Archive for the “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” Category

         ปฐมสุดา อินทุประภา (กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

     ในปัจจุบันศาสตร์แห่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์นั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการ หรือช่วยในการจัดการข้อมูลสินค้าและบริการ ดังนั้นการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์จึงมีมากขึ้น จนบางครั้งทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนในข้อมูลข่าวสารซึ่งมีทั้งที่เป็นจริงและที่เป็นเท็จปะปนกันอยู่ในโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงเริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเพจ Jessada Denduangboripant เพจที่ให้ข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนั้น และนักเทคนิคการแพทย์ภาคภูมิ เดชหัสดิน เจ้าของเพจหมอแล็บแพนด้า เพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และสุขภาพ ซึ่งบุคคลทั้งสองท่านนี้ถือ เป็นต้นแบบของนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน โดยทั้งสองท่านนี้จะให้มุมมองและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่กำลังเป็นกระแสแก่ประชาชนทั่วไป ผ่านทาง Facebook ส่วนตัว ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าติดตาม จนมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกออนไลน์

Jess1Jess2 drLab Drlab2

            การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ เกิดจากความอยากช่วยให้ประชาชนไทยได้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความตระหนัก รู้จักคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อไม่ให้หลงเชื่อสิ่งต่างๆ ที่มีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ให้รู้เท่าทันมิจฉาชีพที่แฝงตัวอยู่ในโลกออนไลน์ สิ่งเล็กๆ ที่ทั้งสองท่านทำนี้ เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารวิทยาศาสตร์คือ การเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ รู้จักคิดวิเคราะห์  นอกจากนี้นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ยังจำเป็นต่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะสื่อสารความจำเป็นของการใช้วิทยาศาสตร์ในแต่ละสาขา เพื่อใช้ขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ยังต้องมีความสามารถในการชี้ให้นักวางแผนนโยบายเห็นถึง ความจำเป็นในการลงทุนงบประมาณในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ที่จำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย

            นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรละเลยความสำคัญของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ เพราะบุคคลที่สามารถสื่อสารวิทยาศาสตร์ได้ดีที่สุดก็คือ ตัวนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงควรที่จะเรียนรู้ศาสตร์ของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสสร้างเนื้อหาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับกลุ่มบุคคลต่างๆ การเลือกสื่อที่ทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัยและกลุ่มเป้าหมาย การเลือกเทคนิคหรือกลวิธีและระดับภาษาในการนำเสนอองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ดีนอกจากจะทำให้ประชาชนเข้าใจองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ยังทำให้ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย อันจะส่งผลให้เกิด Innovation ecosystem ในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

Tags: , ,

Comments No Comments »

โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง

             CSR หรือ Corporate Social Responsibility หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยมีความรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

CSR1             สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้มีการจัดกิจกรรม CSR ในลักษณะ After process หรือกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง เช่น การปลูกป่า, การบริจาคทุนการศึกษา, การรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด วว. ได้จัดโครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกในการรักษาสัตว์ป่า ธรรมชาติ และสร้างความตระหนักในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดย วว. ได้เชิญโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงอันได้แก่ โรงเรียนคลองห้า พฤกษชัฏราษฎร์บำรุง, โรงเรียนบึงเขาย้อน คงพันธุ์อุปถัมภ์ และโรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ เข้าร่วมโครงการ ซึ่งโครงการค่ายนี้ ได้รับการตอบรับจากคณะครู อาจารย์เป็นอย่างดี โดยทั้ง 3 โรงเรียนได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 87 คน เพื่อเดินทางไปร่วมกิจกรรมค่ายเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยนักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นสถานีวิจัยภายใต้การกำกับดูแลของ วว.  ตั้งอยู่บนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ของอำเภอวังน้ำเขียว และยังเป็น 1 ใน 4 ของพื้นที่สงวนชีวมณฑลของประเทศที่ได้รับการประกาศจัดตั้งจากองค์กรยูเนสโกอีกด้วย

CSR3

 

       สำหรับกิจกรรมภายในค่ายนั้น ประกอบไปด้วย กิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ดูนก ดูไก่ฟ้าพญาลอ นกประจำชาติของไทยที่หายาก การฝึกใช้กล้อง Binocular และ Telescope กิจกรรมดูดาว กิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ การฝึกคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ (Think out of the box & Creative thinking) การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) การใช้ศิลปะ ประดิษฐ์งานศิลปะในเชิงวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมนันทนาการต่างๆ แต่กิจกรรมที่เป็นกุญแจสำคัญในการปลูกจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่เยาวชน คือ “Conservative Role Play” เป็นการนำให้เยาวชนตระหนักถึงทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไปถ้ามนุษย์เราไม่ร่วมมือช่วยกันรักษา ซึ่งกิจกรรมนี้จะเริ่มต้นจากการใช้คลิปวีดีโอสั้นๆ ในการสร้างความตระหนัก จากนั้นจึงมีการพูดคุย อธิบาย ถามตอบ เพื่อประเมินความเข้าใจของเยาวชน และปิดท้ายด้วยการให้เยาวชนออกมาแสดงบทบาทสมมติ เรื่องความไม่สมดุลของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ว่า หากความสัมพันธ์กันของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ขาดลง จะก่อให้เกิดผลเสียมหาศาลมากมายถึงประการใด ซึ่งเยาวชนมีความสนุกสนานอย่างมากในการร่วมกิจกรรมทุกๆ กิจกรรม เพราะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ได้รับความรู้ในรูปแบบ “Learning by Playing” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้เยาวชนได้เรียนรู้ในสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ด้วยความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ซึมซับความรู้ที่แฝงอยู่กิจกรรมต่างๆ ระหว่างเข้าร่วมโครงการฯ อย่างไม่รู้ตัว อันเป็นผลดีต่อการสร้างทัศนคติและจิตสำนึกที่ดีต่อตนเองและสังคมต่อไป

CSR2

       โครงการค่ายครั้งนี้ นับว่าเป็นงาน CSR ที่ วว. ตั้งใจดำเนินการเพื่อเยาวชน  และได้รับการตอบรับที่ดีจากชุมชน โดยต่อจากนี้ วว. จะมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัย และการช่วยเหลือสังคมควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีและน่าอยู่อย่างยั่งยืน

Tags: , , , , ,

Comments No Comments »

ปฐมสุดา อินทุประภา

Pitch ในพจนานุกรมของ Cambridge มีหลายความหมาย แต่หากพูดถึงในด้านการนำเสนองานนั้น คำว่า Pitch จะหมายถึง a speech or act that attempts to persuade someone to buy or do something หรือแปลว่า การกระทำหรือคำพูดที่โน้มน้าวใจผู้ฟังให้ซื้อสินค้า บริการ หรือทำตามที่เราต้องการ ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม

ในปัจจุบันการนำเสนองานในลักษณะนี้ มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจ Startup  ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุน เหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ (entrepreneur)  จะต้องนำเสนอผลงานหรือไอเดียธุรกิจให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง  Pitch Presentation   นั้น ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีทักษะในการดึงดูดผู้ฟังให้สนใจงานของตนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ยังต้องมีการฝึกซ้อมการนำเสนอให้เกิดความชำนาญ เพื่อการนำเสนอที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ และสามารถลดความรู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าลง

Man Hosting A Show And Talking Into Microphone

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการนำเสนองานในรูปแบบนี้ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเลือกข้อมูลที่เหมาะสม เนื่องจากผู้นำเสนอมีข้อมูลจำนวนมากที่อยากจะนำเสนอ จึงอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำเสนอควรจะเน้นไปในเชิงใด ดังนั้นในบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยวางแผนในการเลือกข้อมูลที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

 การเริ่มต้นนำเสนอข้อมูลจากปัญหา

ผู้นำเสนอควรจะชี้แจงถึงความสำคัญของผลงานวิจัยหรือธุรกิจของตนเองว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์อะไรในสังคม โดยข้อมูลที่เลือกมานำเสนอนั้นจำเป็นจะต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ เพราะการเริ่มต้นที่น่าประทับใจ (hook) จะทำให้ผู้ฟังสนใจและติดตามฟังไปจนจบ

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์มีการทำงานอย่างไรinvestor1

ในส่วนนี้ผู้นำเสนอควรจะพูดถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจว่าเป็นอย่างไร มีการทำงานอย่างไร มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างไร วัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการดำเนินการธุรกิจเป็นอย่างไร มีการบริหารจัดการอย่างไร โดยอาจมีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซึ่งสามารถทำให้น่าสนได้โดยการร้อยเรียงเรียงราวในลักษณะการเล่าเรื่อง (story telling) หรืออาจยกตัวอย่างในสิ่งที่ใกล้ตัวผู้ฟัง เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

investor2กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์

ผู้นำเสนอจะต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่คาดหวังว่าจะมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจบริการ โดยอาจระบุไปอย่างละเอียดถึง เพศ อายุ อาชีพ ของกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว และหากเป็นไปได้ผู้นำเสนอควรจะมีการวิเคราะห์ส่วนแบ่งการทางการตลาดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน

การรับมือกับความเสี่ยง

การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนั้นผู้นำเสนอจึงควรนำเสนอแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแก่นักลงทุน ซึ่งอาจทำได้โดยการยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมโรงงานผลิต  หรือการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่างๆ ที่มีผลต่อการดำเนินการธุรกิจหรือการผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นในการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งหากผู้นำเสนอสามารถที่จะผูกเรื่องเป็นเรื่องราวให้น่าสนใจได้ และนำเสนอในลักษณะของการบอกเล่าเรื่อง ไม่ใช้ลักษณะของการบรรยาย ใช้โทนเสียงที่มีความสูงต่ำ ยิ้มแย้ม และมีการสบตาผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้นำเสนอสามารถดึงดูดผู้ฟังได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อม ดังคำกล่าวที่ว่า practice makes perfect

อ้างอิง

http://researchpark.illinois.edu/resources/how-make-pitch-presentation

http://mashable.com/2011/06/24/startup-pitch-presentation/#buOYzxpRskqf

http://www.forbes.com/sites/carminegallo/2013/07/31/5-must-have-presentation-tips-for-pitching-to-angel-investors/#17dfce173822

Tags: , , , , ,

Comments No Comments »

โดย ปฐมสุดา อินทุประภาและวัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง

โลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะโลกร้อน การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์บางชนิด การเสียสมดุลของระบบนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว  จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล เรียนรู้การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศวิทยา ซึ่งจะทำให้เยาวชนมีความรู้และทัศนคติเพื่อนำไปพัฒนาตนเองและสังคมได้ในอนาคต ซึ่งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวดำเนินการในรูปแบบของค่ายวิทยาศาสตร์โดยใช้ห้องเรียนธรรมชาติ  ซึ่งก็คือ  สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานีวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของ วว. รวมทั้งยังเป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลหรือพื้นที่สงวนชีวาลัย  (UNESCO Biosphere Reserves) แห่งหนึ่งของโลก ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสำหรับการศึกษาระบบนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน (ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง)

 

1

สำหรับกิจกรรมในค่ายนั้น ทาง วว. ด้านแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  และด้านการอนุรักษ์ โดยกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพธรรมชาติของป่าสะแกราช  การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ   เปรียบเทียบลักษณะของป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง การศึกษาทรัพยากรป่าไม้ และปัจจัยแวดล้อม โดยการนำเยาวชนเดินป่าตามเส้นทางเดินป่าในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เพื่อให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ของป่า การอาศัยพึ่งพากันของป่า พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิต คน  รวมไปถึงการศึกษาชีวิตสัตว์ ความสัมพันธ์ในระบบนิเวศวิทยา เช่น นก แมลง สัตว์ป่าต่าง ๆ  เป็นต้น โดยศึกษาการดูนกอย่างถูกวิธีกับนักดูนกมืออาชีพ ศึกษาเรียนรู้การใช้กล้อง Binoculars, Telescope ศึกษาการใช้คู่มือดูนกสากล เช่น หนังสือ A Guide To The Birds of Thailand  ของ Dr. Boonsong Lekagul  และ Philip D. Round และเรียนรู้มารยาทในการดูนก นอกจากนี้ยังมีเรียนรู้เรื่องดวงดาวบนท้องฟ้า เรียนรู้เรื่องการเขียนแผนที่ดูดาวอย่างง่ายด้วยตัวเอง ศึกษาการใช้กล้อง Telescope สำหรับดูดาว เรียนรู้ถึงประโยชน์ของดวงดาวบนท้องฟ้า การโคจรของดวงดาว ดวงดาวที่สำคัญ การบอกทิศจากการดูดาว ในส่วนของกิจกรรมทางด้านการอนุรักษ์จะเน้นไปที่กิจกรรมการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับเยาวชน โดยใช้วิธีการบรรยาย สาธิต และฝึกปฏิบัติ เรื่องวิธีการที่เยาวชนจะสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติใกล้ตัวได้ และจะนำกลับไปปฏิบัติต่อที่บ้าน สังคม โรงเรียน ชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการจุดประกายการอนุรักษ์ให้เยาวชนเกิดความตระหนัก รัก และหวงแหนสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่จะส่งผลกระทบไปถึงสิ่งแวดล้อมรอบโลก

2

 

โครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนนี้ ทาง วว. ได้มีดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยมีการคัดเลือกเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6  เข้าร่วมโครงการ ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่ง วว. เล็งเห็นว่าโครงการนี้สามารถพัฒนาเป็นต้นแบบของการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ (Environmental Education) ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์อย่างจริงจังเหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างใน อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา การสร้างต้นแบบโดยใช้ค่ายวิทยาศาสตร์ของโครงการนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและเหมาะสมอย่างยิ่งในประเทศไทย  และ วว. ก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชนไทย

Tags: ,

Comments No Comments »

   โดย ปฐมสุดา อินทุประภา

   Citizen science เป็นคำที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยังไม่แพร่หลายนักในเมืองไทยแต่ที่ต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย Citizen science ถือได้ว่าเป็นเรื่องแพร่หลายและเป็นที่รู้จักกันดีของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งครู นักเรียน และนักศึกษาในประเทศต่างๆ เหล่านั้น ก็จะมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการ Citizen science อยู่เสมอ แล้ว Citizen science นี่มันคืออะไรล่ะ

    Citizen science เป็นคำที่ถูกนิยามขึ้นมาครั้งแรกประมาณกลางทศวรรษที่ 1990 โดย Rick Bonney ชาวอเมริกัน และ Alan Irwin ชาวอังกฤษ ซึ่งความหมายของ Citizen science ก็คือ การที่ประชาชนทั่วไปมาเป็นอาสาสมัครช่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยวิทยาศาสตร์เช่น การสำรวจ การเก็บตัวอย่างข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลจากนักวิทยาศาสตร์โดยตรง ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในกระบวนการวิทยาศาสตร์ ทำให้เข้าใจถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์รวมไปถึงผลกระทบและผลลัพธ์ของโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตนได้มีส่วนร่วม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว โครงการที่เป็น Citizen science ในต่างประเทศจะเป็นโครงการวิทยาศาสตร์ที่มีผลกระทบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชนนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งนี้นอกจากประชาชนทั่วไปจะได้รับความรู้แล้ว ในส่วนของนักวิทยาศาสตร์เองก็ยังอาจได้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มขึ้นจากเหล่า Citizen science ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่วิจัยอีกด้วย

Marine Debris3

ภาพประกอบจาก Jean Fletcher

  โครงการ Citizen science นั้น แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  – ประเภทสนับสนุน (contributory) คือ ประชาชนจะมีหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนโครงการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์โดยการเป็นอาสาสมัครช่วยเก็บข้อมูลเท่านั้น

  – ประเภทมีส่วนร่วม (collaborative) คือ ประชาชนจะมีส่วนช่วยทั้งในด้านการเก็บข้อมูล สำรวจ และวิเคราะห์ผล

  – ประเภทช่วยออกแบบโครงการ (co-created) คือ ประชาชนจะมีช่วยนักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่การออกแบบโครงการวิจัยบนพื้นฐานความต้องการของแต่ละชุมชน เพื่อเป็นการแก้ไขหรือหาคำตอบให้กับปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชน โดยประชาชนจะมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย

    ตัวอย่างของโครงการ Citizen science หนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากในประเทศออสเตรเลีย คือ โครงการ Marine Debris ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียกับกลุ่มภาคเอกชนในประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักให้แก่ครูเกี่ยวกับเรื่องขยะบนชายหาด ซึ่งโครงการนี้เป็น Citizen science ประเภทมีส่วนร่วม (collaborative) คือ ให้ครูจากโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ได้ทำการสำรวจขยะบนชายหาดในเมืองของตนว่า มีซากสัตว์และขยะประเภทใดบ้างที่ถูกทิ้งไว้บนชายหาด

Marine Debris1

ภาพประกอบจาก Jean Fletcher

   จากนั้นครูก็จะต้องทำการแยกประเภทขยะ จัดทำสถิติ และหากมีซากสัตว์ที่ ตายครูก็จะต้องทำการผ่าพิสูจน์ซาก เพื่อหาสาเหตุการตายของสัตว์ดังกล่าวว่ามาจากการกินเศษขยะที่ตกค้างบนชายหาดเข้าไปหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมโดยนักวิทยาศาสตร์ โครงการนี้ทำให้ครูตระหนักถึงผลกระทบของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และเข้าใจกระบวนการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ชัดเจนขึ้น

Marine Debris 2

ภาพประกอบจาก Jean Fletcher

        นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ครูที่เข้าร่วมโครงการนี้เตรียมที่จะประยุกต์โครงการนี้ ไปใช้ในการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนในสังกัดของตนอีกด้วย

    Citizen science จึงนับได้ว่า เป็นโครงการที่น่าสนใจและเหมาะสมที่จะมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย โดยเฉพาะในหมู่เยาวชนคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนไทยคุ้นเคยกับหลักวิธีการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดทัศนคติที่ดีกับวิทยาศาสตร์ และสนใจเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น

บรรณานุกรม

Fletcher, J., 2013. Not Just a Load of Rubbish: Impact of Participation in Marine Debris Citizen Science Program on Primary and Secondary School Teachers. MSc. The University of Western Australia.

Roy, H. E., Pocock, M. J. O., Preston, C. D., Roy, D. B., Savage, J., Tweddle, J. C., & Robinson, L. D., 2012. Understanding Citizen Science & Environmental Monitoring. Final Report on behalf of UK-EOF: NERC Centre for Ecology & Hydrology and Natural History Museum, pp.1-170.

Trumbull, D. J., Bonney, R., Bascom, D., & Cabral, A., 2000. Thinking scientifically during participation in a citizen-science project. Science Education, 84 (2), pp.265-275.

 

 

Tags: , , ,

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology