กระบวนการสร้างนวัตกรรม

อรุณี ชัยสวัสดิ์
นักวิจัย
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.)

     การพัฒนานวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาด  มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ สามารถขายและสร้างเป็นธุรกิจได้นั้น  ต้องมีองค์ประกอบหลายประการ  เช่น ความใหม่ (Newness)   ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำ หรือเลียนแบบ สามารถใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefit) หรือสามารถขยายผลสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องได้

     กระบวนการสร้างนวัตกรรม เกิดขึ้นหลากหลายวิธี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ความต้องการแก้ปัญหา (Problem) การจัดการและต่อยอดองค์ความรู้ (Knowledge Management) และการปรับปรุงและพัฒนา (Improvement) ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยม เนื่องจากประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ อีกทั้งมีโอกาสสำเร็จสูง สามารถนำไปใช้ได้ทั้ง นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) วิธีการโดยการระดมความคิด เพื่อค้นหาจุดบกพร่องของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการเดิม ประกอบกับการประเมินความต้องการหรือความพึงพอใจของผู้ใช้ นำมาใช้เป็นข้อมูลป้อนเข้า (Input) เพื่อใช้วิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่แท้จริงของปัญหา ดังนั้น การวางแผนเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้วยวิธีนี้ จึงต้องมีการกำหนดแผนและวิธีการดำเนินงาน ในรูปแบบของกระบวนการ (Process Approach) โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน รูปแบบนี้สามารถใช้ได้กับ งาน กระบวนการ และ กิจกรรมทุกประเภท นั่นคือ พิจารณาจาก ส่วนปัจจัยนำเข้า (Input) คือ ทรัพยากร วัตถุดิบ ประกอบด้วย ชนิด ประเภท สัดส่วน ปริมาณ น้ำหนัก ความชื้น ฯลฯ ส่วนกระบวนการ (Process) คือ วิธีการ ขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนการผลิต ได้แก่ กระบวนการ เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ ระยะเวลาการผลิต อุณหภูมิ ความดัน ระบบควบคุม ระบบ IT การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลผลิต (Output) คือ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ บริการใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ตามต้องการ

     หลักการ Process Approach เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยนำเข้า (Input) เช่น เปลี่ยนวัตถุดิบ สัดส่วนหรือปริมาณฯลฯ ก็จะทำให้ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับกระบวนการ (Process) สามารถจำแนกเป็น กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนหรือวิธีการ เช่น เปลี่ยนเทคโนโลยี/เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนเครื่องมือ ระยะเวลา อุณหภูมิ ความดัน ฯลฯ ทำให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน สำหรับกระบวนการทำงานในภาคธุรกิจบริการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น การบริหารงานคุณภาพ การนำระบบ IT มาใช้ สามารถลดขั้นตอน การซ้ำซ้อน ใช้คนน้อยลง ลดความผิดพลาด รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น เกิดเป็นกระบวนการใหม่ ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่นี้ หากสามารถสร้างรายได้ หรือมูลค่าเชิงพาณิชย์ ก็จะกลายเป็นนวัตกรรมใหม่นั่นเอง

     อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดำเนินงานในภาคธุรกิจ หรือภาคอุตสาหกรรมการผลิตนั้น ประกอบด้วย กิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆมากมาย เมื่อนำมาเชื่อมโยงกัน จะทำให้ Output ของ Process หนึ่งไปเป็น Input ของอีก Process หนึ่ง เกิดความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) จนเกิดเป็นระบบ (System Approach) ดังนั้น หาก Input เริ่มต้นดี จะส่งผลให้ได้ Output ดี เช่นกัน แต่หาก Input ไม่ดี ก็จะส่งผล Output ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพ ซึ่ง Output ที่ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพนี้จะกลายเป็น Input ของกระบวนการต่อไปอีก ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลลัพธ์ด้อยคุณภาพ ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่โดยใช้ Process Approach และ System Approach จะช่วยให้นวัตกร (Innovator) สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของกระบวนการ และค้นหาจุดบกพร่อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นเครื่องมือดำเนินการ ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลาย สามารถตอบสนองความคาดหวัง และความต้องการของผู้บริโภค มีความทันสมัย โดดเด่นและแตกต่าง สร้างเป็นธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างไม่สิ้นสุด

การถ่ายภาพให้สวยด้วยกล้องและสมาร์ทโฟนด้วยตนเอง ไม่ยากอย่างที่คิด

 

นายสุรพล  ตนานนท์ชัย (นักประชาสัมพันธ์อาวุโส)

          การสื่อสารในยุคดิจิทัล  การถ่ายภาพเป็นความนิยมของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในการบันทึกภาพเพื่อประโยชน์ในการทำงานและชีวิตส่วนตัว  กองสื่อสารภายใน (กสน.) สำนักสื่อสารองค์กร (สสอ.) จึงจัดการอบรมหลักสูตร Introduction Photo Class for TISTR :   การถ่ายภาพให้สวยงามด้วยกล้องและสมาร์ทโฟนด้วยตนเอง ตามโครงการ TISTR Photo’s Stock ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพนักงาน และลูกจ้าง วว. เกินเป้าหมาย   นับเป็นการอบรมเชิงถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างดียิ่ง

การอบรมถ่ายภาพให้สวยด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การถ่ายภาพด้วย Smart Phone โดย วิทยากรจากภายนอก นายญาณพัฒน์  บุญเกตุ วิทยากรที่มีชื่อเสียงในการโฆษณาแบบ Emotional Communication มีประสบการณ์ในวงการนักสร้างสรรค์งานโฆษณาโดยตรง ปัจจุบันทำงานที่บริษัท Creative Juice  และเป็นช่างภาพอิสระ   มี Facebook ที่แบ่งปันภาพถ่ายสวยๆ ชื่อ facebook.com/Nickplus    วิทยากรท่านนี้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับมุมมองการถ่ายภาพ เทคนิคการใช้ Smart Phone  function หลักของ Smart Phone ทั้ง 2 ค่าย คือ iphone และ Samsung ที่ใช้ในการถ่ายภาพให้สวยงาม

Pic1

หลายคนได้รับความรู้ที่ได้จากการถ่ายภาพด้วย Smart Phone ด้วยแนวคิด “ภาพ 1 ภาพ คือการเล่าเรื่องราว” ดังนั้น จึงควรรู้สิ่งที่พึงปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ 20 ประการสำหรับการจัดองค์ประกอบภาพ ได้แก่

  • ไม่ไกลเกินไป : ในการถ่ายภาพควร Focus วัตถุที่จะถ่ายไม่ไกลเกินไป เพื่อจะได้รูปคน รูปวัตถุ ที่เราต้องการจะสื่อให้ทราบว่าเป็นภาพอะไร ทำอะไร ที่ไหน
  • ไม่บัง : ก่อนถ่ายภาพควรสำรวจหน้ากล้องทุกครั้ง เปิดหน้ากล้องหรือยัง หรือขณะที่ถ่ายภาพนิ้วมือไม่ควรบังหน้ากล้อง
  • ไม่มืด : หากถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ เราควรเปิด Flash ตามความเหมาะสม
  • ไม่เอียง : การถ่ายภาพคน หรือสถาปัตยกรรม ไม่ควรเอียงกล้องถ่ายภาพ แต่ควรถ่ายแบบตั้งตรงตามที่เรามองเห็นก่อนถ่าย
  • ไม่น้อย : การถ่ายภาพคน หรือวัตถุ ไม่ควรถ่ายเพียงนิดเดียว ควรถ่ายให้เต็มวัตถุนั้น เพื่อจะได้รู้ว่าวัตถุนั้นคืออะไร ถ้าเป็นภาพคนจะได้ทราบใครทำอะไร ที่ไหน
  • ไม่เบลอ : เราควร Focus วัตถุที่จะถ่ายภาพ เพื่อเล่าเรื่องสื่อให้คนดูทราบว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร
  • ไม่ซ้าย/ไม่ขวา : ในการถ่ายภาพไม่ควรหนักด้านซ้าย หรือด้านขวามากเกินไป ควรจัดภาพให้สมดุล ภาพจะออกมาสวยงาม
  • อย่ากระพริบตา : ขณะถ่ายภาพควรสำรวจด้วยว่าคนที่เราถ่ายกระพริบตาหรือไม่
  • ไม่ใกล้เกินไป : ไม่ควรถ่ายภาพวัตถุที่ต้องการใกล้เกินไป เพียงถ่ายให้รู้ว่าวัตถุนั้นคือภาพอะไร
  • ไม่รก : การถ่ายภาพควรพิจารณาว่าสิ่งที่ตั้ง หรือวาง นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราจะถ่ายเพื่อเล่าเรื่องนั้นหรือไม่
  • ถ่ายในระดับสายตา : ควรถ่ายภาพให้พอดีกับวัตถุนั้น เพื่อบอกเล่าเรื่องในสิ่งที่เรามองเห็น
  • ไม่แบ่งแยก : ภาพที่ถ่ายไม่ถ่ายแบ่งแยกเป็นส่วน เพราะจะทำให้ไม่รู้ว่าวัตถุที่ถ่ายนั้นคืออะไร
  • ไม่ถ่ายภาพหมู่ : ในการถ่ายภาพหมู่ควรจัดให้กระจาย โดยจัดสัดส่วนของภาพ เพื่อให้มองเห็นทุกคน
  • ไม่ถ่ายเท้า : ควรจัดระดับกล้องไม่สูง หรือต่ำเกินไป เพื่อได้ภาพครบทุกส่วนตามต้องการ
  • ไม่สั่น : ไม่ควรถ่ายภาพมือเดียว ควรจับกล้องสองมือ โดยใช้นิ้วโป้งกด Shutter
  • ไม่เงา : หลีกเลี่ยงเงาตกกระทบภาพ ขณะถ่ายภาพไม่ควรหันหลังให้แสง
  • ดูเพื่อนด้วย : ควรดูความพร้อมของเพื่อนก่อนถ่ายภาพ
  • เป็นธรรมชาติ : ควรตกแต่งภาพหลังถ่ายให้เป็นตามธรรมชาติ
  • ไม่แตก : ควรเลือกภาพถ่ายที่คมชัด
  • ไม่เปิดFlash : การเปิด Flash ถ่ายภาพบางครั้งก็ไม่สามารถเล่าเรื่องได้ เพราะแสงของ Flash จะสะท้อนเข้ามา เช่นการถ่ายภาพกับกระจกในห้องน้ำ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการฝึกแต่งภาพด้วย Snapseed ซึ่งเป็น Free Application บนมือถือที่ใช้งานง่ายและสะดวก เสริมด้วยการแนะนำเว็บไซต์ Pixabay ซึ่งเป็นแหล่งรวมภาพ วีดีโอ ภาพประกอบให้เลือก Download มากมายจากช่างภาพทั่วโลก สามารถ Download ภาพสวยๆ มาใช้งานได้ฟรีไม่มีลิขสิทธิ์ มีการแนะนำวิธีการตรวจสอบที่มาของภาพ บรรยากาศในการอบรมจากการฟังบรรยายในช่วงแรก จะเป็นช่วงตื่นเต้น สนใจ ภายหลังครึกครื้น เพราะมีการถ่ายภาพนางแบบจริงมาอธิบาย มีการนำภาพของแต่ละคนมาให้ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ทำให้มีความเป็นกันเองมากขึ้น

Pic2

สรุปได้ว่า  การถ่ายภาพ  ต้องขึ้นอยู่กับแสง   การจัดองค์ประกอบของภาพ และที่สำคัญ คือภาพต้องบรรยายเรื่องราวที่ต้องการสื่อได้อย่างชัดเจน

ช่วงบ่าย นางสาวศศิกานต์ แต่งเสร็จ จาก สสอ.  แบ่งปันความรู้และประสบการณ์การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล DSLR เทคนิคการถ่ายภาพแบบ Manual การล็อกค่ารับแสง และFocus ทำให้ได้ความรู้ว่า การตั้งค่าการถ่ายภาพสำคัญมาก ต้องมีความรู้เรื่องการจัด Frame ภาพ การตั้งค่ารูปรับแสง ความเร็ว Shutter ค่า ISO ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับความไวต่อแสง ซึ่งการตั้งค่า ISO สูงๆ ทำให้ถ่ายภาพในที่มืดได้ โดยวิทยากรได้แสดงการสาธิตการถ่ายภาพที่ปรับรูปรับแสง ความเร็ว Shutter และค่า ISO ที่ค่าต่างๆ แสดงให้เห็นเปรียบเทียบจนเกิดความเข้าใจได้ง่าย

การอบรมในครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เหมาะสำหรับผู้ที่ยังใช้งานกล้องไม่เป็น หรือ มือใหม่หัดถ่ายภาพ  เทคนิค  ลูกเล่น  มุมมอง  การจัดองค์ประกอบภาพ  การใช้แสง เวลาที่เหมาะสมในการถ่ายภาพ ล้วนเป็นการถ่ายภาพที่ช่วยให้ได้ภาพที่สวยงามนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

ทุกคนเริ่มสนุกกับการถ่ายภาพ และคงได้เล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายที่จะเก็บไว้ในความทรงจำ  เหมือนการได้เรียนรู้ในวันนี้  …สนุกแบบลืมไม่ลงทีเดียว

 

Logo…(สัญลักษณ์ บอกตัวตน)

โดย ปุณณภพ โผผิน (กองประชาสัมพันธ์)

           หลายคนคงคุ้นหู กับ คำว่า โลโก้ (logo) คุ้นตา กับ ภาพกราฟฟิกแปลกๆ รูปคนบ้าง รูปสัตว์บ้าง หรือลายเส้น ตัวอักษรไม่กี่ตัวหรือคำสั้นๆ ก็มี รูปแบบเหล่านี้เรียกว่า โลโก้ (logo) หรือตราสัญลักษณ์ ซึ่งบางคนนำตัวอักษรตัวหน้าของบริษัท หน่วยงานมาเป็นโลโก้ แล้วอ่านใหม่ให้กระชับ จำง่ายขึ้น   จึงทำให้โลโก้ (logo)  มี 2 รูปแบบใหญ่ๆ

  1. 1. โลโก้แบบตัวอักษร (word mark) ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ไม่นาน หรือเป็นบริษัทที่ต้องการให้ลูกค้าจดจำชื่อ คุ้นหู ติดปาก ไปพร้อมๆกัน แต่การใช้โลโก้แบบนี้หากไปอักษรภาษาไทย จะต้องปรับเป็นภาษาอังกฤษด้วย ถ้าต้องการนำบริษัทเข้าสู่ระดับสากล
  2. coke1-Uw3dXdNSkWBfd_edot3pNw
  3. 2. โลโก้แบบกราฟฟิก (symbol) ปัจจุบันบริษัทน้อยใหญ่นำมาใช้กันเป็นจำนวนมาก แต่ในบริษัทใหญ่ๆที่เปิดตัวมานานแล้วจะทำการพัฒนาจากโลโก้ตัวอักษรมาป็นโลโก้กราฟฟิกแทน ทำให้โลโก้ดูทันสมัย ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ลักษณะของโลโก้แบบกราฟฟิกนี้จะทำการตัดทอนรูปแบบ หรือสร้างเป็นรูปสัตว์ รูปอุปกรณ์ ที่ไม่ให้ยุ่งยาก ทำให้จดจำง่าย
  4. symbolic-logo logo (1)

โลโก้ดีๆ เค้าเป็นกันอย่างไร?

หลักการเบื้องต้นของการสร้างโลโก้ใน 1 ชิ้น ต้องสร้างรูปแบบที่ไม่ยุ่งยาก จดจำง่าย นำไปใช้ได้หลากหลายสถานะ สีที่ใช้ไม่ควรเกิน 3 สี  (จำนวนสียิ่งน้อย ยิ่งเป็นการดี) เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้กับเนื้องานหรือวัสดุรองรับอื่นๆ และไม่สิ้นเปลืองค่าทำเพลทสีในระบบการจัดพิมพ์ สังเกตได้ว่าบางบริษัทใช้แค่สีเดียว เพื่อให้มีจุดเด่น จดจำง่าย

158_20110201115650z8

แม้ปัจจุบัน การนำโลโก้ไปใช้ไม่ได้อยู่แค่บนสิ่งพิมพ์หรือบนผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังนำไปใช้บนสื่อมัลติมีเดียต่างๆ อาทิเช่น  เว็บไซต์  เฟสบุ๊ก  ไลน์  หรือระบบสื่อสารต่างๆ แต่ก็ยังใช้แนวคิดหรือหลักการในการออกแบบโลโก้ที่เหมือนๆ กัน

afd-19215

จำเป็นหรือไม่…ที่ต้องยึดหลักในการออกแบบโลโก้

การออกแบบงานที่ดีควรอยู่บนหลักการที่ดี แต่ในบางครั้งการออกแบบโลโก้ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดหลักการทั้งหมด เพราะหลักการไม่ใช่เหตุผล ในบางคราวผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงความต้องการของเจ้าของสินค้าเป็นเหตุผลหลัก คือ ความต้องการจากเจ้าของนั่นคือเหตุผลหลัก… ทั้งเรื่องรูปแบบ การจัดวางองค์ประกอบ เรื่องของสี รายละเอียดที่ต้องการใส่ และอีกหลายๆอย่าง ซึ่งในบางครั้งอาจมีอิทธิพลมาจากความเชื่อโชคลาง การถูกโฉลกของสี มีโชคลาภ เงินทอง เป็นต้น จึงทำให้โลโก้บางชิ้นถูกออกแบบมาตรงกับความต้องการของเจ้าของ แต่ไม่ตรงตามหลักการของผู้ออกแบบ เราจึงได้พบเห็นโลโก้ที่ตรงหลักการบ้าง    ตรงใจเจ้าของบ้าง ใช้ปะปนกันไป  ซึ่งผู้ออกแบบต้องปรับตัวมากขึ้น เช่น ออกแบบโลโก้โดยอยู่บนพื้นฐานของ    โงวเฮ้ง ฮวงจุ๊ย หรือความเชื่อส่วนบุคคลเสริมเข้าไปในการทำงาน หรือการนำเสนอผลงาน จะเป็นการดีมากๆ

googlechrome_logo

การออกแบบโลโก้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์สักชิ้นหนึ่งกับผลิตภัณฑ์ของเรานั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า โลโก้นั้นตอบโจทย์กับผลิตภัณฑ์ของเราได้มากแค่ไหน ช่วยให้เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้มากแค่ไหน หรือทำให้ผู้คนรู้จักเราได้มากแค่ไหน

….แนวคิดดังกล่าว คือ ประโยชน์จากการใช้ “โลโก้”….

อ้างอิง

https://gengsittipong.com

http://www.myhappyoffice.com/index.php/2012/06/logo-design-message/

http://www.neutron.rmutphysics.com

http://technologywisdom.com/es/logo-design-form.ph

http://www.udondesign.com

https://freedesignfree.wordpress.com

เทรนด์กราฟฟิกดีไซน์ปี 2017 เพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0

โดย ปุณณภพ โผผิน 

            เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยในปัจจุบันคือ ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่มีการนำเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการพัฒนาและช่วยในการขายสินค้า ดังนั้นในส่วนของงานกราฟิกดีไซน์จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคไทยแลนด์ 4.0 การออกแบบต่างๆ ต้องมีการศึกษาเทรนด์ที่มีความเป็นสากล เหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อให้งานการฟฟิกดีไซน์มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งเทรนด์ในงานกราฟฟิกดีไซน์ต่างๆ สามารถสรุปย่อๆ ได้ ดังนี้

        1. การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น วารสาร (magazine) จุลสาร (booklet) โปสเตอร์ (poster) แผ่นพับหรือใบปลิว (leaflet) เทรนด์งานกราฟิกดีไซน์สำหรับสื่อประเภทนี้ ปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่ความเรียบง่าย มีความเป็นธรรมชาติ มีการเลือกใช้สีที่สื่อถึงความสดใหม่ สดใส ตื่นตัว มีการใช้ลูกเล่นโดยการไล่เฉดสี สำหรับลักษณะการใช้ลายเส้นจะเป็นการเลียนแบบจากธรรมชาติรอบตัว เช่น คลื่นทะเล ลายหินอ่อน ใบไม้ ดอกไม้ ปีกนก นอกจากนี้การดีไซน์ยังมีกลิ่นไอของการออกแบบในยุค 80 ที่ผสมอยู่ในการใช้สีและการลักษณะเลือกใช้ตัวอักษร (font) อีกด้วย  ในส่วนของการใช้ภาพประกอบนั้น จะเน้นไปที่การสร้างกราฟฟิกแทนการใช้ภาพจริง หรือใช้ภาพวาดมือ (hand-drawn) ผสมผสานกับกับการใช้ภาพกราฟิก

    So-Schmeckt-2017-wpcf_700x454

tpc_general_spring-summer_2017

        2.การออกแบบโลโก้ ยุคนี้ก็ยังคงยึดถือปรัชญาเดิมคือ การสร้างความน่าจดจำและสื่อถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท โดยการออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ความเรียบง่าย ลายเส้นไม่ซับซ้อน ดูสบายตา ใช้การออกแบบที่เป็นแบบแบน (flat design) และมีการใช้การออกแบบที่ว่างรอบวัตถุให้เกิดภาพซ้อนอีกภาพหนึ่ง (negative space) สำหรับลักษณะลายเส้นที่ใช้ในการสร้างโลโก้ก็จะเน้นไปที่เส้นหนาทึบเสมอกันวางอยู่พื้น (background) สีเดียว นอกจากนี้หลายแบรนด์ยังเลิกใช้ตัวอักษรในโลโก้ เพื่อให้โลโก้ดูเรียบง่าย สะอาดตา สำหรับภาพที่ใช้ในการสร้างโลโก้หากไม่ได้สร้างจากลายเส้นก็จะนิยมใช้เป็นภาพวาดมือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการให้ดูมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์

                                        003-logo590 winelogo

                      2011-logo-rebranding-starbucks Insta-1

      images cafeB

         3. การออกแบบสื่อออนไลน์ที่เป็นภาพนิ่ง การใช้ภาพนิ่งเพื่อเป็นสื่อในการประกาศ โฆษณา หรือแจ้งข่าวสาร ผ่านทางโซเซียลมีเดีย มีความสำคัญอย่างมากในยุคนี้ ดังนั้นการออกแบบสื่อออนไลน์จึงต้องมีความทันสมัยไม่ตกเทรนด์ ซึ่งเทรนด์ของปีนี้ก็ยังเน้นไปที่ความเรียบง่ายเช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์และโลโก้ แต่จะต่างกันตรงที่สื่อออนไลน์ยุคนี้จะนิยมใช้ cinemagraphy หรือการสร้างภาพเคลื่อนไหวเฉพาะจุด เพื่อให้ดูมีมิติ ดึงดูดสายตาและความสนใจของผู้อ่าน ซึ่งภาพเคลื่อนไหวนี้นิยมใช้ในการทำโลโก้ที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์เช่นกัน ตัวอย่างภาพนิ่งในลักษณะ cinemagraphy สามารถหาดูได้จาก ที่นี่

        4. การออกแบบสื่อออนไลน์ที่ภาพเคลื่อนไหว (motion graphic) ยุค 4.0 มีการใช้ motion graphic ในการสื่อสารโน้มน้าวใจ ให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเทรนด์ในยุคนี้จะมีการใช้ภาพกราฟฟิกในลักษณะ 2D และ 3D ผสมผสานกันในสื่อตัวเดียว การเปลี่ยนฉากในแต่ละฉากจะมีความต่อเนื่องกัน (seamless transitions) โดยสิ่งที่เห็นในฉากก่อนหน้าจะปรากฏ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงลักษณะในฉากต่อไป ซึ่งสร้างความรู้สึกต่อเนื่องให้แก่ผู้ชม สำหรับลักษณะเนื้อเรื่องที่นิยมใช้จะเป็นกึ่งสารคดีแอนนิเมชัน มีการใช้ตัวอักษรน้อย เน้นที่การบรรยายเล่าเรื่อง หรือเพลงประกอบที่เข้ากับเนื้อหาของเรื่อง ส่วนภาพแอนนิเมชันจะใช้ไม่กี่สีและมีการไล่เฉดสี ลายเส้นในการสร้างภาพจะไม่ซับซ้อน หนักแน่น เรียบง่าย และสะอาดตา เช่นเดียวกับสื่ออื่นๆ ตัวอย่าง motion graphic ของปี 2017 สามารถหาดูได้จาก https://envato.com/blog/best-motion-graphics-trends-design-2017/

จะเห็นได้ว่าเทรนด์ในการออกแบบกราฟิกของสื่อต่างๆ ยุคนี้จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย สะอาดตา เพื่อสร้างความสบายตาให้แก่ผู้ชม ดังนั้นการออกแบบสื่อต่างๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์เอง จึงควรจะมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความน่าสนใจและไม่ตกเทรนด์ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยเช่นกัน

อ้างอิงจาก

https://webdesignledger.com/9-graphic-design-trends-need-aware-2017/

http://www.indesignskills.com/inspiration/2017-graphic-design-trends/

http://justcreative.com/2017/01/01/2017-logo-design-trends-forecast/

https://envato.com/blog/best-motion-graphics-trends-design-2017/

ขอบคุณภาพประกอบจาก Google Image 

 

เล่าประสบการณ์การสนทนาระหว่างนักวิจัยรุ่นเยาว์กับผู้ทรงเกียรติที่ได้รับรางวัลโนเบล

โดย ดร. นารินทร์  จันทร์สว่าง ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศคช.)

        ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ วว. ที่ได้ให้โอกาสนารินทร์ได้เข้าร่วมประชุม 13th Science and Technology in Society forum (STS forum) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม 2560 ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ทำให้นารินทร์ได้เปิดโลกทัศน์แลกเปลี่ยนความรู้  จากการได้สนทนาหรือฟังการบรรยายจากผู้ทรงเกียรติที่ได้รับรางวัลโนเบล นักวิจัยผู้มีประสบการณ์สูง นักธุรกิจ นักการเมือง และนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มาจากทั่วโลก  วัตถุประสงค์ของงานประชุม STS forum คือ การจัดหากลไกใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยการเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นและการสร้างเครือข่ายเพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากการประยุกต์ใช้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้งานประชุมยังให้ความสำคัญกับจริยธรรม ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการจัดการอย่างชาญฉลาดและเหมาะสมจะทำให้มนุษย์ในศตวรรษที่ 21  อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  ก่อนการเริ่มงานอย่างเป็นพิธีการในวันถัดไป ทางผู้จัดงานได้จัดกลุ่มนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มีลักษณะงานใกล้เคียงกันประมาณ 7-8 ท่าน จากนั้นเชิญผู้มีชื่อเสียงและนักวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลเข้าร่วมสนทนากับนักวิจัยรุ่นเยาว์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเกิดความสำเร็จในอาชีพการทำงาน โดยกลุ่มของนารินทร์ ได้รับเกียติจากนักวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบล 2 ท่าน คือ คุณหมอ Peter Agre และ ดร. Tim Hunt มาร่วมสนทนา

Narin
Peter Agre

        เริ่มแรกขอกล่าวถึงประวัติของคุณหมอ Peter Agre   คุณหมอเป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษาสาขาวิชาแพทยศาสตร์จาก Johns Hopkins School of Medicine และมีประสบการณ์ด้านงานวิจัยและการสอนหนังสือจนกระทั่งคุณหมอได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถึง 19 ใบจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น นอร์เวย์ กรีซ เม็กซิโก ฮังการี และจากสหรัฐอเมริกา คุณหมอได้วิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรียมาเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นเขาได้ค้นพบ Aquaporins ซึ่งเป็นช่องทางเฉพาะที่โมเลกุลน้ำผ่านเข้าออกระหว่างเซลล์ และเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2546 (ค.ศ. 2003) ทางด้าน “discoveries concerning channels in cell membranes” คุณหมอเล่าว่าเขาชอบทำงานวิจัย ชอบการเรียนรู้ ชอบทำประโยชน์เพื่อสังคมโดยเขาได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรียในประเทศกำลังพัฒนา  นอกเหนือจากความสำเร็จทางด้านหน้าที่การงาน เขายังมีครอบครัวที่อบอุ่น ลูกสามคนของเขา จบการศึกษาที่ดีและมีความเจริญก้าวหน้าในบริษัทที่มั่นคงและขนาดใหญ่ระดับโลก  คุณหมอยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “การทุ่มเท ตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจะทำให้เกิดความสำเร็จและเกิดความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง”

Tim Hunt
 Tim Hunt

        ท่านผู้ทรงเกียรติลำดับถัดมา คือ ดร. Tim Hunt เป็นชาวอังกฤษ จบการศึกษาปริญญาเอกจาก University of Cambridge ท่านและทีมงานได้ทำงานวิจัยแล้วพบว่ากลูต้าไธโอน (glutathione) ปริมาณเพียงเล็กน้อยสามารถยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังไม่เจริญเต็มที่ และยังพบว่าสาย RNA ใช้เป็นตัวเริ่มต้นการสังเคราะห์ haemoglobin (สารสีแดงในเม็ดเลือดเป็นโปรตีนที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย)  ดร. Tim Hunt ได้รับรางวัลโนเบลสาขา Physiology or Medicine ปี 2544 (ค.ศ. 2001) ร่วมกับนักวิจัยอีกสองท่านทางด้าน “for their discoveries of key regulators of the cell cycle” ในการการค้นพบ Cyclins ซึ่งเป็นกลุ่มโปรตีนสำคัญที่ควบคุมการแบ่งเซลล์   ดร. Tim Hunt กล่าวว่าเขาชอบทำงานวิจัย จะรู้สึกความตื่นเต้นที่ได้ทราบผลการทดลองจากลูกศิษย์ และท่านยังบอกถึงเคล็ดลับในการประสบผลสำเร็จว่า การที่เขามีลูกศิษย์มากมาย ทำให้งานวิจัยนั้นมีปริมาณมากและมีองค์ความรู้มาก ซึ่งจะทำให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

        จากการสนทนากับผู้ทรงเกียรติทั้งสองท่านนี้ ทำให้นารินทร์ได้ทราบว่าความสำเร็จไม่ได้มาง่ายๆ สิ่งนั้นมาจากการทุ่มเท ตั้งใจทำงาน สะสมประสบการณ์และองค์ความรู้ การทำงานเป็นทีมทำให้ได้งานที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น  รวมทั้งไม่ลืมที่จะใส่ใจครอบครัว จะทำชีวิตเรามีความสุขและความสมดุล….:)

การเสนองานในรูปแบบ Pitch Presentation

ปฐมสุดา อินทุประภา

Pitch ในพจนานุกรมของ Cambridge มีหลายความหมาย แต่หากพูดถึงในด้านการนำเสนองานนั้น คำว่า Pitch จะหมายถึง a speech or act that attempts to persuade someone to buy or do something หรือแปลว่า การกระทำหรือคำพูดที่โน้มน้าวใจผู้ฟังให้ซื้อสินค้า บริการ หรือทำตามที่เราต้องการ ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม

ในปัจจุบันการนำเสนองานในลักษณะนี้ มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจ Startup  ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุน เหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ (entrepreneur)  จะต้องนำเสนอผลงานหรือไอเดียธุรกิจให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง  Pitch Presentation   นั้น ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีทักษะในการดึงดูดผู้ฟังให้สนใจงานของตนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ยังต้องมีการฝึกซ้อมการนำเสนอให้เกิดความชำนาญ เพื่อการนำเสนอที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ และสามารถลดความรู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าลง

Man Hosting A Show And Talking Into Microphone

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการนำเสนองานในรูปแบบนี้ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเลือกข้อมูลที่เหมาะสม เนื่องจากผู้นำเสนอมีข้อมูลจำนวนมากที่อยากจะนำเสนอ จึงอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำเสนอควรจะเน้นไปในเชิงใด ดังนั้นในบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยวางแผนในการเลือกข้อมูลที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

 การเริ่มต้นนำเสนอข้อมูลจากปัญหา

ผู้นำเสนอควรจะชี้แจงถึงความสำคัญของผลงานวิจัยหรือธุรกิจของตนเองว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์อะไรในสังคม โดยข้อมูลที่เลือกมานำเสนอนั้นจำเป็นจะต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ เพราะการเริ่มต้นที่น่าประทับใจ (hook) จะทำให้ผู้ฟังสนใจและติดตามฟังไปจนจบ

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์มีการทำงานอย่างไรinvestor1

ในส่วนนี้ผู้นำเสนอควรจะพูดถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจว่าเป็นอย่างไร มีการทำงานอย่างไร มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างไร วัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการดำเนินการธุรกิจเป็นอย่างไร มีการบริหารจัดการอย่างไร โดยอาจมีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซึ่งสามารถทำให้น่าสนได้โดยการร้อยเรียงเรียงราวในลักษณะการเล่าเรื่อง (story telling) หรืออาจยกตัวอย่างในสิ่งที่ใกล้ตัวผู้ฟัง เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

investor2กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์

ผู้นำเสนอจะต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่คาดหวังว่าจะมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจบริการ โดยอาจระบุไปอย่างละเอียดถึง เพศ อายุ อาชีพ ของกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว และหากเป็นไปได้ผู้นำเสนอควรจะมีการวิเคราะห์ส่วนแบ่งการทางการตลาดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน

การรับมือกับความเสี่ยง

การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนั้นผู้นำเสนอจึงควรนำเสนอแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแก่นักลงทุน ซึ่งอาจทำได้โดยการยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมโรงงานผลิต  หรือการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่างๆ ที่มีผลต่อการดำเนินการธุรกิจหรือการผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นในการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งหากผู้นำเสนอสามารถที่จะผูกเรื่องเป็นเรื่องราวให้น่าสนใจได้ และนำเสนอในลักษณะของการบอกเล่าเรื่อง ไม่ใช้ลักษณะของการบรรยาย ใช้โทนเสียงที่มีความสูงต่ำ ยิ้มแย้ม และมีการสบตาผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้นำเสนอสามารถดึงดูดผู้ฟังได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อม ดังคำกล่าวที่ว่า practice makes perfect

อ้างอิง

http://researchpark.illinois.edu/resources/how-make-pitch-presentation

http://mashable.com/2011/06/24/startup-pitch-presentation/#buOYzxpRskqf

http://www.forbes.com/sites/carminegallo/2013/07/31/5-must-have-presentation-tips-for-pitching-to-angel-investors/#17dfce173822

เตาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานฟรี จากค่ายเยาวชนสะแกราช

เตาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานฟรี จากค่ายเยาวชนสะแกราช

>>>>> โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง <<<<<

          “ไข่ต้มพลังงานแสงอาทิตย์ของเด็กๆ พร้อมทานแล้วค่ะ”

           ไม่น่าเชื่อว่า เพียงระยะเวลาแค่ 3 – 4 ชั่วโมง กับแสงแดดจ้าในฤดูร้อนกลางป่าดิบแล้งสะแกราช จะทำให้เยาวชนสมาชิกค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์ ของ วว. ได้รับประทานไข่ไก่ที่สุกทั่วถึงกัน

          เราได้ให้น้องๆ เยาวชนทำการทดลอง ประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เลียบแบบตามหลักการทำเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ของมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา ด้วยหลักการง่ายๆ อันได้แก่ การใช้พื้นผิวโลหะที่รองรับและสะสมพลังงานแสงอาทิตย์ และเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน ก่อนที่จะถ่ายเทไปสู่พื้นผิวภาชนะที่รองรับอาหารที่ต้องการปรุงให้สุก

image001image003

 

          ด้วยหลักการดังนี้ จะได้ เตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ภายในกล่องสี่เหลี่ยมมีผนัง 4 ด้าน และพื้น 1 ด้านที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่สามารถกักเก็บความร้อน ส่วนด้านบนของกล่องปิดด้วยกระจกใส เมื่อแสงแดดส่องผ่านกระจกเข้าไปในกล่อง จะถูกดูดซับไว้ด้วย แผ่นรองรับแสงสีดำและภาชนะใส่อาหารสีดำ พลังงานแสงที่ถูกดูดซับเอาไว้จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อนสะสมอยู่ภายในกล่อง

       น้องๆ เยาวชน แบ่งกลุ่มกันออกไปเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มช่วยกันสร้างเตาเลียนแบบเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ด้วยหลักการเดียวกัน จากวัสดุ อุปกรณ์ที่พอหาได้ ได้แก่ ลังกระดาษ A4 กระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์ ปกเอกสารแผ่นใส กระดาษโปสเตอร์สีดำ กรรไกร คัตเตอร์ แลกซิน ฯลฯ

         จากการสังเกตการณ์ของทีมงาน และพี่เลี้ยง พบว่าเยาวชนทุกคนตื่นเต้นมาก และร่วมมือร่วมใจช่วยกันประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นอย่างดี หลายกลุ่มทำได้เหนือความคาดหมายว่าเยาวชนชั้นประถมศึกษาตอนปลายจะสามารถทำได้ น้องๆ ใช้หลักการสังเกต พยายามประดิษฐ์เลียนแบบเตาต้นแบบให้ใกล้เคียงได้มากที่สุด มีการใช้หลักการดูดซับแสง-โดยใช้กระดาษสีดำ หลักการสะท้อนของแสง-ใช้อะลูมิ
เนียมฟอยล์ หลักการกักเก็บความร้อน-ใช้แผ่นใสปิดหน้ากล่อง จนทำให้หลายกลุ่มประสบความสำเร็จในการทำไข่ให้สุก

 

image008image004image006

 

          กิจกรรมนี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เยาวชนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่น้องๆ ได้ลงมือทำเอง ประดิษฐ์สิ่งของ และทำการทดลองเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ด้วยตัวเอง สร้างความรู้ (knowledge) ความภาคภูมิใจ (proudly) ให้กับเยาวชน และยังก่อให้เกิดความตระหนัก (awareness) ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งผลให้เยาวชนมีทัศนคติ (attitude) ที่ดีต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อโลกที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

การใช้ Mind Map กับการสร้างสรรค์งานศิลป์

การใช้ Mind Map กับการสร้างสรรค์งานศิลป์

ดุรงค์ฤทธิ์  สุดสงวน  กองจัดการความรู้  ศูนย์ความรู้

 

     คุณเคยบ้างไหม…ที่คิดอะไรแล้วไม่ได้ทำ เพียงแค่คิดจึงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลายเป็นเรื่องของความเพ้อฝัน แต่ถ้าสิ่งนั้นสำเร็จเป็นรูปธรรม (outcome) แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย ถ้ามันเกิดประโยชน์ นำไปใช้ได้ก็จะมีคุณค่ามาก จนบางเรื่องที่เป็นผลงาน… มีการตั้งคำถามว่า….”คิดได้อย่างไร”

     จากข้อสังเกตที่ผ่านมา การศึกษาของคนไทยส่วนใหญ่ มักเรียนรู้จากการท่องจำ แต่เราไม่ค่อยได้สอนวิธีคิด ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่จะต้องอาศัย การวิเคราะห์ และการแยกแยะ ให้รอบคอบ เพื่อจะได้ผลงานที่ออกมาตรงใจของคนทำที่สุด

     ผมใช้ Mind Map ในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่พบเจอ Mind Map เป็นเครื่องมือบันทึกความจำที่ดี สามารถสรุปสิ่งต่างๆ ได้เพียงกระดาษแผ่นเดียว เขียนได้ง่าย จดจำได้ง่าย เหมือนกิ่งไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาตามจินตนาการของสมอง  Mind Map เป็นกระบวนการหรือเครื่องมือ (tool) ที่เราสามารถรวบรวมทุกสิ่งที่เราคิด จึงมีประโยชน์มากถ้าเราเข้าใจ และใช้มันให้คุ้มค่า อย่ากระนั้นเลย…เข้าเรื่องกันดีกว่า ในส่วนนี้ผมจะอธิบายวิธีใช้ Mind Map เพื่อสร้างสรรค์งานศิลป์

 

ขั้นตอนการทำ

  1. เก็บทุกสิ่งที่คิดได้ สรุปเป็นเนื้อหาสั้นๆ บันทึกลงในกระดาษ ด้วยเทคนิค Mind Map
  2. เลือกดูในสิ่งต่างๆ ที่เราบันทึก จับเอาบางส่วนที่สำคัญมาใส่ในงานที่เราต้องการทำ โดยการทำงานต้องมีโจทย์ที่ชัดเจน
  3. เมื่อได้โจทย์และรูปแบบต่างๆ ในการสร้างงานศิลป์เรียบร้อยแล้ว จึงทำการแยกแยะ และคัดกรองส่วนประกอบต่างๆ ที่จะมาใส่ในงาน โดยแปลงตัวหนังสือให้เป็นภาพ และวางองค์ประกอบ ในทุกส่วนให้เป็นแบบร่างคร่าวๆ ว่าจะจัดวางอย่างไร ตรงส่วนไหนภาพที่ออกมาจะดูเด่นและน่าสนใจ
  4. ลงมือทำผลงานโดยใช้ข้อมูลจากสิ่งที่คิดมาโดย Mind Map แล้วทำมาสร้างภาพบนงานจริง

20151016_081756

ภาพตัวอย่าง Mind Map กลั่นกรองความคิดเพื่อสร้างผลงานศิลป์

p1

ชื่อภาพ : ชีวิตกับเทคโนโลยี…หอยช้าง

Concept : ในโลกปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ในทางธรรมถือได้ว่าเป็นกลียุค การผสมผสานระหว่าง สัตว์ที่ต่างกัน สามารถได้รูปทรงใหม่ที่ดูแปลกตา อันเป็นผลแห่งเทคโนโลยีกับธรรมชาติที่ดำรงอยู่ร่วมกัน

ขนาดภาพ : 21 x 29.7 cm.

เทคนิค : สีไม้ สีเทียน สีโปสเตอร์

ภาพตัวอย่างผลงานที่เป็นผลิตผลจากการใช้ Mind Map กลั่นกรองความคิด

 

     จะเห็นได้ว่าการใช้ Mind Map ได้ประโยชน์คือ สามารถนำไปใช้สร้างสรรค์งานที่สามารถบอกเรื่องราวของความคิดที่อยู่ภายในงานศิลป์ที่บางครั้งเราคิดว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่แท้จริงแล้วงานดังกล่าวมีความคิดที่แทรกอยู่ภายในงานเสมอ ดูเผินๆ การทำงานศิลปะก็คล้ายกับนักวิจัย เวลาผลิตผลงานต้องใช้ความคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ คัดสรร เลือกใช้ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตผลที่มีคุณภาพตรงใจมากที่สุด ผมหวังว่า ข้อเขียนเรื่อง Mind Map กับการนำไปใช้ประโยชน์จะตอบข้อสงสัยของคนที่สนใจในเรื่องนี้ ซึ่งจะนำเสนอเรื่องอื่นๆ ในลำดับต่อไป

เทคนิคการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ

อัปสร เสถียรทิพย์*

ผศ.ลักษมี  คงลาภ**

TE1

                  การนำเสนอ (Presentation)  เป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทั้งในแวดวงการศึกษา แวดวงวิชาชีพ การทำงานทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนให้ความสำคัญกับทักษะการนำเสนอของบุคลากร  Cheryl Hamilton (1999:6)  อธิบายว่า  มีงานศึกษาพบว่าผู้จ้างงานส่วนใหญ่เห็นว่าทักษะการนำเสนอมีส่วนสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในการทำงานมากกว่าทักษะทางวิชาชีพ   จากการศึกษาของ  Michigan State University ศึกษาความคิดเห็นผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล 479 คนจากบริษัทใหญ่ๆ  หน่วยงานของรัฐ  และองค์กรไม่แสวงหากำไร   พบว่าในการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน ทักษะการนำเสนอเป็นทักษะที่สำคัญทีสุดที่ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าทำงาน

ในชีวิตการทำงาน การนำเสนอเป็นบทบาทหน้าที่หนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การนำเสนอเป็นวิธีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารและแนวความคิดไปยังกลุ่มผู้ฟัง ที่อาจจะเป็นกลุ่มผู้ฟังขนาดเล็กที่มีความคุ้นเคยกัน เช่น กลุ่มผู้ร่วมงาน หรือกลุ่มผู้ฟังขนาดใหญ่ที่ไม่มีความคุ้นเคยกัน เช่น กลุ่มบุคคลทั่วไป

TE2

 

              ข้อดีของการนำเสนอคือ

-เป็นการสื่อสารสองทาง (Two ways communication) ระหว่างผู้นำเสนอกับผู้ฟังทำให้ผู้นำเสนอสามารถเห็นปฏิกิริยาของผู้มีอำนาจตัดสินใจได้อย่างทันทีทันใด

– สามารถดึงดูดความสนใจและสร้างผลกระทบต่อผู้ฟังรวมทั้งสร้างความจดจำได้ดีกว่าการนำเสนอด้วยการเขียน (Written Presentation)

– สามารถปรับเนื้อหาหรือเรื่องราวที่กำลังพูดให้เหมาะสมกับผู้ฟังได้อย่างทันท่วงที เช่น เมื่อเห็นว่าผู้ฟังแสดงท่าทางไม่เข้าใจเนื้อหาที่นำเสนอ ผู้นำเสนอก็สามารถปรับปรุงวิธีการนำเสนอเพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

การนำเสนอจะประสบความสำเร็จได้หากมีการเตรียมการที่ดี  “การเตรียมการเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการนำเสนองาน” (Preparation is a major key to delivering a successful presentation) (Nick Morgan 2004:15) เทคนิคการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพประกอบไปด้วย 3 ต.  คือ เตรียมกายและใจ  เตรียมเนื้อหา และเตรียมสื่อ

. ที่ 1 เตรียมกายและใจ  ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งกายและใจก่อนที่จะนำเสนองาน การเตรียมกายเป็นการเตรียมวิธีการสื่อสารของผู้นำเสนอ  เมื่อกล่าวถึง คำว่า” วิธีการสื่อสาร”หมายถึง การใช้เสียง และภาษากายในการนำเสนองาน

          เสียง (Voice) เสียงของผู้นำเสนอเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการนำเสนองาน ไม่ว่าจะเป็นระดับเสียง ความดังของเสียง และการออกเสียง

โดยธรรมชาติแล้วเวลาพูดเสียงของคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับเสียงเหมือนเส้นกราฟที่มีขึ้นสูงและลงต่ำ ผู้นำเสนอควรฝึกการใช้เสียงให้มีการใช้ระดับเสียงสูงต่ำอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้น่าสนใจ และเสียงไม่ราบเรียบเกินไป

          ความดังของเสียง ระดับความดังเสียงของผู้นำเสนอ  ควรให้เหมาะสมกับสภาพของสถานที่ ถ้าเป็นการนำเสนอในห้องประชุมขนาดเล็ก ควรใช้ความดังของเสียงระดับปกติ แต่ถ้าเป็นการนำเสนอในห้องประชุมขนาดใหญ่ ควรใช้เสียงที่ดังขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังในห้องทุกคนได้ยินเสียงของผู้นำเสนอชัดเจน ทั้งนี้ เสียงที่ดังจะฟังดูมีอำนาจและกระตุ้นความสนใจได้ดี

การออกเสียง เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการนำเสนองาน ถ้าผู้นำเสนอพูดออกเสียงไม่ชัด ผู้ฟังก็จะไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ถูกต้อง นอกจากนั้นความเร็วในการพูดก็มีความสัมพันธ์กับการออกเสียง ถ้าพูดเร็วเกินไปคำที่พูดต่างๆที่พูดออกมา จะฟังไม่รู้เรื่อง  ควรมีการหยุดเว้นช่วงในการนำเสนอ โดยเฉพาะหัวข้อสำคัญ  อาจจะเป็นการหยุดเพื่อจะเริ่มหัวข้อใหม่ หรือหยุดเว้นช่วงเพื่อเปลี่ยนอารมณ์จากอารมณ์หนึ่งเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง

                   สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่นำเสนองานที่ดีที่สุดคนหนึ่ง มีเทคนิควิธีการพูด คือ“เปลี่ยนระดับความดังและสลับน้ำเสียงสูงต่ำอยู่เรื่อยๆเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้จับจ้องอยู่ที่คำพูดของคุณ เลือกจุดเปลี่ยนที่เหมาะสม เปลี่ยนจังหวะการพูดเพื่อไม่ให้การพูดของคุณราบเรียบจนเกินไป พูดให้เร็วขึ้นในบางช่วงแล้วช้าลง หยุดเว้นช่วงบ้างเพื่อสร้างอารมณ์ ” (Carmine Gallo 2010)

ภาษากาย (Body Language) มีความสำคัญต่อการสื่อสารของผู้นำเสนอ ภาษากายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างความประทับใจแรกพบ (First Impression)ให้เกิดขึ้นในการนำเสนองาน ก่อนที่ผู้นำเสนอจะเริ่มพูด ควรที่จะประสานสายตา      (Eye Contact)กับผู้ฟังเพื่อแสดงความเป็นมิตรและความเข้าใจ    ผู้นำเสนอที่ดีต้องมีการประสานสายตากับผู้ฟังอย่างสม่ำเสมอ การวางท่า(Posture) หรือการปรากฏกายของผู้นำเสนอในขณะที่นำเสนองานต่อผู้ฟังที่เหมาะสม คือควรวางท่าอย่างสบายๆเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดผนวกกับมีความคล่องตัวพร้อมจะสื่อสารกับผู้ฟัง ควรใช้ท่าทางให้เป็นธรรมชาติแสดงถึงความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว และมั่นใจ

เทคนิคในการใช้ภาษากายเพื่อสร้างความประทับใจ

–    เวลาจะนำเสนองาน ควรลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม

–   เดินไปที่เวทีด้วยท่าทางกระตือรือร้น สร้างความรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังเดินขึ้นไปรับรางวัล

–    ก่อนจะเริ่มพูดควรยิ้มอย่างอบอุ่นกับผู้ฟัง

–    ควรสบสายตากับผู้ฟังก่อนจะพูด

วิธีการพูดและภาษากายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟัง ภาษากายควรสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในคำพูดของผู้นำเสนอ วิธีการสื่อสารที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆ ฝึกการอ่านออกเสียงดังๆเพื่อฟังเสียงของตัวเอง หาจุดเด่น จุดด้อยในการใช้เสียง  บันทึกภาพและเสียงการนำเสนองานของตนเองเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องในการสื่อสาร

การเตรียมใจ  การได้รับมอบหมายให้นำเสนองาน  บ่อยครั้งสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ได้รับมอบหมายว่าจะพูดได้ไหม  จะพูดรู้เรื่องหรือเปล่า จะมีคนสนใจฟังไหม จะมีคนถามคำถามหรือเปล่า สารพัดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการนำเสนองานเพิ่มมากขึ้น  การเตรียมใจด้วยการคิดบวก( Positive Thinking) จึงเป็นสิ่งสำคัญ Elizabeth Tierney (1999:56) กล่าวว่าการคิดบวกเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการขจัดความเครียดและความวิตกกังวลในการนำเสนอ ผู้นำเสนอควรคิดเสมอว่าการนำเสนองานคือการนำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้กับผู้ฟัง เช่น ทำให้ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ทำให้ผู้ฟังรู้สึกชีวิตดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ฟัง  เป็นต้น

 

. ที่ 2 เตรียมเนื้อหา  เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการนำเสนองาน ถ้าไม่มีเนื้อหาการนำเสนองานก็เกิดขึ้นไม่ได้ การเตรียมเนื้อหา คือการกำหนดว่าเนื้อหาที่นำเสนอมีประเด็นใดบ้าง ควรมีการจัดลำดับเนื้อหาอย่างไร  เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอ ผู้นำเสนอจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเนื้อหาที่ตนนำเสนอเป็นอย่างดี เรียกว่า รู้ลึก รู้จริงในสิ่งที่พูด   เมื่อเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่เรานำเสนอ จะทำให้เราสามารถถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังที่ Albert Einstein กล่าวไว้ว่า “ If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough”

 

ก่อนที่จะเตรียมเนื้อหา ผู้นำเสนอควรกำหนดจุดมุ่งหมายในการนำเสนอและศึกษาข้อมูลผู้ฟัง เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางการนำเสนอ การกำหนดจุดมุ่งหมายเป็นการตอบคำถามที่ว่า “ทำไมถึงต้องนำเสนองาน” ผู้นำเสนอคาดหวังว่าจะเกิดผลอะไรจากการนำเสนอ เช่นเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อจูงใจ เพื่อขายหรือเพื่อสอน เป็นต้น ในการนำเสนองานผู้นำเสนอทุกคนควรจะกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ ซึ่งการวัดความสำเร็จของการนำเสนองานสามารถพิจารณาได้จากผลของการนำเสนอนั้นว่าตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่

การศึกษาผู้ฟัง ในการนำเสนองาน ผู้นำเสนอควรที่จะทราบล่วงหน้าว่าใครจะเข้าร่วมฟังบ้าง หากรู้จักกลุ่มผู้ฟังดีเท่าไรก็จะสามารถนำเสนองานให้เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ผู้ฟังจะมีความหลากหลายทั้งทางด้านภูมิหลัง ลักษณะทางจิตวิทยา ที่สำคัญควรวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง (Audiences ’ need)  ว่าผู้ฟังจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างและผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้างจากการนำเสนอ ปัญหาหนึ่งของการนำเสนองานคือการไม่นำเสนอในสิ่งที่ผู้ฟังต้องการที่จะได้ฟัง หากนำเสนอแต่เพียงสิ่งที่ผู้ฟังจำเป็นต้องรู้ โดยไม่คำนึงว่าผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้าง เมื่อนำเสนอเสร็จอาจทำให้ผู้ฟังเกิดคำถามค้างในใจถึงสิ่งที่ต้องการจะรู้แต่ไม่ได้รู้ การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง จะทำให้มีข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดแนวทางและวิธีการที่ถูกต้องในการนำเสนอแก่ผู้ฟังแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความคาดหวังและเหตุผลของผู้ฟังที่มีต่อการนำเสนอนั้นๆ การนำเสนอที่ดีที่สุดคือการนำเสนอด้วยวิธีการและแนวทางที่ถูกใจผู้ฟัง

การเตรียมเนื้อหา ผู้นำเสนอควรเขียนโครงร่างเนื้อหาโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ตามโครงสร้างเนื้อหาได้แก่ การเปิด (Opening)  เนื้อหาหลัก (Body) และ การปิด (Closing)

                    การเปิด (Opening) คือ การดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังและทำให้ผู้ฟังสนใจติดตามเนื้อหา   การเปิดที่ดีจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้นำเสนอ ผู้พูดที่ไม่มีประสบการณ์มักจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวคำขอโทษในเรื่องที่แสดงถึงความไม่มั่นใจและไม่พร้อม เช่น ขอโทษที่มาสาย , งานยังไม่เรียบร้อย ,ไม่เคยนำเสนอมาก่อน หรือรู้สึกตื่นเต้นมาก ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดี เพราะผู้ฟังจะตัดสินผู้นำเสนอตั้งแต่การเริ่มต้นการนำเสนอ ถ้าเริ่มต้นไม่ดี  จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของผู้นำเสนอ

การกล่าวเปิดที่ดีนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ฟัง
  • กล่าวถึงประเด็นสำคัญเป็นหลักแต่สามารถเสนอภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด
  • ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับจากการนำเสนอ
  • ทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือและมั่นใจผู้นำเสนอ

เนื้อหาหลัก (Body )ในช่วงกลางของการนำเสนอเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการนำเสนอรายละเอียด  แต่ผู้พูดควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย จากกราฟที่ 1 แสดงผลการวิจัยทางจิตวิทยาในเรื่องระดับความสนใจของผู้ฟัง กับระยะเวลาในการนำเสนองาน โดยศึกษาการนำเสนองานที่ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 40 นาที พบว่าช่วงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง หลังจากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย

GRAPH

                                                  กราฟที่ 1 แสดงระดับความสนใจฟัง

(Antony Jay and Ros Jay 1996: 24)

         

                   จากผลการศึกษามีประเด็นที่น่าสนใจ 4  ประเด็นคือ ประเด็นแรกการนำเสนองานในระยะเวลาสั้นๆจะเป็นช่วงที่ผู้ฟังมีความสนใจอยู่ในระดับที่สูง ประเด็นที่สอง การนำเสนอประเด็นสำคัญเพื่อให้ผู้ฟังเกิดการจดจำควรนำเสนอในช่วงเริ่มต้น และช่วงสุดท้าย ประเด็นที่สาม หลังจาก 10 นาทีแรกระดับความสนใจของผู้ฟังจะลดลง ควรจะใช้สื่อหรือเทคนิคต่างๆ ช่วยในการดึงความสนใจผู้ฟังกลับมา และประเด็นสุดท้ายระดับความสนใจของผู้ฟังจะไม่เพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของการนำเสนอ หากผู้ฟังไม่ทราบว่ากำลังจะถึงช่วงท้ายของการนำเสนอ

 

                    การปิด  (Closing)  การปิดมีความสำคัญเท่ากับการเปิด ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผู้นำเสนอจะสามารถสร้างความจดจำและความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง ผู้นำเสนอจำเป็นต้องวางแผนการพูด ควรกล่าวย้ำและทบทวนถึงวัตถุประสงค์ในการนำเสนอและสรุปประเด็นที่สำคัญ รวมทั้งแนวคิดหลักๆ ซึ่งเชื่อมโยงเนื้อหาทุกส่วนเข้าด้วยกัน

 

นอกจากจะเตรียมเนื้อหาแล้ว ผู้นำเสนองานควรเตรียมตัวสำหรับการตอบคำถาม โดยคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับคำถามที่ผู้ฟังจะถาม และเตรียมคำตอบให้พร้อมกับทุกคำถาม ซึ่งการคาดการณ์ล่วงหน้าเกิดขึ้นได้จากการศึกษาผู้ฟัง และจากประสบการณ์ของผู้นำเสนอ นอกจากนั้นการคิดบวกต่อการถามคำถามจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการตอบคำถาม ผู้นำเสนอไม่ควรมองว่าการถามคำถามของผู้ฟังเป็นการจับผิดไม่ไว้ใจหรือ มีอคติกับผู้นำเสนอ พยายามมองคุณค่าของการถามคำถามว่า การตอบคำถามเป็นโอกาสที่ได้อธิบายหรือตอกย้ำประเด็นสำคัญ และที่สำคัญการตอบคำถามเป็นวิธีการที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวผู้นำเสนอ เพราะเป็นการแสดงว่าผู้นำเสนอมีความรอบรู้ในเรื่องที่นำเสนอ

          . ที่ 3  เตรียมสื่อ  การนำเสนองานโดยการพูดหรือบรรยายให้ผู้ฟังฟังแต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจจะไม่สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความยากของเนื้อหาที่นำเสนอหรือ ความสามารถในการอธิบายของผู้นำเสนอไม่ดีพอ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ก็ด้วยการใช้สื่อประกอบในการนำเสนอ

สื่อที่ใช้ประกอบในการนำเสนอเช่น  ภาพถ่าย  แผนภูมิ แผนภาพ คลิปภาพ คลิปเสียง เป็นต้นจากเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไกลในปัจจุบัน ทำให้สื่อที่ใช้ในการนำเสนอมีลูกเล่น มีความน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบสื่อสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน  ผู้นำเสนอบางคนจึงให้ความสำคัญในการเตรียมสื่อ มากกว่าการเตรียมเนื้อหา ประกอบกับความเชื่อว่าหากนำเสนอด้วยสื่อที่ดูดี เทคนิคหลากหลาย จะทำให้การนำเสนอสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ความเชื่อดังกล่าวมีความถูกต้องแต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะหากผู้นำเสนอนำเสนอด้วยสื่อที่สวยงาม โดยไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่นำเสนอ ก็จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ดังนั้นการใช้สื่อในการนำเสนอพึงระลึกเสมอว่าให้สื่อเป็นพระรอง ที่ช่วยเสริมความเข้าใจในเนื้อหา ผู้นำเสนอจะต้องเป็นตัวเอกในการนำเสนอ

เทคนิค 3 .การเตรียมกายและใจ การเตรียมเนื้อหา และการเตรียมสื่อ จะช่วยลดความวิตกกังวลในการนำเสนองาน ทำให้ผู้นำเสนอมีความพร้อมที่จะสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถสร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น และหลังจากการนำเสนอผู้นำเสนอควรมีการประเมินตนเอง  หากผู้นำเสนอมองย้อนกลับไป และประเมินในสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ทำได้ไม่ดี รวมถึงพิจารณาสาเหตุของปัญหาก็จะทำให้การนำเสนองานครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังคำกล่าวของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่ว่า “ The farther backward you can look, the farther forward you are likely to see” ยิ่งสามารถมองไปข้างหลังได้ไกลเพียงใด ก็จะยิ่งมีโอกาสเห็นข้างหน้าได้ไกลเพียงนั้น

……………………….

บรรณานุกรม

Carmine Gallo.(2010).เก่งPresentationอย่าง สตีฟ จ๊อบส์ ( แปลจากเรื่อง The Presentation Secrets of Steve Jobs โดย ศรชัย จาติกวนิช และ ประสิทธิชัย วีระยุทธวิไล.)กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แมคกรอ-ฮิล.

Jay,Antony. and Jay,Rose. (1996) .Effective Presentation. UK: Pitman Publishing.

Hamilton,Cheryl.(1999).Essentials of Public Speaking. USA: Wadsworth Publishing Company.

Morgan, Nick. (2004) Presentations that persuade and motivate. USA: Harvard Business .

School Press.

Sampson, Eleri. (2003) Creative business presentations. UK: Kogan Page Limited. Tierney, Elizabeth (1999). 101 ways to better presentations. UK : Kogan Page Limited

…………………….

*ผู้อำนวยการกองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

**อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

Mind Map ….เทคนิคการจำวันสำคัญทางศาสนาพุทธ

ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน กองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

เป็นเรื่องน่าแปลก  ผมเคยถามเพื่อนๆถึงเรื่อง วันสำคัญทางศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา  วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันดังกล่าว 15 ค่ำ เดือนอะไร ถามผู้ใหญ่บางครั้งตอบกันไม่ได้ ต้องใช้เวลาคิดทบทวน ถูกบ้าง ผิดบ้าง ยิ่งถามเด็กๆที่ร่ำเรียนกันอยู่ ต้องทบทวนกันนาน แถมตอบไม่ถูก เพราะ การศึกษาในเมืองไทย ส่วนใหญ่ชอบสอนอะไรที่เน้นการท่องจำมากกว่าสอนวิธีคิด วิเคราะห์ ทำให้การเรียนการสอนเกิดความเครียด บางครั้งน่าเบื่อ อย่ากระนั้นเลย…วันนี้จะสอนเทคนิคการจำ วันวิสาขบูชา  วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา ว่าผมมีวิธีเชื่อมโยงอย่างไรให้จำวันสำคัญทางศาสนาได้แม่นยำและง่ายดาย

  1. วันวิสาขบูชา ดูที่ ว กลับข้างจะเป็นเลข 6 ทันที…..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 6
  2. วันมาฆบูชา  ดูที่ ฆ หัวเป็นเลข ๓ ไทย…..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 3
  3. วันอาสาฬหบูชา เอา อ มาสานรวมกันเป็นเลข 8 …..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 8

     ง่ายจัง คนชอบถาม คิดได้ยังไง เพราะ สมองชอบการจำที่มีการเชื่อมโยง บางเรื่องไม่ค่อยมีเหตุผลมาก แค่จับบางอย่างมาใส่จินตนาการเข้าไปให้เห็นเป็นภาพ เสร็จแล้วเราก็เอา Mind Map มาจดบันทึก เก็บสะสมไว้กันลืม สามารถเอามาทบทวนใหม่ได้
remember

เทคนิคการจำ อาจมีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล สำหรับผมได้เรียนรู้การใช้ Mind Map ในการจดจำเป็นภาพ ประกอบกับเสริมความสามารถในการวาดรูป ทำให้การจำมีระบบมากขึ้น มีการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ให้จำง่ายขึ้น

การเรียนรู้เรื่อง Mind Map จึงมีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้จริง จาก เทคนิคการจำ วันสำคัญทางศาสนาพุทธ พร้อมภาพประกอบ Mind Map….เป็นอย่างไร แลกเปลี่ยนกันได้ครับ