Archive for the “วิจัยและพัฒนา” Category

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่แห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนารถนั่งเคลื่อนที่อเนกประสงค์

คุณสมบัติ : สามารถปรับ ยืน/นอน/เอน/นั่งให้ผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้รองรับการขับถ่าย ขณะอยู่บนรถ

สนใจติดต่อ Call Center โทร (66) 025793000

Tags:

Comments No Comments »

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่แห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาเครื่องดึงหลังและคออัตโนมัติ สนใจติดต่อ Call Center ที่ 02 5793000

Tags: , , ,

Comments No Comments »

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จัดงานเปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 47 ปี วว. ระหว่างวันที่ 21- 23 พฤษภาคม 2553 เวลา 09.00-17.00 น. ณ วว. เทคโนธานี ตำบลคลองห้า จังหวัดปทุมธานี หวังเผยแพร่ความรู้และแสดงศักยภาพงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างสู่สาธารณชน พร้อมกระตุ้นการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชนไทย

     นางเกษมศรี หอมชื่น ผู้ว่าการ วว. กล่าวชี้แจงว่า เนื่องในโอกาสคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 47 ปีของ วว. ในวันที่ 25 พฤษภาคม ศกนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและแสดงศักยภาพด้านงานวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการให้บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนเผยแพร่องค์ความรู้/เทคโนโลยีของ วว. จากหิ้งสู่ห้างซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประกอบธุรกิจหรือประกอบเป็นอาชีพ รวมทั้งกระตุ้นและส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่เยาวชน จึงได้กำหนดจัดงานเปิดโลกทัศน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 47 ปี วว. ภายใต้แนวคิด “วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต…วว. คิดเพื่อคนไทย” ขึ้น โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1.การแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและเทคโนโลยี ที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจหรือพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพการแข่งขันให้แก่ภาคอุตสาหกรรม/วิสาหกิจชุมชน โดยจัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ ดังนี้
Read the rest of this entry »

Comments 1 Comment »

สิทธิบัตร (Patent) หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หรือผลิตภัณฑ์อรรถประโยชน์ (Utility Model) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด โดยสิทธินี้เจ้าของมีสิทธิเด็ดขาดหรือสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการแสวงหาประโยชน์ทั้งจากการผลิตหรือจำหน่ายการประดิษฐ์หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธินั้นและจะมีสิทธิอยู่เพียงช่วงระยะเวลาที่จำกัดช่วงหนึ่งเท่านั้น

ซึ่งความหมายของการประดิษฐ์ และ การออกแบบผลิตภัณฑ์ มีดังนี้

  • การประดิษฐ์ (Invention) คือ ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับลักษณะ องค์ประกอบ โครงสร้างหรือกลไกของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต การรักษา หรือปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้นหรือทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ ขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับรูปร่าง ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ์ ที่แตกต่างไปจากเดิม

ผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถยื่นขอรับความคุ้มครองได้จะต้องมีลักษณะดังนี้

  • เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่
  • เป็นการประดิษฐ์มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น
  • เป็นการประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ในทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือหัตถกรรมได้

การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถยื่นขอรับความคุ้มครองได้จะต้องมีลักษณะดังนี้

  • เป็นการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม คือ เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีใช้แพร่หลายในประเทศ ซึ่งรวมถึงการขายด้วยหรือยังไม่่เคยเปิดเผยสาระสำคัญหรือรายละเอียดในเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ ก่อนวันขอรับสิทธิบัตร หรือไม่คล้ายกับแบบผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้ว

สิ่งที่จดสิทธิบัตรไม่ได้ ได้แก่

  • จุลชีพและส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งของจุลชีพที่มี ตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดที่ได้จากสัตว์และพืช ซึ่งถือเป็นการค้นพบเท่านั้น แต่ในกรณีที่นำไปผสมกับสารหรือส่วนประกอบอื่นสามารถที่จะขอจดสิทธิบัตรได้
  • กฎเกณฑ์และทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
  • ระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • วิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษาโรคมนุษย์หรือสัตว์
  • การประดิษฐ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี อนามัยหรือสวัสดิภาพของประชาชน
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่กำหนดโดยพระราชกฏษฏีกา (ยังไม่มีกำหนด)

อนุสิทธิบัตร (Petty patent) คือ หนังสือสำคัญที่ออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์

ความแตกต่างระหว่าง สิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตร

  • อนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่างก็ มีขอบเขตให้ความคุ้มครองการประดิษฐ์เช่นเดียวกันแต่อนุสิทธิบัตรเป็นการประดิษฐ์ที่มีเทคนิคที่ไม่สูงมากนัก อาจจะเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย  ส่วนสิทธิบัตรการประดิษฐ์จะต้องมีการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคของสิ่งที่มีมาก่อนหรือที่เรียก ว่ามีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
  • ขั้นตอนการขอรับอนุสิทธิบัตรจะใช้ระยะเวลาสั้นกว่าสิทธิบัตรการประดิษฐ์มาก เนื่องจากใช้ระบบจดทะเบียนแทนการใช้ระบบที่ต้องมีการตรวจสอบก่อนการรับจดทะเบียน
  • ผู้ประดิษฐ์คิดค้นสามารถที่จะเลือกว่าจะยื่นขอความคุ้มครองสิทธิบัตร หรือ อนุสิทธิบัตรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะขอความคุ้มครองทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้

ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้นโดยการแสดงออกตามประเภทงานลิขสิทธิ์ต่าง ๆ ถือเป็นผลงานที่เกิดจากการใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถและความวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานให้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็น “ ทรัพย์สินทางปัญญา ” ประเภทหนึ่งที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้น เจ้าของผลงานทางลิขสิทธิ์จึงควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย รวมทั้งเป็นทรัพย์สินประเภทที่สามารถ ซื้อ ขาย ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกโฆษณา หรือโอนสิทธิกันได้ ทั้งทางมรดก หรือโดยวิธีอื่น ๆ การโอนสิทธิ์ควรที่จะทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือทำเป็นสัญญาให้ชัดเจน จะโอนสิทธิทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนก็ได้

งานสร้างสรรค์ที่มีลิขสิทธิ์ ประกอบด้วยประเภทงานต่าง ๆ ดังนี้

Tags: , , , , ,

Comments No Comments »

ที่มา :  บทบาทของวัสดุก่อสร้างกับการประหยัดพลังงาน โดย ดร.บริสุทธิ์  จันทรวงศ์ไพศาล

จากกระแสตื่นตัวภาวะโลกร้อน และ การออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับ ข้อกำหนด การใช้พลังงานในอาคารที่จะขออนุญาตก่อสร้างใหม่ เพื่อควบคุมค่าการถ่ายเทพลังงานความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร ทำให้วัสดุประหยัดพลังงานมีแนวโน้นสูงต่อความต้องการในตลาดวัสดุก่อสร้าง

อีกทั้งด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดตลอดทั้งปีในประเทศไทย ทำให้แนวโน้มของวัสดุประหยัดพลังงานในประเทศไทยมาแรง เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ได้ให้ความสำคัญต่ออุณหภูมิภายในบ้านที่ส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกสบายของผู้ที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน ทำให้ผู้ออกแบบบ้านต้องหาวิธีการออกแบบให้ความร้อนเข้าในบ้านน้อยที่สุดเท่าความจำเป็นที่ต้องใช้ แต่ทว่าบางส่วนของบ้านไม่อาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสความร้อนโดยตรง เช่น หลังคาบ้าน และผนังด้านทิศตะวันออกและตก จึงจำเป็นต้องใช้วัสดุชนิดประหยัดพลังงาน เช่น วัสดุจำพวกแผ่นเส้นใยซีเมนต์ อิฐมวลเบา แผ่นอลูมิเนียม หรือ สีทาบ้านชนิดสะท้อนแสง ซึ่งจะได้รับความนิยมมากขึ้น

วว. ได้เห็นความสำคัญของการใช้วัสดุก่อสร้างประหยัดพลังงานเพื่อลดหรือหน่วงการถ่ายเทความร้อนเข้าในบ้าน ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต จึงได้วิจัยพัฒนาเทคโนโลยี แผ่นเส้นใยซีเมนต์ ขึ้น

แผ่นเส้นใยซีเมนต์ คือ แผ่นวัสดุที่ทำมาจากเส้นใยจากธรรมชาติผสมกับซีเมนต์  แล้วขึ้นรูปเป็นแผ่นผนังและแผ่นหลังคา  เนื่องจากเส้นจากธรรมชาติมีค่าการนำความร้อนต่ำ ดังนั้นเมื่อนำมาทำเป็นส่วนผสมในวัสดุก่อสร้างจึงมีคุณสมบัติต้านทานความร้อนเพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนส่งผ่านเข้าในบ้าน  นอกจากนี้เส้นใยธรรมชาติยังมีค่าแรงดึงเพียงพอต่อการเสริมแรงจึงทำให้แผ่น วัสดุก่อสร้างที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติทนต่อแรงดัด  และไม่เปราะ

ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว จึงสามารถสร้างผนังเส้นใยซีเมนต์ และหลังคาแผ่นเส้นใยซีเมนต์ ซึ่งมีค่าการนำความร้อนต่ำ จึงทำหน้าที่เหมือนเป็นฉนวนกันความร้อน ป้องกันและหน่วงความร้อนให้ผ่านเข้าในบ้านได้น้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุที่ใช้ทั่วไปในท้องตลาด แต่ในขณะเดียวกันคุณสมบัติทางกลและทางกายภาพก็ยังอยู่ในมาตรฐานเส้นใยซีเมนต์แผ่นเรียบ เพื่อใช้กับงานก่อสร้างผนัง และหลังคา

Tags: , , ,

Comments No Comments »

 “ในหลวง”  ทรงรับการทูลเกล้าฯ  ถวายสิทธิบัตรฝนหลวง  คุ้มครอง  30 ประเทศในยุโรป   มีพระราชดำรัสระยะนี้บ้านเมืองกำลังล่มจม   ไม่รู้ไปทางไหน   เพราะต่างคนต่างทำ   ต่างแย่งกัน   ขอให้ผู้มีความรู้ร่วมมือกันพาบ้านเมืองให้รอด  ทำให้สำเร็จ

     เมื่อเวลา  17.30  น.  วันที่  21  สิงหาคม   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสด็จออก  ณ  พระตำหนักเปี่ยมสุข  วังไกลกังวล   อ.หัวหิน  จ.ประจวบคีรีขันธ์   พระราชทานพระบรมราชวโรกาส   ให้นายอำพล   เสนาณรงค์   องคมนตรี  ในฐานะผู้แทนพระองค์ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวง  นำนายอานนท์   บุณยะรัตเวช   เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  (วช.)  และคณะ   เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิทธิบัตรฝนหลวง   ซึ่งออกโดยสำนักสิทธิบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป  จำนวน  10  ประเทศ  กับสิทธิบัตรฝนหลวง   ซึ่งออกโดยสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง   และทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายจดหมายเหตุสิทธิบัตรฝนหลวง   ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติจัดทำขึ้น   โดยรวบรวมการดำเนินการจดทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวงระหว่างพุทธศักราช  2545-2550  พร้อมทั้งขอพระราชทานพระราชดำริ  เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินสิทธิบัตรฝนหลวง  ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติขอพระราชทานทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายครั้งนี้

     สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินการขอรับสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย   โดยมีสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ   กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการ   และได้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรฝนหลวงในพระปรมาภิไธย   ต่อสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปในชื่อเรื่อง  Weather  Modification  by  Royal  Rainmaking  Technology  ซึ่งสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิทธิบัตรนี้แล้ว   โดยสิทธิบัตรดังกล่าวมีผลคุ้มครองครอบคลุมประเทศต่างๆ  ในกลุ่มสหภาพยุโรปจำนวน  30  ประเทศ  แต่มี  10  ประเทศที่ออกเป็นสิทธิบัตรแยกแต่ละประเทศ  ได้แก่  สาธารณรัฐไซปรัส,  ราชอาณาจักรเดนมาร์ก,  สาธารณรัฐฝรั่งเศส,  ราชอาณาจักรโมร็อกโก,  ประเทศโรมาเนีย,  สาธารณรัฐตุรกี,  สาธารณรัฐแอลเบเนีย,  สาธารณรัฐลิทัวเนีย,  ประเทศมาซิโดเนีย  และสาธารณรัฐเฮลเลนิก (กรีซ)

     ส่วนสิทธิบัตรที่ออกโดยสำนักสิทธิบัตรเขตบริหารพิเศษฮ่องกง   ได้รับการขยายความคุ้มครองมาจากสิทธิบัตรของสำนักงานสิทธิบัตรยุโรปเช่นกัน   

     โอกาสนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่   มีพระราชดำรัสถึงความร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศ   ความว่า  “ข้าพเจ้าได้ยินมานานแล้วว่า   การทำงานนั้นไม่ใช่ง่ายๆ  โดยมากความก้าวหน้าจะต้องอาศัยคนที่มีความรู้  ความรอบรู้  ตั้งใจทำ  โดยนำความรู้ของแต่ละภาคส่วนมาใช้  อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   กระทรวงมหาดไทย  และกระทรวงอื่นๆ  รวมทั้งประชาชนมาร่วมมือกัน   โดยไม่มีใครเอาเปรียบกัน   อันนี้สำคัญที่สุด   เราเชื่อว่าจะทำให้บ้านเมืองก้าวหน้าดี   บ้านเมืองจะสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ดี   โดยเฉพาะในระยะนี้บ้านเมืองของเรา   เรียกว่าบ้านเมืองกำลังล่มจม   ไม่รู้ว่าจะไปไหน  ไปอย่างไร  เราก็รู้สึกเป็นห่วงว่า   ประเทศไทยกำลังล่มจม   แต่พวกท่านจะทำให้ไม่จมได้   ซึ่งต้องมีการพัฒนาสร้างให้ดีขึ้น  สร้างบ้านเมืองให้ก้าวหน้า   ประชาชนมีความเจริญ   เราก็มีความหวังมีความรู้สึกว่า  บ้านเมืองจะไม่ล่มจม   เพราะระยะเวลาที่ผ่านมาเรารู้สึกว่า   บ้านเมืองเรากำลังล่มจม  เพราะต่างคนต่างทำ  ต่างคนต่างแย่งกัน   ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าทำอะไร   แต่ตอนนี้โชคดีที่มีผู้มีความรู้ต่างๆ  กัน  มาร่วมมือกัน   บัดนี้ขอยืนยันว่า   ถ้าทุกคนที่มีความรู้   ความตั้งใจก็จะสามารถสร้างให้บ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง   ขอให้ท่านจงช่วยกันทำให้สำเร็จตามที่มุ่งหวัง”.

ที่มา: http://www.thaipost.net/node/9634

Tags:

Comments No Comments »

นักวิจัยเกาหลี ผู้ร่วมบุกเบิกพัฒนาเกาหลีด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในช่วง 40 ปีก่อน เผยแดนกิมจิก้าวหน้าได้ด้วยกลุ่มวิศวกร 20 คน ชี้กระบวนการพัฒนาไม่ได้ใช้คนนับพัน แต่ใช้แค่ไม่กี่คนที่มีความมุ่งมั่น และผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ ต้องมีนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่ทำงานอย่างตั้งใจ

ดร.ยง-อ๊ก อัน (Dr.Young-Ok Ahn) ที่ปรึกษาและนักวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนาโน (Institute of Nano Science and Technology) มหาวิทยาลัยฮันยาง (Hanyang University) กรุงโซล เกาหลีใต้ หนึ่งใน 20 วิศวกรเกาหลีที่ร่วมพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของเกาหลี ได้เดินทางมาปาฐกถาพิเศษเรื่อง “สร้างประเทศเกาหลีด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ภายในการประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 24 ก.ค.52 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

นักวิจัยอาวุโสจากเกาหลีกล่าวปาฐกถาว่า เกาหลีมีแผนพัฒนาประเทศเป็นแผน 5 ปี ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2505 ด้วยความพยายามอย่างยิ่งในการริเริ่มของ ปาร์ก ชุงฮี (Park Chunghee) อดีตประธานาธิบดีเกาหลี ซึ่งแผนพัฒนาฯ หลายฉบับร่างขึ้นโดย มร.โอ วอนชุล (O Wonchul) ผู้ช่วยพิเศษของประธานาธิบดี และมี มร.คิม กวางโม (Kim Kwangmo) ซึ่งเป็นวิศวกรเคมีและเพื่อนร่วมชั้นกับ ดร.อันด้วยนั้น เป็นทีมงานสำคัญของอดีตประธานาธิบดี

ในช่วงของแผนพัฒนาฉบับที่ 1 นั้น ขนาดเศรษฐกิจของเกาหลียังไม่สำคัญระดับโลก และการวางแผนเน้นไปที่การทดแทนนำเข้า และส่งเสริมการส่งออกโดยอาศัยนโยบายสนับสนุนของรัฐบาล ช่วงนั้นเกาหลีเริ่มผลิตยางยนต์และส่งออกไม้อัด พร้อมตั้งโรงงานปุ๋ยยูเรีย โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานซีเมนส์และโรงงานแก้ว มาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 2 ระหว่างปี 2510-2514 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการก่อตั้ง สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเกาหลี (Korea Institute of Science and Technology: KIST) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเกาหลี
Read the rest of this entry »

Tags: , ,

Comments No Comments »

นายกรัฐมนตรีเปิดประชุม “สมัชชาวิทย์” ชี้นักวิทยาศาสตร์ไทยยังทำงานซ้ำซ้อน กระจัดกระจายและต่อยอดไม่ได้เท่าที่ควร เป็นโจทย์สำคัญ หากแก้ไขได้จะเป็นหัวใจในการผลักดันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวหน้าต่อไป และยอมรับสัดส่วนงบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยยังต่ำ เผยพยายามผลักดันให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 1%

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการพัมนา ครั้งที่ 8 (วทน.) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ค.52 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย ดร.ยง-อ๊ก อัน (Dr.Yong-Ok Ahn) ที่ปรึกษาสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนาโน (Institute of Nano Science and Technology) มหาวิทยาลัยฮันยาง (Hanyang University) ประเทศเกาหลีใต้ เข้าร่วม และมีผู้ร่วมประชุมจากภาครัฐ เอกชน นักเรียนและนักศึกษาอีกราว 1,000 คน

พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ “สร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” ภายในการประชุมซึ่งทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์เข้าร่วมฟังด้วย โดยกล่าวว่า เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ยอมรับว่าไทยมีความจำกัดและไม่สามารถพัฒนาให้ก้าวหน้าได้อย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องทบทวนเรื่องการสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้หากสามารถปรับโครงสร้างพื้นฐานในช่วงวิกฤตได้จะสร้างความมั่นคงให้กับประเทศยิ่งขึ้น

โดยแนวทางในการปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีช่วยทำให้เศรษฐกิจของไทยเข้มแข็งนั้น อันดับแรกคือเรื่องกำลังคนซึ่งสำคัญที่สุด โดยต้องมีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเพิ่มสัดส่วนของผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์ในระดับ ม.ปลาย และอุดมศึกษาให้มากขึ้น ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้รับนโยบายตรงนี้แล้ว ถัดมาคือเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่ใช่เพียงเชิงกายภาพเท่านั้น แต่เทคโนโลยียังมีสำคัญไม่แพ้กัน และเทคโนโลยีไม่จะเป็นต้องแพงหรือใหม่ที่สุด แต่เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม

อันดับที่สามคือกฎกติกาที่สำคัญกับทุกสังคม สำหรับกฎกติกาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ระบบค่าตอบแทนและการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้นนั้นสำคัญและเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้หากหลักประกันด้านทรัพย์สินทางปัญญาอ่อนแอ ตรงจุดนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทางกระทรวงพาณิชย์กำลังจัดทำระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอยู่

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ในการมองไปข้างหน้าของรัฐบาลนั้น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเข้าไปเสริมในทุกภาคส่วนของสังคม เช่น การทำให้ภาคการเกษตรเข้มแข็ง ทั้งนี้มีข้อเท็จจริงว่าประสิทธิภาพและผลิตภาพด้านการเกษตรของเรานั้นต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่ง ตรงนี้เป็นจุดที่รับบาลมองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนปรับปรุงแก้ไขได้ อีกทั้งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมีส่วนช่วยด้านความมั่นคงของชาติได้ เพราะตอนนี้ผู้ก่อการร้ายเองก็ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการก่อความวุ่นวาย ดังนั้นผู้ที่ดูแลจึงต้องก้าวหน้าในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเช่นกัน

อย่างไรก็ดี นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ของไทยคือเรื่องระบบบริหารจัดการ ที่การหลอมรวมศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ไทยยังมีข้อจำกัดอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ไทยมีหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์อยู่มาก แต่งานวิจัยยังกระจาย และหลายครั้งที่งานซ้ำซ้อน และไม่สามารถต่อยอดได้เท่าที่ควร ตรงนี้ควรเป็นโจทย์สำคัญ ซึ่งหากแก้ไขได้จะเป็นหัวใจในการผลักดันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยใหก้าวหน้า

สุดท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้เป็นฐานสำหรับการในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยในตอนหนึ่งของปาฐกถาได้กล่าวว่างบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ของไทยนั้นยังต่ำอยู่มาก เพียงแค่ 0.25-0.26% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งนี้จะพยายามเพิ่มให้ได้ 1% และตอนนี้ได้อนุมัติงบประมาณเพิ่มให้อีก 9,000 ล้านบาท

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วิทยาศาสตร์ 24 กรกฏาคม 2552
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083714

Tags: , ,

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology