Archive for the “ชีวิตและสุขภาพ” Category

การดูแลสุขภาพ สุขภาวะ กีฬา โภชนาการ คุณภาพชีวิต


Infographic_Mushroom_180760


การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

Tags: , , , , , , , , , , , , ,

Comments No Comments »


Halal Food Navigator โดย ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว.

Tags: , , , , , , , ,

Comments No Comments »


ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุ Elderly Food

Tags: , , , , , , , , ,

Comments No Comments »

ยุคนี้หลายอาชีพคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานติดต่อกัน หรือแม้กระทั่งอาชีพที่ต้องนั่งประจำโต๊ะทำงานนานๆ ก็มีความเสี่ยงได้พอๆ กัน เพราะการนั่งประจำอยู่กับที่เป็นเวลานานโดยไม่มีการปรับอริยาบถ และการเร่งทำงานอย่างเคร่งเครียดนั้นเป็นที่มาของโรคภัยไข้เจ็บอย่างคาดไม่ถึง ยิ่งผู้ที่มีอายุย่างเข้าสู่วัย 40 ด้วยแล้ว อาจมีความเสี่ยงของโรคสูงกว่าปกติ

โรคใดบ้างที่คนทำงานออฟฟิตพึงระวัง

  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

การนั่งทำงานจนเพลิน หรือคิดว่าอีกนิดค่อยไปเข้าห้องน้ำ หรือเพราะไม่อยากเดินไกล หรือด้วยสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ นั่นแสดงว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพราะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งโรคนี้มักจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดการอักเสบ โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

  • ความดันโลหิตสูง

โรคนี้มักมากับความเครียด และหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคนี้ คุณก็มีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า โดยมากมักเกิดขึ้นกันผู้ที่อยู่ในวัย 40 ขึ้นไป แต่ปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันของคนวัยทำงานเปลี่ยนไปต้องอยู่กับความเร่งรีบ ความเครียด ขาดการออกกำลังกาย และการบริโภคแบบเร่งด่วนและไม่ถูกหลักโภชนาการก็ยิ่งมีผลให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง และโรคอื่นๆ ตามมา ก่อนวัยอันควร

  • กรดไหลย้อน

อาการกรดไหลย้อนนั้น เป็นผลพวงมาจากความเร่งรีบในการรับประทานอาหาร การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด ทานอาหารผิดเวลา หรืออาจมาจากความเครียด และมีความเสี่ยงสูงขึ้นในกลุ่มคนที่ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่จัด

  • ปวดหลังเรื้อรัง

การนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน รวมไปถึงการนั่งโต๊ะทำงานหรือนั่งอ่านตำรา ดูจะเป็นสาเหตุหลักของหลายๆ คนในวัยทำงานที่มีอาการนี้ การทำงานที่ดีจึงควรพักเป็นระยะเพื่อสำรวจท่านั่งทำงานของตนว่าเป็นท่านั่งที่เหมาะสมหรือไม่ หากปวดเมื่อยควรลุกขึ้นเพื่อผ่อนคลายอริยาบถ ลุกเดินเพื่อคลายเส้นคลายกล้ามเนื้อก่อนกลับมานั่งทำงานต่อเพื่อถนอมสุขภาพร่างกาย ส่วนสาวๆที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ ก็เป็นอีกสาเหตุของอาการปวดหลังได้เช่นกัน

  • ไมเกรน

แทบจะเป็นโรคฮิตของคนทำงานออฟิตกันก็ว่าได้ หากคุณรู้สึกปวดบ่า ต้นคอ และบริเวณขมับมากๆ เวลาคุณต้องใช้ความคิดหนักๆ นั่นคือสัญญาณของโรคนี้ การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด และฮอร์โมน อุณหภูมิ แสงแดด ล้วนแต่มีผลต่อการเกิดไม่เกรนด้วยกันทั้งสิ้น

  • นิ้วล็อก ข้อมืออักเสบ

การจับเม้าส์หรือพิมพ์คีบอร์ดเป็นเวลานาน มีผลต่อการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นข้อมือ รวมถึงเส้นเอ็นนิ้วมือ บางคนเป็นหนักถึงขั้นนิ้วล็อค

  • สายตาและการมองเห็น

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันมากขึ้น แทบทุกออฟฟิตคงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องนำคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้ามาใช้ ซึ่งโดยมากต้องใช้สายตาในการจดจ้องมองจอภาพขณะทำงาน ฉนันผู้ทำงานต้องเตือนตัวเองเสมอ อย่าลืมที่จะพักสายตาทุก 30 นาที หรือ 1 ชม. เพื่อให้สายตาได้ปรับระยะการมอง หากรู้สึกตาแห้งควรพักทันทีหรือพบแพทย์เพื่อปรึกษาการใช้น้ำตาเทียม

นอกจากการมองจอโดยตรงแล้ว การใช้มือสัมผัสตาก็เป็นที่มาของโรคได้เช่นกัน พึงระลึกเสมอว่าคีย์บอร์ดและเม้าส์คือแหล่งรวมเชื้อโรค ซึ่งเคยมีผลวิจัยในต่างประเทศออกมาแล้วว่าสกปรกเสียยิ่งกว่าห้องน้ำ

  • โรคอ้วน ขาดสารอาหาร

อ้วน!!! สาวๆ คงไม่อยากได้ยินคำนี้ รวมถึงผู้ชายที่รักษารูปร่าง แต่การด้วยวัยทำงานที่ต้องอยู่กับความเร่งรีบ การเลือกเมนูอาหารไม่ได้มาก ต้องอาหารจานด่วน และรีบทานเป็นประจำก็เป็นสาเหตุของความอ้วนและการขาดสารอาหารได้เช่นกัน และหากขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยแล้ว โรคภัยอื่นๆ ก็จะตามกันมารุมเร้าคนวัยทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้

นอกจากโรคที่กล่าวมา กลุ่มคนวัยทำงานยังอาจมีความเสี่ยงกับอีกหลายโรค เมื่อการดำเนินชีวิตในสังคมทำงานทุกวันนี้ ต้องแข่งขันกับเวลา อยู่กับปัญหาความเครียด และต้องใช้งานเครื่องมืออุปกรณ์เทคโนโลยีอย่างเลี่ยงไม่ได้  เราจึงควรหาทางผ่อนคลายและสำรวจตัวเองอยู่เสมอ เพราะร่างกายและสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากเจ็บปวยทรุดโทรมหนักก็ยากต่อซ่อมแซมไม่ได้

ทิ้งท้ายด้วยคลิปดีจากหมอชาวบ้าน…. การบริหารสมองเป็น 2 เท่า

การบริหารสมองเป็น 2 เท่า

และคลิปของฝากจาก หมอออร์โธฯ เกี๋ยวกับการนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ มีประโยชน์มาก ป้องกันอาการปวดหลัง ที่แชร์กันอย่างแพร่หลายใน Facebook ค่ะ

Vodafone: Power to you

Tags: , , , , , , , ,

Comments Comments Off on มหันตภัย..วัยทำงาน

แวะไปอ่านบทความน่าสนใจของ พ.ต.ท. สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัด จากเว็บไซต์นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เห็นว่ามีประโยชน์สำหรับคนวัยทำงานจึงขอนำมาฝากค่ะ

“สาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากทำงาน ทั้งทำงานหนัก ทำงานหักโหม ใช้ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม นั่งเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง ที่เห็นชัด อย่างการนั่งหลังค่อมทำงานหน้าคอมพิวเตอร์”

บ่อยครั้งเวลานั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ คุณคงเคยรู้สึกปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อบ่าและหลัง จริงอยู่ การขยับเนื้อตัว ปรับเปลี่ยนท่านั่งอิริยาบถ หรือลุกเดิน อาจช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ แต่รู้หรือไม่ นี่คือสัญญาณเตือนของภาวะที่เรียกว่า ออฟฟิศซินโดรม ยิ่งคุณต้องทำงานเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์มากเท่าไหร่ ภาวะนี้ก็พร้อมที่จะโจมตีคุณทุกเมื่อ
ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร? ทำไมโรคนี้ถึงฮิตในกลุ่มคนทำงาน? ผู้ที่จะมาให้คำตอบกับเราในฉบับนี้ คือ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งท่านเล่าว่า
“โรคหรือภาวะออฟฟิศซินโดรม ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ คือภาวะที่มักเกิดกับคนทำงานตามออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่ ห้างร้าน สำนักงาน หรือแม้แต่คนทมี่ทำงานอยู่ที่บ้าน เพียงแค่ว่าคนๆ นั้นทำงานหรือใช้ชีวิต นั่ง เดิน เคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกลักษณะ ผิดท่าที่เหมาะที่ควร บ่อยครั้ง เป็นเวลานานๆ โดยอยู่ในท่าเดิมหลายชั่วโมง ซึ่งท่าทางลักษณะเหล่านี้จะทำให้คนๆ นั้นมีอาการปวดเมื่อยล้าตรงกล้ามเนื้อ จะรู้สึกเกร็งเหมือนกล้ามเนื้อถูกดึงรั้ง ที่น่ากลัวคือ นานวันเข้าจากอาการแค่ปวดกล้ามเนื้อ อาจกลายเป็นกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ปวดเจ็บตามอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแขนขา ข้อมือ ไหล่ หลัง ซึ่งปวดมากหรือปวดน้อยก็แล้วแต่การสะสมของโรค ขณะที่บางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น สายตาพร่ามัว ตาแห้ง ระคายเคือง ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน เป็นต้น บางรายที่มีอาการรุนแรงมากๆ ก็อาจทำให้มีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือเกิดกระดูกทับเส้นประสาท ยิ่งหากต้องทำงานในอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมนานวันเข้า อาการจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น จนบางรายปวดทรมานจนต้องมาโรงพยาบาล เพื่อทำการรักษากายภาพบำบัด”

ต้นตอของอาการปวด
“ส่วนใหญ่คนที่มาปรึกษาแพทย์ อาการแรกๆ ที่พบ ก็จะมาด้วยอาการปวดหลัง รองมาคือปวดบริเวณคอและไหล่ ตามด้วยอาการปวดศีรษะ ซึ่งเมื่อเราดูประวัติคนไข้เหล่านี้ ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับภาวะออฟฟิศซินโดรม คือเป็นคนทำงานค่อนข้างเยอะ และดูจากสถิติ คนเหล่านี้ก็มักจะมีอายุไม่เยอะ หลายคนยังเป็นคนหนุ่มคนสาว อายุประมาณ 18 – 30 ปี โดยสาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากทำงาน ทั้งทำงานหนัก ทำงานหักโหม ใช้ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม นั่งเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง ที่เห็นชัด อย่างการนั่งหลังค่อมทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือบางคนนั่งๆ อยู่ ตัวจากที่นั่งตรงหลังพิงเบาะ ก็ค่อยๆ ไถลตัวลงมา กลายเป็นนั่งเอนจนเกือบจะกลายเป็นนอน (หัวเราะ) พวกนี้เจอเยอะครับ เป็นกันหลายคน ทำจนความเคยชิน จนลืมตระหนักไปว่านั่นเป็นการทำร้ายตัวเองทางอ้อม
…บางคนก็ติดนิสัยนั่งบิดตัว เอี้ยวตัวขณะใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดจากความเคยชินก็ส่วนหนึ่ง สภาพแวดล้อมในออฟฟิศก็ส่วนหนึ่ง เห็นได้จากหลายบริษัทมักจัดโต๊ะเก้าอี้ของพนักงานเข้ามุมกับเสา เนื่องจากปลั๊กไฟส่วนใหญ่จะติดอยู่ตามเสา ตามมุมห้อง เป็นอย่างนี้กันเยอะ ฉะนั้นคอมพิวเตอร์แทนที่จะตั้งตรงหน้า กลายเป็นว่าตั้งเอียงเข้าหาตัว เนื่องจากความยาวของสายไฟไม่พอ ทำให้เราต้องนั่งในลักษณะเอี้ยวตัวตามจอคอมพิวเตอร์ไปด้วย หรือหันเฉพาะหน้าและลำตัวส่วนบนไปเท่านั้น ทั้งบางคนยังติดนิสัยก้มคอยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าจอ และนั่งในท่าเหล่านี้นานๆ ไม่ค่อยจะลุกเดินไปไหน ไหนจะต้องพิมพ์งาน ใช้หูหนีบโทรศัพท์กับบ่าเวลาพูดคุย หรือหยิบจับเอกสารต่างๆ อิริยาบถท่าทางในแต่ละวันจึงผิดเพี้ยน จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกปวดเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อโดยเฉพาะช่วงหลัง นานวันเข้าก็กลายเป็นปัญหา ทำให้กล้ามเนื้อขาดสมดุล ยิ่งหากนั่งผิดท่าอยู่อย่างนั้น มากเข้า..มากเข้า ก็ยิ่งทำให้ปวดถี่ ปวดมาก ไม่มีทีท่าว่าจะหาย ดังนั้นสภาพโต๊ะทำงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญ หากจัดได้ไม่ถูกต้อง เก้าอี้ไม่มีพนักพิง หรือมีแต่เอนเอียงเพราะรับน้ำหนักเยอะ พวกนี้ก็ทำให้เกิดภาวะออฟฟิศซินโดรมได้ครับ
…ขณะที่บางคนเวลาพิมพ์คีย์บอร์ด ตัวคีย์บอร์ดอาจไม่มีตัวรองรับข้อมือ ก็ทำให้อิริยาบถในการกระดกข้อมือขึ้นลงผิดเพี้ยน เมื่อทำเป็นเวลานาน ซ้ำๆ ทำทั้งวัน ก็ส่งผลให้เกิดการปวดเมื่อยล้าบริเวณข้อมือ คนที่เป็นมากๆ ก็อาจเกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น หรือทำให้เกิดภาวะพังผืดหนา จนทำให้นิ้วมือและข้อมือมีอาการชา
…นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาความเครียดด้วย ซึ่งพบได้เยอะในกลุ่มคนทำงาน ร้อยคนเจอสักแปดสิบคน ดังนั้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคนี้ในคนทำงานก็มีอยู่ 3 สาเหตุใหญ่ๆ คือ ฮอร์โมน ความเครียด และอิริยาบถท่าทางนั่นเอง”

อาการสังเกต
“โดยส่วนใหญ่ ภาวะออฟฟิศซินโดรมสามารถสังเกตได้จากอาการเริ่มต้น ที่รู้สึกได้ชัดคือ การปวดเกร็งตึงบริเวณกล้ามเนื้อบ่าและไหล่ แรกๆ คนกลุ่มนี้จะรู้สึกปวดเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อ เหมือนมีของหนักๆ กดทับที่บ่าทั้งสองข้าง จากนั้นหากทนนั่งทำงานต่อไปโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ จะทำให้เกิดการปวดเกร็งไปที่ท้ายทอยและลุกลามเป็นการปวดขมับและการปวดศีรษะตามมา แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย เป็นเพียงอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ จนอาการปวดสะสมมากเข้ากลายเป็นเรื้อรัง หากยังฝืนทำงานหรือทำท่าด้วยอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม จากที่เคยแค่ปวดกล้ามเนื้อ ก็อาจมีอาการอื่นตามมา เช่น ชาบริเวณท่อนแขน ปวดท้องมวน ปวดร่างกายท่อนล่าง เนื่องจากน้ำหนักที่กดลงจากการนั่ง เกิดอาการนิ้วล็อกซึ่งมักเกิดจากการพิมพ์คีย์บอร์ดเป็นเวลานาน บางคนมีอาการตาพร่ามัว ตาลาย ตาแห้ง ระคายเคือง เนื่องจากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้การกระพริบตาน้อย และการเพ่งสายตาที่หน้าจอยังทำให้ต้องกลอกตาไปมาตลอดเวลา ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานมากขึ้น ทำให้ปวดตา
…ขณะที่บางรายอาการปวดอาจลามไปถึงต้นขา ทำให้ขาชาหรือทำให้กล้ามเนื้อตึง ทีนี้หากยังทนกับความเจ็บปวดนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่แก้ไข กล้ามเนื้อที่ตึงอาจจะไปดึงรั้งกระดูก ทำให้ส่งผลต่อโครงสร้างของร่างกายในระยะยาว กลายเป็นปัญหาที่คนไข้ต้องมาทำการรักษาด้วยกายภาพบำบัด”

การรักษา
“หลักๆ ก็แบ่งเป็น 2 แนวทาง หนึ่งคือ รักษาที่สาเหตุ สามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด และสอง การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น การรับประทานยา การฉีดยา แต่ทั้งนี้ คนที่ต้องทำงานในออฟฟิศ และมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตลอดจนอาการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะหรือไมเกรน หากแก้ไขที่ปลายเหตุด้วยการรับประทานยา อาการอาจจะหายแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็จะกลับมาเป็นอีก ก็ต้องรับประทานยาอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่จบ และที่แย่กว่านั้นก็คือ ยาที่รับประทานจะเข้าไปสะสมในร่างกาย ทำลายตับและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้
…การที่จะทำให้หายจากอาการปวดอย่างถาวรนั้น จึงควรเป็นการรักษาที่สาเหตุของปัญหา ให้สภาพของกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อและเส้นประสาทคืนสู่สภาวะปกติ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กลับมาเกิดอาการปวดอีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรักษาในเชิงป้องกันที่สาเหตุ รวมทั้งการออกกำลังกายเพิ่มเติม อาจเป็นการวิ่งเหยาะๆ ก็ได้ อย่างน้อยก็ทำให้ได้แกว่งแขนแกว่งขา เป็นการกระตุ้นและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ดี”

เทคนิคยืดคลายกล้ามเนื้อ
“สำหรับคนทำงานถ้ารู้สึกว่ามีอาการปวดหลัง ปวดบริเวณบ่าและไหล่ วิธีบรรเทาอาการปวดสามารถทำได้ด้วยท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งจริงๆ มีหลายท่า แต่ไม่ต้องแนะนำเยอะ จริงๆ เอาแค่ท่าเดียวพอ ทำให้ได้ ทำให้ชินก็ช่วยได้เยอะแล้ว ที่ยกตัวอย่างคือ ท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อต้นคอ เป็นท่าที่ช่วยลดอาการปวดหลัง โดยเริ่มจากขยับตัวนั่งให้เต็มเก้าอี้ ให้หลังพิงชิดกับผนัก จากนั้นก้มหน้าลงช้าๆ โดยไม่ต้องฝืน ให้คางชิดคอ ก้มได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่าเกร็ง แล้ววางมือทั้งสองข้างบนศีรษะ นับ 1 – 8 แล้วเอามือออก หายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ กลับสู่ท่าเดิม ทำซ้ำๆ อย่างนี้ทุกวัน วันละสี่ห้าครั้งก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดตรงบริเวณดังกล่าวได้มาก
…แต่หากมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ สามารถบรรเทาได้โดยการยกไหล่ขึ้นไปจนสุด แล้วเกร็งค้างไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วกดไหล่ลงไปให้สุด แล้วเกร็งค้างไว้อีก 10 วินาที ทำอย่างนี้ซ้ำๆ ทุกวัน วันละ 4 – 5 ครั้ง และถ้าต้องการบริหารกล้ามเนื้อด้านหน้าอก และแก้ปัญหาไหล่ห่อ ให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นนำมือประสานกันด้านหลัง ค่อยๆ ยกขึ้นมาจนถึงระดับที่เรารู้สึกว่าตึงประมาณ 10 วินาที
…สำหรับคนที่ปวดช่วงกล้ามเนื้อสะบัก กล้ามเนื้อสะโพก เหมาะกับคนที่มีปัญหาปวดบริเวณสะโพก ชาลงเท้า ชาลงขา วิธีบรรเทาสามารถทำได้โดยการเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งไปยังหน้าอกอีกข้าง สมมติเหยียดแขนขวา ก็ให้เหยียดออกไปโดยผ่าหน้าอกด้านซ้าย แล้วใช้แขนซ้ายกดลงบนแขนขวาให้รู้สึกตึง แล้วทำสลับอย่างนี้อีก 5 – 10 ครั้ง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกล้ามเนื้อขา ก็ให้ใช้วิธีเหยียดขา โดยเหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา แล้วย่อเข่าอีกข้างให้ตึง แล้วทำสลับอย่างนี้อีก 5 – 10 ครั้งเช่นกัน”

การนวดผ่อนคลาย
“นอกจากบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีนี้ ยังสามารถบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อย่างการนวดต้นคอเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากประสานนิ้วมือทั้งสองข้างเข้าหากัน เหลือนิ้วหัวแม่มือไว้ จากนั้นก้มศีรษะเล็กน้อย อ้อมมือข้ามศีรษะไปยังต้นคอ ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดลงไปตรงบริเวณเส้นข้างกระดูกคอ หรือลองไล่กดทีละน้อยหาดูว่าบริเวณใดที่ปวด จากนั้นให้ทิ้งน้ำหนักลงที่หัวแม่มือ กดจุดลงไปพอประมาณ ค่อยๆ ไล่ไปตามแนวเส้นข้างกระดูกคอ ช้าๆ ไต่ขึ้นและลง ประมาณ 5 – 10 ครั้ง ทำอย่างนี้ทุกวัน วันละ 3 – 4 ครั้ง ประมาณ 5 นาที
…การออกกำลังกายกล้ามเนื้อด้วยการยืดเหยียดนี้ใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องเตรียมตัว เตรียมเสื้อผ้ารองเท้าหรือต้องเดินทางไปฟิตเนส หรือสถานที่ออกกำลังกายใดๆ แค่พื้นที่ข้างเตียงในยามที่ตื่นเช้าโดยยังไม่ต้องล้างหน้าแปรงฟันก็ทำได้ หรือจะเป็นยามเที่ยงหลังรับประทานอาหารแล้วครู่ใหญ่ ก่อนจะเริ่มงานในช่วงบ่าย เพื่อลดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อที่กรำงานมาตลอดเช้าก็ยังได้”

คำแนะนำ
“หลักๆ ก็เป็นการจัดสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานให้เหมาะสม วางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าทำให้บนโต๊ะรกมากไป เพื่อจะได้หยิบจับข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้สะดวก โดยไม่ต้องฝืนท่าทางร่างกายตนเองมากเกินไป ตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ก็ควรตั้งให้ตรงตัว วางหน้าจอหันมาตรงหน้า เพื่อจะได้พิมพ์งานทำงานได้ถนัด และไม่ควรจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป พอรู้สึกว่าตาพร่า มัว ตาลาย หรือปวดลูกตา ก็ผ่อนสายตาบ้าง มองที่อื่นบ้าง หรือลุกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง และควรพักสายตาเป็นระยะ อย่างน้อยทุกๆ 20 นาที พยายามหลับตาสักพัก ทุกๆ 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศาเพื่อช่วยลดอาการปวดตา
…ขณะเดียวกัน การเลือกโต๊ะทำงานก็ต้องเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดพิมพ์คีย์บอร์ดได้อย่างถนัด ส่วนตัวแป้นคีย์บอร์ดก็ควรมีที่รองรับข้อมือไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำๆ เก้าอี้ก็ควรปรับให้ตรง และปรับลักษณะท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งให้หลังตรงหรือหลังชิดกับผนักพิง พอรู้สึกว่าตัวไถลลงมาก็พยายามปรับตัวขึ้นมา อย่านั่งค่อม และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างจนเกินไป เวลายกของก็ยกให้ถูกต้อง ถูกท่าทาง ท่ายกที่ดี มุมจุดหมุนและน้ำหนักควรอยู่ใกล้กัน พยายามให้หลังตรงตลอด เพราะมิเช่นนั้นช่วงล่างจะเกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้
…รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึง อย่างไรก็ดี หากปรับอิริยาบถ นวดผ่อนคลาย และออกกำลังกายแล้วยังไม่หายปวดล้ากล้ามเนื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา”

คำแนะนำ

“หลักๆ ก็เป็นการจัดสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานให้เหมาะสม วางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าทำให้บนโต๊ะรกมากไป เพื่อจะได้หยิบจับข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้สะดวก โดยไม่ต้องฝืนท่าทางร่างกายตนเองมากเกินไป ตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ก็ควรตั้งให้ตรงตัว วางหน้าจอหันมาตรงหน้า เพื่อจะได้พิมพ์งานทำงานได้ถนัด และไม่ควรจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป พอรู้สึกว่าตาพร่า มัว ตาลาย หรือปวดลูกตา ก็ผ่อนสายตาบ้าง มองที่อื่นบ้าง หรือลุกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง และควรพักสายตาเป็นระยะ อย่างน้อยทุกๆ 20 นาที พยายามหลับตาสักพัก ทุกๆ 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศาเพื่อช่วยลดอาการปวดตา

…ขณะเดียวกัน การเลือกโต๊ะทำงานก็ต้องเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดพิมพ์คีย์บอร์ดได้อย่างถนัด ส่วนตัวแป้นคีย์บอร์ดก็ควรมีที่รองรับข้อมือไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำๆ เก้าอี้ก็ควรปรับให้ตรง และปรับลักษณะท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งให้หลังตรงหรือหลังชิดกับผนักพิง พอรู้สึกว่าตัวไถลลงมาก็พยายามปรับตัวขึ้นมา อย่านั่งค่อม และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างจนเกินไป เวลายกของก็ยกให้ถูกต้อง ถูกท่าทาง ท่ายกที่ดี มุมจุดหมุนและน้ำหนักควรอยู่ใกล้กัน พยายามให้หลังตรงตลอด เพราะมิเช่นนั้นช่วงล่างจะเกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้

…รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึง อย่างไรก็ดี หากปรับอิริยาบถ นวดผ่อนคลาย และออกกำลังกายแล้วยังไม่หายปวดล้ากล้ามเนื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา”

ที่มา : http://motherandchild.in.th/content/view/929/1/
Profile จากเว็บไซต์นิตยสารM&C
พ.ต.ท.สุรศักดิ์ จิระพรชัย
ตำแหน่ง นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลตำรวจ
วิทยากรรับเชิญเรื่อง ออฟฟิศซินโดรม ที่ศูนย์สุขภาพ วัน คอมมิวนิตี้
วรวุฒิ ถาวรพรกวิน

Comments No Comments »

สมมุติชีวิตประจำวันของนายเป็ด (ชาย) อายุ 25 ปี น้ำหนัก 70 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร
อาชีพพนักงานตอบเมลล์ลูกค้า ทำงานนั่งหน้าจอคอม เริ่มงาน 8 โมงเช้า เลิกงาน 5 โมงเย็น

  • อาหารเช้าจานด่วนเพื่อเข้างานให้ทัน “ข้าวเหนียวหมูปิ้งหน้าบริษัท” “กาแฟ 1 แก้วสตาร์บักส์”
  • อาหารกลางวันคู่ชีพพนักงานบริษัท “ข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวซุ้มริมถนน” “ลูกชิ้นทอดรถเข็นเจ้าเก่า”
  • อาหารเย็นจัดหนัก “ไก่ทอดผู้พัน” “น้ำอัดลมหมีโคอาล่า 1 กระป๋อง”

ก่อนอื่นเลย เรามาคำนวณปริมาณพลังงาน(แคลลอรี่) ที่นายเป็ดได้รับภายใน 1 วันจากการรับประทานอาหารข้างต้น

จากตารางใน 1 วัน นายเป็ดได้รับพลังงานจากการกินเข้าไปต่อวันประมาณ 2,425 กิโลแคลอรี่

คราวนี้เรามาลองคำนวณปริมาณแคลอรี่ที่นายเป็ดต้องการต่อวัน โดยใช้สูตรง่ายๆที่ใช้น้ำหนักอย่างเดียว ของ Dr. Fred Hatfield (The International Sports Sciences Association)

จากสูตร Dr. Fred ข้างบน
นายเป็ดควรได้รับพลังงานวันละ = 1 X 70 X 24 = 1,680 กิโลแคลลอรี่ เพื่อให้มีชีวิตรอดไปวันๆ
ต่อมาให้คูณด้วยค่าปัจจัยความลำบากของกิจกรรม (ทำงานเบาๆ ก็ใช้พลังงานน้อยกว่าคนทำงานหนักนั่นเอง)

อย่าพึ่งลืมคิดถึงนายเป็ดนายแบบของเรา ซึ่งทำงานเบาๆหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ในขณะเดียวกันต้องมีประชุม พูดคุยภายในแผนกบ้าง จะเห็นว่าอยู่ในช่วงที่ 2 ซึ่งใช้พลังงานประมาณ 2,300 กิโลแคลลอรี่ ในขณะเดียวกันนายเป็ดกินอาหารเข้าไปต่อวัน 2,400 กิโลแคลลอรี่ นั่นต้องเอาไปคิดต่อว่า นายเป็ดควรออกกำลังกายเพิ่มเติมบ้าง หรือปรับการรับประทานอาหารต่อวันดี

แต่หมูปิ้ง กระเพราไก่ไข่ดาว ยังไงก็ขาดไม่ได้ ก็อาหารประจำอาชีพนี่หว่า…..

• ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bodybuildingapplied.com/index_center_nutrition.asp?newsId=68
• หมายเหตุ ตัวอย่างนายเป็ดเป็นการคำนวณคร่าวๆ หากต้องการคำนวณอย่างละเอียดไม่พลาดแม้แคลอรี่เดียว สามารถเข้าไปตามลิ้งค์ที่อ้างอิง

ที่มา : http://www.arip.co.th/articles.php?id=407338

Comments 1 Comment »

เอานิ้วจิ้มฝาชักโครกยังสะอาดกว่าจิ้มคีย์บอร์ด” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยอริโซน่า ในสหรัฐฯ เผยผลวิจัย “10 สิ่งสกปรกอุดมเชื้อโรคที่ถูกใช้บ่อยที่สุด” แถม 2 อุปกรณ์ใกล้ตัวชาวไอทีอย่าง “คีย์บอร์ด” และ “โทรศัพท์มือถือ” ก็ติดอยู่ใน 5 อันดับแรกซะด้วย ใกล้ตัวชาว ARiP ขนาดนี้รู้ไว้ซะหน่อยกันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าต้องขึ้นโรงหมอเสียตังค์ เสียเวลาแถมเจ็บตัว ดูจะไม่ค้มกันนะ

หากนึกถึงสิ่งสกปรกรอบๆตัว หลายคนคงชี้ไปยังห้องน้ำ หรือไม่ก็ลูกบิดที่แสนจะไกลตัวซะเหลือเกิน แต่ที่แท้จริงแล้วมันใกล้มากกว่านั้น หรืออาจเป็นเพราะมันแนบชิดสนิทติดตัวซะจนเรามองข้ามมันไป มาดูกันว่า”รายงาน 10 อันดับสิ่งสกปรกที่ถูกใช้บ่อยมากที่สุด” นั้นมีอะไรบ้าง

10 อันดับสิ่งสกปรกที่ถูกใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน

1. เงิน ได้แก่ ธนบัตร เหรียญ

แบงค์ที่เราหยิบจ่ายซื้อของกันอยู่ทุกวันนี้ มีเชื้อโรคอยู่ประมาณ 135,000 ตัว ถึงจะเชื่อว่าใครๆก็อยากมีเงินเยอะๆ จะได้รวยๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องสะสมเชื้อโรคไปตามความรวยด้วยนะ

2. สวิทเปิด/ปิดไฟ

สุขภาพวันนี้…ต้องเล่นกับไฟ
วัตถุที่มนุษย์สัมผัสบ่อยมากเท่าไหร่ เชื้อโรคก็ชอบตามไปอยู่มากเท่านั้น โดยเฉพาะปุ่มสวิทปิดเปิดไฟที่ต้องกดกันอยู่ทุกวัน ผู้เชี่ยวชาญเผยทุกๆตารางนิ้วบนสวิทไฟที่เราเอานิ้วไปโดนเชื้อโรคสามารถย้ายสำมโนครัวตามติดมือไปได้ถึง 217 ตัว

3. คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์

คนติดคอมติดเนทหลายๆคน คงคุ้นชินกับพฤติกรรมการกินขนมขบเคี้ยว หรือแม้กระทั่งกินอาหารมื้อหลักหน้าจอคอมพ์ หรือแม้กระทั่งสาวๆเองที่ชอบหวีผมแต่งหน้าบนโต๊ะทำงาน เวลาว่างก็เม้าท์พ่นไฟแชทหน้าเวบแคม

รู้หรือไม่ว่า คีย์บอร์ดนั้นเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี โดยเฉพาะ เศษอาหาร ผิวหนัง เหงื่อไคลต่างๆ ที่ผู้ใช้คอมทำตกลงไปในคีย์บอร์ดแล้วไม่ค่อยให้ความสนใจ เนื่องจากเพราะมันตกลงไปในร่อง ทำให้ยากต่อการมองเห็นว่าสกปรกและยากต่อการทำความสะอาด เป็นที่มาว่าทำไมจึงไม่มีใครสนใจจะทำความสะอาดกันเท่าไหร่นัก จึงทำให้คีย์บอร์ดกลายเป็นแหล่งหมักหมมเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี รายงานระบุว่าคีย์บอร์ดที่ได้รับการสำรวจนั้นสกปรกกว่าฝานั่งชักโครกถึง 40 เท่า แต่ถึงขนาดต้องใช้วิกซอลเข้มข้น 40 เท่าราดคีย์บอร์ดเพื่อทำความสะอาดด้วยรึเปล่ารายงานไม่ได้ระบุไว้

4.โทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ราคาแพงสำหรับเชื้อโรคเลยก็ว่าได้ ด้วยความเป็นพื้นที่สมบูรณ์เพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยความเจริญของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิอุ่นๆเหมือนร่างกายมนุษย์ที่เชื้อโรคชอบ พร้อมซอกซอยร่องหลืบง่ายต่อการกบดานหลบหนี พร้อมพรั่งด้วยโภชนาการและอาหารจากน้ำลายและขี้ไคลมนุษย์ ถ้าโทรศัพท์มีชีวิตเราอาจต้องพามันไปโรงพยาบาลเพื่อฉีดยาแทนที่จะไปมาบุญครองเพื่อไปซ่อมมันก็เป็นได้

5.ฝาที่นั่งชักโครก

ความจริงมันน่าจะสกปรกได้มากกว่านี้รึเปล่า แต่รู้หรือไม่ว่าฝาที่นั่งชักโครกนั้นมีการออกแบบวัสดุและพื้นผิวให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและยากที่เชื้อโรคจะอาศัยอยู่ แถมเป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญในการทำความสะอาดอยู่เสมอ (ไม่เอื้ออำนวยขนาดนั้นก็ยังติด 1 ใน 10) โดยรายงานระบุว่า ทุกตารางนิ้วบนฝานั่งชักโครกมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 295 ตัว

6.ตะกร้าช้อปปิ้ง

ห้างสรรพสินค้ามีทุกสิ่งให้คุณเลือกสรร ฉันใดก็ฉันนั้นตะกร้าช้อปปิ้งในห้างก็มีทุกสิ่งให้เชื้อโรคเลือกที่จะอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะมาจากสินค้าที่อยู่ในห้างเอง เช่น ของสด ของแห้ง สารเคมี หรือมาจากมือของท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่านที่พึ่งจับราวบันไดเลื่อน หรือพึ่งออกมาจากห้องน้ำห้างมา

7.รีโมททีวี

อุปกรณ์บันเทิงประจำครัวเรือนที่เรามักจะลืมทำความสะอาดมัน ทั้งๆที่เราออกจะหยิบสอยใช้มันออกจะบ่อย ทำความสะอาดบ้านครั้งหน้าก็อย่าลืมหยิบรีโมทไปเช็ดถูกันบ้างนะ

8.อ่างอาบน้ำ

อ่างอาบน้ำเป็นรังเพาะเชื้อโรคชั้นดีที่หลายคนมองข้ามไป รู้อย่างนั้นแล้วเราจึงควรทำความสะอาดมันสัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย

9.ซิ้งอ่างล้างจาน

เห็นสะอาดอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะสะอาด ถึงจะไม่ได้ใช้บ่อยเท่าอย่างอื่น แต่มันเป็นบริเวณที่สกปรกที่สุดในบ้านซึ่งแต่ละตารางนิ้วนั้นมีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถึง 500,000 ตัว วิธีทำความสะอาดขจัดคราบที่คู่ควรกับตัวเลขห้าแสนนี้ก็คือ ใช้โซดาไฟหรือน้ำส้มสายชูราดทำความสะอาดมันซะ แล้วตามด้วยน้ำเปล่าตามไปอีกที

10. ฟองน้ำล้างจาน

ด้วยวัสดุและรูปลักษณ์ของมันที่เต็มไปด้วยรูพรุนที่สามารถให้ น้ำ อากาศ ออกซิเจน เศษอาหารเข้าไปอาศัยอยู่ จึงเป็นแหล่งชุมชนแออัดของเหล่าเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี วิธีทำความสะอาดง่ายๆก็คือ เอาไปต้มหรือให้ความร้อนผ่านไมโครเวฟซัก 60 วินาที

วัตถุสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายล้วนมีประโยชน์และมีคุณค่าในตัวของมัน แต่อย่าลืมดูแลทำความสะอาดมันด้วยก่อนที่มันจะกลายเป็นโทษเพราะความละเลยของเราเสียเอง ด้วยความรักจาก ARiP.co.th ดูแล เทคแคร์ เสมอ
มือถือเจ๊ง เนทเต่า ไม่มีเพื่อนเม้าท์ เข้ามาเยี่ยมเยียน www.ARiP.co.th ไม่มีเหงาแน่นอน เลิฟยูว์นะคนไอที

ที่มา : http://www.arip.co.th/articles.php?id=407339

Comments No Comments »

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  โดยความร่วมมือในการวิจัยของฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร  (ฝทอ.)  และฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  (ฝภผ.)  ได้ดำเนินโครงการวิจัยนี้,  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากวัตถุดิบผักพื้นบ้าน.  จากข้อมูลผลการทดสอบสมบัติการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธีการทดสอบต่างๆ ทางเภสัชวิทยาทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง  พบว่า  ผักหวานบ้านและผักเชียงดามีศักยภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระ,  นอกจากนี้  ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สัมพันธ์กับภาวการณ์เกิดโรคเบาหวานด้วย.  ดังนั้น  ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว.  จึงได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเสริมสุขภาพด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากผักหวานบ้านและผักเชียงดา  ทั้งหมดจำนวน 4 สูตรผลิตภัณฑ์  ได้แก่  เครื่องดื่มผักหวานบ้านพร้อมดื่ม 2 รสชาติ (รสธรรมชาติและรสน้ำผึ้งมะนาว),  เครื่องดื่มผักเชียงดาพร้อมดื่ม 2 รสชาติ (รสธรรมชาติและรสน้ำผั้งมะนาว),  ซึ่งผลิตภัณฑ์ในรูปแบบบรรจุขวดพาสเจอร์ไรส์มีอายุการเก็บประมาณ 6 สัปดาห์ที่อุณหภูมิแช่เย็น  (4 – 10 องศาเซลเซียส)  สำหรับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุกล่องปลอดเชื้อแบบ  UHT  มีอายุการเก็บมากกว่า 6 เดือน  ที่อุณหภูมิห้อง (25 – 30 องศาเซลเซียส).  ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง  เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป.

Comments No Comments »

การวิจัยและศึกษาธัญพืชและสมุนไพรที่เหมาะสมต่อการผลิตสารให้ความหวานเพื่อสุขภาพ (ชะเอมไทย, อ้อยสามสวน และหัสคุณใหญ่หรือชะเอมพื้นเมือง) ณ แปลงทดลอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จากผลการศึกษาพบว่าสมุนไพรทั้งสามชนิดมีการตอบสนองต่อการเจริญเติบโตด้านความสูง, ความกว้างของทรงพุ่ม, จำนวนใบ, น้ำหนักแห้งและปริมาณสารหวานสามชนิด ได้แก่ แมนนิทอล, ซอร์บิทอล และไซลิทอล ที่เพิ่มขึ้นโดยพบว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำจากปลาอัตรา 40 มิลลิลิตร/น้ำ 10 ลิตร พร้อมฉีดพ่นสาร Paclobutrazol 500 มิลลิลิตร/ลิตร ส่งผลทำให้สมุนไพรทั้งสามชนิดมีการตอบสนองต่อการเจริญเติบโตและส่งผลต่อปริมาณสารหวานที่เพิ่มขึ้นมากกว่าทุกๆ กรรมวิธีในการทดลอง.

Comments No Comments »

เรียบเรียงโดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล

ร่างกายของคนเรานั้น สามารถรับความรู้สึกเกี่ยวกับอุณหภูมิได้ตั้งแต่หนาว เย็น อุ่น ร้อน และกำลังสบาย ความสามารถรับความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นโดยภายในร่างกายจะมีตัวรับ (receptors) ซึ่งตัวรับที่พบมี 3 ชนิดคือ

  1. ตัวรับความเย็น (cold receptors)
  2. ตัวรับความร้อน (warm receptors)
  3. ตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด (pain receptors) ตัวรับนี้จะทำงานได้ดีเมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยความเย็นจัดหรือร้อนจัดจนทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อ

ตัวรับทั้ง 3 ชนิดจะมีตำแหน่งเป็นจุดๆ กระจายอยู่ โดยทั่วไปตามร่างกาย โดยจะพบว่าจุดรับความเย็น (cold spot) มีมากกว่าจุดรับความร้อน (warm spot) ในอัตราส่วน 4 : 1 ถึง 10 : 1 สำหรับตัวรับความร้อนและความเย็นจะพบมากที่ใบหน้าและมือมากกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ส่วนผิวหนังที่มีเฉพาะตัวรับสัมผัสแตะต้องพวก free nerve ending เช่น บริเวณกระจกตา (cornea) จะสามารถรับได้ทั้งความร้อนและความเย็น

การกระตุ้นตัวรับอุณหภูมิ

ในการที่อุณหภูมิเย็นจัดจะพบว่าตัวรับความรู้สึกเจ็บเท่านั้นที่จะถูก กระตุ้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10–15 องศาเซลเซียส ตัวรับความรู้สึกเจ็บก็จะหยุดทำงานและตัวรับความรู้สึกเย็นจะถูกกระตุ้น ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ตัวรับ ความรู้สึกร้อนจะถูกกระตุ้นร่วมกับตัวรับความเย็น แต่ถ้าอุณหภูมิ 35–45 องศาเซลเซียส จะพบแต่ตัวรับความร้อนเท่านั้นที่ถูกกระตุ้น และที่ 45 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ตัวรับ ความร้อนจะไม่มีการตอบสนอง แต่ส่วนตัวรับความรู้สึกเย็นจะถูกกระตุ้นร่วมกับตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด

การปรับตัวของตัวรับอุณหภูมิ

 ทั้งตัวรับความร้อนและความเย็นจะมีการ ปรับตัวเหมือนกันคือ เมื่อมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอุณหภูมิในทันทีทันใด จะรับความรู้สึกร้อนหรือเย็น ได้มากในตอนแรก ต่อมาภายในเวลา 1 นาที ก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะเดิม เช่น เมื่อแช่น้ำร้อนใหม่ๆ จะรู้สึกร้อนมากในตอนแรก ต่อมาก็จะรู้สึกร้อนน้อยลงหรือเมื่อออกไปสัมผัสกับอากาศเย็นจะรู้สึกเย็นมาก ใน ตอนแรกต่อมาก็จะเริ่มรู้สึกเคยชินเช่นนี้เป็นต้น

กลไกของการกระตุ้นตัวรับอุณหภูมิ

เชื่อกันว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตรากระบวนการสร้างและสลาย (metabolism) ของร่างกาย โดยอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สัญญาณรับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจะถูกนำขึ้นไปสู่ระบบประสาท ส่วนกลางโดยประสาท delta type A ส่วนประสาทนำความรู้สึก เช่น ร้อนจัด (burning hot) หรือเย็นจัด (freezing cold) จะถูกนำโดยประสาท type C

เนื่องจากจำนวนของตัวรับที่กระจายอยู่ตามผิวหนังของร่างกายมีน้อย ถ้าจะสามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ก็จะต้องถูกกระตุ้นเป็นบริเวณกว้าง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและสัญญาณจากบริเวณที่ถูกกระตุ้นทั้งหมดก็จะรวมกันแล้วส่งขึ้นสู่ระบบประสาทส่วนกลางตอบสนองโดยการรับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้

Comments 1 Comment »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology