Archive for the “งานบริการ วิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ” Category

การประเมินผลพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve)

>>โดย รุจีภรณ์ นาคขุนทด <<<

ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

 

          การกัดกร่อน (corrosion) ของโลหะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเพราะเป็นพฤติกรรมธรรมชาติของโลหะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้เกิดความเสียหายได้ทั้งในด้านทรัพย์สิน เศรษฐกิจ ถ้าเราสามารถประเมินความเสียหายจากการกัดกร่อนของโลหะได้ก่อนก็จะช่วยยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การประเมินอัตราการกัดกร่อนของโลหะ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทดสอบการกัดกร่อนโดยการผึ่งในบรรยากาศ การทดสอบความทนละอองน้ำเกลือ การใช้คูปองการกัดกร่อน การทดสอบด้วยเทคนิคเคมีไฟฟ้าโดยประเมินผลการกัดกร่อนจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ที่ช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

       การทดสอบการกัดกร่อนของโลหะโดยเทคนิคเคมีไฟฟ้า (electrochemical technique) เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยประเมินอัตราการกัดกร่อนได้ดีและเร็ว และเป็นการจำลองการเกิดกระบวนการการกัดกร่อนของโลหะ โดยปกติแล้วการเกิดการกัดกร่อนเป็นปฏิกิริยาทางกายภาพของโลหะกับสภาพแวดล้อมรอบๆ โลหะ ซึ่งเกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าหรือแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนในสารละลายของน้ำ เรียกว่า ปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า (electrochemical reaction) การเกิดปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าของการกัดกร่อนเป็นปฏิกิริยาออกซิเดชันและรีดักชัน เมื่อน้ำหรือสารละลายที่สัมผัสกับโลหะ หลักการของการทดสอบการกัดกร่อนโลหะโดยใช้เทคนิคทางเคมีไฟฟ้า คือการป้อนศักย์ไฟฟ้าเร่งการกัดกร่อน โดยใช้เครื่อง potentiostat/galvanostat ในสภาวะที่มีสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ทำหน้าที่เป็นทางเดินของอิออน และเป็นการเชื่อมต่อเซลล์เคมีไฟฟ้า (electrochemical cell) ดังรูปที่ 1 ทำให้เราสามารถคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนได้

          เซลล์เคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการทดสอบการกัดกร่อนของโลหะประกอบไปด้วย

  • ขั้วทำงาน (working electrode หรือ specimen electrode) เป็นขั้วอาโนด ก็คือชิ้นตัวอย่างทดสอบ เป็นขั้วที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและให้อิเล็กตรอน
  • ขั้วมาตรฐานอ้างอิง (standard reference electrode) เป็นขั้วแคโทด (cathode) ที่เกิดปฏิกิริยารีดักชันและรับอิเล็กตรอน เช่น SCE (saturated calomel electrode) หรือ Ag/AgCl ที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าคงที่
  • ขั้วอิเล็กโทรดกระแส (counter electrode) มักจะใช้โลหะที่เสถียร เช่น แพลตินัม หรือ กราไฟต์ หรือ เหล็กกล้าไร้สนิม
  • สารละลายอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ซึ่งเป็นทางเดินของอิออน

Microsoft Word - paper-58

รูปที่ 1  เซลล์เคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการทดสอบการกัดกร่อน

 

          ค่าที่วัดได้จากการทดสอบ ได้เป็นเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าศักย์ไฟฟ้าและค่ากระแสไฟฟ้า เมื่อป้อนศักย์ไฟฟ้าจนกระทั่งโลหะเริ่มเกิดการกัดกร่อนเราเรียกว่าค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) ที่จุดนี้ก็จะได้ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) ด้วย ซึ่งนำไปคำนวณหาอัตราการกัดกร่อน แสดงดังรูปที่ 2 ในขณะเดียวกันถ้าโลหะที่มีฟิล์มพาสซีพ (passive film) ที่ทนต่อการกัดกร่อน เช่น เหล็กกล้าไร้สนิม ถ้าป้อนศักย์ไฟฟ้าต่อไปอีกโลหะนั้นสร้างฟิล์มพาสซีพ (passive film) เพื่อป้องการการกัดกร่อนทำให้ค่ากระแสไฟฟ้าคงที่หรือลดลง ในขณะเมื่อที่ป้อนศักย์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งที่ทำให้ค่ากระแสไฟฟ้าเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง  แสดงว่าเกิดการแตกของฟิล์มพาสซีพ (passive film) เป็นรูเข็ม (pitting) นั่นคือค่าศักย์ไฟฟ้าที่เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) และค่ากระแสไฟฟ้าพาสซีพ (passive current density, Ip) แสดงดังรูปที่ 3

Polarization curve_02

รูปที่ 2 เส้นโค้งโพลาไรเซชันสำหรับการกัดกร่อน แบบทั่วผิวหน้าของโลหะ (ASTM G 3)

 

Polarization curve_03

 

รูปที่ 3 เส้นโค้งโพลาไรเซชันสำหรับการกัดกร่อนที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) คลุมทั่วผิวหน้าโลหะ (ASTM G 3)

 

          ลักษณะของเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) แสดงพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะมีรายละเอียดดังนี้

  • ค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเริ่มเกิดการกัดกร่อน ซึ่งถ้าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนต่ำจะไวต่อการกัดกร่อนมากกว่าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนสูง
  • ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) เป็นค่าความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นที่จุดเกิด Ecorr โดยค่า Icorr แสดงถึงการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า (uniform corrosion) และสามารถนำมาคำนวณหาค่าอัตราการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้าต่อปีของตัวอย่างทดสอบได้ จากสูตรดังนี้

                    อัตราการกัดกร่อน (corrosion rate) =(k x Icorr x EW)/(A x D)

                       –  k คือ ค่าคงที่ของการคำนวณเปลี่ยนหน่วยต่างๆ เช่น มีค่า 13 ถ้าอัตราการกัดกร่อนมีหน่วย มิลต่อปี (mil per year, mpy) หรือมีค่า 0.00327 ถ้าหน่วย มิลลิเมตรต่อปี (millimeter per year, mm/y)

                      –  Icorr คือ ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density) หน่วยเป็นไมโครแอมป์ต่อตารางเซนติเมตร (µA/cm2)

                       –  EW คือ ค่ามวลสมมูล (equivalent Weight) ของโลหะตัวอย่างที่ผ่านการทดสอบ ถ้าโลหะผสมต้องคำนวณตามสัดส่วน

                       –  A คือ พื้นที่ผิวของโลหะตัวอย่าง หน่วยเป็นตารางเซนติเมตร (cm2)

                       –  D คือ ความหนาแน่นของโลหะตัวอย่าง หน่วยเป็น กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm3)

  • ค่าศักย์ไฟฟ้าขณะที่เกิดฟิล์มที่ผิว (primary passivation potential, Epp) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) คลุมทั่วผิวหน้าโลหะ ซึ่งมีผลให้เกิดการกัดกร่อนน้อยลง
  • ค่าศักย์ไฟฟ้าที่เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting) ซึ่งพบในโลหะที่สามารถสร้างฟิล์มพาสซีพ (passive film) ที่ทนต่อการกัดกร่อน เช่น เหล็กกล้าไร้สนิม

 

          ตัวอย่าง เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) และประเมินผลของการทดสอบแผ่นอะลูมิเนียมในสารละลายกรดซัลฟิวริก (Sulfuric acid, 1N H2SO4) รายละเอียดแสดงดังรูปที่ 4

 

Microsoft Word - paper-58

จากเส้นโค้งโพลาไรเซซัน (polarization curve) ประเมินผลได้ดังนี้

–  ค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) = – 0.142 V

–  ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) =  81 µA/ cm2

ข้อมูลของโลหะตัวอย่าง

–  ค่ามวลสมมูล (equivalent weight) ของอะลูมิเนียม =  99 g.

–  พื้นที่ผิวของโลหะตัวอย่าง =  1 cm2

–  ความหนาแน่นของอะลูมิเนียม =  7 g/cm3

คำนวณหาอัตราการกัดกร่อน (corrosion rate) =(k x Icorr x EW)/(A x D)

–  อัตราการกัดกร่อนของอะลูมิเนียม  =  0.15 mm/y

 

 

รูปที่ 4  เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ของการกัดกร่อนของแผ่นอะลูมิเนียมในสารละลายกรดซัลฟิวริก (Sulfuric acid,  1N H2SO4) และอัตราการกัดกร่อนของอะลูมิเนียม

 

          ตัวอย่างเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film)  และประเมินผลค่าศักย์ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการกัดแบบรูเข็ม จากการทดสอบแผ่นสแตนเลส ทดสอบในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (5%NaCl) แสดงดังรูปที่ 5

Microsoft Word - paper-58

 

 

 

 

จากเส้นโค้งโพลาไรเซซัน (polarization curve) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) ประเมินผลได้ดังนี้

ค่าศักย์ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) =  0.12 V

 

 

 

 

 

รูปที่ 5  เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ของการกัดกร่อนของแผ่นสแตนเลส ในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (5% NaCl) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film)

 

          ผลการประเมินการกัดกร่อนของโลหะจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ถ้าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (Ecorr ) ต่ำ จะไวต่อการกัดกร่อนมากกว่าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (Ecorr ) สูง และคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนของโลหะต่อปีได้จากค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (Icorr) ดังนั้นการทดสอบการกัดกร่อนโลหะโดยเทคนิคเคมีไฟฟ้า (electrochemical test) เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถศึกษาพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะได้ ใช้เวลาน้อย เพื่อช่วยให้การเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับงานหรือสามารถหาวิธีป้องกันการกัดกร่อนได้ดี

 

เอกสารอ้างอิง

การกัดกร่อนและการเลือกใช้วัสดุ โดย รศ. ศิริลักษณ์ นิวิฐจรรยงค์ ภาควิชาเคมีอุตสาหการ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือพิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2545

Standard Practice for Convention Applicable to Electrochemical Measurements in Corrosion Testing1, ASTM G 3 – 89 (reapproved 2004)

Standard Practice for Calculation of Corrosion Rate and Related information from Electrochemical Measurements1, ASTM G 102 – 89 (reapproved 2004)E1

คู่มือการใช้เครื่อง Potentiostat/Galvanostat

Tags: , ,

Comments No Comments »

โดย ดร. อัญชนา พัฒนสุพงษ์

test1
มลภาวะสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกที่มีปริมาณการใช้สูงมาก การผลักดันให้ใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการสลายตัวของผลิตภัณฑ์ชีวภาพนั้น นอกจากจะขึ้นกับวัตถุดิบในการผลิต ขนาดของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนลักษณะการใช้งานแล้ว ที่สำคัญยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่นำไปทิ้งหรือฝังกลบด้วย ดังนั้น การตรวจสอบการสลายตัวได้ทางชีวภาพในระดับภาคสนามหรือในห้องปฏิบัติการ เป็นทางหนึ่งที่สามารถประเมินสมบัติการสลายตัวของผลิตภัณฑ์ในสภาวะธรรมชาติได้

test2

     สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้ริเริ่มศึกษาการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ มาตั้งแต่ปี 2551 โดยได้ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร และได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิธีการตรวจสอบการสลายตัวของวัสดุทดสอบชนิดพลาสติกชีวภาพในเบื้องต้น (preliminary biodegradation test) โดยใช้หลักการตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมที่เกิดจากกิจกรรมการสลายตัวของวัตถุทดสอบโดยจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมัก ภายใต้สภาวะควบคุมในระดับห้องปฏิบัติการ เป็นวิธีการที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการทดสอบตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ วว. ได้ยื่นจดสิทธิบัตรและให้บริการทดสอบดังกล่าวนี้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาตั้งแต่ปี 2553

     กล่าวได้ว่า วว. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ บุคลากร รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ ในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพ (Biodegradability Testing Laboratory) ที่มีศักยภาพในการให้บริการวิเคราะห์พลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพตามมาตรฐานสากล ISO 17088 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 17088-2555 และได้รับการยอมรับให้ขึ้นทะเบียนกับสถาบัน DIN CERTCO ประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปี 2557 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพที่มีระบบการบริหารงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO/ IEC 17025 จากหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation body) ที่เป็นที่ยอมรับ และสามารถให้บริการวิจัยด้านการบำบัดสารอันตรายตกค้างในสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวได้ทางชีวภาพของวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อได้มาซึ่งข้อมูลที่ยืนยันถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีการตามมาตรฐานสากล

     การวิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพโดยห้องปฏิบัติการของ วว. นี้  นอกจากจะสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลแล้ว ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านวัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพของประเทศ เนื่องจากเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุชีวภาพของไทย ทำให้คู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศยอมรับ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกสินค้า และที่สำคัญยังช่วยแก้ปัญหาการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายประเทศทั่วโลกที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญหาขยะพลาสติก จึงนับได้ว่า เป็นความภาคภูมิใจของ วว. ที่มีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมไทยพัฒนาศักยภาพไปสู่ความเป็นมาตรฐานสากลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

test3

Tags: , ,

Comments No Comments »

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) มีภารกิจหลักในการยกระดับมาตรฐานการบรรจุภัณฑ์ของประเทศ เพื่อช่วยรักษาคุณภาพสินค้า ลดความสูญเสียและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ประกอบด้วย การวิเคราะห์และทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการส่งเสริมข้อมูลและความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ โดยให้บริการฝึกอบรม เพื่อให้ความรู้และแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการเฉพาะราย ตลอดจนรวบรวมและจัดทำเอกสารวิชาการ ข้อมูลข้อสนเทศเพื่อให้บริการแก่ผู้สนใจทั่วไป

g15

 

การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์

g16

 

 

ครอบคลุมงานวิจัยภายใต้นโยบายรัฐบาลและบริการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุและอำนวยความสะดวกในการใช้งานผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตผลเกษตร ได้แก่ บรรจุภัณฑ์แบบปรับบรรยากาศ บรรจุภัณฑ์แอคทีฟ บรรจุภัณฑ์ฉลาด ฟิล์มหรือบรรจุภัณฑ์บริโภคได้ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้บริการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทั้งด้านโครงสร้างและกราฟิก เพื่อช่วยลดความเสียหายและส่งเสริมการขายสินค้า

 

บริการวิเคราะห์และทดสอบบรรจุภัณฑ์

g17

 

ครอบคลุมการทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ด้วยเครื่องมืออันทันสมัยและวิธีการที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะกระดาษและพลาสติก เช่น น้ำหนักมาตรฐาน ความต้านแรงดันทะลุ ความต้านแรงดึงขาดและการยืดตัว ความต้านแรงฉีกขาด การดูดซึมน้ำ อัตราการซึมผ่านไอน้ำ อัตราการซึมผ่านออกซิเจนของฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก การวิเคราะห์ชนิดและความหนาฟิล์มพลาสติกหลายชั้น การทดสอบการใช้งานบรรจุภัณฑ์ขนส่ง ได้แก่ การทดสอบความต้านแรงกด ความต้านแรงตกกระแทก ความต้านแรงสั่นสะเทือน ความต้านแรงตกกระแทกด้วยความเร่ง (Shock test) และการทดสอบบรรจุภัณฑ์สินค้าอันตราย เป็นต้น นอกจากนี้ยังบริการให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์เฉพาะรายอีกด้วย

g18

 

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments 1 Comment »

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (ศพว.) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการและคำปรึกษาครบวงจรด้านการวิเคราะห์ ทดสอบและพัฒนาคุณสมบัติของวัสดุ รวมถึงการตรวจสอบสภาพการใช้งานวัสดุ ให้แก่บริษัทและองค์กรในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร และการขนส่ง เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ทดสอบสมบัติของวัสดุและชิ้นส่วนวิศวกรรม ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมต่างประเทศ สนับสนุนมาตรการส่งเสริมสินค้าส่งออกของประเทศให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลที่ต่างประเทศยอมรับ และแก้ปัญหาทางด้านการเลือกใช้วัสดุให้แก่ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากนั้น ศพว. ยังให้บริการนอกสถานที่ ณ สถานประกอบการของลูกค้า โดยห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน มอก.17025 (ISO/IEC 17025) รวมทั้งการอบรม และสัมมนาถ่ายทอดความรู้แก่ผู้สนใจ เป็นต้น

 

การบริการสร้างและออกแบบอุปกรณ์สำหรับทดสอบ หรือวิธีทดสอบคุณสมบัติและการใช้งานสำหรับวัสดุและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากลและตามความต้องการของลูกค้า

g7

การประยุกต์/ สร้าง/ ออกแบบอุปกรณ์ รวมถึงวิธีการทดสอบสำหรับการทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล และการทดสอบที่ไม่มีมาตรฐานการทดสอบรองรับเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

 

การบริการตรวจประเมินหม้อน้ำ

g8

การตรวจสอบหม้อน้ำก่อนการใช้งานและระหว่างการใช้งานตามมาตรฐานของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการรับรองและขออนุญาตใช้หม้อน้ำ

 

การบริการวิเคราะห์สาเหตุความเสียหาย

g9

การบูรณาการองค์ความรู้ของการทดสอบต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเสียหายที่เกิดกับวัสดุ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ ที่เสียหายก่อนอายุการใช้งานและใช้เป็นข้อมูลในการป้องกันความเสียหายลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการให้คำแนะนำในการปรับปรุงและแนวทางในการพัฒนาวัสดุและชิ้นส่วนอุปกรณ์

 

การบริการทดสอบชิ้นส่วนระบบขนส่งทางราง

g10

การทดสอบความความล้า การสั่นสะเทือน และประเมินอายุการใช้งานของรางรถไฟ อุปกรณ์จับยึดรางรถไฟ (Fastening) และหมอนรถไฟคอนกรีต เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินความคงทนต่อการใช้งานให้เกิดความปลอดภัย

 

การตรวจสอบคุณภาพของงานเชื่อมและฝีมือช่างเชื่อม

g11

การตรวจสอบคุณภาพงานเชื่อมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในกระบวนการผลิต และชิ้นงานตัวอย่างที่ผ่านกระบวนการเชื่อมตามที่ได้ออกแบบไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจในความสมบูรณ์ของงานเชื่อมและมีความปลอดภัยในการใช้งาน รวมทั้งเป็นข้อมูลในการยืนยันความสามารถ ฝีมือ ทักษะของช่างเชื่อมอีกด้วย

 

การประเมินอายุการใช้งานของเครื่องจักร

g12

 

 

อุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม การประเมินสภาพการใช้งานของเครื่องจักร อุปกรณ์ ด้วยเทคนิคการตรวจสอบชนิดต่างๆ ร่วมกับการคำนวณทางวิศวกรรม และนำไปใช้เป็นข้อมูลในการประเมินอายุการใช้งานของเครื่องจักร อุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานของโรงงาน

 

การวัดข้อมูลทางกลและการสั่นสะเทือน

g13

 

การวัดข้อมูลทางกล เช่น ความเครียด ความเค้น แรงบิด รวมถึงการสั่นสะเทือน ของโครงสร้างและเครื่องจักร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบ การวิเคราะห์ความสามารถในการรับภาระ รวมถึงการป้องกันความเสียหายก่อนกำหนดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบด้วย

 

การวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคแบบไม่ทำลาย (Replica technique)

g14

เพื่อประเมินหา Creep ภายในท่อหรืออุปกรณ์ที่ใช้งานภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิสูง เช่น ท่อภายในหม้อความดันไอน้ำ (Boiler)

 

การวิเคราะห์ผิวแตกด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscope : SEM)

เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์หาสาเหตุความเสียหาย

 

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments No Comments »

ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา ทำหน้าที่ในการให้บริการทดสอบและวิเคราะห์ทางชีวเคมีและจุลชีววิทยา         การวิเคราะห์ส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร นม และผลิตภัณฑ์ การทดสอบความทนทานต่อตะไคร่น้ำและสาหร่าย รวมทั้งการให้บริการที่ปรึกษาในการจัดทำระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ที่ปรึกษาด้านการทดสอบและวิเคราะห์ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และบริการจัดฝึกอบรมทางวิชาการด้านระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เทคนิคการทดสอบ/วิเคราะห์ การควบคุมคุณภาพ ฯลฯ ให้กับบุคลากรทั้งภายนอกและภายใน

g6

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments No Comments »

ห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบและวิเคราะห์ ทำหน้าที่รับผิดชอบในการเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำการวัดแทนสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติด้านอาหารและเครื่องดื่ม ให้บริการทดสอบและวิเคราะห์ทางเคมี ตรวจสอบสารตกค้างหรือสารปนเปื้อน ตรวจสอบการย่อยสลายสู่ระบบนิเวศ การทดสอบสีอุตสาหกรรม ให้บริการสอบเทียบเครื่องมือวิเคราะห์ ตลอดจนให้บริการที่ปรึกษาเกี่ยวกับระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และวิธีการวิเคราะห์ทางเคมี บริการที่ปรึกษาด้านติดตั้งเครื่องมือ ตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ การฝึกอบรมวิธีการวิเคราะห์ การตรวจสอบความใช้ได้หรือความสมเหตุสมผลของวิธี การควบคุมคุณภาพผลการทดสอบ การจัดการเอกสารทางคุณภาพและวิชาการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และสถิติที่ใช้ในงานทดสอบทางเคมี บริการที่ปรึกษาแนะนำในการจัดทำระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมทางวิชาการและระบบการจัดการคุณภาพห้องปฏิบัติการให้บุคคลภายนอกและภายใน

g5

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments 1 Comment »

ห้องปฏิบัติการทดสอบทางฟิสิกส์ ทำหน้าที่ทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ ในด้านคุณสมบัติทางกล คุณสมบัติทางแสงและอุณหภูมิ และคุณสมบัติทางด้านไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วยการทดสอบแบบทำลายและไม่ทำลาย การทดสอบทางกายภาพ  รวมทั้งให้บริการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ในโรงงานอุตสาหกรรมและการตรวจสอบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน  ISO/IEC 17025 รวมทั้งบริการจัดฝึกอบรมทางด้านวิชาการให้กับบุคคลภายนอกและภายในและบริการตรวจสอบการทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อขอการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

g4

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments No Comments »

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานวิศวกรรมทางกล  ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเทคนิค กระบวนการวัด วิธีการวัด เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัด  เครื่องทดสอบและเครื่องมือมาตรฐานสำหรับปริมาณทางกล รวมถึงการให้บริการด้านมาตรวิทยาทางกล ด้านการตรวจวัดทางอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม  ด้านการสอบเทียบเครื่องวัดและเครื่องทดสอบ  บริการให้คำปรึกษาเพื่อรองรับข้อกำหนดความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางกลให้แก่บุคคลภายนอกและภายใน รวมทั้งนิสิต นักศึกษา ตลอดจนเป็นวิทยากรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางกล

g3

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments No Comments »

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ ทำหน้าที่รักษาและพัฒนาระบบมาตรวิทยาทางแสง อุณหภูมิและความชื้น และเทคนิควิธีการวัด ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการให้บริการวัดและสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัดทางแสง อุณหภูมิ ความชื้น และสภาวะแวดล้อม ซึ่งสามารถสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังมาตรฐานสากลได้ บริการที่ปรึกษาด้านการสอบเทียบเครื่องวัดทางแสง อุณหภูมิ และความชื้น ด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการสอบเทียบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ทั้งนี้ บริการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางแสงและอุณหภูมิ ให้แก่บุคคลภายนอกและภายใน ตลอดจนเป็นวิทยากรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางแสงและอุณหภูมิ

g2

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments No Comments »

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเทคนิควิธีการวัดสำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและการสอบเทียบมาตรฐานของปริมาณทางไฟฟ้าและทางเสียง  รวมถึงการให้บริการด้านมาตรวิทยา การสอบเทียบเครื่องมือวัดและเครื่องทดสอบทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งเครื่องมือวัดทางเสียง การให้บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการสอบเทียบตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมทางด้านวิชาการและเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และเสียงให้กับบุคคลภายนอกและภายใน

g1

 

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology