Archive for the “วิจัยและพัฒนา” Category

ผลงานวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ของ วว.

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

>>> เรียบเรียง โดย นพวรรณ  หาแก้ว <<<

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

          ในทางการเกษตรเห็ดจัดเป็นอาหารประเภทผักชนิดหนึ่ง  แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้น เห็ดจัดเป็นราชนิดหนึ่ง  เห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง  เนื่องจากมีโปรตีนกากใยอาหารสูง  ปราศจากไขมัน  ปริมาณน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ  รวมทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิดรวมทั้งวิตามินบีรวม  และสารไนอาซิน ซึ่งช่วยควบคุมระบบย่อยอาหาร  นอกจากนี้อะมิโนหลายชนิดในเห็ดทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรู้รสอาหารของลิ้นให้ไวกว่าปกติ ดังนั้นเห็ดจึงจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพของมนุษย์มีคุณสมบัติเป็นยาป้องกันและรักษาโรค  นอกจากนี้เห็ดบางชนิดยังสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางเพื่อความงามด้วยตัวอย่างประโยชน์ของเห็ดทางการแพทย์  เช่น  เห็ดนางรมและเห็ดนางฟ้า  สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและช่วยการไหลเวียนเลือด  เห็ดเข็มทองช่วยบำรุงตับกระเพาะและลำไล้  เห็ดหอมช่วยลดไขมันในเสนเลือด  เพิ่มภูมิคุ้มกัน  บำรุงกระดูกและฟัน  เห็ดฟางมีวิตามินสูง  ช่วยลดความดัน  และช่วยเร่งสมานแผล  เห็ดหลินจือที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  เห็ดเข็มทองช่วยบำรุงตับ กระเพาะและลำไส้  และเห็ดหูหนูที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน  รักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง  เป็นต้น

          ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  เล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของเห็ด  จึงได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งการดำเนินวิจัยและพัฒนาเห็ดของ วว. นั้นประกอบด้วยการวิจัยหลักๆ ทั้งสิ้น 4 สาขาคือ เทคโนโลยีก่อนการเก็บเกี่ยว (preharvest)  เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (postharvest)  การวิจัยและพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเห็ด (R&D product)  และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transferring, consultancy and training services)  หนึ่งในงานที่ประสบผลสำเร็จของฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรกับการวิจัยด้านเห็ดทางด้านเทคโนโลยีก่อนการเก็บเกี่ยวคือ การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดยานางิ (เห็ดโคนญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นเห็ดเมืองหนาว  ให้สามารถเพาะได้ในพื้นที่ราบหรือภาคกลางได้ โดยดั้งเดิมนั้นเห็ดสายพันธุ์นี้สามารถเปิดดอกในที่อุณหภูมิต่ำเท่านั้น  หรือเพาะได้เฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย    ส่งผลให้ผลิตผลของเห็ดดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการตลอดทั้งปี    ซึ่ง ดร.ธนภักษ์ อินยอด และคณะ ได้ริเริ่มดำเนินโครงการวิจัยการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดเมืองหนาว สำหรับกลยุทธ์ที่นำมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้คือ การกระตุ้นให้เห็ดยานางิสายพันธุ์เดิมนั้นเกิดการกลายพันธุ์ด้วยรังสีแกมมา  โดยเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการคือ เห็ดยานางิที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนเดิมทุกประการ  แต่สามารถเพาะในพื้นที่ราบซึ่งมีอุณหภูมิสูงได้  จากการวิจัยและพัฒนานี้ทำให้สามารถได้เห็ดยานางิสายพันธุ์ที่สามารถเปิดดอกในที่อุณหภูมิสูงได้ทั้งหมด 5 สายพันธุ์  จึงนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของ วว. อีกครั้งหนึ่ง

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

การเปิดดอกเพื่อทดสอบสายพันธุ์เห็ดเทียบกับสายพันธุ์ควบคุม

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดโคนญี่ปุ่น ด้วยรังสีแกมมาเพื่อเพาะในเขตพื้นที่ราบ

          นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรได้จัดงานสัมมนาวิชาการภายในขึ้น โดยมีนักวิจัยในฝ่ายมาแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรกันอย่างหลากหลาย ดร.คนึงนิจ บุศราคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บรรยาย ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินงานวิจัยทางด้านเห็ดขอวง วว. ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512   โดยแต่เดิมนั้น ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรมีศูนย์ประสานงานเกษตรที่สูงที่รับผิดชอบในการนำเข้าเห็ดเมืองหนาวเข้ามาเพาะในพื้นที่ภาคเหนือของไทย  ซึ่งเห็ดที่นำเข้ามาเพาะได้แก่ เห็ดหอม  เห็ดกระดุม  เห็ดภูฐาน  เห็ดเข็มทอง  เห็ดเป๋าฮื้อ  และเห็ดยานางิ  โดยระหว่าง พ.ศ. 2512-2540 ซึ่งเป็นระยะแรกของการดำเนินงานด้านเห็ดนั้น วว. มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิธีการและการพัฒนาวัสดุปลูกให้เหมาะสมต่อเห็ดแต่ละชนิดเพื่อให้สามารถเพาะปลูกได้บนพื้นที่ภาคเหนือของไทย การศึกษาและทดลองในระยะนั้น ทำให้ วว. มีพันธมิตรในการทำวิจัยหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มหาวิทยาลัยนเรศวร  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  มหาวิทยาลัยศิลปากร  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือหน่วยงานราชการอย่างกรมวิทยาศาสตร์บริการ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  กรมอนามัย  กรมวิชาการเกษตร  กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานเอกชน เช่น บริษัท สหฟาร์มเห็ด  สวนเห็ดบ้านอรัญญิก  และบริษัทปิยะพรเทคโนโลยีจำกัด เป็นต้น

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

เห็ดเมืองหนาว ที่นำเข้ามาผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ในอดีต

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นระยะที่สองของการดำเนินงาน  แนวทางในการวิจัยของ วว. ได้ปรับเน้นไปทางด้านการศึกษาสารสำคัญของเห็ดชนิดต่างๆ ในการป้องกันรักษาโรค  ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าเห็ดเศรษฐกิจอย่างครบวงจรและยั่งยืน  โดยในปี พ.ศ. 2548- 2550 วว. มีโครงการบูรณาการด้านวิจัยและพัฒนาการเพิ่มมูลค่าเห็ดเศรษฐกิจอย่างครบวงจรและยั่งยืน และในปีพ.ศ. 2557-2559 ได้ดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดความเสี่ยงโรคเกาต์  ต่อมา วว. ได้เริ่มทำการวิจัยการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดเมืองหนาว อันได้แก่ เห็ดหอม  เห็ดยานางิหรือเห็ดโคนญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถเพาะปลูกในบริเวณภาคกลางหรือพื้นที่ราบได้ โดยในปี พ.ศ. 2556-2558 ได้เริ่มดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์เห็ดและระบบการผลิตเห็ดเมืองหนาวในพื้นราบเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูกเห็ดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร  ในระหว่างปี พ.ศ. 2560-2562  วว. ได้เริ่มดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ดพื้นบ้านแบบธรรมชาติในป่าชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน และในปีพ.ศ. 2561-2562 ยังริเริ่มโครงการเทคโนโลยีการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นแบบอินทรีย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศขึ้นอีก

วว. กับการวิจัยด้านเห็ด

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ดพื้นบ้านแบบธรรมชาติในป่าชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน

          ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็ดเพื่อส่งเสริมสุขภาพนั้น ดร.ตันติมา กำลัง และคณะ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเห็ดเพื่อลดความเสี่ยงโรคเกาต์  เนื่องจากองค์ประกอบหลักของเห็ดคือ สารเบต้ากลูแคน (b-glucan) ซึ่งเป็นสารพอลิแซคคาไรด์ (polysaccharide) ที่ลดการอักเสบ  โดยงานวิจัยนี้จะเป็นการพัฒนาเห็ดที่มีสารเบต้ากลูแคนให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการบริโภค  นอกจากนี้ ดร.ตันติมา และคณะ ยังการพัฒนากระบวนการผลิตโดยใช้ถังหมัก (fermenter) เพื่อลดระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเห็ดให้ผลิตสารดังกล่าวในระยะเวลาที่สั้นลง

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

โครงการวิจัยและพัฒนาเห็ดเพื่อลดความเสี่ยงโรคเกาต์

 

          สำหรับงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว  ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรร่วมกับศูนย์บรรจุหีบห่อไทย วว. ได้ทำการศึกษาและพัฒนาการใช้กล่อง รวมทั้งศึกษาชนิดของพลาสติกต่างๆ ในตลาด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของเห็ดสดหลังจากการเก็บเกี่ยว  ซึ่งปกติแล้วการเสื่อมคุณภาพของเห็ดนั้น เกิดจากการทำงานของเอนไซม์กลุ่มพอลิฟีนอลออกซิเดส (polyphenol oxidase, PPOs) และเพอร์ออกซิเดส (peroxidase)  ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในสภาวะที่มีออกซิเจน (aerobic oxidation) ของสารประกอบฟีนอล (phenolic compound) เกิดเป็นสารควิโนน (quinone)  ที่มีสีน้ำตาล  ซึ่งทำให้เห็ดกลายเป็นสีน้ำตาล (browning) นั่นเอง   ซึ่งการกลายเป็นสีน้ำตาลนั้น ทำให้เห็ดเสียราคา  และเก็บรักษาได้ไม่นาน

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

ศึกษาและพัฒนาการใช้กล่อง รวมทั้งศึกษาชนิดของพลาสติกต่างๆ ในตลาด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของเห็ดสดหลังจากการเก็บเกี่ยว

          ในส่วนของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การบริการที่ปรึกษา รวมถึงการฝึกอบรม  ทางฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรได้ทำการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกร  กลุ่มแม่บ้าน และชุมชนต่างๆ มากมาย  เช่น การให้คำปรึกษากระบวนการผลิตเห็ดตามมาตรฐาน GMP โดยผู้รับการถ่ายทอด คือ พี.เจ. ฟาร์ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  การถ่ายทอดการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาเห็นล้นตลาด เช่น ข้าวเกรียบเห็ด  แหนมเห็ด เป็นต้น โดยผู้รับการถ่ายทอดคือ สวนเห็ดกรรณิการและผลิตภัณฑ์แสนสมัย  การอบรมการเพาะเห็ดตีนแรด เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งมีผู้เข้าอบรมคือ เกษตรกร จ.ยโสธร  และการอบรมการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยมีเกษตรกรผู้สนใจผู้เข้ารับการอบรม ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

การให้คำปรึกษากระบวนการผลิตเห็ดตามมาตรฐาน GMP ผู้รับการถ่ายทอด คือ พี.เจ. ฟาร์ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

 

วว. กับงานวิจัยทางด้านเห็ด

การถ่ายทอดการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาเห็นล้นตลาด ผู้รับการถ่ายทอดคือ สวนเห็ดกรรณิการและผลิตภัณฑ์แสนสมัย

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

การอบรมการเพาะเห็ดตีนแรด เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ผู้เข้าอบรมคือ เกษตรกร จ.ยโสธร

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

การอบรมการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยมีเกษตรกรผู้สนใจผู้เข้ารับการอบรม ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

          งานวิจัยและพัฒนาด้านเห็ดของฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร วว. นั้น นับว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยให้การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

——————————————————

Tags: , , , ,

Comments No Comments »

ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ
พงศกร นิตย์มี
สถานีวิจัยลำตะคอง ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

 

     พืชมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยบนพื้นพิภพแห่งนี้ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาหารในรูปของเมล็ด ใบ ลำต้น ดอก รากและผล นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในทางอ้อมต่อมนุษย์ เช่น การใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นที่อยู่อาศัย  เป็นแหล่งพลังงาน เป็นต้น นอกจากนั้นพืชยังเป็นศูนย์กลางในระบบนิเวศต่างๆ ทั้งมวล เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ  ความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งความบริสุทธิ์ของน้ำและอากาศ

     พืชมีความหลากหลายโดยอยู่ในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น สาหร่าย ลิเวอร์เวิร์ต มอส เฟิร์น และพืชที่มีเมล็ด โดยพืชที่มีเมล็ดมีบทบาทมากที่สุดต่อชีวิตของมนุษย์  แต่กลับเป็นกลุ่มที่ถูกคุกคามมากที่สุด ประเมินกันว่า มากกว่า 80,000 ชนิด (ประมาณร้อยละ 20 ของพืชทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก) กำลังถูกคุกคาม โดยสาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจากความสมดุลของระบบนิเวศลดลง การเข้ารุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการใช้ประโยชน์ที่มากเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ภัยจากการคุกคามนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสำคัญมากในศตวรรษนี้ เนื่องจากความหลากหลายของพืชส่งผลต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และยารักษาโรค โดยจากข้อมูลพบว่า ร้อยละ 80 ของพืชที่มนุษย์บริโภคคิดเป็นชนิดของพืชเพียง 12 ชนิดเท่านั้น  คือ ธัญพืช 8 ชนิด และพืชหัว 4 ชนิด ที่เป็นแหล่งอาหารหลักของมนุษย์ ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของประชากรมนุษย์และความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ

     การจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ จัดเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืชในศตวรรษนี้  เพราะสามารถเก็บรวบรวมความหลากหลายได้ในปริมาณมาก ใช้ต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิผล ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี้ถูกเริ่มนำมาใช้เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายในการเก็บรักษาความแปรปรวนของพืชปลูกเพียงไม่กี่ชนิดสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ แต่ในช่วงสองทศวรรษให้หลัง องค์ความรู้เหล่านั้นถูกนำมาขยายผลเพื่อการอนุรักษ์พรรณพืชป่า  เพื่อใช้เป็นแหล่งปลูกป่าและสร้างระบบนิเวศใหม่ ทำให้พืชที่สูญหายไปได้มีโอกาสเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่เดิม  และการสร้างประชากรพืชในพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ในอนาคต    นอกจากนั้นการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชป่ายังมีประโยชน์มากในการพัฒนาพันธุ์พืชปลูกส่งผลต่อพืชปลูก โดยการถ่ายทอดลักษณะต่างๆ ไปยังพืชปลูกได้โดยง่าย

     ประเทศไทยเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืช และในปี พ.ศ. 2557 โครงการพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) ได้จัดการประชุมครั้งที่ 16  ณ สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) สหราชอาณาจักร ในการนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุม และทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ส่วนหนึ่งที่ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยมาก คือ ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank) เนื่องด้วยพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพรรณพืชป่า รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับพันธุ์ปลูก ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นพันธุ์ปลูกได้ จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ  เกิดเป็นโครงการความร่วมมือเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ชนิดใกล้เคียงพืชปลูกในประเทศไทย โดยจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ที่เป็นชนิดใกล้เคียงพืชปลูกจำนวน 70 ชนิด และจัดส่งไปเก็บรักษาที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ เพื่อเป็นแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมของประเทศไทย ในกรณีที่พรรณพืชของประเทศไทยสูญพันธุ์หรือหายไปจากแหล่งเดิม ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช
b1

     ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSB) ได้จัดตั้งพันธมิตรธนาคารเมล็ดแห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank Partnership, MSBP) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการปกป้องความหลากหลายของพรรณพืชป่า ที่อาจเกิดจากภัยพิบัติต่างๆ ที่จะมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  รวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือจากพันธมิตรทั่วโลก ประกอบด้วย  123 สถาบันจาก 54 ประเทศ ได้ดำเนินงานโดยการกำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานทั้งในระดับนานาชาติและจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ วิธีการและความร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยีและความรู้ที่ล้ำอนาคต ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของความร่วมมือเกี่ยวกับพันธมิตรธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSBP) โดยมีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน นั่นคือ แนวปฏิบัติในการสร้างทุนทางปัญญา สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนองค์กรต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
b2

     ในส่วนของสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) ได้พัฒนาการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชป่า ในช่วงปี พ.ศ. 2503 ถึงปี พ.ศ. 2517  และได้ย้ายกิจกรรมธนาคารเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดไปที่เวคเฮิร์ต เพลส (Wakehurst Place) โดยในช่วงปี พ.ศ. 2533 ถึงปี พ.ศ. 2535 โดยงานทางด้านธนาคารเมล็ดพันธุ์พืช  ในระยะแรกส่วนใหญ่จะเน้นในด้านการอนุรักษ์ชนิดพรรณพืชท้องถิ่นของสหราชอาณาจักร และพืชจากระบบนิเวศที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งจากทั่วโลก (arid and semi-arid) โดยได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการวิจัยเมล็ดพันธุ์ จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2539 โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษถูกก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการแห่งสหัสวรรษ โดยมีภารกิจหลักเพื่อการอนุรักษ์พรรณไม้ของสหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด และอีก 24,200 ชนิด จากพื้นที่ในเขตแห้งแล้งจากทั่วโลก จัดเก็บในสถานที่แห่งใหม่ (ต่อมาเรียกว่าอาคารหลังนี้ว่า Welcome Trust Millennium Building) โดยใช้ค่าจ่ายไปจำนวน 73 ล้านปอนด์ เสร็จในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2553 โดยงบประมาณขยายผลไปถึงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในหลายประเทศ   ปัจจุบันได้มีการรวบรวมชนิดพรรณพืชป่าประมาณ  13% ของชนิดพรรณพืชป่าที่มีอยู่ในโลก  และใน พ.ศ. 2565  คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น  20% มีจำนวนเมล็ดพันธุ์ประมาณ 75,000 ชนิด ซึ่งอยู่ภายใต้ภารกิจของโครงการนี้

ที่มา: ไม่ปรากฏผู้แต่ง.ม.ป.ป. Kew’s UK Native Seed Hub. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.kew.org/business-centre/welcome-uk-native-seed, [เข้าถึงเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2559].

Tags: , ,

Comments No Comments »

โดย ดร. ชนะ พรหมทอง

   งานสนับสนุนโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถือได้ว่าความเป็นความภาคภูมิใจประการหนึ่งของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการพัฒนาเกษตรที่สูง โดย ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ฝวช.)  ซึ่งทาง วว. ได้เข้าไปมีบทบทในการวิจัยและพัฒนา การเพาะเห็ดเขตหนาว ซึ่งในอดีตนั้นเห็ดเขตหนาวไม่สามารถเพาะปลูกได้ประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงโปรดให้มีการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น โครงการพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวของไทยจึงได้เกิดขึ้นและได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของไทยแล้ว ยังสามารถลดการนำเข้าเห็ดจากต่างประเทศที่มีราคาแพง

FullSizeRender (1)

 

   การวิจัยและพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวนี้ ดำเนินการโดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง ด้วยการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งทาง วว.ดำเนินการภายใต้ศูนย์กิจกรรมพิเศษ โดยต่อมาได้ตั้งขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานพัฒนาเกษตรที่สูง(ศปก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกองได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 ในการส่งเสริมพัฒนาการเพาะเห็ด เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยโครงการหลวงได้กันพื้นที่ประมาณ 1,200 ตารางวา ที่สถานีวิจัยดอยปุย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เป็นพื้นที่สำหรับการวิจัย พัฒนาและทดสอบเห็ดเขตหนาว โดยเริ่มจากการเพาะเห็ดหอมในท่อนไม้จากการแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไต้หวันที่เข้ามาช่วยงานโครงการหลวงยุคเริ่มโครงการหลวงโดยการนำไม้ก่อที่มีอยู่ในธรรมชาติแต่ถูกตัดเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับทำการเกษตร การเพาะเห็ดหอมท่อนไม้ประสบผลสำเร็จ เป็นอย่างดี ต่อมาได้ส่งนักวิจัยไปฝึกงานการเพาะเห็ดที่ประเทศไต้หวัน และสนับสนุนเครื่องจักรสำหรับเพาะเห็ดภายใต้ความร่วมมือของโครงการหลวงกับรัฐบาลไต้หวัน เพื่อนำความรู้กลับมาวิจัย พัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดเขตหนาวชนิดอื่นๆ เช่น เห็ดแชมปิญอง เห็ดเข็มทอง เห็ดนางรมหลวง เห็ดโคนหลวง เห็ดปุยฝ้าย เห็ดนางรมดอย และเห็ดอื่นๆอีกหลายชนิด ปัจจุบัน ได้ดำเนินการทดสอบ และทดลองนำสายพันธุ์เห็ดเขตหนาวชนิดอื่นๆมาเพาะเลี้ยง กว่า 10 ชนิด และส่งเสริมเห็ดที่มีศักยภาพให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมต่อไป รวมทั้งโครงการหลวงมอบหมายให้ช่วยบริหารจัดการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่เป็นต้นมาจนถึงปี พ.ศ. 2549 และ วว. มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้ยุบรวมงานถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไปอยู่กับงานวิจัยพัฒนา ทำให้ ศปก. ถูกยุบรวมเป็นเพียงโครงการหนึ่งเท่านั้นโดยมีนักวิจัยเป็นหัวหน้าโครงการ

 

      ต่อมาในปีพ.ศ. 2553 โครงการหลวงได้แต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ วว. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ช่วยดูแลการบริหารจัดการ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตกอีกครั้งหนึ่ง และมีรับสั่งจากองค์ประทานมูลนิธิโครงการหลวงให้ขยายงานส่งเสริมการเพาะเห็ดไปยังศูนย์ต่างๆมากขึ้นนอกเหนือจากเดิมที่ทำเฉพาะงานทดสอบที่ศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาวดอยปุย ปัจจุบันงานเห็ดได้ขยายไปยังศูนย์/สถานีของโครงการหลวงทั้งหมด 5 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยมีศูนย์ดอยปุยเป็นศูนย์หลักในการผลิตหัวเชื้อเห็ดของโครงการหลวง และปัจจุบันศูนย์เห็ดดอยปุยขอสนับสนุนงบประมาณในรูปกองทุนโครงการ อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อดำเนินการผลิตเห็ดสดเพื่อจำหน่ายผ่านโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2557 เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค นอกเหนือจากงานทดสอบเห็ดชนิดใหม่

FullSizeRender (2)

     ในปี พ.ศ. 2557 อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ภายใต้การดูแลของ วว. ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการหลวงประมาณ 13 ล้านบาท ในการสร้างอาคารเพาะเห็ดระบบปิดที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยงเพื่อพัฒนางานผลิตเห็ดของโครงการหลวงให้มากขึ้น และต่อมาในปีพ.ศ. 2546 ได้เริมการวิจัยพัฒนาการผลิตวานิลลา ที่ศูนย์ฯป่าเมี่ยงโดยโครงการหลวงให้ทุนวิจัย เพื่อขยายผลสู่งานส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงต่อไปจนถึงปัจจุบันได้ขยายผลไปยัง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ศูนย์ฯม่อนเงาะ และศูนย์ฯตีนตก โดยมีการผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ผ่านตลาดโครงการหลวง

      ทั้งหมดนี้จึงนับได้ว่า เป็นความภาคภูมิใจของ วว. ที่ได้มีส่วนร่วมในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญของบุคคลากรในองค์กรช่วยในการพัฒนาประเทศตามพระราชประสงค์

Tags: , ,

Comments No Comments »

โดย มนฑิณี กมลธรรม
ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยหอมทองโดยใช้สารดูดซับเอทิลีน
ปัญหาที่สำคัญในการส่งออกผลไม้สดของไทย ได้แก่การเน่าเสีย การสูญเสียคุณภาพของผลิตผลก่อนที่จะส่งถึงตลาดปลายทางและระหว่างการตลาดในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งปัญหานี้เป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดของผลิตผลสดหลังการเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้เวลาในการขนส่งนานๆในตู้เรือปรับอากาศไปยังประเทศต่างๆที่ห่างไกล ผู้ส่งออกส่วนใหญ่มักอาศัยอายุการเก็บเกียวผลไม้มาใช้ในการเก็บรักษา
การยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้มีหลายวิธี เช่น การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ การใช้สารเคลือบผิว การเก็บรักษาในสภาพบรรยากาศดัดแปลง (modified atmosphere) และการใช้สารดูดซับเอทิลีน เนื่องจากตัวการที่ทำให้ผลไม้เกิดกระบวนการสุกแก่คือเอทิลีน ทำให้ดอกไม้เหี่ยวเร็วขึ้นและทำให้เกิดการหลุดร่วงของใบ เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชชนิดเดียวที่เป็นแก๊ส มีสูตรทางเคมีคือ C2H4 เกิดจากกระบวนการเมทาบอลิซึมของพืช การใช้สารดูดซํบเอทิลีนในการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้เหมาะกับผลไม้ประเภท climacteric ซึ่งจะมีอัตราการหายใจสูงขึ้นและมีการผลิตเอทิลีนสูงในระยะที่กำลังสุก เช่น กล้วย ทุเรียน มะม่วง เป็นต้น
เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้สดเพื่อการส่งออก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสารดูดซับเอทิลีน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการส่งออก จากผลการศึกษาวิจัย ทำให้สามารถผลิตสารดูดซับเอทิลีนได้ในต้นทุนที่ต่ำและมีประสิทธิภาพดีไม่แตกต่างจากสารดูดซับเอทิลีนทางการค้า สามารถผลิตได้ง่าย เพื่อให้เหมาะสมในการใช้ในเชิงพาณิชย์ และลดการนำเข้าสารดูดซับเอทิลีนที่ผลิตจากต่างประเทศและสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผลสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกโดยใช้สารดูดซับเอทิลีนน้ำหนัก 10 กรัม (1 ซอง) บรรจุร่วมกับกล้วยหอมทองหนัก 12 กิโลกรัม โดยใส่ในถุง Polyethylene มัดปากถุงให้แน่นแล้วใส่ในกล่อง จากนั้นนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียล สามารถเก็บรักษากล้วยหอมทองได้นานถึง 10 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับกล้วยหอมทองที่เก็บรักษาโดยไม่ใช้สารดูดซับเอทิลีนสามารถเก็บได้เพียง 4 สัปดาห์ โดยปริมาณแก๊สเอทิลีนในถุงที่ใช้สารดูดซับเอทิลีนร่วมในการเก็บกล้วยหอมทองจะอยู่ที่ 0.01-0.03 ppm ตลอดระยะการเก็บรักษา 10 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มควบคุมปริมาณแก๊สเอทิลีนจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 0.29 ppm ในสัปดาห์ที่ 5 ของการเก็บรักษาคือกล้วยหอมทองสุกและเริ่มเน่าเสีย

โดย มนฑิณี กมลธรรม

ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ปัญหาที่สำคัญในการส่งออกผลไม้สดของไทย ได้แก่การเน่าเสีย การสูญเสียคุณภาพของผลิตผลก่อนที่จะส่งถึงตลาดปลายทางและระหว่างการตลาดในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งปัญหานี้เป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดของผลิตผลสดหลังการเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้เวลาในการขนส่งนานๆในตู้เรือปรับอากาศไปยังประเทศต่างๆที่ห่างไกล ผู้ส่งออกส่วนใหญ่มักอาศัยอายุการเก็บเกียวผลไม้มาใช้ในการเก็บรักษา

การยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้มีหลายวิธี เช่น การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ การใช้สารเคลือบผิว การเก็บรักษาในสภาพบรรยากาศดัดแปลง (modified atmosphere) และการใช้สารดูดซับเอทิลีน

เนื่องจากตัวการที่ทำให้ผลไม้เกิดกระบวนการสุกแก่ คือ เอทิลีน ทำให้ดอกไม้เหี่ยวเร็วขึ้นและทำให้เกิดการหลุดร่วงของใบ

เอทิลีน เป็นฮอร์โมนพืชชนิดเดียวที่เป็นแก๊ส มีสูตรทางเคมีคือ C2H4 เกิดจากกระบวนการเมทาบอลิซึมของพืช การใช้สารดูดซับเอทิลีนในการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้เหมาะกับผลไม้ประเภท climacteric ซึ่งจะมีอัตราการหายใจสูงขึ้นและมีการผลิตเอทิลีนสูงในระยะที่กำลังสุก เช่น กล้วย ทุเรียน มะม่วง เป็นต้น

เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้สดเพื่อการส่งออก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสารดูดซับเอทิลีน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการส่งออก จากผลการศึกษาวิจัย ทำให้สามารถผลิตสารดูดซับเอทิลีนได้ในต้นทุนที่ต่ำและมีประสิทธิภาพดีไม่แตกต่างจากสารดูดซับเอทิลีนทางการค้า สามารถผลิตได้ง่าย เพื่อให้เหมาะสมในการใช้ในเชิงพาณิชย์ และลดการนำเข้าสารดูดซับเอทิลีนที่ผลิตจากต่างประเทศและสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผลสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกโดยใช้สารดูดซับเอทิลีนน้ำหนัก 10 กรัม (1 ซอง) บรรจุร่วมกับกล้วยหอมทองหนัก 12 กิโลกรัม โดยใส่ในถุง Polyethylene มัดปากถุงให้แน่นแล้วใส่ในกล่อง จากนั้นนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียล สามารถเก็บรักษากล้วยหอมทองได้นานถึง 10 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับกล้วยหอมทองที่เก็บรักษาโดยไม่ใช้สารดูดซับเอทิลีนสามารถเก็บได้เพียง 4 สัปดาห์ โดยปริมาณแก๊สเอทิลีนในถุงที่ใช้สารดูดซับเอทิลีนร่วมในการเก็บกล้วยหอมทองจะอยู่ที่ 0.01-0.03 ppm ตลอดระยะการเก็บรักษา 10 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มควบคุมปริมาณแก๊สเอทิลีนจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 0.29 ppm ในสัปดาห์ที่ 5 ของการเก็บรักษาคือกล้วยหอมทองสุกและเริ่มเน่าเสีย

Tags: , , , , , , , , ,

Comments No Comments »

sample2_title_top

The 10th Biomass-Asia Workshop : “Biomass Refinery to Community and Industrial Applications” with Asia Biomass Office Conference will held on August 5 – 6, 2013 at Centara Grand at Central World Hotel, Bangkok, Thailand. The program will be in English and the registration fee is free.

2nd_Circular_01
Website : http://www.biomass-asia-workshop.jp

Tags: , , , , ,

Comments 1 Comment »

การใช้โปรไบโอติกเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในแม่สุกรอุมทองและแมสุกรเลี้ยงลูก

UTILIZATION OF PROBIOTIC TO INCREASE PRODUCTIVITY

AND SUBSTITUTE THE USE OF ANTIBIOTIC IN SOWS AND

FARROWING PIGS

จํารูญ มณีวรรณ มงคล ถิรบุญยานนท์ กิตติพงษ์ ทิพยะ

บทคัดย่

การศึกษาการใช้โปรไบโอติกเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในแม่สุกรอุ้มท้องและแม่สุกรเลี้ยงลูก เป็นการศึกษาผลการป้อนบาซิลลัส ซับติลิส MP ต่อประสิทธิภาพการผลิต และจุลินทรีย์ในมูลของลูกสุกรดูดนม โดยทําการศึกษาในลูกสุกรพันธุ์ผสม 3 สายพันธุ์ (Large White x Landrace x Duroc ) ตั้งแต่อายุ 3 วัน จนถึงหย่านมที่อายุ 28 วัน จํานวน 80 ตัว แบ่งการทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 20 ซ้ำ ใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์(Completely Randomized Design; CRD) โดยกลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมได้รับการป้อน PBS(Phosphate Buffer Saline), กลุ่มที่ 2 ได้รับการป้อนบาซิลลัส ซับติลิส MP 9 จํานวน 10 มิลลิลิตร/ตัว โดยให้วันละ 1 ครั้งติดต่อกัน 7 วัน กลุ่มที่ 3 ได้รับการป้อนบาซิลลัส ซับติลิส MP 10 จํานวน 10 มิลลิลิตร/ตัว โดยให้วันละ 1 ครั้งติดต่อกัน 7 วัน และกลุ่มที่ 4 ได้รับการป้ายลิ้นด้วยยาปฏิชีวนะชนิด Chlortetracycline จํานวน 1 กรั ม/ตัว ติดต่อกัน 3 วัน ผลการวิจัยพบว่าน้ำหนักของลูกสุกรที่อายุ 14 และ 21 วันของกลุ่มที่ได้รับการเสริม MP 9 และMP 10 สูงกว่ากลุ่มควบคุม (P<0.05) แต่ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับการเสริมยาปฏิชีวนะ ส่วนน้ำหนักของลูกสุกรที่อายุ 28 วัน ลูกสุกรกลุ่มที่ได้รับการเสริม MP 9 และMP 10 สูงกว่ากลุ่มควบคุม (P<0.01) แต่ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับการเสริมยาปฏิชีวนะ สําหรับอัตราการเจริญเติบโตต่อวันของลูกสุกรกลุ่มที่ได้รับการเสริม MP 9 และ MP 10 สูงกว่ากลุ่มควบคุม(P<0.05) แต่ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับการเสริมยาปฏิชีวนะทางด้านจํานวนวันที่ลูกสุกรแสดงอาการท้องเสียจนหายเป็นปกติของกลุ่มที่ได้รับการเสริม MP 9 , MP 10 และกลุ่มที่ได้รับการเสริมยาปฏิชีวนะมีค่าต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P<0.05) สําหรับจํานวนเชื้อ อี. โค ไล และ ซัลโมเนลล่า ในมูลที่อายุ 7 และ 11 วัน มีค่าต่ํากว่ากลุ่มควบคุมในขณะที่จํานวนเชื้อแลคโตบาซิลลัส และบาซิลลัส ซับติลิสในมูลมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญยิ่งทางสถิติ (P<0.01)

Comments 1 Comment »

วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากสารต้านอนุมูลอิสระจากผักพื้นบ้าน ผลไม้และวัสดุเหลือจากอุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ (วว.)  โดยความร่วมมือวิจัยของฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (ฝภผ.) และ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร (ฝทอ.) ได้ดำเนินโครงการวิจัยนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากผักพื้นบ้านและผลไม้ไทยอย่างครบวงจร.  เริ่มตั้งแต่กระบวนการสกัดและตรวจควบคุมคุณภาพองค์ประกอบทางเคมี, โดยเน้นกลุ่มสารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ.  ทำการตรวจพิสูจน์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธีการทดสอบต่าง ๆ ทางเภสัชวิทยาทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง เช่น DPPH assay (ปฏิกิริยาต้านออกซิเดชัน), photochemiluminescence assay (การกำจัดอนุมูลอิสระของออกซิเจนชนิดซูเปอร์ออกไซด์), anti-hemolytic assay (ปฏิกิริยาออกซิเดชันจากการแตกตัวของเซลล์เม็ดเลือดแง) และ comet assay (การต้านฤทธิ์ลาย DNA จากอนุมูลอิสระออกซิเจน).  ข้อมูลจากผลการทดสอบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผักเชียงดาและผักหวานบ้านมีศักยภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระ,  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สัมพันธ์กับภาวะการณ์เกิดเบาหวานด้วย.  ดังนั้น วว. จึงได้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพในรูปของเครื่องดื่มผักพื้นบ้านจากผักเชียงดาและผักหวาน ซึ่งมีทั้งหมด 5 ผลิตภัณฑ์,  โดยผ่านการทดสอบความคงตัวของผลิตภัณฑ์, การประเมินความปลอดภัยในระดับเซลล์และในสัตว์ทดลอง  และผ่านการทดสอบประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคด้วย.  ผลิตภัณฑ์ยังได้รับการออกแบบ โดยศูนย์การบรรจุหีบห่อไทยให้มีลักษณะจำเพาะเพื่อรักษาความคงตัวของสารต้านอนุมูลอิสระในผลิตภัณฑ์.  กระบวนการวิจัยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผักพื้นบ้านดำเนินการเสร็จสมบูรณ์อย่างครบวงจรและพร้อมสำหรับการผลิตจำหน่ายภายหลังการถ่ายทอดเทคโนโลยี.

Comments 2 Comments »

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  โดยความร่วมมือในการวิจัยของฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร  (ฝทอ.)  และฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  (ฝภผ.)  ได้ดำเนินโครงการวิจัยนี้,  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากวัตถุดิบผักพื้นบ้าน.  จากข้อมูลผลการทดสอบสมบัติการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธีการทดสอบต่างๆ ทางเภสัชวิทยาทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง  พบว่า  ผักหวานบ้านและผักเชียงดามีศักยภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระ,  นอกจากนี้  ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สัมพันธ์กับภาวการณ์เกิดโรคเบาหวานด้วย.  ดังนั้น  ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว.  จึงได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเสริมสุขภาพด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากผักหวานบ้านและผักเชียงดา  ทั้งหมดจำนวน 4 สูตรผลิตภัณฑ์  ได้แก่  เครื่องดื่มผักหวานบ้านพร้อมดื่ม 2 รสชาติ (รสธรรมชาติและรสน้ำผึ้งมะนาว),  เครื่องดื่มผักเชียงดาพร้อมดื่ม 2 รสชาติ (รสธรรมชาติและรสน้ำผั้งมะนาว),  ซึ่งผลิตภัณฑ์ในรูปแบบบรรจุขวดพาสเจอร์ไรส์มีอายุการเก็บประมาณ 6 สัปดาห์ที่อุณหภูมิแช่เย็น  (4 – 10 องศาเซลเซียส)  สำหรับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุกล่องปลอดเชื้อแบบ  UHT  มีอายุการเก็บมากกว่า 6 เดือน  ที่อุณหภูมิห้อง (25 – 30 องศาเซลเซียส).  ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง  เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป.

Comments No Comments »

การวิจัยและศึกษาธัญพืชและสมุนไพรที่เหมาะสมต่อการผลิตสารให้ความหวานเพื่อสุขภาพ (ชะเอมไทย, อ้อยสามสวน และหัสคุณใหญ่หรือชะเอมพื้นเมือง) ณ แปลงทดลอง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จากผลการศึกษาพบว่าสมุนไพรทั้งสามชนิดมีการตอบสนองต่อการเจริญเติบโตด้านความสูง, ความกว้างของทรงพุ่ม, จำนวนใบ, น้ำหนักแห้งและปริมาณสารหวานสามชนิด ได้แก่ แมนนิทอล, ซอร์บิทอล และไซลิทอล ที่เพิ่มขึ้นโดยพบว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำจากปลาอัตรา 40 มิลลิลิตร/น้ำ 10 ลิตร พร้อมฉีดพ่นสาร Paclobutrazol 500 มิลลิลิตร/ลิตร ส่งผลทำให้สมุนไพรทั้งสามชนิดมีการตอบสนองต่อการเจริญเติบโตและส่งผลต่อปริมาณสารหวานที่เพิ่มขึ้นมากกว่าทุกๆ กรรมวิธีในการทดลอง.

Comments No Comments »

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่แห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนารถนั่งเคลื่อนที่อเนกประสงค์

คุณสมบัติ : สามารถปรับ ยืน/นอน/เอน/นั่งให้ผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้รองรับการขับถ่าย ขณะอยู่บนรถ

สนใจติดต่อ Call Center โทร (66) 025793000

Tags:

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology