เก็บตกการสัมมนา SOE Digital Transformation for Thailand 4.0…มุมมองจากคนนอกวงการ IT

ดร. ปฐมสุดา อินทุประภา
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

    เมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา SOE Digital Transformation for Thailand 4.0 ที่จัดขึ้นโดยชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ในฐานะคนนอกวงการ IT เพราะส่วนใหญ่บุคลากรที่มีโอกาสได้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นคนในแวดวง IT ไม่ว่าจะเป็น Programmer, System analyst และ Network engineer ซึ่งแต่ละคนก็จะมีการใช้คำพูดด้วยคำศัพท์ที่เป็น Technical terms ที่ผู้เขียนไม่ค่อยคุ้นหู และไม่เข้าใจความหมายเท่าไรนัก เพราะผู้เขียนเป็นแค่ End user หรือผู้ใช้ระบบที่เขาเหล่านั้นได้พัฒนาขึ้นมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะ End user ที่เข้าร่วมในการสัมมนาในครั้งนี้ ผู้เขียนรู้สึกว่านับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้เขียนได้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของกลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยที่มุ่งมั่นจะพัฒนาระบบ Infrastructures, program และบุคลากร เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ Thailand 4.0 ได้อย่างเต็มรูปแบบ

  ในงานสัมมนา ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดและได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง SOE Digital Transformation for Thailand 4.0 ซึ่งท่านได้กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวข้ามผ่านความล้าหลังแล้ว และกลุ่มรัฐวิสาหกิจของไทยก็มีศักยภาพทั้งในเรื่องเงินทุน กำลังคน และเทคโนโลยีที่จะผลักดันประเทศไทยไปสู่ 4.0 และหากกลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยสามารถวางเป้าหมายร่วมกันได้ ท่านก็เชื่อว่ากลุ่มรัฐวิสาหกิจไทยจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนประเทศไทยความเป็นสู่ 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ ท่านยังเน้นย้ำว่าทุกรัฐวิสาหกิจควรที่จะตั้งเป้าร่วมกันคือ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน โดยต้องไม่ลืมถึงความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการคมนาคม ระบบ logistic และการทำธุรกรรมการเงินผ่านทางอินเทอร์เน็ต ในส่วนของรัฐบาลเองก็กำลังดำเนินการอยู่ 5 เรื่องหลักๆ เพื่อการขับเคลื่อน Digital 4.0 ซึ่ง ก็คือ SIGMA แปลว่า S = Security (ความปลอดภัย), I = Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน), G = Government (รัฐบาล), M = Manpower (กำลังคน) และ A = Application (การประยุกต์ใช้) โดยทั้งหมดนี้ก็หมายความถึง การคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้บริการในโลกออนไลน์และความมีเสถียรภาพของระบบต่างๆ การลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่ายให้ครอบคลุม การทำระบบ e-government เพื่อให้ประชาชนมีความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ของรัฐบาลได้อย่างทั่วถึง การพัฒนากำลังคนหรือบุคลากรที่จำเป็นเพื่อใช้พัฒนา วิเคราะห์ และวางระบบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และการนำเอาระบบต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเหล่านี้ก็เชื่อมโยงกับการเสวนาของ คุณเทวินทร์ วงวานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คุณชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และคุณมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้งสามท่านได้กล่าวถึง ความพร้อมในด้าน Manpower และ Infrastructure ของหน่วยงาน นอกจากนี้ท่านทั้งสามยังยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ รวมไปถึงการเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเตรียมพร้อมเกี่ยวกับใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยบนระบบเครือข่ายความเร็วสูงที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ

 

 นอกจากนี้ในการเสวนาช่วงบ่ายของ ดร. ณัฐพล นิมมานพัชริทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล และ นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ ผู้ก่อตั้ง RISE และ CEO บริษัท MCFIVA ทั้งสองท่านยังได้เน้นย้ำถึงการเตรียมความพร้อมของบุคลากรของภาครัฐให้มีความเป็นนักนวัตกร (Innovator) คือ การที่บุคลากรภาครัฐสามารถนำเอาผลงานวิจัยมาต่อยอดหรือสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ ผลิตภัณฑ์ที่ได้นี้ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถเปลี่ยนวิถีชิวิตของผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น สร้างความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา หรือประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้น นวัตกรจำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงมุมมองของนักลงทุนและสามารถสื่อสารกับนักลงทุนให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานที่มีความแปลกใหม่และตอบสนองชีวิตในยุค digital 4.0 ได้ ซึ่งบุคลากรภาครัฐควรได้รับการฝึกฝนและพัฒนาทัศนคติ รวมถึงแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ แปลกใหม่ และหลุดออกจากกรอบความคิดเดิมๆ เพื่อสร้างสรรค์งานที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่สังคม

 สำหรับในเรื่องของ Security นั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ก็ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ Cyber Security for New Generation ซึ่งในการบรรยายท่านก็ได้เน้นย้ำถึง การโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายของทั้งภาครัฐและเอกชนที่จำเป็นจะต้องมีการกำหนดกลยุทธ์ด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับเป้าหมายในการปฏิรูปธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานของระบบจำเป็นต้องเข้มแข็ง และสามารถตรวจจับเครือข่ายแปลกปลอมต่างๆ ที่แทรกซึมเข้ามาในระบบได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เรื่องนี้นับว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่งของการพัฒนาสู่ Thailand 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ

  ในช่วงท้ายของงานซึ่งเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง Challenging to change in digital era โดย พันเอก ดร. เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้กล่าวถึง การเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทำให้หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง ดังนั้นในยุคที่ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในพริบตา บุคลากรภาครัฐจึงจำเป็นต้องพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแลงที่รวดเร็วเช่นนี้ เพราะคลื่นลูกใหม่แห่งความเปลี่ยนแปลงอาจจะถาโถมลงมาได้อีกในไม่กี่ปีข้างหน้า

 ท้ายสุดนี้ ข้อคิดที่ได้จากเข้าร่วมสัมมนาในฐานะ End user ผู้เขียนได้ตระหนักถึงสิ่งที่ End user ต้องเตรียมรับมือเพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ Digital literacy หรือความตระหนักรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อให้เราสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

การสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

เมื่อพูดถึงการสืบค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่ปัจจุบันข้อมูลที่ถูกจัดเก็บและเผยแพร่ผ่านเครื่อข่ายอินเตอร์เน็ตนั้นมีเพิ่มขึ้น บางเว็บไซต์สามารถใช้ในการอ้างอิงข้อมูลได้ การสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์จะทำการค้นหาข้อมูลในรูปแบบของ Search Engine ซึ่งมีเว็บผู้ให้บริการหลายแห่ง เช่น www.sanook.com www.yahoo.com และอีกเว็บที่นิยมกันมากในบ้านเราคือ www.google.com เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว Search Engine ยังมีวิธีในการค้นหาและจัดเก็บข้อมูลไว้ด้วยวิธีการต่างกันไป ดังนี้

  1. Keyword Index : การค้นหาข้อมูลรูปแบบนี้ จะมีการสำรวจเว็บเพจและอ่านข้อความ ข้อมูล รวมทั้งโครงสร้างภาษาโปรแกรม HTML ซึ่งอยู่ในTAG alt ร่วมด้วย อย่างน้อยประมาณ 200-300 ตัวอักษร วิธีการค้นหาข้อมูลแบบนี้จะเน้นการเรียงลำดับข้อมูลก่อน-หลังเป็นสำคัญ รวมถึงความถี่ในการนำเสนอข้อมูลหรือการที่เว็บเพจถูกเปิดขึ้นมา ซึ่งเป็นการค้นหาที่มีความรวดเร็วมาก แต่ความละเอียดในการจัดแยกหมวดหมู่ของข้อมูลค่อนข้างน้อยเพราะไม่ได้คำนึงถึงรายละเอียดของเนื้อหาเท่าที่ควร
  2. Subject Directories : มีการวิเคราะห์รายละเอียด เนื้อหาของแต่ละเว็บเพจ ด้วยการให้คนเป็นผู้พิจารณา การจัดแบ่งหมวดหมู่จึงขึ้นกับวิจารณญาณของคนที่ทำการจัดเก็บข้อมูล ทำให้การค้นหาค่อนข้างตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และมีถูกต้องในการค้นหามากกว่า เช่น หากเราต้องการค้นหาข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ Search Engine ชนิดนี้ก็จะประมวลผลรายชื่อเว็บไซต์ หรือเว็บเพจเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาให้
  3. Metasearch Engines : เป็นการสืบค้นแบบเชื่อมโยงไปยัง Search Engine ประเภทอื่น ทั้งยังมีความหลากหลายของข้อมูล เป็นการค้นหาที่ไม่คำนึงถึงขนาดของตัวอักษร และอาจจะมองข้ามข้อความประเภท Natural Language (ภาษาพูด)

หลักการค้นหาข้อมูลของ Search Engine

แต่ละ Search Engine จะมีลักษณะและประสิทธิภาพที่แตกต่างกันไปตามแต่ผู้ให้บริการ ลักษณะของปัจจัยที่ใช้ค้นหาโดยหลักๆจะมีดังนี้

  1. การค้นหาจากชื่อของตำแหน่ง URL ใน เว็บไซต์ต่างๆ
  2. การค้นหาจากคำที่มีอยู่ใน Title (ส่วนที่ Browser ใช้แสดงชื่อของเว็บเพจอยู่ทางด้าน ซ้ายบนของหน้าต่างที่แสดง
  3. การค้นหาจากคำสำคัญหรือคำสั่ง keyword (อยู่ใน tag คำสั่งใน html ที่มีชื่อว่า meta)
  4. การค้นหาจากส่วนที่ใช้อธิบายหรือบอกลักษณะ site
  5. การค้นหาคำในหน้าเว็บเพจด้วย Browser ซึ่งการค้นหาคำในหน้าเว็บเพจนั้นจะใช้สำหรับกรณีที่คุณเข้าไปค้นหาข้อมูลที่เว็บ เพจใด เว็บเพจหนึ่ง แล้วภายในมีข้อความปรากฏอยู่เต็มไปหมด จะนั่งไล่ดูทีละบรรทัดคงไม่สะดวก ในลักษณะนี้เราใช้ใช้ browser ช่วยค้นหาให้ ขึ้นแรกให้คุณนำ mouse ไป click ที่ menu Edit แล้วเลือกบรรทัดคำสั่ง Find in Page หรือกดปุ่ม Ctrl + F ที่ keyboard ก็ได้ จากนั้นใส่คำที่ต้องการค้นหาลงไปแล้วก็กดปุ่ม Find Next โปรแกรมก็จะวิ่งหาคำดังกล่าว หากพบมันก็จะกระโดดไปแสดงคำนั้นๆ ซึ่งคุณสามารถกดปุ่ม Find Next เพื่อค้นหาต่อได้ อีกจนกว่าคุณจะพบข้อมูลที่ต้องการ

เทคนิคที่ควรรู้ในการค้นหาข้อมูล

  1. เลือกรูปแบบการค้นหาให้ตรงกับสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด : ถ้าต้องการจะค้นหาข้อมูลที่มีลักษณะทั่วไป ไม่ชี้ เฉพาะเจาะจง ก็ควรเลือกบริการสืบค้นข้อมูลแบบ Index อย่างของ yahoo เพราะ โอกาสที่จะเจอนั้น เปอร์เซ็นต์สูงกว่าจะมานั่งสุ่มหาโดยใช้วิธีแบบ Search Engine
  2. ใช้คำมากกว่า 1 คำที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกัน : เพื่อจะได้ผลลัพธ์ที่แคบลง และตรงกับความต้องการมากขึ้น
  3. ใช้บริการของผู้ให้บริการเฉพาะด้าน : ควรเลือกใช้ Search Engine ที่ให้ข้อมูลเฉพาะทางที่ต้องการทราบ เช่นต้องการสืบค้นข้อมูลงานวิจัย ก็ให้เข้าเว็บที่ให้บริการค้นหาข้อมูลแหล่งงานวิจัยโดยเฉพาะ
  4. ใส่เครื่องหมายคำพูดครอบคลุมกลุ่มคำที่ต้องการ : เพื่อให้ Search Engine ทราบว่าเรา ต้องการผลการค้นหาที่มีเฉพาะคำในกลุ่มนั้น เช่น “Open Source Software” เป็นต้น
  5. การขึ้นต้นของตัวอักษรตัวเล็กเท่ากันหมด : ช่วยให้ Search Engine ค้นหาโดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นตัวอักษรเล็กหรือใหญ่
  6. ใช้ตัวเชื่อมทาง Logic : มี 3 ตัว คือ “AND สั่งให้หาโดยต้องมีคำนั้นๆมาแสดงด้วยเท่านั้น โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องติดกัน เช่น phonelink AND pager เป็นต้น “OR สั่งให้หาโดยจะต้องนำคำใดคำหนึ่งที่พิมพ์ลงไปมาแสดง “NOT สั่งไม่ให้เลือกคำนั้นๆมาแสดง เช่น food and cheese not butter หมายความว่า ให้ทำการหาเว็บที่เกี่ยวข้องกับ food และ cheese แต่ต้องไม่มี butter เป็นต้น
  7. ใช้เครื่องหมายบวกลบคัดเลือกคำ : “+ ใช้หน้าคำที่ต้องการจริงๆ “ ” ใช้นำหน้าคำที่ไม่ต้องการ “( ) ช่วยแยกกลุ่มคำ เช่น(pentium+computer)cpu
  8. ใช้เป็นตัวร่วม : เช่น com* เป็นการบอกให้หาคำที่มีคำว่า com ขึ้นหน้าต่อท้ายเป็นอะไรก็ได้ หรือ *com เป็นการค้นหาคำที่มีด้านหน้าเป็นอะไรก็ได้ต่อท้ายด้วยคำว่า com
  9. หลีก เลี่ยงการใช้ตัวเลข : ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรใส่เครื่องหมายคำพูด “” เช่น “drupal 7” เป็นต้น
  10. หลีก เลี่ยงภาษาพูด
  11. Help และ Site map ช่วยคุณได้ : หากต้องการคำอธิบายหรือ option หรือการใช้งาน หรือแผนผังปีกย่อยของเว็บไซต์

การค้นหาข้อมูลแบบ Index Directory

วิธีนี้ข้อมูลจะถูกคัดแยกเป็นหมวดหมู่ สามารถเลือกเปิดเข้าไปดูเฉพาะในหมวดที่ต้องการ ซึ่งเมื่อ Click เข้าไปจะพบข้อมูลเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องมากน้อยขึ้นอยู่กับที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลระบบ และสามารถเปิดดูผ่านWeb Browser ได้ นอกจากนี้ผู้ให้บริการในรูปแบบ Index Directory ยังนิยมเรียงลำดับข้อมูลโดยนำ site ที่มีความเกี่ยวข้องกับหมวดข้อมูลมากที่สุดไว้ด้านบนเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการตัดสินใจเปิดดูของผู้สืบค้น

การค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตนั้น ถือเป็นบริการที่จำเป็นและมีผู้นิยมมากในปัจจุบัน ทั้งนี้การใช้งานคงขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารว่าต้องการวิธีการสืบค้นหาข้อมูลลักษณะใด หากต้องการข้อมูลเชิงกว้างและมีอิสระในการค้นหาก็ต้องเข้าเว็บไซต์ยอดฮิตอย่าง google หรือหาต้องการข้อมูลลักษณะ Index Directory ที่มีการจัดหมวดหมูไว้แล้วก็ใช้บริการของ yahoo เป็นต้น

อ้างอิง : http://thana-za.exteen.com/20071123/search-engine-1

ซ่อน Timeline ใน Line

Line โปรแกรมยอดฮิต ที่หลายคนใช้เพื่อการติดสื่อสาร และอีกหลายคนใช้โปรแกรมนี้เพราะหลงไหลเหล่าสติ๊กเกอร์น่ารักที่มากับโปรแกรม อีกทั้งยังมีผู้ผลิตมาให้บริการดาวน์โหลดฟรีและเสียตังกันอย่างมากมาย จนกลายเป็นโปรแกรมยอดนิยมกันในหมูนักแชท และกลุ่มคนทำงาน

เพราะความสามารถของโปรแกรมที่สามารถพิมพ์สนทนากันแบบตัวต่อตัว หรือจะสนทนากันแบบกลุ่มก็สามารถทำได้แสนง่าย หรือจะส่งไฟล์เสียง รูปภาพให้กัน นอกจากการสนทนาแบบโปรแกรมแชททั่วไป Line ยังมี Timeline เพิ่มเข้ามาให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูล คลิปวีดิโอ รูปภาพ หรือจะพิมพ์ถ่ายทอดความรู้ฝากไว้ใน Timeline ให้เพื่อนๆ มากด Like หรือ Comment กันก็ได้

แล้วถ้าเราต้องการเพียงสนทนาผ่านโปรแกรมตัวนี้เท่านั้นล่ะ เราจะป้องกันไม่ให้ผู้ที่เราสนทนาด้วยบางท่านเข้ามาเห็น Timeline ของเราได้อย่างไร วิธีซ่อน Timeline ทำได้ไม่อยากตามขั้นตอนนี้

1. เข้าสู่หน้า Line กดที่ More เลือก Setting แล้วกด Privacy

IMG_6129[1]

2. ในหน้า Privacy เลือก Timeline & Home privacy

IMG_6130[1]

3. ในหน้า Timeline Privacy เลือก Privacy Settings จะพบกับเพื่อนที่อยู่ใน line ของคุณ

IMG_6131[1]

4. สังเกตทางด้านขวาจะมีปุ่มสีเขียว เขียนว่า Shown อยู่ ให้กดปุ่น Shown หลังชื่อเพื่อนที่เราไม่ต้องการแสดง timeline ให้เห็น เพื่อนที่ถูกซ่อนไว้ก็จะแสดงเป็น Hidden จากนั้นกดปุ่ม Save ที่มุมบนขวา

IMG_6137[1]

เพียงเท่านี้ เมื่อคุณจะแชร์ข้อมูลอะไรก็ตาม เพื่อนที่คุณไม่ต้องการก็จะไม่เห็น Timeline ของคุณ 🙂

Digital TV

ระบบดิจิทัล ทีวี ( Digital TV )

เดิมระบบทีวี เป็นการรับสัญญาณแบบ Analog TV คือ ใช้สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็นตัวส่งสัญญาณ และใช้เสาอากาศที่ติดตั้งตามบ้านเป็นตัวรับสัญญาณ หรือที่เรียกว่า “เสาหนวดกุ้ง” ความคมชัดจะขึ้นอยู่กับระยะทาง

ต่อมาได้มีการพัฒนาจนเกิดเป็นระบบโทรทัศน์ดาวเทียม (Satellite TV) ขึ้น เช่น True Vision , GMM-Z , D-TV โดยเราสามารถรับสัญญาณดิจิทัลโดยตรงจากจานดาวเทียม (จานเหลือง จานแดง จานส้ม) จากนั้นมาทำการถอดรหัสสัญญาณดิจิทัลเป็นอนาล็อกที่กล่อง Set Top Box แล้วจึงส่งสัญญาณเข้าทีวีเราอีกที ทั้งนี้สำหรับกล่อง Set Top Box ที่มีช่อง Output เป็น HDMI เราถือว่ามีความสามารถในการรองรับระบบดิจิทัล

ปัจจุบันมีการพัฒนาระบบส่งสัญญาณแบบใหม่ที่จะมาแทนที่การส่งแบบระบบอนาลอก ทีวี (Analog TV) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งตัวเครื่องจำเป็นต้องมีภาครับ หรือ Digital Tuner ที่มีมาตรฐาน DVB-T2 หรือใช้กล่อง Set top Box เป็นตัวรับสัญญาณและเชื่อมต่อเข้าทีวีอีกที ซึ่งระบบนี้จะทำให้เราได้รับชมภาพที่มีความคมชัดสูงแบบ High- Definition หรือ HD ได้ และสามารถรับชมกับโทรทัศน์แบบ Wide Screen 16:9 ได้อย่างเต็มจอ โดยอัตราส่วนไม่ผิดเพี้ยน จะไม่เกิดมีอาการสัญญาณขาดๆหายๆแต่จะเกิดอาการรับสัญญาณได้ คือมีภาพขึ้น กับ รับสัญญาณไม่ได้ คือภาพไม่ขึ้นแทน

สำหรับประเทศไทยเลือกใช้ระบบ DVB-T2 หรือ (Digital Video Broadcasting – Terrestrial 2nd generation) ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ที่มีช่องสัญญาณมากกว่าแบบ Terrestrial เดิมถึง 1.5 เท่า สามารถส่งสัญญาณที่มีความละเอียดสูงแบบ HD หรือ Full HD ได้ และมีระยะส่งที่ไกลกว่าเดิม โดยมาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งหมดตกลงใช้ร่วมกัน

วิธีที่จะทำให้สามารถรับชมในระบบดิจิทัล ทีวีได้นั้นมี 2 วิธี คือ

  • ใช้กล่องรับสัญญาณ Digital TV หรือ ( Set Top Box ) ที่สามารถรับสัญญาณ DVB-T2 ได้
  • ใช้ทีวีที่มี Digital Tuner แบบ DVB-T2 ในตัว

การประยุกต์ใช้งานระบบ RFID

ปัจจุบัน RFID ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานหลากหลายประเภท อาทิเช่น

อุตสาหกรรมการผลิต

RFID ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการติดตามการผลิต โดยใช้ Production Line Automation เพื่อให้ทราบว่าในแต่ละกระบวนการผลิตนั้นใช้เวลาในการทำงานเท่าไร และได้จำนวนการผลิตในแต่ละขึ้นตอนเท่าไร สำหรับเป็นข้อมูลในการนำไปคำนวนถึงต้นทุนการดำเนินงานต่าง ๆ

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ สามารถคืนทุนจากต้นทุนที่ลงไปได้ทันที, ลดเวลาในแต่ละขั้นตอนการผลิต, เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต, ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น นำข้อมูลที่มีอยู่ไปยืนยันให้เกิดความเชื่อมั่นถึงขั้นตอนในการผลิตและคุณภาพของสินค้า

ธุรกิจการค้า

RFID ถูกนำมาประยุกต์ในธุรกิจการค้าปลีก และ Super Store เพื่อให้ทราบว่า ภายใน 1 วัน สินค้าสามารถขายออกไปได้วันละเท่าไหร่ และ สินค้าที่วางที่ชั้นถูกหยิบไปเท่าไหร่ ควรจะนำสินค้ามาวางเพิ่มที่ชั้นสินค้าหรือไม่

ซึ่งประโยชน์ของ FRID ต่อธุรกิจค้าปลีกที่เห็นได้ชัด ก็คือ การที่มีสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการตลอดเวลา, ไม่ต้องสต๊อคสินค้า, ลดการขโมยสินค้า, นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมลูกค้า

ธุรกิจบริการ

ในธุรกิจสายการบินมีการ RFID มาใช้ในส่วนของระบบการติดตามสัมภาระของผู้โดยสาร ซึ่งระบบนี้สามารถลดการสูญหายหรือส่งสัมภาระไปผิดเครื่อง

สำหรับธุรกิจทางการแพทย์ ข้อมูลจาก The United States of Food and Drug Administration (USFDA) พบว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลบางแห่งในสหรัฐฯ ได้ฝัง RFID Chip ไว้ใต้ผิวหนังบริเวณท่อนแขน ตรงส่วนกล้ามเนื้อ Triceps ของคนไข้ เพื่อความสะดวกในการตรวจรักษาและติดตามข้อมูลการรักษาของผู้ป่วย เมื่ออวัยวะที่ได้รับการฝังชิปไว้ภายในถูกสแกนด้วย RFID Reader ระบบจะแสดงข้อมูลการรักษาของคนไข้รายนั้นออกมา ทำให้แพทย์ที่ถูกเปลี่ยนให้มาดูแลรักษาคนไข้รายดังกล่าวได้รับทราบประวัติการรักษาโดยแพทย์คนก่อนหน้านั้นได้อย่างถูก ต้องและรวดเร็ว การฝังชิปลงไปใต้ผิวหนังก็ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก เพียงแค่บรรจุชิปลงในหลอดฉีดยา แล้วฉีดลงไป ซึ่งชิปจะถูกเคลือบด้วยสารที่ชื่อว่า Biobond ช่วยในการยึดเกาะกับเนื้อเยื่อภายในร่างกาย และช่วยป้องกันไม่ให้ชิปเสียหายด้วย

ในธุรกิจบ่อนกาสิโน (CASINO) มีการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ โดยนำแผ่น RFID ฝังลงในชิพส์ (CHIPS) แทนเงิน ทำให้ป้องกันการนำแผ่นชิพส์ปลอม ซึ่งใช้แทนเงินภายในบ่อนกาสิโน มาใช้  ทำให้บ่อนลดการสูญเสียรายได้จากการที่ถูกนำชิพส์ปลอมมาใช้ และยังสามารถศึกษาพฤติกรรมของนักพนัน เพื่อจะนำไปวิเคราะห์ศึกษา เหมือนกับการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ทางบ่อนจะได้หาทางเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการต่อไป

ซึ่งจะเห็นได้ว่า RFID มีประโยชน์ต่อธุรกิจบริการ ในด้านความสามารถในการรับทราบข้อมูลของลูกค้าอย่างรวดเร็ว, ลดต้นทุนในการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบเอกสาร

ธุรกิจการควบคุมสินค้าคงคลัง และการจัดส่งสินค้า (Logistic & Supply Chain)

การควบคุมสินค้าคงคลังและจัดส่งสินค้าถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญต่อ RFID เป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานในด้านนี้เป็นอย่างมาก ปัจจุบันกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย กรมศุลกากร การท่าเรือแห่งประเทศไทย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ดำเนินโครงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังให้เป็นท่าขนส่งอิเล็กทรอนิกส์ (e-Port) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ

โดย e-Port เป็นโครงการสนับสนุนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในระดับประเทศ ซึ่งมีเป้าหมายให้ การปฏิบัติงาน ณ ท่าเรือ เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกทางการค้าและธุรกิจ รวมทั้งเสริมความมั่นคงปลอดภัยในการค้าระหว่างประเทศ โดยระยะแรกนี้จะใช้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นท่าเรือนำร่องของโครงการนี้

สำหรับประโยชน์ของ RFID ต่อ Logistic & Supply Chain ที่เห็นได้ชัด ก็คือ การลดต้นทุนในการดำเนินงาน, สามารถรับทราบถึงข้อมูลสินค้าในขณะนั้น, นำข้อมูลไปใช้อ้างอิงในการทำธุรกรรมต่างๆ ได้

การบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย (Management and Security)

ในส่วนของการบริหารและการจัดการนั้น RFID สามารถนำไปประยุกต์ในเรื่องของ ระบบบริหารงานบุคคล โดยสามารถติดตามเวลาการทำงานของพนักงานรวมถึงสามารถดูได้ว่าพนักงานอยู่ในส่วนไหนของโรงงาน แต่ประเด็นนี้ยังมีปัญหาในส่วนของสิทธิส่วนบุคคล

ในส่วนระบบรักษาความปลอดภัยนั้น มีการนำ RFID ไปประยุกต์โดยทำงานคล้ายๆ กับระบบบริหารงานบุคคล นั่นคือ มีการนำข้อมูลการเข้าถึงระบบต่างๆ บรรจุไว้ใน RFID เพื่อสามารถเข้าไปทำงานในส่วนต่างๆ ได้

ซึ่งประโยชน์ของ RFID ต่อ ระบบ Management and Security นั้นก็คือ การตรวจสอบเวลาทำงาน รวมถึงการเข้าถึงส่วนต่างๆ และการนำข้อมูลไปใช้ร่วมกับระบบอื่นๆ เช่น ระบบเงินเดือน

การเกษตร

RFID ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เชิงเกษตรกรรม ในวงการปศุสัตว์ และกำลังทดลองนำแผ่น RFID มาติดกับใบหูของวัว เพื่อที่จะทำให้ผู้เลี้ยงวัวและทางราชการ สามารถติดตามการเดินทางหรือตำแหน่งได้เป็นอย่างดี และจะมีประโยชน์ในการติดตามโรค ไม่ให้เกิดการกระจายของโรคภายในสัตว์เลี้ยง อีกทั้งยังใช้ในการติดตามการเลี้ยงกุ้งซึ่งที่ทำอยู่ก็ได้แก่การบันทึกข้อมูลว่าให้อาหารอะไรแก่กุ้งบ้าง, ใช้ยาอะไรในการเลี้ยงกุ้ง โดยข้อมูลนี้จะถูกส่งต่อไปยังโรงงานที่ทำการส่งออกกุ้งไปยังต่างประเทศ

การทหาร

กระทรวงกลาโหมอเมริกัน ใช้งบประมาณ 11,000 ล้านบาท ในการพัฒนานำอุปกรณ์ RFID มาใช้ติดตามการขนส่งอาวุธ เพื่อป้องกันการโจรกรรม และการนำไปใช้ในสถานที่อันไม่สมควร ประเทศไทย น่าจะพิจารณานำมาใช้ในคลังแสงสรรพาวุธด้วยเช่นกัน

ห้องสมุด

ปัจจุบันห้องสมุดของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของไทยได้ทดลองนำ RFID มาใช้กับระบบห้องสมุด โดยการติด RFID Chip ไว้ที่หนังสือในห้องสมุด แล้วใส่ข้อมูลต่างๆ ของหนังสือเล่มนั้นๆ ไว้ใน Chip อย่างเช่น ข้อมูลชื่อหนังสือ ประเภทหนังสือ ชั้นที่เก็บหนังสือ และติดเครื่องอ่านไว้ตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อทำงานร่วมกันระบบงานที่สำคัญๆ ได้ดังต่อไปนี้

  1. การบริการยืมคืนวัสดุสารสนเทศ (Self-Service)
  2. การบริการรับคืนวัสดุสารสนเทศด้วยตนเอง (Material Return) ที่ตู้รับคืนหนังสืออัตโนมัติ (Book Return)
  3. ระบบรักษาความปลอดภัยของวัสดุสารสนเทศ (RFID Theft Detection/Security Gate)
  4. อุปกรณ์แยกวัสดุสารสนเทศ (Sorting Station) เป็นชุดอุปกรณ์เพื่อแยกหนังสือ หรือ วัสดุสารสนเทศที่ได้รับคืนจากสมาชิกออกตามหมวดหมู่ หรือชั้นวางที่ถูกต้อง
  5. การสำรวจวัสดุสารสนเทศและการจัดชั้น (Inventory and Shelf Management) การสำรวจหนังสือ หรือ วัสดุสารสนเทศบนชั้น ซึ่งจะตรวจสอบสอบว่าหนังสือเล่มใดวางผิดที่ หรือมีจำนวนหนังสือที่หายไป

อ้างอิง www.arip.co.th

3G และ 4G เทคโนโลยีใหม่มาแรง

ยุค 1G (ปี 1981)

โทรศัพท์เป็นแบบเซลลูล่าอันใหญ่ๆ ใช้สัญญาณอนาลอก หรือสัญญาณคลื่นวิทยุ  เป็นการใช้โทรศัพท์เพื่อพูดคุยได้อย่างเดียว

ยุค 2G (ปี 1992)

โทรศัพท์เป็นแบบใช้ระบบดิจิตอล คือการนำสัญญาณเสียงมาบีบอัดให้เล็กลงจนเป็นสัญญาณอิเล็กโทรนิค

โทรศัพท์ก็สามารถถ่ายรูปได้ ส่งข้อความได้ ส่งอีเมล์ได้ แต่ยังติดขัดอยู่ในเรื่องของสัญญาณที่ติดๆ ขัดๆ เวลาเคลื่อนไหว

ยุค 3G (ปี 2001)

ระบบโทรศัพท์ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เพื่อให้สามารถทำให้การพูดคุยแบบเห็นหน้ากันได้

นั่นคือระบบมีความสามารถในการเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลภาพเคลื่อนไหวและเสียงได้พร้อมๆกันตลอดเวลาด้วยความเร็วที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เราสามารถดาวน์โหลดข้อมูลต่างๆที่ใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลมากๆบนเครือข่ายอินเตอร์เนตได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

การคิดราคาจึงคิดตามอัตราการโหลดข้อมูล

ซึ่งในยุคนี้ ซอฟท์แวร์ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในโทรศัพท์

นั่นคือ โทรศัพท์จะสามารถส่งสัญญาณควบคุมสิ่งของที่บ้านได้ เช่น ส่งให้เปิดปิดตู้เย็น เปิดปิดหม้อหุงข้าว เป็นต้น

ยุค 4G

เป็นยุคของเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงชนิดพิเศษ ที่ใช้เทคโนโลยี LTE หรือ Long Term Evolution

เป็นยุคที่การเข้าถึงข้อมูลสามารถทำได้ในลักษณะที่เป็นสากล และมีความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้น

เป็นยุคที่รองรับการเชื่อมต่อเสมือนจริงในรูปแบบสามมิติ (three-dimensional) ระหว่างผู้ใช้โทรศัพท์ด้วยกันเอง

เครือข่ายมีความสามารถส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายในระดับความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 100 Mbps – 1024 Mbps (1Gbps) ซึ่งเร็วกว่า 3G เดิมถึง 7 เท่า ส่งผลให้

  • สามารถใช้งานมัลติมีเดียที่ดีขึ้น
  • สามารถรับส่งข้อมูลในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่ไหลลื่นกว่า
  • สามารถถ่ายทอดสดแบบ Live Broadcast
  • สามารถรับส่งข้อมูลในลักษณะ Realtime
  • สามารถประชุมทางไกลแบบ Interactive ที่ช่วยให้โต้ตอบแบบทันที

เพียงแค่มี Aircard 4G และ Wifi Adaptor ก็สามารถแชร์สัญญาณ 4G ให้กับอุปกรณ์ที่รองรับสัญญาณ Wifi ให้สามารถใช้งานพร้อมกันได้

การให้บริการไอทีแบบเก่า

ยุคสมัยที่บริการไอทีมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น มีการปรับแต่งรายละเอียดปลีกย่อยตามความต้องการของลูกค้า ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก กำลังจะปิดฉากลงในไม่ช้า เพราะในปัจจุบัน องค์กรธุรกิจต้องการบริการไอทีที่เข้าใจได้ง่าย ปรับใช้ได้สะดวก สอดคล้องกับเป้าหมายทางด้านธุรกิจ และที่สำคัญก็คือ เชื่อมโยงโดยตรงกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน (Return of Investment – ROI)
โลกธุรกิจที่แบนราบ หนังสือของโธมัส ฟรีดแมน ที่มีชื่อว่า The World is Flat: The Globalized World in the twenty-first century (Thomas L. Friedman, 2005) ระบุว่า พลังขับเคลื่อนทางด้านเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญมากที่สุดต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกของเรา
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจดอทคอมอันเฟื่องฟู ส่งผลให้บริษัทโทรคมนาคม ที่มีเงินทุนจำนวนมหาศาล สามารถติดตั้งสายไฟเบอร์ออปติกใต้มหาสมุทรได้ ผลดีที่ได้รับ คือ เราสามารถใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และบริการรับส่งข้อมูลในอัตราค่าบริการที่ถูกลงอย่างมาก
ต่อมาเมื่อถึงยุคฟองสบู่แตก บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ด้วยการย้ายฐานการผลิตหรือเอาต์ซอร์สกระบวนการทางด้านธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ที่สามารถบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ต่ำกว่า
ปัจจุบัน ประเทศจีนจึงถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก โดยทำหน้าที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า 30% ในขณะที่ประเทศอินเดียจะส่งออกบริการไอทีและส่วนงานสนับสนุน ที่มีมูลค่าถึง 57,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2008 ดังนั้น ในทุกประเทศทั่วโลก องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รูปแบบธุรกิจใหม่เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาล่าสุดของไอบีเอ็มเกี่ยวกับทัศนะของผู้บริหารระดับซีอีโอ ซึ่งมีชื่อว่า Expanding the Innovation Horizon: The Global CEO Study 2006 (IBM Global Business Services, 1 March 2007) ระบุว่า ผู้นำองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ไม่ใช่ภัยคุกคามแต่อย่างใด แต่ถือเป็นโอกาสที่ควรไขว่คว้าสำหรับองค์กรต่างๆ โดยประเด็นหลัก 3 ข้อจากผลการศึกษาดังกล่าวได้แก่ เนื่องจากนวัตกรรมด้านสินค้าและบริการ ยังคงมีบทบาทสำคัญ องค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างสรรค์รูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่ จะมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันสูงสุด เพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่อย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภายนอกองค์กร กล่าวคือ แทนที่จะต้องประดิษฐ์ล้อรถยนต์ด้วยตนเอง คุณสามารถหาคู่ค้าที่สามารถผลิตล้อรถยนต์ได้ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า นอกจากนี้ความร่วมมือจากภายนอก ยังอาจช่วยให้คุณค้นพบแนวคิดที่แปลกใหม่ได้อีกด้วย ในการสร้างรากฐานสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรม จำเป็นที่จะต้องปรับระบบไอทีพื้นฐานให้สอดคล้องกับธุรกิจมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างแท้จริง องค์กรจะต้องผสานเทคโนโลยีเข้ากับแงุ่มมเชิงลึกทางด้านธุรกิจและการตลาด ผลกระทบต่อไอที ผลการศึกษาดังกล่าว ชี้ให้เห็นนัยสำคัญทางด้านธุรกิจ 4 ข้อดังต่อไปนี้: ประการแรก สิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีล้วนๆ อีกต่อไป หากแต่คุณต้องการโซลูชั่นทางธุรกิจ ที่จริงแล้วในปัจจุบัน บรรดาผู้บริหารในสายงานธุรกิจ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านกระบวนการจัดซื้อ โดยอย่างน้อย 90% ของการจัดซื้อสินค้าและบริการไอที เกิดจากการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้บริหารในฝ่ายไอทีและฝ่ายธุรกิจ ประการที่สอง องค์กรธุรกิจไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะรองรับโครงการติดตั้งและโครงการบริการไอทีขนาดใหญ่ที่มีราคาแพงและมีการปรับแต่งรายละเอียดตามความต้องการอีกต่อไป บทความที่มีชื่อว่า IBM repackages its brain power (Financial Times, 11 July 2006) ระบุว่า องค์กรธุรกิจเหล่านี้ เปลี่ยนไปใช้วิธีให้ผู้ผลิตหลายรายแข่งประมูลในโครงการขนาดเล็ก ซึ่งสามารถดำเนินการ บริหารจัดการ และประเมินผลได้ง่ายกว่า ประการที่สาม องค์กรธุรกิจต้องการโซลูชั่นทางไอทีที่แยกเป็นโมดูลย่อย สามารถผนวกรวมเข้าด้วยกัน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย โดยผู้จัดหาโซลูชั่นทางด้านไอทีรับหน้าที่ทดสอบและประกอบส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันก่อนที่จะทำการติดตั้ง ประการที่สี่ คู่ค้าทางด้านไอที สามารถนำเสนอแนวคิดหรือแนวทางที่แปลกใหม่ รวมทั้งจัดหาบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรองรับรูปแบบธุรกิจไอทีแบบใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่สำหรับบริการไอที ในขณะที่บริการไอทีจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในโลกธุรกิจแบบใหม่ แต่บริการไอทีในรูปแบบเดิม ๆ กลับไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ได้ ดังนั้นในการนำเสนอความยืดหยุ่นและนวัตกรรม บริการไอทีจะต้องมีลักษณะดังนี้: แยกออกจากกัน เพื่อให้สามารถกำหนดขอบเขตและสิ่งที่ต้องส่งมอบได้อย่างชัดเจน และทำการประเมินผลหรือตรวจวัดได้อย่างง่ายดาย ประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อให้การลงทุนสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น ดำเนินการซ้ำได้ เพื่อให้สามารถคัดลอกกรณีที่ประสบความสำเร็จและนำไปปรับใช้กับส่วนอื่นๆ ของธุรกิจตามความจำเป็น เป็นไปตามมาตรฐานและรองรับการผนวกรวม เพื่อให้สามารถ ปรับใช้ร่วมกับระบบและบริการไอทีที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว โดยสรุปก็คือ บริการไอทีจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีลักษณะที่เป็นรูปธรรม สามารถระบุคุณสมบัติและความสามารถต่างๆ ของบริการได้อย่างชัดเจน การประยุกต์บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ คำถามที่เกิดขึ้น คือ ลูกค้าควรจะปรับใช้บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์นี้ในกรณีใดบ้าง มี 3 กรณีหลักๆ ที่องค์กรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการประยุกต์ใช้ นั่นคือ
กรณีที่ 1 ใช้ระบบไอทีอย่างเต็มศักยภาพ เมื่อเวลาผ่านไป เรามีแนวโน้มที่จะติดตั้งส่วนประกอบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เครื่องใหม่เพื่อรองรับซอฟต์แวร์ตัวใหม่ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว จะส่งผลให้ระบบไอทีของเรามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และเนื่องจากเราขยายระบบเพื่อรองรับการทำงานในช่วงเวลาที่มีปริมาณงานสูงสุด ดังนั้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ ระบบจึงไม่ได้รับการใช้งานอย่างเต็มที่ บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โซลูชั่นการปรับปรุงระบบไอที จะช่วยระบุและขจัดส่วนที่ไร้ประสิทธิภาพในระบบไอที ในขณะที่โซลูชั่นอื่นๆ จะช่วยกำหนดแผนงานสำหรับการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางด้านไอทีของคุณให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ นอกจากนั้น บริการ กำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบไอทีจะช่วยลดความซับซ้อนของระบบ และทำให้คุณสามารถใช้งานระบบไอทีได้อย่างเต็มศักยภาพ
กรณีที่ 2 ลดความเสี่ยง ในขณะที่คุณประสานงานร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ในส่วนต่างๆ ของโลก ธุรกิจของคุณ ย่อมต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบและภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของระบบไอที ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องโดยส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อลูกค้า คุณสามารถปรับใช้บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ เช่น บริการด้านการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานและการรักษาความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบไอทีของคุณ ตัวอย่างของบริการประเภทนี้ได้แก่ บริการประเมินแผนงานสำหรับความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และบริการกู้คืนระบบที่รองรับการทำงาน
กรณีที่สาม ขยายธุรกิจให้เติบโต คุณอาจพบว่าระบบไอทีที่ขาดความยืดหยุ่น เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางด้านธุรกิจใหม่ๆ ดังนั้น คุณจึงจำเป็นต้องปรับใช้ส่วนประกอบที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และด้วยสถาปัตยกรรมที่มุ่งเน้นบริการ (Service-Oriented Architectures – SOA) คุณจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับรองรับความยืดหยุ่นและการเติบโตของธุรกิจ บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างเหมาะสม เพราะหลักการพื้นฐานของบริการเหล่านี้สอดคล้องกับโครงสร้าง SOA ซึ่งรองรับการเพิ่มเติมส่วนประกอบและการนำกลับมาใช้อีกครั้ง อนาคตของบริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ การนำเสนอบริการไอทีในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปัจจุบัน มีการนำมาใช้ในบริการไอทีพื้นฐาน เช่น เว็บโฮสติ้ง และเริ่มขยายเข้าสู่บริการไอทีที่ซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมไอที ไปจนถึงการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และการวางแผนเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะได้รับคุณประโยชน์สูงสุดเหมือนเช่นเคย กล่าวคือ ลูกค้าจะมีทางเลือกที่หลากหลายสำหรับบริการไอทีในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถระบุรายการส่วนประกอบพื้นฐาน สิ่งที่จะต้องส่งมอบ และสูตรการกำหนดราคาที่เข้าใจง่าย ลูกค้าสามารถเลือกที่จะผสมผสานส่วนประกอบอื่นๆ ที่แสดงอยู่ในรายการหากต้องการ ผู้ชนะในสนามธุรกิจบริการไอทีรูปแบบใหม่นี้ คือ บริษัทที่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการโซลูชั่นไอทีที่เรียบง่ายมากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมทางด้านธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น
อ้างอิง www.arip.co.th

ยุคสมัยที่บริการไอทีมีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น มีการปรับแต่งรายละเอียดปลีกย่อยตามความต้องการของลูกค้า ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก กำลังจะปิดฉากลงในไม่ช้า เพราะในปัจจุบัน องค์กรธุรกิจต้องการบริการไอทีที่เข้าใจได้ง่าย ปรับใช้ได้สะดวก สอดคล้องกับเป้าหมายทางด้านธุรกิจ และที่สำคัญก็คือ เชื่อมโยงโดยตรงกับผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน (Return of Investment – ROI)

หนังสือของโธมัส ฟรีดแมน ที่มีชื่อว่า The World is Flat: The Globalized World in the twenty-first century (Thomas L. Friedman, 2005) หรือ โลกธุรกิจที่แบนราบ ระบุว่า พลังขับเคลื่อนทางด้านเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญมากที่สุดต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกของเรา

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจดอทคอมอันเฟื่องฟู ส่งผลให้บริษัทโทรคมนาคม ที่มีเงินทุนจำนวนมหาศาล สามารถติดตั้งสายไฟเบอร์ออปติกใต้มหาสมุทรได้ ผลดีที่ได้รับ คือ เราสามารถใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และบริการรับส่งข้อมูลในอัตราค่าบริการที่ถูกลงอย่างมาก

ต่อมาเมื่อถึงยุคฟองสบู่แตก บริษัทต่างๆ จึงจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่าย ด้วยการย้ายฐานการผลิตหรือเอาต์ซอร์สกระบวนการทางด้านธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ที่สามารถบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ต่ำกว่า เช่น ประเทศจีน ซึ่งถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก โดยทำหน้าที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่า 30% ในขณะที่ประเทศอินเดียจะส่งออกบริการไอทีและส่วนงานสนับสนุน ที่มีมูลค่าถึง 57,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2008 ดังนั้น ในทุกประเทศทั่วโลก องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รูปแบบธุรกิจใหม่เพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาล่าสุดของไอบีเอ็มเกี่ยวกับทัศนะของผู้บริหารระดับซีอีโอ ซึ่งมีชื่อว่า Expanding the Innovation Horizon: The Global CEO Study 2006 (IBM Global Business Services, 1 March 2007) ระบุว่า ผู้นำองค์กรธุรกิจส่วนใหญ่ มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ไม่ใช่ภัยคุกคามแต่อย่างใด แต่ถือเป็นโอกาสที่ควรไขว่คว้าสำหรับองค์กรต่างๆ โดยประเด็นหลัก 3 ข้อจากผลการศึกษาดังกล่าวได้แก่

  1. นวัตกรรมด้านสินค้าและบริการ ยังคงมีบทบาทสำคัญ องค์กรธุรกิจที่สามารถสร้างสรรค์รูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่ จะมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันสูงสุด
  2. เพื่อสร้างรูปแบบธุรกิจที่แปลกใหม่อย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภายนอกองค์กร กล่าวคือ แทนที่จะต้องประดิษฐ์ล้อรถยนต์ด้วยตนเอง คุณสามารถหาคู่ค้าที่สามารถผลิตล้อรถยนต์ได้ดีกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า
  3. ความร่วมมือจากภายนอก ยังช่วยให้คุณค้นพบแนวคิดที่แปลกใหม่ เป็นการสร้างรากฐานสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรม

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับระบบไอทีพื้นฐานให้สอดคล้องกับธุรกิจมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างแท้จริง องค์กรจะต้องผสานเทคโนโลยีเข้ากับแงุ่มมเชิงลึกทางด้านธุรกิจและการตลาด ผลกระทบต่อไอที

จากผลการศึกษาดังกล่าว ชี้ให้เห็นนัยสำคัญทางด้านธุรกิจ 4 ข้อดังต่อไปนี้:

  • ประการแรก สิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีล้วนๆ อีกต่อไป หากแต่คุณต้องการโซลูชั่นทางธุรกิจ ที่จริงแล้วในปัจจุบัน บรรดาผู้บริหารในสายงานธุรกิจ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านกระบวนการจัดซื้อ โดยอย่างน้อย 90% ของการจัดซื้อสินค้าและบริการไอที เกิดจากการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้บริหารในฝ่ายไอทีและฝ่ายธุรกิจ
  • ประการที่สอง องค์กรธุรกิจไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะรองรับโครงการติดตั้งและโครงการบริการไอทีขนาดใหญ่ที่มีราคาแพงและมีการปรับแต่งรายละเอียดตามความต้องการอีกต่อไป บทความที่มีชื่อว่า IBM repackages its brain power (Financial Times, 11 July 2006) ระบุว่า องค์กรธุรกิจเหล่านี้ เปลี่ยนไปใช้วิธีให้ผู้ผลิตหลายรายแข่งประมูลในโครงการขนาดเล็ก ซึ่งสามารถดำเนินการ บริหารจัดการ และประเมินผลได้ง่ายกว่า
  • ประการที่สาม องค์กรธุรกิจต้องการโซลูชั่นทางไอทีที่แยกเป็นโมดูลย่อย สามารถผนวกรวมเข้าด้วยกัน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย โดยผู้จัดหาโซลูชั่นทางด้านไอทีรับหน้าที่ทดสอบและประกอบส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันก่อนที่จะทำการติดตั้ง
  • ประการที่สี่ คู่ค้าทางด้านไอที สามารถนำเสนอแนวคิดหรือแนวทางที่แปลกใหม่ รวมทั้งจัดหาบริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรองรับรูปแบบธุรกิจไอทีแบบใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่สำหรับบริการไอที

ในขณะที่บริการไอทีจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นในโลกธุรกิจแบบใหม่ แต่บริการไอทีในรูปแบบเดิม ๆ กลับไม่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ได้ ดังนั้นในการนำเสนอความยืดหยุ่นและนวัตกรรมบริการไอทีจะต้องมีลักษณะดังนี้:

  • แยกออกจากกัน เพื่อให้สามารถกำหนดขอบเขตและสิ่งที่ต้องส่งมอบได้อย่างชัดเจน และทำการประเมินผลหรือตรวจวัดได้อย่างง่ายดาย
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อให้การลงทุนสมเหตุสมผลมากยิ่งขึ้น
  • ดำเนินการซ้ำได้ เพื่อให้สามารถคัดลอกกรณีที่ประสบความสำเร็จและนำไปปรับใช้กับส่วนอื่นๆ ของธุรกิจตามความจำเป็น
  • เป็นไปตามมาตรฐานและรองรับการผนวกรวม เพื่อให้สามารถ ปรับใช้ร่วมกับระบบและบริการไอทีที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็ว

โดยสรุปก็คือ บริการไอทีจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีลักษณะที่เป็นรูปธรรม สามารถระบุคุณสมบัติและความสามารถต่างๆ ของบริการได้อย่างชัดเจน

การประยุกต์บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์นั้น ลูกค้าควรจะปรับใช้ในกรณีหลักๆ ที่องค์กรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการประยุกต์ใช้ ดังนี้

  • กรณีที่ 1 ใช้ระบบไอทีอย่างเต็มศักยภาพ เมื่อเวลาผ่านไป เรามีแนวโน้มที่จะติดตั้งส่วนประกอบเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เครื่องใหม่เพื่อรองรับซอฟต์แวร์ตัวใหม่ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว จะส่งผลให้ระบบไอทีของเรามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และเนื่องจากเราขยายระบบเพื่อรองรับการทำงานในช่วงเวลาที่มีปริมาณงานสูงสุด ดังนั้นในช่วงเวลาส่วนใหญ่ ระบบจึงไม่ได้รับการใช้งานอย่างเต็มที่ บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ โซลูชั่นการปรับปรุงระบบไอที จะช่วยระบุและขจัดส่วนที่ไร้ประสิทธิภาพในระบบไอที ในขณะที่โซลูชั่นอื่นๆ จะช่วยกำหนดแผนงานสำหรับการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางด้านไอทีของคุณให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ นอกจากนั้น บริการ กำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบไอทีจะช่วยลดความซับซ้อนของระบบ และทำให้คุณสามารถใช้งานระบบไอทีได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • กรณีที่ 2 ลดความเสี่ยง ในขณะที่คุณประสานงานร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์ในส่วนต่างๆ ของโลก ธุรกิจของคุณ ย่อมต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบและภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของระบบไอที ด้วยเหตุนี้ เพื่อให้ธุรกิจของคุณดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องโดยส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อลูกค้า คุณสามารถปรับใช้บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ เช่น บริการด้านการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานและการรักษาความปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบไอทีของคุณ ตัวอย่างของบริการประเภทนี้ได้แก่ บริการประเมินแผนงานสำหรับความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และบริการกู้คืนระบบที่รองรับการทำงาน
  • กรณีที่สาม ขยายธุรกิจให้เติบโต คุณอาจพบว่าระบบไอทีที่ขาดความยืดหยุ่น เป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้คุณสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสทางด้านธุรกิจใหม่ๆ ดังนั้น คุณจึงจำเป็นต้องปรับใช้ส่วนประกอบที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และด้วยสถาปัตยกรรมที่มุ่งเน้นบริการ (Service-Oriented Architectures – SOA) คุณจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมสำหรับรองรับความยืดหยุ่นและการเติบโตของธุรกิจ บริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างเหมาะสม เพราะหลักการพื้นฐานของบริการเหล่านี้สอดคล้องกับโครงสร้าง SOA ซึ่งรองรับการเพิ่มเติมส่วนประกอบและการนำกลับมาใช้อีกครั้ง อนาคตของบริการไอทีในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ การนำเสนอบริการไอทีในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปัจจุบัน มีการนำมาใช้ในบริการไอทีพื้นฐาน เช่น เว็บโฮสติ้ง และเริ่มขยายเข้าสู่บริการไอทีที่ซับซ้อนมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบสถาปัตยกรรมไอที ไปจนถึงการรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และการวางแผนเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ลูกค้าจะได้รับคุณประโยชน์สูงสุดเหมือนเช่นเคย กล่าวคือ ลูกค้าจะมีทางเลือกที่หลากหลายสำหรับบริการไอทีในรูปแบบของ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถระบุรายการส่วนประกอบพื้นฐาน สิ่งที่จะต้องส่งมอบ และสูตรการกำหนดราคาที่เข้าใจง่าย ลูกค้าสามารถเลือกที่จะผสมผสานส่วนประกอบอื่นๆ ที่แสดงอยู่ในรายการหากต้องการ ผู้ชนะในสนามธุรกิจบริการไอทีรูปแบบใหม่นี้ คือ บริษัทที่เข้าใจว่าลูกค้าต้องการโซลูชั่นไอทีที่เรียบง่ายมากขึ้น เพื่อให้สามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมทางด้านธุรกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น

อ้างอิง www.arip.co.th

NFC คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

NFC หรือ Near Field Communication

เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะสั้น ซึ่งถูกพัฒนาขึ้น โดย Sony และ NXP

เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คลื่นวิทยุความถี่ 13.56 MHz บนพื้นฐานมาตรฐาน ISO14443 เพื่อให้อุปกรณ์พกพาสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ง่ายขึ้น เพียงแต่นำอุปกรณ์ทั้งสองเครื่องมาวางชิดกันหรือแตะกันเท่านั้น

เทคโนโลยีนี้มีลักษณะการทำงานคล้ายกับการเชื่อมต่อแบบบลูทูธ แต่มีระยะสั้นกว่าและแคบกว่า โดยผู้ใช้งานนั้นจะต้องนำอุปกรณ์มาไว้ในระยะสัมผัสได้เสียก่อน จึงจะสามารถเชื่อมต่อกันได้

ปัจจุบัน บริษัท NTT Docomo ได้นำเทคโนโลยี NFC มาใช้สำหรับการจ่ายเงิน และทำธุรกรรมการเงินต่างๆ ผ่านการสัมผัสที่จุดบริการได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว

NFC มีโหมดในการใช้งาน 3 โหมดดังนี้

  • NFC Card Emulation Mode ทำงานเสมือนเป็นบัตร Contactless นั่นคือ อุปกรณ์มือถือตามมาตรฐาน NFC จะสามารถทำงานเหมือนกับ Contactless Smart Card เพื่อใช้ในการทำธุรกรรม เช่น Touch SIM จาก True ซึ่งใช้กับระบบ Truemoney หรือ บัตรเครดิต Visa Wave เป็นต้น
  • Peer-to-Peer Mode เป็นการทำงานในลักษณะแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ NFC ด้วยกัน คล้ายกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยการจับคู่ (Pair) ผ่าน Bluetooth แต่ทำแค่เลือกข้อมูลที่ต้องการแลกเปลี่ยนแล้วนำอุปกรณ์ NFC ที่รองรับโหมดนี้มาแตะกัน ข้อมูลก็จะทำการถ่ายโอนกันระหว่างเครื่อง ซึ่งรัศมีทำการของ NFC อยู่ในระดับน้อยกว่า 10 ซม.
  • Reader/Writer Mode ซึ่งในโหมดนี้อุปกรณ์ NFC สามารถทำตัวเสมือนเป็นเครื่องอ่านเขียน Contactless Smart Card (หรือบางครั้งเรียกว่า Tag) โดยจะสามารถอ่านข้อมูลจาก Tag ที่ติดอยู่ใน Smartposter หรือจุดให้บริการข้อมูล โดยในโหมดนี้ปัจจุบันถูกนำไปประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมการขาย เหมือนกับลักษณะของการแจกคูปองส่วนลดสำหรับ 50 คนแรกที่มาอ่านโฆษณาที่จุดให้บริการ ซึ่งการกำหนดจำนวนแบบนี้ไม่สามารถทำได้โดยการใช้ 2D Bar Code

Image

ที่มา :

http://www.siamget.com/buyerguide/3432

http://www.kingdomplaza.com/mobile/newsforprint.php?nid=532

จีพีเอส (GPS) ทำงานอย่างไร

GPS หรือ Global Positioning System ทำงานโดยมีดาวเทียม 24 ดวง เคลื่อนที่โคจรรอบโลก และมันจะทำงานร่วมกับอุปกรณ์ภาครับ GPS เพื่อระบุตำแหน่งของคุณบนโลก

การระบุตำแหน่ง ของ GPS นั้น ทำในลักษณะของรูปสามเหลี่ยมที่เกิดขึ้นจากการวัดระยะห่างจากจุด 3 จุดจากดาวเทียม เพื่อหาตำแหน่งของอุปกรณ์ GPS

สมมติว่า เพื่อนของคุณกำลังหลงทางอยู่ คุณทราบว่า เพื่อนคนนี้อยู่ห่างจากบ้านของเขา 50 เมตร ณ.จุดเดียวกันเขาอยู่ห่างจากห้างสรรพสินค้า 200 เมตร และอยู่ห่างจากโรงหนัง 275 เมตร ซึ่งหากวาดวงกลมจากสถานที่ทั้งสาม (รัศมีเท่ากับระยะห่างที่ได้) จะพบว่า จุดตัดของวงกลมทั้งสามจะระบุตำแหน่งของเพื่อนคุณได้

อุปกรณ์ GPS ก็ทำงานด้วยวิธีเดียวกัน โดยมันสามารถรู้ระยะห่างของมันกับดาวเทียม GPS ได้จากการที่ดาวเทียม GPS ในวงโคจรจะส่งสัญญาณพร้อมทั้งระบุเวลา ซึ่งเมื่ออุปกรณ์ GPS ได้รับสัญญาณก็จะเทียบเวลาที่อุปกรณ์ได้รับสัญญาณกับเวลาที่สัญญาณถูกส่งออกมาจากดาวเทียม จากนั้นมันก็จะคำนวณเวลาที่ใช้ในการเดินทางของสัญญาณ เพื่อหาระยะห่างของอุปกรณ์ GPS กับดาวเทียม GPS ได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากสัญญาณที่ส่งมาจะมีการเดินทางด้วยความเร็วคงที่ เมื่ออุปกรณ์ GPS ได้รับสัญญาณจากดาวเทียมที่ GPS แตกต่างกันครบ 3 ดวงก็จะสามารถทราบระยะห่าง

ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ GPS อยู่ห่างจากดาวเทียม GPS ดวงแรกเป็น 12,185.00048 ไมล์ และห่างจากดาวเทียม GPS ดวงที่สอง 11,495.1835 ไมล์ ส่วนดาวเทียม GPS ดวงที่สามอยู่ห่าง 11,382.8513 ไมล์ เพียงแค่นี้ อุปกรณ์ GPS ก็สามารถคำนวณตำแหน่งของมันบนโลกได้อย่างแม่นยำ

ระบบ GPS จะใช้ฐานเวลาที่มาจากสัญญาณนาฬิการะดับอะตอมที่มีความแม่นยำสูงมากในดาวเทียม GPS และชิปคำนวณที่สามารถอ่าน และแก้โจทย์สมการที่จำเป็นต่อการคำนวณหาระยะทาง และตำแหน่งได้นับร้อยๆ ครั้งในหนึ่งนาที

นั่นหมายความว่า แม้อุปกรณ์ GPS จะเคลื่อนที่ไม่อยู่นิ่ง การคำนวณระยะห่างจากดาวเทียม GPS ต่างๆ ตลอดจนการระบุตำแหน่งจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ซึ่งสัญญาณนาฬิกาจากดาวเทียม GPS จะมีความแม่นยำระดับ 10 นาโนวินาที หรือ 1 ในพันล้านวินาที

ที่มา www.arip.co.th

เทคนิคการ ย้าย-เปลื่ยน Harddisk หรือ Mainboard ใหม่โดยไม่ต้องลงวินโดวส์ใหม่ (XP)

windows_xp_logo-thumb

สำหรับ คนที่ยังมีปัญหากับการเปลื่ยน Harddisk หรือ Mainboard เวลาที่นำ harddiskที่ลงwindowไปใช้เครื่องอื่นแล้วจะมีปัญหาคือไม่สามารถbootเข้า เครื่องอื่นได้เกิดblue screenบ้าง อะไรบ้างทำให้ต้องลงwindowsใหม่ วิธีการนี้สามารถทำให้นำHarddiskไปใช้เครื่องอื่นได้โดยใช้windowที่มีอยู่

1. เข้าไปที่C:\WINDOWS\Driver Cache\i386

2. จะเห็นไฟล์2ตัวคือ driver.cabและsp3.cabในที่นี้ผมใช้services pack3แต่สำหรับservices packอื่นก็ใช้ได้คับ

เมื่อ มาที่โฟลเดอร์นี้แล้ว จะมีไฟล์สำคัญ 4 ไฟล์ ที่ต้องใช้ในการนี้ คือไฟล์ Atapi.sys, Intelide.sys,Pciide.sys และ Pciidex.sys ซึ่งจะอยู่ในรูปของไฟล์ .CAB ที่ชื่อ Driver.cab หรือ SP1.cab SP2.cab SP1.cab sp3.cab (แล้วแต่กรณีรุ่นของวินโดวส์)ต้องแตกไฟล์พวกนี้ไปไว้ที่โฟลเดอร์ C:/windows/System32/Drivers
ในกรณีที่ใช้ Windows XP ธรรมดา (ไม่มี Service pack)
ให้แตกไฟล์ driver.cabอย่างเดียว แล้วหาไฟล์ดังนี้
atapi.sys
intelide.sys
pciide.sys
pciidex.sys

ในกรณีที่ใช้ Windows XP Service pack1
ให้แตกไฟล์ sp1.cab แล้วหาไฟล์ดังนี้
atapi.sys
intelide.sys
ให้แตกไฟล์ driver.cab แล้วหาไฟล์ดังนี้
pciide.sys
pciidex.sys

ในกรณีที่ใช้ Windows XP Service pack2
ให้แตกไฟล์ sp2.cabแล้วหาไฟล์ดังนี้
atapi.sys
intelide.sys
intelide.sys
pciidex.sys

ในกรณีที่ใช้ Windows XP Service pack3
ให้แตกไฟล์ sp3.cabแล้วหาไฟล์ดังนี้
atapi.sys
intelide.sys
intelide.sys
pciidex.sys

3. ให้copy ไฟล์ที่ให้หาทั้ง4ตัวของแต่ละรุ่นนำไปไว้ในfolder Driversใน C:/windows/System32/Drivers ถ้าเครื่องถามว่าจะConfirm File Replaceให้ตอบYes หรือ Yes to all

4. ให้ก็อป script ข้างล่างนี้ ไปไว้ notepad แล้วเซฟเป็นชื่อ อะไรก็ได้แต่ต้องมีนามสกุลเป็นreg ให้ดับเบิลคลิกที่ไฟล์นี้ ตอบ Yes และ OK

Continue reading “เทคนิคการ ย้าย-เปลื่ยน Harddisk หรือ Mainboard ใหม่โดยไม่ต้องลงวินโดวส์ใหม่ (XP)”