามารถจัดหมวดหมู่ได้เป็น ไตรสิกขา ซึ่งประกอบด้วย

  • ศีลสิกขา คือ การปฏิบัติรักษาศีล
  1. พูดชอบ
  2. กระทำชอบ
  3. ประกอบอาชีพชอบ
  • สมาธิสิกขา คือ การพัฒนาคุณภาพจิตให้สว่าง สะอาด สงบเยือกเย็น ประกอบด้วย
  1. ความเพียรพยายามชอบ
  2. ตั้งสติระลึกชอบ
  3. ตั้งจิตชอบ
  • ปัญญาสิกขา คือ รู้เข้าใจสรรสิ่งตามความเป็นจริง ประกอบด้วย
  1. ความเห็นชอบ
  2. ดำริริเริ่มชอบ

บางครั้งการที่เราได้เข้าใจธรรมชาติ ได้เรียนรู้ธรรมะ คิดปฏิบัติในทางที่ชอบ ย่อมมีส่วนช่วยให้กายสงบ วาจาสงบ ใจสงบในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้

ที่มา :

พระคึกฤทธิ์ โสตถิผโล. ธรรมวิจัย, เนชั่นสุดสัปดาห์, ปีที่ 17 ฉบับที่ 880, หน้า 50-51.

ว.วิชรเมธี โดย นนสิกุล โอวาทเภสัชช์. ท่องแดนธรรม, เนชั่นสุดสัปดาห์, ปีที่ 17 ฉบับที่ 881, หน้า 16-17

ศจ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. เป้าหมายชีวิตและแรงจูงใจในการทำงานตามความหมายเชิงพุทธ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, 2546, 60 หน้า.

ปฏิจจสมุปบาท. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, http://th.wikipedia.org/

Tags: , , , , , , , ,

Comments 2 Comments »

เรื่องนี้เป็นนิทานเรื่องเล่าที่ให้ข้อคิดในเชิงการบริหารบุคคลในองค์กรที่น่าสนใจครับ�
———————————————————— 

       หญิงชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อม ด้วยความเหงานางจึงหาสัตว์มาเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนสองตัว คือ ลิงและลา วันหนึ่งหญิงชาวบ้านคนนี้ต้องออกไปตลาดเพื่อซื้ออาหาร ก่อนออกจากบ้านเธอได้เอาเชือกมาผูกคอลิง แล้วมัดขาของลาเอาไว้ทั้งสองข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงทั้งสองตัวเดินย่ำไปมาในกระท่อมจนทำให้ข้าวของต่างๆ ได้รับความเสียหาย

      ทันทีที่หญิงชาวบ้านออกจากบ้านไป ลิงซึ่งมีความฉลาดและแสนซนเป็นคุณลักษณะประจำตัวก็ค่อยๆ คลายปมเชือกออกจากคอของมัน อีกทั้งยังซุกซนไปแก้เชือกมัดขาให้แก่ลาอีกด้วย หลังจากนั้นเจ้าลิงก็กระโดดโลดเต้น ห้อยโหนโจนทะยานไปทั่วกระท่อมจนทำให้ข้าว ของต่างๆ ล้มระเนระนาดกระจัดกระจายไปทั่ว อีกทั้งยังซุกซนรื้อค้นเสื้อผ้าของหญิงชาวบ้านมาฉีกกัดจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะที่ลาได้แต่มองดูการกระทำของเจ้าลิงอยู่เฉยๆ

      สักครู่หนึ่ง หญิงชาวบ้านคนนี้ก็กลับมาจากตลาด เจ้าลิงมองเห็นเจ้าของเดินมาแต่ไกลจากทางหน้าต่าง ก็รีบเอาเชือกมาผูกคอตนไว้ อย่างเดิมและอยู่อย่างสงบนิ่ง…

Read the rest of this entry »

Tags: , ,

Comments 1 Comment »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology